<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิรไท&#039;เชื่อมั่นไทยรับมือโควิดระบาดรอบ2ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังทยอยฟื้นตัว แต่ยังมีหลายคนที่มีความกังวลเรื่องไวรัสโควิด-19 อาจกลับมาระบาดเป็นระลอก 2 ได้ ซึ่งมองว่า บุคคลากรทางการแพทย์ และรัฐบาลไทยมีความสามารถวนการบริหารจัดการ และควบคุมโรคได้ดี สะท้อนจากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การออกมาตรการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจไม่มีความจำเป็นเท่าที่ผ่านมา รวมถึงประชาชนและภาคธุรกิจไทยก็มีการเรียนรู้ รับตัว และป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo; ในส่วนของมาตรการที่ธปท. ได้ออกมาเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้มีการพิจารณาถึงการกลับมาระบาดรอบที่สองแล้ว โดยมาตรการที่ออกมาแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การป้องกันการตื่นตระหนกของตลาดการเงิน การเยียวยา และ การปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็มีหลายมาตรการที่สามารถนำมาใช้ได้หากเกิดการระบาดระลอก 2 กลับมาอีกครั้ง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันประเมินว่า มาตรการที่ธปท. กำลังดำเนินอยู่มีความสามารถเพียงพอที่จะดูแลระบบเศรษฐกิจได้เพียงพออยู่ &amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71428</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), โควิด-19 รอบสอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ตั้งแท่นคุมบาทแข็ง ชี้มีทุนนอกไหลเข้ามาเก็งกำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ตั้งแท่นคุมเข้มบาทแข็งบีบเงินเฟ้อต่ำ ยอมรับมีทุนนอกไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะสั้น-เก็งกำไรในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แจงส่งซิกขึ้นดอกเบี้ยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา มาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการไหลออกของเงินทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ กลับไปในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่งผลให้ค่าเงินโดยรวมของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อ่อนค่าลง จากความกังวลหลายเรื่อง เช่น ปัญหาตุรกี อาร์เจนตินา และนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งประเทศที่เป้าหมายคือจีน เมื่อค่าเงินหยวนอ่อน ก็ทำให้ประเทศในภูมิภาคมีค่าเงินอ่อนเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลจากต่างประเทศลดลง นักลงทุนกลับมา ทำให้ค่าเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ปรับขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความเข้มแข็งต่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเมื่อเทียบหนี้ต่างประเทศ จึงมีเงินไหลเข้ามามากกว่าเมื่อเทียบประเทศอื่น ทั้งพันธบัตรระยะสั้น และบางส่วนเป็นการเก็งกำไร ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเร็วว่าประเทศในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ใครที่จะใช้ไทยเป็นที่พักเงิน เพราะเห็นว่าเราเป็นประเทศที่ปลอดภัย (Safe Heaven) และหวังว่าจะเห็นค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเร็ว เราก็ต้องเข้าไปดูแล ซึ่งมีมาตรการที่ใช้ตามปกติ&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลให้การทำนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติต้องล่าช้าไปหรือไม่ โดยค่าบาทที่แข็งค่านั้น จะกระทบต่อสภาพคล่องโดยเฉพาะผู้ส่งออก ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา เพราะบาทแข็งทำให้ราคาสินค้ามันไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ทำให้อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำอยู่แล้ว ส่งผลให้แรงกดดันอัตราเงินเฟ้อยิ่งน้อยลงไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การทำนโยบายการเงินของไทยขณะนี้ยังมีอิสระ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี ไม่มีแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหลังจากนี้ หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ไม่ใช่การผ่อนคลายแบบมากๆ เหมือนที่ผ่านมา และการขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่ใช่การขึ้นแบบแรง ไม่ขึ้นต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจอยู่กับอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน จนเกิดความชะล่าใจ และการขึ้นดอกเบี้ยก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐเตรียมประกาศรายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือนค่าเงิน ว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ดูแลค่าเงินทั้ง 2 ทาง ไม่มีนโยบายค่าเงินเพื่อความได้เปรียบทางการค้า จะเห็นได้ว่าในปี 2560 หากมีการแทรกแซงค่าเงินจริง ค่าเงินบาทไทยจะไม่แข็งค่าเร็วมากที่สุดในเอเชียตะวันออก ธปท.