<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 07:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 07:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณบดีนิติศาสตร์มธ.ชี้ข้อกำหนดฉบับที่29จำกัดสิทธิเสรีภาพ แนะร้องศาลว่าขัดรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30ก.ค.64-ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังมีการเผยแพร่ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ระบุว่า
หลังจากที่เคยมีผู้ทักท้วงข้อกำหนดฉบับที่ 27 (ข้อ 11) จนรองนายกรัฐมนตรีต้องออกมาชี้แจงว่าห้ามเฉพาะการนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ วันนี้นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 โดยมีข้อห้ามแบบเดิมอีก ทำให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลว่าต้องการห้ามการนำเสนอข้อมูลใดๆ ที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะ &amp;ldquo;จริง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;เท็จ&amp;rdquo; หากบังคับใช้กฎหมายในแนวทางนี้ การนำเสนอข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับโรคระบาดไม่ว่าจะทำโดยสื่อมวลชน บุคคลทั่วไป แม้แต่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะกระทำมิได้เลย เนื่องจากข้อมูลที่เกี่ยวกับโรคระบาดไม่ว่าในแง่มุมใด ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวได้ด้วยกันทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลวิปริตเช่นนี้ คนทั่วไปก็บอกได้ว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อสามัญสำนึก ในขณะที่นักกฎหมายบอกได้ทันทีว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เกินสมควรแก่เหตุ และไม่ได้มุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่เห็นได้ชัดว่าต้องการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการที่ผิดพลาดของรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ใช้สิทธิและเสรีภาพโดยสุจริต ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 นี้ จึงควรปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนด้วยการร้องขอให้ศาลยุติธรรมประกาศว่ากฎหมายลำดับรองฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111589</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจำกัดสิทธิเสรีภาพ, ข้อกำหนดฉบับที่ 29, นายมุนินทร์ พงศาปาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_610346026d50f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณบดีนิติฯ ธรรมศาสตร์ชี้ผลสางคดีของอัยการบางเรื่องดีแต่ยังต้องฟังผลชุดตำรวจและหลักฐานอื่นอีก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;นายมุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมถึงกรณีอัยการแถลงเมื่อวันที่ 4 ส.ค. จะมีผลใดต่อการหารือของที่ประชุมคณะกรรมการฯหรือไม่ ว่าไม่มีผลอะไร เราทำงานของเราไป ซึ่งข้อมูลที่อัยการแถลงข่าวมานั้นเรานำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณาส่วนหนึ่งด้วยอยู่แล้ว บางประเด็นที่อัยการไม่พบสิ่งผิดปกติ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องช่วยในส่วนนั้นด้วยเพื่อช่วยอัยการหาว่าขบวนการทำงานไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตำรวจหรืออัยการมีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการแถลงของอัยการเหมือนโยนความบกพร่องให้ตำรวจว่าทำสำนวนมาไม่ดี ไม่รอบคอบ นายมุนินทร์ กล่าวว่า เป็นปกติเพราะสองหน่วยงานนี้ เป็นหน่วยงานหลักในการทำคดี คณะกรรมการชุดนี้ต้องเข้าไปตรวจสอบ การทำงานของทั้งตำรวจ และอัยการว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า ในที่ประชุมมีการพูดคุยถึงประเด็นการทำงานของอัยการบ้างหรือไม่ นายมุนินทร์ กล่าวว่า ไม่ได้คุยกันเยอะมาก คิดว่าเราก็รับฟังแค่ส่วนหนึ่ง เราไม่ได้เชื่อผลการสอบสวนของใคร เพราะเรามีหน้าที่ต้องสอบหาความจริง ในส่วนของเราเองจึงต้องดูทุกสำนวน หลักฐานทั้งหมด และใช้ดุลพินิจของเราว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขั้นตอน ตามกฎหมายต่างๆ เกี่ยวข้องอย่างไร ชอบหรือไม่โปร่งใสหรือไม่ สุจริตหรือไม่ เมื่อถามว่า จะต้องเชิญใครมาชี้แจงบ้าง &amp;nbsp;นายมุนินทร์ กล่าวว่า โดยหลักก็ต้องเชิญทุกคน ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เมื่อถามถึง ความคิดเห็นส่วนตัวมองการแถลงข่าวของอัยการอย่างไรบ้าง นายมุนินทร์ กล่าวว่า ส่วนตัวตนคิดว่าข่าวดีของคดีนี้คือ อย่างน้อยที่สุดก็มีทางออก ทั้งเรื่องพยานหลักฐานใหม่ เรื่องการพบสารเสพติด ซึ่งอาจจะเป็นคดีแยกออกมาต่างหาก อีกอย่างหนึ่งคือ สื่อและนักกฎหมาย ได้สะท้อนเรื่องการทำงานของอัยการที่ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ในส่วนนี้อาจเป็นเพราะมีเวลาทำงานน้อย คิดในแง่ดีคณะกรรมการชุดนี้ว่าอาจช่วยอัยการในการเข้าไปดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าคนที่เกี่ยวข้องก็เป็นอัยการ เป็นอัยการสูงสุด และคนที่เข้าไปตรวจสอบก็เป็นอธิบดีอัยการ ซึ่งเป็นอัยการชั้นอาวุโสที่น้อยลงมา แต่เชื่อว่าท่านจะทำงานเป็นอิสระ แต่อย่างที่บอกคือ อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและข้อมูล &amp;nbsp;ดังนั้นคณะกรรมการชุดนี้อาจช่วยให้การทำงานได้อย่างรอบด้านมากขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า หากสำนวนของตำรวจที่ส่งให้อัยการอ่อนไป อัยการมีอำนาจเรียกสอบเพิ่มได้หรือไม่ นายมุนินทร์ กล่าวว่า ใช่ อัยการมีอำนาจในการสอบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อถามย้ำว่า ในกรณีนี้ทำไมอัยการจึงไม่เรียกเพิ่ม นายมุนินทร์ กล่าวว่า ทางคณะกรรมการฯต้องดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งเรื่องอัยการและสำนวนของตำรวจ ต้องดูให้หมด ส่วนข้อพิรุธที่สังคมยังคลางแคลงใจเราจะต้องนำไปดูให้หมดและอธิบายให้สังคมได้รู้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73488</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณบดีคณะนิติศาสตร์, คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน, ตำรวจ, นายมุนินทร์ พงศาปาน, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a57e84e6b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
