<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาฯเขียนบทความ&#039;กกต.ไม่ควรส่งปัญหาส.ส.หลุดตำแหน่งไปให้ศาลรธน.วินิจฉัย&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ.64-นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ออกบทความเรื่อง &amp;quot;กกต. ไม่ควรส่งปัญหา สส. หลุดจากตำแหน่งในคดี กปปส. ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย&amp;quot; ระบุว่า 1) หลังจากศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีกลุ่มกบฏคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นจำเลย 39 คน เสร็จเมื่อเย็นวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ของจำเลย 8 คน ไปให้ศาลอุทธรณ์สั่งในคืนเดียวกัน และมีการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในเช้าวันเสาร์ที่ 26 เดือนเดียวกัน ทำให้จำเลย 8 คนดังกล่าวถูกขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพรวม 2 วัน จึงมีปัญหว่า สมาชิกภาพของ สส. 2 คน ในคดีนี้สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ปัญหานี้มีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย 2.1 ฝ่ายแรกเห็นว่า ยังไม่สิ้นสุดลง โดยให้เหตุผลว่า (ก) เป็นเพียงกระบวนการควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างรอคำสั่งของศาลเท่านั้น ซึ่งปกติก็จะมีการควบคุมไว้ที่ชั้นล่างของศาล แต่เนื่องจากในวันนั้นหมดเวลาราชการจึงต้องเปลี่ยนที่ควบคุมไปเป็นเรือนจำ กรณีจึงไม่พ้นจากตำแหน่ง ส.ส ถ้าถูกจำคุกเพียง 1 ชั่วโมงแล้วต้องขาดคุณสมบัติความเป็นส.ส. จนนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ จะทำให้รัฐเกิดความเสียหายจากการต้องเสียเงินหลายสิบล้านบาทสำหรับการจัดการเลือกตั้งซ่อม (ข) จำเลยไม่ได้ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกอันจะทำให้สมาชิกภาพต้องสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(13) (ค) รัฐธรรมนูมาตรา 125 วรรคแรกบัญญัติว่า ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ในวันที่ 24 - 26 กุมภาพันธ์ 2564 อยู่ในระหว่างสมัยประชุมของรัฐสภา ดังนั้นการที่ศาลอาญาออกหมายขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาส่งตัวนายถาวรไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ .....จึงเป็นการกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ย่อมใช้บังคับไม่ได้ จึงต้องถือว่าไม่มีการออกหมายขังนายถาวร และนายถาวรไม่ได้ถูกคุมขังโดยหมายของศาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (6) .....ดังนั้นสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายถาวรจึงไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6)ประกอบมาตรา 98(6) .....กล่าวโดยสรุปคือนายถาวร เสนเนียม ยังมีฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 ฝ่ายหลังเห็นว่า สิ้นสุดลงแล้ว โดยให้เหตุผลว่า (ก) คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยดังกล่าว โดยไม่รอการลงโทษ ศาลออกหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกา (แบบพิมพ์ 51 ตรี (สีเหลือง)) ดังนั้น แม้จำเลยจะถูกขังหรือจำคุกเพียง 1 วัน ก็เข้าข่ายถูกคุมขังโดยหมายของศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(6) สมาชิกภาพ ส.ส.ของจำเลยดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 แล้ว
อนึ่ง การสิ้นสุดสมาชิกภาพของ สส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 มีทั้งหมด 13 ข้อ แต่ละข้อย่อมเป็นเอกเทศต่อกัน มาตรา 101(13) เป็นกรณีต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้ไม่ได้ติดคุกจริง เพราะมีการรอการลงโทษ สมาชิกภาพก็ต้องสิ้นสุดลง โดยมีข้อยกเว้นที่ไม่สิ้นสุดลงอยู่ 3 กรณี คือ กระทำโดยประมาท &amp;nbsp;ความผิดลหุโทษ และความผิดฐานหมิ่นประมาท คดีนี้ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 101(13) แต่เป็นกรณีที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัว สส. ในระหว่างสมัยประชุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เป็นข้อห้ามที่จะสอบสวนในฐานะที่ สส. ผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา (แต่เจ้าพนักงานมีอำนาจจับในขณะที่ สส. กระทำความผิด) ไม่ได้ใช้กับการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งเป็นกรณีตามวรรคสี่ของมาตรานี้ ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีนั้นในสมัยประชุมได้ในกรณีที่ไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา และเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก สส. ผู้นั้น โดยยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลก็มีอำนาจออกหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้ ไม่ได้ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่ประการใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ข) เทียบเคียงกับคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามคำร้องของนายนวัธ เตาะเจริญสุข สส. พรรคเพื่อไทย จึงถือว่าเข้าข่ายถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลแล้ว ดังนั้น สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายนวัธย่อมสิ้นสุดลง (ค) สอดคล้องกับคำพิพากษาปกครองสูงสุดที่ อ. 2162/2559 ที่วินิจฉัยว่า แม้ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ในวันเดียวกัน แต่ศาลแขวงก็มีคำสั่งให้ส่งคำร้องของผู้ฟ้องคดีไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสั่ง โดยมิได้มีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวผู้ฟ้องคดี