<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเคาะภาษีบุหรี่ใหม่ ขี้ยาอ่วมขึ้น8บาท/ซอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิงห์อมควันร้องจ๊าก! &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ชง ครม.เคาะโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ คาดทำราคาขายปลีกพุ่งซองละ 6-8 บาท จัดเก็บตามมูลค่า 2 อัตราเหมือนเดิม แต่จะปรับเพิ่มส่วนของอัตราล่างให้สูงขึ้น ด้านผู้ค้าตื่นตูมทยอยกักตุนอื้อ นักวิชาการควบคุมยาสูบผิดหวังกรมศุลฯเตรียมสั่งลดภาษีนำเข้าซิการ์ ไวน์ สุรา แนะเอาอย่างฟิลิปปินส์ขึ้นภาษีบุหรี่ทุกปี 4% จัดเก็บภาษีอัตราเดียวช่วยลดคนสูบ-บุหรี่เถื่อน ก.คลังต้องรู้ทันไม่หลงกล บ.บุหรี่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังพิจารณาแล้ว หลังจากนี้คาดว่านายอาคมจะนำเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนนี้ เนื่องจากว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะต้องมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ต.ค.2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยืนยันว่ากรมสรรพสามิตได้มีการพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่อย่างรอบคอบแล้ว ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เคยเกิดในอดีต และตอบโจทย์ใน 4 เรื่องหลักคือ 1. ด้านสาธารณสุข 2.ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 3.ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และ 4.ด้านการดูแลบริหารจัดการบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ปลอม ภายใต้โจทย์ทั้ง 4 เรื่องนี้ โครงสร้างภาษีใหม่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ค้าบุหรี่บางกลุ่มต้องการ เพราะว่ามีข้อเสนอที่สุดโต่งเกินไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยังบอกไม่ได้ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะเป็นอัตราเดียวหรือ 2 อัตราเหมือนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่โดยภาพรวมภาระภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น เพราะภาษีใหม่ต้องตอบโจทย์ทั้ง 4 เรื่องหลักดังกล่าว และกรมสรรพสามิตรู้ดีว่าจุดยืนของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นอย่างไร เช่น ในด้านสาธารณสุข ก็จะมีความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ จึงอยากให้ขึ้นภาษีสูงๆ ซึ่งกรมจะมองด้านสุขภาพอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้อุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งอุตสาหกรรมยังเดินหน้าต่อไปได้&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอให้กระทรวงการคลังนำโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาในวันที่ 21 ก.ย.2564 เพื่อจะได้มีเวลาให้ ครม.พิจารณาตัดสินใจ หากมีข้อปัญหาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุง ก็จะมีเวลาพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปได้ทัน และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากผู้ค้าบุหรี่เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ตลาดบุหรี่ได้เริ่มมีการกักตุนสินค้ามานานหลายเดือนแล้ว เพราะเป็นที่คาดการณ์กันว่าอัตราภาษีตามโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะมีการปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน ถึงแม้มูลค่าจะไม่ปรับขึ้นจาก 20% เป็น 40% ตามกฎหมายเดิม แต่อัตราการจัดเก็บขั้นต่ำตามมูลค่าของโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะมากกว่า 20% แน่นอน แต่คงไม่ถึง 40% เบื้องต้นมีการคาดการณ์กันในตลาดผู้ค้าบุหรี่ว่าราคาบุหรี่หลังโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่มีผลบังคับใช้ ราคาขายปลีกบุหรี่อาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้น 6-8 บาทต่อซอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม โครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีการเก็บตามปริมาณที่มวนละ 1.20 บาท บวกกับตามมูลค่า 20% สำหรับบุหรี่ที่ราคาขายปลีกไม่เกิน 60 บาทต่อซอง และ 40% สำหรับบุหรี่ที่ราคาขายปลีกที่ราคาเกิน 60 บาทต่อซอง โดยตามกฎหมายเดิม ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 การเก็บภาษีบุหรี่ตามมูลค่าจะต้องเหลืออัตราเดียวที่ 40% ทุกชนิดราคาบุหรี่ ซึ่งทั้งผู้ค้าบุหรี่และชาวไร่ยาสูบไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะทำให้ราคาบุหรี่ปรับขึ้นสูงอย่างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะคงการจัดเก็บตามมูลค่าไว้ 2 อัตราเหมือนเดิม แต่จะปรับเพิ่มส่วนของอัตราล่างให้สูงขึ้น จากปัจจุบันที่เก็บ 20% รวมถึงอาจจะปรับจุดตัดช่วงราคาขายปลีกบุหรี่ จากปัจจุบันที่ 60 บาท เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้บุหรี่ที่เสียภาษีในอัตราขั้นต่ำมีกำไรมากขึ้น และสามารถอยู่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าโครงการวิจัยติดตามและเฝ้าระวังอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย กล่าวว่า จากกรณีที่กรมศุลกากรเตรียมพิจารณาปรับลดพิกัดอัตราขาเข้าสินค้าประเภทไวน์ สุรา และยาสูบประเภทซิการ์ลงกึ่งหนึ่ง เป็นเวลา 5 ปี ตามมติของ ครม.เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2564 เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาพำนักและลงทุนในประเทศ ถือว่าผิดความคาดหมายของภาคีเครือข่ายนักวิชาการควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมาก ซึ่งทราบกันดีว่า ก.คลังจะเสนออัตราภาษีบุหรี่ใหม่ให้กับ ครม. &amp;nbsp;เพื่อมาแทน ระบบภาษีปัจจุบันที่ใช้ระบบ 2 อัตรา ให้ทันวันที่ 1 ต.ค.2564 ซึ่งข้อเสนอของภาคนักวิชาการควบคุมยาสูบ เสนอให้ใช้อัตราภาษีเดียวในบุหรี่ทุกประเภท และภาษีอัตราใหม่จะต้องมีผลให้บุหรี่ทุกประเภทมีราคาไม่ถูกลงจากราคาปัจจุบัน เพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน วัยรุ่น ไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย ที่สำคัญภาครัฐจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีการปฏิรูประบบภาษีบุหรี่ที่ดี โดยรัฐบาลมีนโยบายการปรับขึ้นภาษีทุกปี ปีละ 4% มาตั้งแต่ปี 2555 มีการปรับโครงสร้างภาษีจากที่เคยมี 4 ระดับ จนปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงระดับเดียว จากที่เคยเก็บภาษีในอัตรา 2.72 เปโซต่อซอง ในบุหรี่กลุ่มราคาถูกที่สุด ปรับเพิ่มมาเก็บภาษีในอัตรา 30 เปโซต่อซอง ซึ่งจัดเก็บอัตราภาษีบุหรี่เท่ากันทุกกลุ่มราคา ผลที่ตามมาคือรัฐบาลได้รายได้จากภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อัตราการสูบบุหรี่ลดลง และยังส่งผลให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนลดลงด้วย&amp;quot; ดร.พญ.เริงฤดีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ก.คลังและ ครม.จะรู้ทันบริษัทบุหรี่ ไม่หลงกลการนำบุหรี่เถื่อนมาเป็นข้ออ้างไม่ให้ขึ้นภาษี ขอให้ ครม.เห็นชอบอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ที่คำนึงถึงสุขภาพและชีวิตของคนไทย โดยอัตราภาษีใหม่ควรเป็นอัตราเดียว และต้องทำให้ราคาบุหรี่ขายปลีกมีราคาสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน เพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้คนเลิกสูบหรือสูบน้อยลงและป้องกันไม่ให้เด็กเยาวชนเข้ามาเสพติดบุหรี่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117211</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ครม.เคาะโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่, นายลวรณ แสงสนิท, สิงห์อมควันร้องจ๊าก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_60701a3450fb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรรพสามิต&#039;เบรกรีดภาษีใหม่หวั่นซ้ำเติมประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เมษายน 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ยืนยันว่าจะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีใหม่ ๆ ในช่วงนี้ เนื่องจากยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นการออกภาษีใหม่ ๆ จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ โดยขณะนี้กระทรวงการคลังและรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้มาตรการภาษีในการเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ที่กระทรวงการคลังได้รับนโยบายจากรัฐบาลมานั้น แต่ละกรมจัดเก็บรายได้ คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างดำเนินการ ในส่วนของกรมสรรพสามิตนั้นได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การจัดเก็บรายได้เท่านั้น แต่ได้พิจารณาในทุกเรื่อง ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษีออกมาให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และตอบโจทย์ภารกิจของกรมสรรพสามิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;กรมฯ กำลังดำเนินการอยู่ ต้องดูในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การออกพิกัดอัตราภาษีใหม่เท่านั้น แต่ต้องดูให้ครอบคลุมรวมไปถึงภาษีที่จัดเก็บอยู่แล้วก็ต้องทำให้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องดูในภาพที่ใหญ่ขึ้นว่าจะต้องดำเนินการในส่วนไหนบ้าง เช่น ภาษีบาปที่ยังมีช่อง ก็ไปศึกษาดูว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนภาษีใหม่ ๆ ที่มีการเสนอ เช่น ภาษีเครื่องใช้ไฟฟ้า และภาษีจากความเค็ม ทีมกำลังทำการบ้านอยู่ มีความคืบหน้า ข้อมูลทั้งหมดมีอยู่แล้ว แต่อยากขอเวลาทำงานให้รอบคอบมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่ายังมีเวลาเพราะช่วงโควิด และช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวแบบนี้คงไม่เหมาะหากจะออกภาษีใหม่ ๆ มาใช้ ทุกอย่างยังมีเวลา อยากศึกษาให้ดีและรอบคอบก่อน&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตเตรียมพิจารณาขยายเวลาเลื่อนการปรับขึ้นอัตราภาษีความหวานตามขั้นบันไดไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ส่วนจะขยับไปนานเท่าไหร่นั้น คงเป็นเรื่องที่ฝ่ายนโยบายจะพิจารณาอีกที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายลวรณ กล่าวอีกว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.63-มี.