<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ.ยักษ์ ไม่เอาด้วยค้าน  CPTPP เข้าครม. หวั่นทำลายความมั่นคงทางอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 26 เมย.เพจBIOTHAI โพสต์ข้อความว่ากระแสคัดค้านลาม ! อาจารย์ยักษ์ หรือ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ค Wiwat Salyakamthorn เมื่อเช้าตรู่วันนี้ 26/4/2563&amp;nbsp;ว่า &amp;quot; กสิกรรมธรรมชาติทั่วประเทศร่วมคัดค้าน&amp;quot; พร้อมแชร์ โปสเตอร์ซึ่งเผยแพร่โดยไบโอไทย มีข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อ ไม่ใช่อาชญากรรม หยุด UPOV1991&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; คัดค้านการเข้าร่วม CPTPP เพื่อประโยชน์บรรษัท ทำลายความมั่นคงทางอาหาร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไบโอไทยได้ตรวจสอบเรื่องนี้กับนายธีระ วงษ์เจริญ อดีตที่ปรึกษารมช.เกษตรและสหกรณ์ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ได้รับคำยืนยันว่ามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทั่วประเทศ จะร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องนี้ เช่นเดียวกับ นายแพทย์มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวอย่างรุนแรงว่า การเข้าร่วม CPTPP จะสร้างผลเสียหายร้ายแรงทั้งด้านความมั่นคงด้านอาหารและเรื่องยา ผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์เมื่อวานนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระ ยังกล่าวด้วยว่าตนเองในฐานะประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จังหวัดจันทบุรี จะประสานกับนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติให้ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้โดยเร่งด่วนด้วย ทั้งนี้เนื่องจากจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ประเทศไทยเข้าร่วม CPTPP ตามข้อเสนอของทีมเศรษฐกิจที่นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64264</URL_LINK>
                <HASHTAG>Wiwat Salyakamthorn, ความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP), คัดค้าน, นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea4ef766480c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2019 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคก หนอง นา โมเดลฟื้นผืนป่าบ้านฮ่าง จ.ลำปาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ภาพเขาหัวโล้นแถบภาคเหนิอ ที่คนไทยเห็นจนชินตา ผลจากการแผ่วถางป่าเพื่อปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว การบุกรุกตัดไม้ ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย ทำลายหน้าดินเสียหาย &amp;nbsp;ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่าประเทศไทยมีป่าต้นน้ำเหลืออยู่เพียงร้อยละ 23.01 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีป่าต้นน้ำมากที่สุด ร้อยละ 42.25 ในทางการแก้ปัญหาก็ยังไม่สามารถที่จะลงมือทำและเห็นผลได้ในทันที่ ด้วยปัจจัยหลักคือ คน เพราะผู้ครอบครองพื้นที่ ที่ยังคงใช้ผืนป่าใช้สอยเพื่อประโยชน์ส่วนตน นำไปสู่ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ไฟป่า น้ำท่วม อีกทั้งยังส่งผลด้านสุขภาพจากการได้รับสารเคมีจากการเกษตรสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีเขาหัวโล้นถึงจะไม่มากเท่ากับพื้นที่ภาคเหนืออื่นๆ แต่ก็มีพื้นที่ป่าต้นน้ำกว่า 600ไร่ ป่าใช้สอยอีก 700 ไร่ และพื้นที่ทำกินกว่า 1 พันไร่ &amp;nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่ประชากรในพื้นที่ประมาณ 144 ครัวเรือน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;โดยเฉพาะข้าวโพด ดังนั้นพื้นที่ 100 ไร่ ของชาวบ้านที่เข้าร่วมในการนำแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยรูปแบบ โคก หนอง นาโมเดล มาปรับใช้เพื่อเป็นตัวอย่าง &amp;nbsp;ในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผืนป่าในไทย ในโครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้โครงการโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี7 &amp;nbsp;โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัดร่วมกับศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (Integrated TechnologyOperations KMITL (ITOKmitl) และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า