และมีหมายลงวันที่ 18 กันยายน 2555 จำคุกผู้ฟ้องคดีไว้ระหว่างอุทธรณ์ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยผู้ฟ้องคดีชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลแขวงจึงมีหมายลงวันที่ 19 กันยายน 2555 ปล่อยตัวผู้ฟ้องคดีก็ตาม กรณีถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 45(4) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 แล้ว สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลของผู้ฟ้องคดีจึงสิ้นสุดลงตามนัยมาตรา 47 ตรี วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 47 ทวิ (3) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แม้จะเป็นการถูกคุมขังเพียง 1 วัน และต่อมาผู้ฟ้องคดีจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลของผู้ฟ้องคดีซึ่งสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายกลับฟื้นคืนมาได้แต่ประการใด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลของผู้ฟ้องคดีสิ้นสุดลง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ผู้เขียนมีความเห็นว่า สมาชิกภาพของ สส. 2 คน ในคดี กปปส. (นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และนายถาวร เสนเนียม) ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ด้วยเหตุผลตามข้อ 2.2 แล้ว รัฐพึงจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง และประธานสภาผู้แทนราษฎรพึงประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น เลื่อนขึ้นมาเป็น สส. แทนตำแหน่ง สส. แบบบัญชีรายชื่อที่ว่างลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) กกต. ควรส่งปัญหา สส. หลุดจากตำแหน่งในคดี กปปส. ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่
ผู้เขียนเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 21 การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของ กกต. ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 วรรคสอง คดีนี้ปัญหาเกี่ยวกับสมาชิกภาพของ สส. สิ้นสุดลง เพราะเหตุที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลมีคำตอบที่ชัดเจนและตกผลึกแล้ว กกต. จึงควรใช้ความกล้าหาญดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดสงขลาแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ไม่ควรส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94508</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., นายวัส ติงสมิตร, ศาลรัฐธรรมนูญ, ส.ส.หลุดตำแหน่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b4da13a2cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กสม.เหลือเพียง3คน!สมาคมสิทธิเสรีภาพฯจี้เร่งสรรหาแต่งตั้งชุดถาวรโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ส.ค.62-สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ยุติการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดชั่วคราว เร่งสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดถาวรโดยเร็ว มีเนื้อหาดังนี้
สืบเนื่องจากกรณีนางเตือนใจ ดีเทศน์ และนางอังคณา นีละไพจิตร ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ โดยก่อนหน้านี้นายสุรเชษฐ์ สถิตนิรมัย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกไปด้วยเหตุผลเดียวกัน ในเรื่องบรรยากาศในการทำงานที่ไม่สร้างสรรค์ประกอบกับเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ นายชาติชาย สุทธิกลม ได้ลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) จึงทำให้ปัจจุบันคงเหลือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพียง ๓ คนจากจำนวนทั้งสิ้น ๗ คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แถลงว่า &amp;nbsp;จะทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้ร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราวให้ครบเจ็ดคน นั้น
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) เห็นว่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๑. โดยที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นองค์กรอิสระ โดยการกำหนดให้องค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาต้องมีผู้แทนองค์กรสิทธิมนุษยชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหา ทั้งยังกำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งการกำหนดหลักการดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการปารีสว่าด้วยสถานะของสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Paris Principles Relating to the Status of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights) &amp;nbsp;ดังนั้น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงกำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดปัจจุบันที่ได้มาโดยไม่เป็นตามหลักการปารีสต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายให้คณะกรรมการดังกล่าว ทำหน้าที่เพียงชั่วคราวในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เพื่อรอให้ให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาทำหน้าที่ต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๒. ขณะนี้คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการสรรหาตามลำดับกำลังดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจะมีการให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ในระหว่างวันที่ ๒-๓ สิงหาคมนี้ หลังจากนั้นจึงคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมที่เหลืออีกจำนวน ๔ คน เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน ๒-๓ เดือน อีกทั้งแม้จะเหลือกรรมการอยู่เพียง ๓ คน ไม่ถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp;๔ คน ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่เฉพาะการที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามมาตรา ๒๐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดที่ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดจะร่วมกันแต่งตั้งบุคคลมาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนชั่วคราวเพื่อให้มีจำนวนครบ ๗ คน ตามข้อเสนอของประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเหตุผลตามความเห็นดังกล่าว สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) จึงขอเสนอแนะดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๑.ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดควรยุติการแต่งตั้งบุคคลมาปฏิบัติหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนชุดชั่วคราวให้มีจำนวนครบ ๗ คน ตามข้อเสนอของประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้การสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์หลักการปารีส รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๒.คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยจะต้องพิจารณาคุณสมบัติ ประสบการณ์และผลงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ประจักษ์ของบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ ควรตระหนักถึงเป้าหมายการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอันเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42524</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., นางอังคณา นีละไพจิตร, นางเตือนใจ ดีเทศน์, นายวัส ติงสมิตร, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, องค์กรอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca43a12d937b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “กสม.-พระปกเกล้า” ร่วมมือทางวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปสม.) รุ่นที่ ๑</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๒ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า
สิทธิมนุษยชนเป็นหลักการสำคัญและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ จนถึงรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้ให้การรับรองไว้ตลอดทั้งกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามเป็นภาคีมากว่าครึ่งศตวรรษ ทั้งหมดนี้ล้วนมุ่งให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ อย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศจะเน้นให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนศึกษา
เพื่อจัดการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนให้กับทุกคนและทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสถาบันพระปกเกล้า เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมความตระหนักและการให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่กลุ่มนักบริหารระดับสูงในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสื่อมวลชน ดังนั้นทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ ปสม. รุ่นที่ ๑ เพื่อมุ่งสร้างเสริมความรู้แก่กลุ่มบุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมและมีศักยภาพในการกำหนดทิศทางขององค์กรในสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งจะส่งให้การปฏิบัติและการสร้างความตระหนักเพื่อการเคารพสิทธิมนุษยชนเกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นในสังคมไทย อันจะเป็นผลดีต่อการสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ที่สำคัญจะเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยให้มีความยั่งยืนอีกด้วย&amp;rdquo; นายวัส กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้ามีพันธกิจสำคัญคือการให้บริการทางวิชาการทั้งในรูปของการศึกษาอบรมทางวิชาการ ให้คำปรึกษา ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และบริการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความรู้ทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี ซึ่งประเด็นสิทธิมนุษยชนศึกษาได้รับการบรรจุไว้ในหลักสูตรการอบรมที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้าด้วยเพราะสิทธิมนุษยชนคือพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ประชาชนชาวไทยทุกคนควรรู้และเข้าใจโดยเฉพาะผู้นำองค์กรที่มีบทบาทที่จะสามารถขับเคลื่อนงานภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง กสม.และสถาบันพระปกเกล้า ในการจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปสม.) รุ่นที่ ๑ นี้ขึ้นเป็นการเฉพาะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวอีกว่า โครงสร้างหลักสูตร ปสม. นี้ ประกอบด้วย
๗ กลุ่มวิชา ได้แก่ ๑.ฐานคิดและหลักการด้านสิทธิมนุษยชน ๒.มาตรฐานและกลไกสิทธิมนุษยชน