จะเข้าไปดูแลบางช่วงที่มีไหลเข้า เฉพาะเงินทุนไหลเข้าไม่ใช่เรื่องเงินทุนที่เข้ามาจากการค้า ไม่ให้เข้ามากระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ตลาดเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนให้เปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16532</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ค่าเงินบาทแข็ง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, นายวิรไท สันติประภพ, เงินทุนไหลเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2018 07:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2018 07:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. รับดึงทุนสำรองระหว่างประเทศดูแลค่าเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ยอมรับดึงทุนสำรองระหว่างประเทศใช้ดูแลค่าเงิน ยันเป็นนโยบายอยู่แล้ว หากอัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ทุนสำรองระหว่างประเทศในช่วงนี้ลดลง ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าถูกนำไปใช้ในการดูแลค่าเงินบาท ว่า เป็นนโยบายของ ธปท.อยู่แล้วที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ หากเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วจนเกินไป ไม่ว่าจะไปในทิศทางอ่อนค่าเร็ว หรือแข็งค่าเร็ว จนกระทบต่อภาวะตลาดตลอดจนภาคธุรกิจ ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาทุนสำรองระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพราะ ธปท.ได้เข้าไปดูแลอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ทุนสำรองระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะผลจากการนำไปใช้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่หลายสกุล บางครั้งการที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปก็มาจากผลของการเปลี่ยนแปลงค่าเงินเอง เช่น หากเงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลาร์สหรัฐ ก็จะทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

นายวิรไท กล่าวอีกว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธปท.ได้สะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้สำหรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันด้วย เนื่องจากเมื่อประเทศอุตสาหกรรมหลักมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย จะส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าประเทศไทยจะมีเงินทุนสำรองที่เพียงพอมาช่วยลดแรงปะทะในส่วนนี้ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13321</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าเงินบาท, ทุนสำรอง, ธปท., นายวิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180126/image_big_5a6ab86ed3b73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2018 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ลุยปฏิรูปแบงก์ ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่อนปรนธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ไฟเขียว 6 บริษัทผ่านคุณสมบัติทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องแสดงเอกสาร พร้อมตั้งธง 4 เดือนยกเครื่องกำกับดูแลสถาบันการเงินดึงใช้ดิจิทัลรองรับการให้บริการ เชื่อมีผลช่วยลดต้นทุนเอสเอ็มอี-สถาบันการเงินต้นทุนทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้อนุญาตให้บริษัทที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติจำนวน 6 แห่ง สามารถทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ได้ โดยไม่ต้องแสดงเอกสาร เช่น ใบกำกับสินค้า สัญญาเงินกู้ หรือเอกสารอื่นๆ ในการทำธุรกรรม เป็นการอำนายความสะดวกลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัท 6 &amp;nbsp;แห่ง ประกอบด้วย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด, บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนฺนิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท มิตรผล เทรซเชอรี่ เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ ธปท. อนุมัติ และยังขยายให้เวลาให้บริษัทที่สนใจเข้ามาสมัครเพิ่มจนถึงวันที่ 16 พ.ย. 2561 โดยมีการปรับเกณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกิจของทั้งบริษัทไทยและต่างประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ธปท. จะดำเนินการปฏิรูปกฎเกณฑ์การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระยะที่ 2 โดยจะเน้นกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และบุคคลรายย่อยให้มีการบริหารเงินตราต่างประเทศได้คล่องตัวมากขึ้น เช่น การลดเอกสารในการทำธุรกรรม การรวมบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศที่ปัจจุบันมีหลายประเภทเข้าด้วยกัน รวมถึงการผ่อนคลายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยไม่ต้องผ่านตัวแทน นอกจากนี้ยังจะมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ ให้สอดคล้องกับการบริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในครึ่งปีหลังนี้ ธปท. ยังมีแผนดำเนินการปฏิรูปการกำกับสถาบันการเงิน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;1 มิ.ย. 2561 ซึ่งจะเชิญสถาบันการเงินและภาคธุรกิจจำนวนมากเข้ามาร่วมในการปฏิรูปครั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 4 เดือน ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปจะต้องทำให้สถาบันการเงินทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ให้คล่องตัวมากขึ้น ทั้งเรื่องการทำงานภายในและการทำธุรกิจของสถาบันการเงิน ขยายขอบเขตการลงทุนไปในบริษัทเทคโนโลยีที่เกิดใหม่มากขึ้น&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ยังต้องทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้สินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยลดขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อ การลดจำนวนเอกสาร การบริหารจัดการสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งจะลดต้นทุนทั้งของสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถือเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ประกอบการและสถาบันการเงินด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10445</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิรูปการกำกับสถาบันการเงิน, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ, นายวิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180123/image_big_5a6704de7f661.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ชี้เป็นจังหวะดีแบงก์ควบรวมกิจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่า ธปท. ชี้ เป็นจังหวะและโอกาสดีที่แบงก์เร่งควบรวมกิจการให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดต้นทุน รองรับความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่

23 เม.ย. 61 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีการควบรวมกิจการ โดยมีระยะเวลาจนถึง 31 ธ.ค. 2565 ว่า เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังที่สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์มีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ให้สามารถแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเป็นมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละสถาบันการเงินจะพิจารณากันเอง

&amp;ldquo;หากธนาคารพาณิชย์ไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ลดต้นทุนการบริหารจัดการ มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีขนาดไม่ใหญ่และบางแห่งก็มีพันธมิตรเป็นผู้ถือหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

ทั้งนี้ การกำหนดกรอบระยะเวลา ที่สามารถใช้มาตรการนี้ ตั้งแต่เกิดการควบรวมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อเป็นมาตรการจูงใจให้มีการควบรวม เพราะหากไม่มีระยะเวลากำหนด ก็จะไม่ทำให้สถาบันการเงินไม่รู้สึกตื่นตัว โดย ธปท. จะไม่กำหนดว่าสถาบันการเงินของไทยในระยะต่อไปจะมีจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดเป็นผู้กำหนดว่าควรมีเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะเกิดการควบรวมกัน เพราะจะได้สิทธิพิเศษทางภาษีตามมาตรการที่ออกมา

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากขนาดของธนาคารพาณิชย์ไม่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะไม่สามารถรองรับการลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้นั้น มองว่า การระดมทุนทำได้หลายรูปแบบทั้งในตลาดทุนและการออกตราสารหนี้ ซึ่งต้องนำหลาย ๆ เรื่องมาประกอบการ และจะต้องมีช่องทางที่มีประสิทธิภาพ มีจังหวะที่ดีจึงจะสามารถตอบโจทย์ที่หลากหลายได้

นอกจากนี้ ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ทำให้รายได้ภาษีของรัฐบาลหายไป เพราะรัฐบาลไม่ได้มีรายได้จากการเก็บภาษีจากสถาบันการเงินอยู่แล้วแต่เป็นการลดภาษีที่เป็นอุปสรรค ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยอมที่ให้มีการตัดจ่ายได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการจูงใจให้เกิดการควบรวม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7646</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกิจการ, ธนาคาร, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., นายวิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5add51f2f2465.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกขยายตัว &#039;เวิลด์แบงก์&#039;ลุ้น ศก.ปี61แตะ4.1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ธนาคารโลก&amp;quot; คาดเศรษฐกิจไทยปี 61 ท็อปฟอร์ม ลุ้นจีดีพีโตสุดแจ่มแตะ 4.1% สูงสุดนับแต่ปี 55 ชี้ส่งออกตัวขับเคลื่อนหลักพ่วงอานิสงส์เอกชนลงทุน บริโภคภายในประเทศเริ่มขยับ ห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนยังสูงเป็นข้อจำกัดการใช้จ่าย ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอีกระยะ ยันไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อหวังประโยชน์ทางการค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอูลริก ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาเลเซีย และความร่วมมือในภูมิภาค (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์นี้ว่า รายงานติดตามเศรษฐกิจไทยปี 2561 ของธนาคารโลกมีข่าวดีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.1% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งจากการติดตามการขยายตัวเศรษฐกิจไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจขยายตัวได้จากการขับเคลื่อนการส่งออก แต่ปีนี้มีสัญญาณดีจากการขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชนด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีรายได้ปานกลาง ทำให้ไทยต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใน 3 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปเรื่องการศึกษาและทักษะ ให้เด็กได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แต่กลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้ลงมือเรื่องด้านคมนาขนส่ง