การทำวิจัยในโครงการครั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรได้เห็นถึงประโยชน์ของการนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะหัวใจของศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นอกเหนือไปจากการออกแบบพื้นที่และการทำ โคก หนอง นา คือ การพัฒนาคนซึ่งมีกระบวนการสำคัญ 4 ข้อ คือ เปลี่ยนความคิด เรียนรู้ทักษะ ฝึกให้มีความชำนาญและจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาต่อในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; สำหรับ พื้นที่บ้านแม่ฮ่าง มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการทำตามศาสตร์พระราชาจำนวน 10 ครัวเรือน อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;ซึ่งเดิมพื้นที่ส่วนใหญ่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่การปลูกแค่ข้าวโพดได้ทำลายสภาวะการเป็นป่าต้นน้ำ ทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำของภูเขาก็หายไป ทำให้เวลาฝนตกก็จะซัดเอาหน้าดินซึ่งเป็นดินที่มีปุ๋ยสมบูรณ์ที่สุด ไหลลงไปจากภูเขาหัวโล้นก็จะขุ่นเป็นโคลน ตะกอนดิน กักเก็บไว้ในหนอง คลอง บึง หรือเขื่อน คิดเป็นปริมาณน้ำฝนไร่ 1 ที่ไหลลงไปยังด้านล่างจาก 2.5 -3 พันคิวบิกเมตร ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 พันคิวบิกเมตร ที่ทำให้เกิดการตื้นเขิน ดังนั้นแม้จะสร้างฝาย สร้างเขื่อนก็จะไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้ นำไปสู่ปัญหาน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เราต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งตอนนี้มี 7 กลุ่มหลัก ที่ช่วยกันผลักดัน &amp;nbsp;คือ 1.ภาครัฐ 2.ครู ที่มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นโรงเรียน และ อีก 200 มหาลัย ที่จะต้องทำงานวิจัยเกี่ยวกับป่าให้มากขึ้น &amp;nbsp;และพระ ที่มีกว่า &amp;nbsp;4 หมื่นวัด นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการชี้นำสังคม 3. ประชาชน ที่มีบทบาทกับพื้นที่และการลงมือทำ 4. ภาคเอกชน ที่จะมีพลังร่วมสนับสนุน 5. สื่อมวลชน มูลนิธิภาคประชาสังคม เชื่ออย่างยิ่งว่าหากเกิดการร่วมมือกันไม่ถึง 10 ปี ปัญหาป่าต้นน้ำจะมีทิศทางที่ดีขึ้น&amp;rdquo; อ.ยักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. กล่าวว่า ในการลงสำรวจพื้นที่ก่อนทำวิจัยพื้นที่ทั้ง 100 ไร่ ที่ทำตามโมเดล โคก หนอง นา มีชาวบ้านเข้าร่วม 14 ราย &amp;nbsp;ซึ่งเดิมบ้านแม่ฮ่างมีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น ดินเสื่อมสภาพ &amp;nbsp;แข็งจากการใช้สารเคมีมานาน เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ หน้าดินถูกทำลาย กักเก็บน้ำได้ไม่เกิน 10% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนรายรับชาวบ้านจากการขายข้าวโพดอย่างเดียวไม่แน่นอน &amp;nbsp;เช่น มีรายได้จากข้าวโพดปีละ 30,000 บาท และมีรายจ่ายเรื่องสารเคมี ซึ่งรายได้ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;ที่สำคัญคือ ชาวบ้านขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามแนวทางศาสตร์พระราชา &amp;nbsp; แต่หลังจากเริ่มทำการวิจัยกว่า 3 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; ทั้งในเรื่องของดิน พบมีแร่ธาตุ NPK จากสารเคมีลดลง พันธุ์ไม้ และสัตว์หน้าดินเพิ่มขึ้น ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อุ้มน้ำได้ดี &amp;nbsp;ในส่วนของน้ำ ในพื้นที่วิจัยไม่ตรวจพบสารเคมีตกค้าง สามารถเก็บน้ำใต้ดินโดยเฉลี่ยได้ถึง 45% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนที่เหลือจะเก็บในหนอง นา &amp;nbsp;และคลองไส้ไก่ หรือน้ำบนดิน ซึ่งสามารถเก็บได้เกิน 100% ทุกแปลง ด้วยการจัดการน้ำด้วยหลุมขนมครก ในรูปแบบ โคก หนอง นา มีการเน้นการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ครอบคลุมการปลูกต้นไม้ 5 ระดับ คือ สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน และหัวใต้ดิน รายได้จากการปลูกพืช และการเป็นวิทยากร ลดค่าใช้สารเคมีได้มาก ที่สำคัญคือ คน ที่มีความเข้าใจถึงความสำคัญและสัมพันธ์กันของ ดิน น้ำ ป่า เลิกเผาป่า กลายเป็นจิตอาสา และสามารถต่อยอดเป็นวิทยากร ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการวิจัยสามารถให้ความรู้แก่ผู้อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อย่างในพื้นที่ของ นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ที่มีพื้นที่ 48 ไร่ และได้นำพื้นที่เข้าทดลองเพื่อเป็นตัวอย่างโครงการฯ 10 ไร่ และขยาย