ค.64) ถือว่าทำได้ในระดับที่น่าพอใจ จากอานิสงส์ของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเบียร์ที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่าภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในปีงบประมาณ 2564 จะทำได้สูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงการคลัง และสูงกว่าการจัดเก็บในปีงบประมาณก่อนหน้าแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ยังต้องติดตามภาพรวมการจัดเก็บรายได้ในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2564 ด้วย หากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อการเดิน การบริโภคและใช้จ่ายมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับรายได้จากภาษีน้ำมันที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีมาก ๆ และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการจัดเก็บรายได้ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2564 ซึ่งการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3 แสนบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของการพิจารณาโครงสร้างภาษีกัญชานั้น กรมสรรพสามิตมองว่ายังมีเวลาในการศึกษาแนวทางดำเนินการให้รอบคอบ โดยยังต้องรอความชัดเจนจากฝ่ายนโยบายด้วยว่าจะกำหนดให้กัญชาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ในระดับใด โดยปัจจุบันยังเป็นเพียงการนำมาใช้ในการทำอาหารปรุงสด หรือการเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งไม่เสียภาษีสรรพสามิต แต่การที่กรมฯ จะเข้าไปจัดเก็บภาษีได้นั้น ก็ต่อเมื่อมีการนำกัญชามาบรรจุลงขวดหรือกระป๋อง จึงยังมีเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้อยู่พอสมควร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99904</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, นายลวรณ แสงสนิท, ภาษีสรรพสามิต, เบรกภาษีความหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_607065cd47071.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแล้ว&#039;กองสลาก&#039;เคาะประเดิมขายหวยผ่านแอปงวด 1 มิ.ย.64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เมษายน 2564&amp;nbsp; นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ปิดรับสมัครตัวแทนจำหน่ายสลากฯ ราคา 80 บาท ในโครงการ จีแอลโอ ออฟฟิเชียล เซลเลอร์ส โดยมียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 520 ราย แบ่งเป็นตัวแทนในเขตกรุงเทพฯ 460 ราย และ จ.นนทบุรีอีก 60 ราย โดยกระบวนการหลังจากนี้คือการคัดเลือกตัวแทน ซึ่งสำนักงานสลากฯ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคัดเลือก รวมทั้งมีระบบควบคุมและติดตามการเคลื่อนไหวของตัวแทนผู้ค้าที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการทดลองนำระบบแอปพลิเคชันรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในการซื้อขายสลากฯ ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการขายเกินราคา และปัญหาการขายต่อเพื่อทำกำไร โดยเบื้องต้นจะนำร่องใช้กับเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายสลาก 80 บาท ทั้งหมด 56 พื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ 50 แห่ง และ จ.นนทบุรีอีก 6 แห่ง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในงวดวันที่ 1 มิ.ย. 2564 โดยผู้ค้าที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้รับสลากไปขายงวดละ 25 เล่ม โดยมีการทำสัญญาแบบปีต่อปีและต้องขายในราคาไม่เกิน 80 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะมีจุดขายสลากราคา 80 บาทจริง ๆ โดยหลังจากเริ่มดำเนินโครงการไปสักระยะ ประมาณ 3 เดือน ก็จะมีการประเมินความสำเร็จของโครงการ หากพบว่ามันเวิร์ค มันดี สำนักงานสลากฯ ก็พร้อมจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ในทุกจุดทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงานสลากฯ มองว่าตรงนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยควบคุมราคาสลากฯ ได้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ 100% เพราะต้องใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน ยืนยันว่าที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ ไม่ได้อยู่เฉย ๆ หรือนิ่งนอนใจกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ได้มีการพยายามหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหา&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ผ่านมาคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ของโครงการแล้ว จะต้องเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับระบบในการขาย วิธีการขายว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นการรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งขณะนี้สำนักงานสลากฯ กำลังพิจารณาว่าจะใช้กับแอปพลิเคชันใดบ้าง แต่หากพูดถึงความพร้อมของแอปพลิเคชันภาครัฐอย่าง &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ก็มีความพร้อม และที่ผ่านมาประชาชนก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี การจำหน่ายสลาก โดยการรับ-จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันนี้ จะช่วยให้สำนักงานสลากฯ มีข้อมูลการซื้อขายทั้งหมด สามารถระบุตัวตนผู้ซื้อ-ผู้ขายได้ ขายแล้วมีการนำไปจัดรวมชุดหรือเก็งกำไรต่อหรือไม่ และยังเป็นประโยชน์กับผู้ถูกรางวัลด้วย โดยข้อมูลที่ได้จากโครงการทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ในการประเมินแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขายสลากฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของการแก้ปัญหาการรวมชุดสลากฯ นั้น สำนักงานสลากฯ ได้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง มีการจัดสลากแบบ 2-1-1-1 เพื่อให้การรวมชุดทำได้ยากขึ้น ก็ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ก็ยังมีการรวมชุดอยู่ โดยหลังจากนี้ต้องหาวิธีแก้ปัญหาไปด้วยการทำให้กระบวนการรวมชุดเหล่านั้นทำได้ยากขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ อาจจะต้องให้เวลาหน่อย แต่การดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการสลากฯ มากขึ้นนั้น น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98945</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายลวรณ แสงสนิท, สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, แอปพลิเคชันขายหวย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_60701a3450fb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแล้วคลังจ่อเคาะภาษีบุหรี่ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เมษายน&amp;nbsp; 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า จะนำผลการศึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่หารือกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เพื่อหาข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากโครงสร้างภาษีใหม่จะต้องเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 จึงต้องการสรุปรายละเอียดเพื่อให้ผู้ประกอบการรับทราบและเตรียมปรับตัวในการดำเนินธุรกิจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่นั้น จะต้องตอบโจทย์ 4 เรื่อง คือ 1. ด้านสาธารณสุข 2. ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 3. ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และ 4. ด้านการดูแล บริหารจัดการบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอม ภายใต้โจทย์ทั้ง 4 เรื่องนี้ โครงสร้างภาษีใหม่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ค้าบุหรี่บางกลุ่มต้องการ เพราะว่ามีข้อเสนอที่สุดโต่งเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ กล่าวอีกว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นอัตราเดียวเหมือนต่างประเทศ หรือตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในปัจจุบัน โดยจะมีการปรับให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของผู้ประกอบการ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้มากที่สุด จึงยังบอกไม่ได้ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะอัตราเป็นอย่างไร จะเป็นอัตราเดียว หรือหลายอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะมีการเสนอผลการศึกษาให้ รมว.การคลัง พิจารณาเห็นชอบมากกว่า 1 ทางเลือก ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เสนอว่าให้มีการจัดเก็บอัตราภาษีบุหรี่ 3 อัตรา โดยมีอัตราต่ำขึ้น เพื่อทำให้ ยสท. ขายบุหรี่ในราคาถูกได้นั้น ก็เป็นการเสนอได้ ส่วนการตัดสินใจทั้งหมดเป็นหน้าที่ของกรมสรรพสามิต&amp;quot; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีบุหรี่เฉลี่ยปีละ 60,000 ล้านบาท โดยกรมสรรพสามิตได้ให้ความสำคัญกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภาษีบุหรี่ทั้งหมด ทั้งผู้ค้า และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ขายใบยาสูบได้ลดลง ซึ่งทางกรมสรรพสามิตได้มีการจ่ายเงินเยียวยาให้มาเป็นเวลา 2 ปีก่อนเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดกรมสรรพสามิตได้เสนอสำนักงบประมาณ เพื่อขอใช้งบประมาณปี 2564 วงเงิน 159 ล้านบาท ในการจ่ายชดเชยให้ผู้ปลูกใบยาสูบในปีการผลิต 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98375</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.), นายลวรณ แสงสนิท, ภาษียาสูบ, อธิบดีกรมสรรพสามิต, โครงสร้างภาษีบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606aabfae88ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ไม่สะเทือนนักดื่มคลังยิ้มภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในช่วง 5 เดือนของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค. 63-ก.