ทั้งรถไฟฟ้าในเมืองและโครงการอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงในระยะยาว และปฏิรูปการแข่งขันให้มีการเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ดีเพราะมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 6% ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจากสงครามการค้าแต่คาดว่าไม่กระทบประเทศไทยมาก เนื่องจากการส่งออกไปในกลุ่มประเทศ CLMV ขยายตัวดี สามารถชดเชยการส่งออกที่จะลดลงจากผลกระทบได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ดี โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.58 รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่กระเตื้องขึ้น จากที่หยุดนิ่งมาหลายปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2561 จะขยายตัวได้มากกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;เนื่องจากการเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้า โครงการลงทุนต่างๆ ในปีที่แล้วสามารถเริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ดี เพราะนอกจากการส่งออกจะขยายตัวได้ดีแล้ว &amp;nbsp;การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ไม่ได้เห็นมานานก็ขยายตัวได้ดีขึ้น&amp;quot; นายเกียรติพงศ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายเกียรติพงศ์มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีอุปสรรคจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 80% ของจีดีพี การกระจายตัวของเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้จ่าย นอกจากนี้ยังล่าช้าในการพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระยะยาว โดยการพัฒนาด้านนวัตกรรมของไทยอยู่ลำดับที่ &amp;nbsp;51 ตามหลังประเทศคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา The &amp;nbsp;Symbol of your Visionary ในหัวข้อ &amp;quot;แนวโน้มเศรษฐกิจโลก-ทิศทางการลงทุนปี 2018&amp;quot; ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง โดยเห็นได้จากเศรษฐกิจโลกปี 60 ที่ปรับตัวดีที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งการบริโภค การส่งออก ภาคผลิต ภาคแรงงาน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 4.1% จากเดิม 3.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยมีแรงกดดันที่มาจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งการดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ รวมถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจนจำเป็นต้องคำนึงถึงภาพรวม และความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวด้วย นอกจากนี้มองว่าการดำเนินนโยบายด้านดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องปรับตามประเทศอื่น เพราะโครงสร้างในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่สหรัฐอเมริกาจับตาไทยเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้านั้น นายวิรไทกล่าวว่าได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ แล้ว โดยยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ส่วนการดูแลค่าเงินบาทก็เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และต้องการให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้ทัน เนื่องจากบางช่วงเวลามีเงินทุนไหลเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังต้องติดตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อีกครั้งแม้จะชี้แจงไปแล้วก็ตาม เพราะที่ผ่านมาไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ มานานทั้งทางด้านความสัมพันธ์การค้าและการลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยในปี 61 คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวที่ชัดเจนและมีระดับเหนือกว่า 3.9% จากที่ทำได้ในปี 60 ตามแรงส่งจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ตลอดจนปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการลงทุนของภาครัฐ ในการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่บางส่วนถูกเลื่อนมาจากปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมาจากการที่รัฐบาลทยอยผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอีอีซีและการเลือกตั้งต่างๆ &amp;nbsp;น่าจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาตินำเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI) เข้าสู่ไทย เสริมให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้เดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพตามที่ได้วางแผนไว้ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะส่วนที่มาจากปัจจัยนอกประเทศที่อยู่เหนือการควบคุมซึ่งมี 3 กระแสเด่น ได้แก่ กระแสกีดกันทางการค้า การโยกย้ายเงินทุน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศแกนหลักของโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6794</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระแสกีดกันทางการค้า, การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย, การโยกย้ายเงินทุน, ธนาคารโลก, นายวิรไท สันติประภพ, นายอูลริก ซาเกา, นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทยยังล้าหลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb76006f582.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