๓.สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสถานการณ์สากล ๔.สิทธิมนุษยชนบนกระแสความท้าทาย ๕.บทบาทผู้บริหารกับงานสิทธิมนุษยชน ๖.การเสริมสร้างประสบการณ์เชิงประจักษ์ และ ๗.สังเคราะห์ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สำหรับรูปแบบการศึกษาประกอบด้วย การบรรยาย อภิปราย วิเคราะห์แลกเปลี่ยนกรณีศึกษา การศึกษาดูงาน การจัดทำเอกสารวิชาการกลุ่มและเอกสารเชิงนโยบายส่วนบุคคล ทั้งนี้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะโดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและเกณฑ์ต่าง ๆ ของสถาบันพระปกเกล้าอย่างครบถ้วน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า กสม. และสถาบันพระปกเกล้า ได้ร่วมกันคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงจากภาคส่วนต่าง ๆ จำนวน ๗๐ คน เพื่อเข้ารับการอบรมหลักสูตร ปสม. ในรุ่นแรก ตั้งแต่เดือนมีนาคม &amp;ndash; เดือน กรกฎาคม ๒๕๖๒ รวมระยะเวลา ๔ เดือน และมีพิธีเปิดหลักสูตรในวันพุธที่ 27&amp;nbsp; มีนาคม 2562 &amp;nbsp;โดย กสม. มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนที่จะนำมาถ่ายทอดให้ผู้เข้ารับการอบรม เช่น หลักการความรู้พื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายภายในประเทศ แนวทางฐานสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการวิเคราะห์แลกเปลี่ยนกรณีศึกษา จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนได้รับความรู้และทักษะด้านสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถปฏิบัติเป็นตัวอย่างในองค์กร มีสมรรถนะด้านสิทธิมนุษยชนที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งยังผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายในทุกภาคส่วนอย่างเหมาะสม รวมทั้งสร้างและขยายเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูงในทุกภาคส่วนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32373</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., นายวัส ติงสมิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b267595055.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธาน กสม. กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการสัมมนา ว่าด้วยการมีส่วนร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อส่งเสริมสิทธิในที่ดินที่เป็นสิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ &amp;nbsp;เข้าร่วมพิธีเปิด &amp;ldquo;การสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคว่าด้วยการมีส่วนร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมสิทธิในที่ดินที่เป็นสิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Engaging National Human Rights Institutions Toward the Promotion of Land Rights as Human Rights&amp;rdquo; ณ โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ แกรนด์ สุขุมวิท จัดโดยเครือข่ายองค์กรเอกชนเพื่อการปฏิรูปการเกษตรและการพัฒนาชนบทแห่งเอเชีย (Asian NGO Coalition for Agrarian Reform and Rural Development &amp;ndash; ANGOC) และเครือข่ายที่ดินระหว่างประเทศแห่งเอเชีย&amp;nbsp;ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นายวัส กล่าวถ้อยแถลงในช่วงพิธีเปิดตอนหนึ่งว่า ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน (Right on land)เป็นปัญหาสำคัญที่พบในประเทศไทยเช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม ANGOC &amp;nbsp;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พบว่า ปัญหาในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย มีสาเหตุหลักมาจากกฎหมายภายในของไทยกำหนดให้ที่ดินที่ไม่มีเอกชนได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็น &amp;ldquo;ป่าไม้&amp;rdquo; ทั้งหมด โดยไม่ได้พิจารณาสภาพความเป็นจริงของที่ดิน นอกจากนั้นบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งมีโทษทางอาญา ยังมี &amp;ldquo;ข้อกฎหมายปิดปาก (Estoppel)&amp;rdquo; ที่ไม่ยอมให้นำพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลว่า ประชาชนที่ถือครองที่ดินอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า โดยเฉพาะชุมชนชาติพันธุ์ที่อยู่ในป่า อาจไม่ทราบถึงการกำหนดเขตดังกล่าวของภาครัฐ จึงกระทบต่อสิทธิของประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นายวัส กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้พิจารณาออกข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องรวม ๓ เรื่อง เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามหลักสิทธิมนุษยชน ได้แก่ (๑) ข้อเสนอแนะที่ ๑/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๐ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมาย พื้นที่อนุรักษ์ และที่ดินที่ประชาชนถือครอง (๒) ข้อเสนอแนะที่ ๓/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิม และ (๓) ข้อเสนอแนะที่ ๔/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงกับที่ทำกินของประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ข้อเสนอแนะบางส่วนได้มีการรับฟังความคิดเห็นขององค์กรภาคประชาสังคมด้วย และปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอแนะทั้งสามเรื่องนี้ไปพิจารณาและเตรียมพร้อมในการแก้ไขปัญหากระบวนการเป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชน รัฐบาล และองค์กรภาคประชาสังคม ในการที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาด้านสิทธิในที่ดินและป่าไม้ของประเทศไทย โดย กสม. จะติดตามผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป&amp;rdquo; ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22031</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นายวัส ติงสมิตร, ประธาน กสม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed32f2a8e5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