พ.64) ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมั่นใจว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 จะสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย หรือสูงกว่าเป้าหมายที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.5 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน ส่วนเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณ ที่ 6.34 แสนล้านบาทนั้น เป็นการประมาณการในช่วงที่ยังไม่มีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยเสริมสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในปีงบประมาณ 2564 ได้แก่ การจัดเก็บภาษีรถยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีมากตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2563 เป็นต้นมา ส่วนหนึ่งมาจากการจัดงานมหกรรม MOTOR EXPO รวมถึงภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ แม้ว่าจะมีมาตรการควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 แต่ก็ส่งผลกระทบน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มองว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การเร่งกระจายวัคซีนของรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ทำให้เริ่มมีการออกมาเดินทางท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าเที่ยวได้แล้วปลอดภัย ก็จะออกจากบ้านมากขึ้น ซึ่งมองว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาพรวมการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รวมถึงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้เยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2564 จะไม่น้อยกว่าปีงบประมาณ 2563 อย่างแน่นอน อาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ หากครึ่งปีหลังปัจจัยเรื่องโควิด-19 คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี การเร่งกระจายวัคซีน จะช่วยสนับสนุนให้คนออกมาท่องเที่ยวมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับการจัดเก็บของกรมฯ ด้วย&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบนั้น เร่งดำเนินการไปมากแล้ว และเตรียมเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยมั่นใจว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะทันใช้งานในวันที่ 1 ต.ค. 2564 อย่างแน่นอน ขณะที่การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการผลิตในอุตสาหกรรมนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและส่งเสริมอุตสาหกรรมไปด้วย โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นหากในอนาคตมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น หลักการจัดเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องพิจารณาให้ครอบคลุม โดยต้องจัดเก็บภาษีจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97772</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายลวรณ แสงสนิท, ภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์, อธิบดีกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec13205a1788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพสามิตรีดภาษีฉลุยรถยนต์-น้ำมันหนุนมาตรการโควิดไม่กระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค. 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต ในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-ธ.ค. 63) ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยยังสามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายเล็กน้อย โดยภาษีที่ยังสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย อาทิ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และภาษีสรรพสามิตน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการของรัฐบาลในการเข้มงวดการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งการจำกัดจำนวนคน การจำกัดเวลาสำหรับการนั่งกินในร้านอาหารต้องไม่เกิน 21.00 น. รวมทั้งการห้ามดื่มสุราและแอลกอฮอล์ภายในร้าน เพื่อลดระยะเวลาในการรวมกลุ่มนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2564 เพราะกรมฯ มีการจัดเก็บภาษีจากสินค้าอุปโภคบริโภคในประเภทอื่น ๆ ด้วย ซึ่งประชาชนยังมีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวดีขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้ขยายตัวตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการในการเข้มงวดการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของรัฐบาลนั้น เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ทำให้เชื่อว่ากรมฯ จะสามารถรับมือได้ โดยการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ จะไม่ได้รับผลกระทบ&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต ในปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังปรับลดเป้าหมายที่คาดว่าจะจัดเก็บได้จริงลงมาอยู่ที่ 5.3 แสนล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่กรมสรรพสามิตได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-พ.ย. 63) ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ติดลบไม่มาก โดยกรมสรรพากรยืนยันว่าจะพยายามจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากโควิด-19 อาทิ ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ และธุรกิจออนไลน์ โดยในปีงบประมาณ 2564 กรมสรรพากรมีเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณ อยู่ที่ 2.08 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในปีงบประมาณ2564ยังอยู่ที่ 1.04แสนล้านบาทตามที่เอกสารงบประมาณกำหนด ยังไม่รวมผลกระทบของโควิด-19และปัจจัยที่มีผลต่อการจัดเก็บต่าง ๆ ถือว่ายังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามสภาพเศรษฐกิจ โดยหลังจากนี้จะมีการปรับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90169</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, การจัดเก็บรายได้, นายลวรณ แสงสนิท, พชร อนันตศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f68ab31b710a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังชงครม.อัดงบ5.1หมื่นล้านกระตุ้นใช้จ่ายโค้งสุดท้ายปี2563 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ย. นี้ สศค. จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ประกอบด้วย โครงการคนละครึ่ง แจกเงิน 3,000 บาท ให้ประชาชนทั่วไป 10 ล้านคน และโครงการเพิ่มวงเงินซื้อของกินของใช้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ จำนวน 14 ล้านคน จาก 200-300 บาท เป็นคนละ 700-800 บาท หรือเพิ่มให้ 500 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2563 หรือคนละ 1,500 บาทต่อคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มาตรการที่จะเสนอ ครม. พิจารณานั้น จะใช้วงเงินดำเนินการ 5.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคของประเทศในไตรมาสสุดท้ายของปีให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเป็นการช่วยเหลือคนให้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นถึง 24 ล้านคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐบาลจะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 ซึ่งจะต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย เน้นร้านของกินหรือซื้อของใช้นิดหน่อยตามโชห่วยหรือร้านธงฟ้า ส่วนร้านค้าขนาดใหญ่ที่เป็นนิติบุคคล ร้านสะดวกซื้อ รัฐไม่เปิดให้เข้าร่วมโครงกา และในวันที่ 16 ต.ค. 2563 เวลา 06.00-23.00 น. จะเปิดให้ประชาชน ที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จองสิทธิผ่าน WWW.คนละครึ่ง.com โดยระบบจะเปิดรับต่อเนื่อง 10 ล้านคน หากวันแรกไม่เต็มก็จะเปิดรับวันต่อ ๆ ไปจนเต็มตามจำนวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลังลงทะเบียนแล้วภายใน 2 วัน ผู้ลงทะเบียนจะได้รับข้อความ SMS แจ้งว่าผ่านการพิจารณาหรือไม่ ผู้ที่ผ่านก็ให้โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งรัฐบาลจะโอนวงเงิน 3,000 บาท ให้กับผู้ได้สิทธิ เพื่อนำไปซื้อของกินของใช้จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งร้านค้าจะมีแอปพลิเคชันถุงเงิน &amp;nbsp;โดยผู้ได้สิทธิก็ต้องโอนเงินส่วนที่จะซื้อของเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตังของตัวเองด้วย เพราะมาตรการนี้เป็นการร่วมจ่ายกันคนละครึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ได้สิทธิเริ่มใช้จ่ายในโครงการได้ในวันที่ 23 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา &amp;nbsp;06.00-23.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563 โดยรัฐบาลกำหนดช่วยจ่ายค่าซื้อสินค้าวันละไม่เกิน 100 บาท หรือ ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งการไปซื้อสินค้าจะต้องจ่ายเงินผ่าน แอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น โดยนำแอปพลิเคชันเป๋าตังไปสแกนกับแอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระบบการลงทะเบียนและการใช้เงิน จะทำได้เวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน เพราะระบบต้องหยุดเพื่อประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะการจ่ายเงินให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต่อไป โดยโครงนี้ผู้ได้สิทธิต้องจ่ายเงินชำระสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังซึ่งผู้ได้สิทธิก็ต้องเตรียมเงินไว้ให้เพียงพอกับซื้อสินค้าด้วย ไม่สามาระชำระเป็นเงินสด เพื่อป้องกันการทุจริต&amp;quot; นายลวรณ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ กล่าวว่า ผู้ที่ได้สิทธิแล้ว จะต้องเริ่มใช้เงินภายใน 14 วัน หลังจากได้รับ SMS หากไม่ใช้เงินระบบจะตัดชื่อออก เพื่อให้คนอื่นเข้ามาจองสิทธิ์ใหม่ โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ก็ยังสามารถมาลงทะเบียนใหม่ โดยโครงการนี้ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายจริงๆ ไม่ต้องการให้มีการของกักสิทธิของผู้อื่นที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการโดยให้วงเงินซื้อสินค้าเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท จากที่ได้รับเดือนละ 200 กับ 300 บาท ก็จะได้รับเดือนละ 700 บาท กับ 800 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2563 หรือเท่ากับได้เงินเพิ่มอีก 1,500 บาท เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าคนกลุ่มนี้เข้าถึงเทคโนโลยีลำบาก ทำให้ไม่สะดวกที่จะไปจองสิทธิรับเงิน 3,000 บาท จึงให้ความช่วยแยกออก เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78132</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, นายลวรณ แสงสนิท, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec131e6ba491.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