เพิ่มอีกประมาณ 11 ไร่ ซึ่งในพื้นที่ที่เหลือก็ยังคงปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งติ่งมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำตามแนวศาสตร์พระราชาอย่างมาก ทั้งเป็นผู้นำโคก หนอง นา โมเดล มาออกแบบในพื้นที่ตนเอง ในปีแรกดินในพื้นที่ก็เริ่มมีการฟื้นฟู &amp;nbsp;ต้นไม้ต่างๆเริ่มเจริญงอกงาม ทำให้เขามีโอกาสที่จะทำการขยายไปยังพื้นที่ที่เหลือ และยังเป็นวิทยากรแนะนำให้กับพื้นที่อื่นๆได้ดีอีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากผลการวิจัยนี้สมบูรณ์ก็จะมีการนำไปต่อยอดเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัย และผลักดันให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังต่อไป&amp;rdquo; รักษาการผู้อำนวยการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวว่า โครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม คิดน่านี้จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะเกิดการยอมรับในวงกว้าง รวมไปผู้กำหนดนโยบายมากขึ้นที่ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยแต่อาจจะสามารถประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นๆที่ประสบปัญหาเหมือนกับประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ชาวปกาเกอะญอ หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง ที่ได้เปลี่ยนพื้นที่ 21 ไร่ ที่เคยเป็นไร่ข้าวโพดให้เป็นป่าใช้สอยจนพึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; เล่าว่า เมื่อก่อนมีที่เท่าไหร่ก็จะปลูกข้าวโพด ซึ่งปลูกมานานแล้ว เพราะการปลูกรอผลผลิตไม่นาน ซึ่งก็จะมีหนี้อยู่บ้างจากค่าปุ๋ยค่ายา &amp;nbsp;พอมีการอบรมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ก็เข้าร่วมทันที เพราะมีความสนใจ ในการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ จึงได้มีการปรับพื้นที่ของตนให้เป็นขันบันได และขุดคลองไส้ไก่ ตามแนวเขา เพราะเป็นพื้นที่สูง ซึ่งการทำตรงนี้จะสามารถกักน้ำได้ในร่องคลองไส้ไก่ และยังสามารถนำน้ำจากฝายสู่พื้นที่เกษตรได้ด้วย ในพืชที่ตอนนี้ก็จะพืชต่างๆ อย่างกล้วย &amp;nbsp;ผักสวนครัว ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น และดีใจที่ได้มีโอกาสนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อโดยเป็นวิทยากรอบรมในพื้นที่ของการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกหนึ่งชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการวิจัยฯ นางปนัดดา ปิ่นเงิน หรือแดง ไร่ตะวันแดง หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง บอกว่า มีความมุ่งมั่นที่จะปรับพื้นที่ 10 ไร่ จากพื้นทั้งหมด 24 ไร่ ตามโมเดลโคก หนอง นา แทนไร่ข้าวโพดอย่างจริงจัง แม้ในช่วงแรกจะมีความเห็นไม่ตรงกับครอบครัว แต่ตนก็ยังยืนยันที่จะทำ โดยเริ่มต้นจากการปรับพื้นที่ขุดคลองไส้ไก่ เวลาฝนตกจะกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับพืชผลได้ และปลูกต้นกล้วย และไม้ผลต่างๆมาเสริม มะม่วง เงาะ โกโก้ อโวคาโด้ และปลูกข้าวภายใน 1 ปี และจากเดิมที่มีหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด กำไรไม่เยอะ แต่จะมีหนี้ค่ายาค่าปุ๋ย จากหนี้สินกองทุนหมู่บ้าน 30,000 บาท โครงการวิจัยฯก็มาช่วยปลดหนี้ให้ด้วยการทำธนาคารต้นไม้&amp;nbsp; โดยโครงการวิจัยฯให้ค่าตอบแทนการปลูกต้นไม้ต้นละ 10 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ซึ่งปลูกต้นไม้ไปกว่า 4,000 ต้น ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้กิน ได้ใช้ผลผลิตเหล่านี้ แม้จะมีรายรับที่ยังไม่มากนัก แต่รายจ่ายลดลง ไม่มีหนี้ อีกทั้งจะขยายให้ครบทั้งหมดในพื้นที่ที่มี เพื่อช่วยรักษาดินและป่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50989</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เชฟรอน, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191124/image_big_5dda213331777.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หัวใจโพธิสัตว์! &#039;รมช.เกษตร&#039; ยกย่อง &#039;อ.เดชา&#039; ยอมเสี่ยงเพื่อปลดทุกข์ผู้อื่น ลั่นเอาตำแหน่ง-ชีวิตรับประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.เกษตรการันตี &amp;quot;เดชา ศิริภัทร&amp;quot; เอาตำแหน่ง-ชีวิตรับประกัน ลั่นยอมติดคุกแทน ยกย่องหัวใจโพธิสัตว์ทำเพื่อผู้อื่น เห็นคนทุกข์ก็ยอมเสี่ยงช่วย แนะทุกฝ่ายร่วมหาทางออก อย่าให้กฎหมายเป็นอุปสรรค ต้องทำให้สังคมอยู่ร่วมกันสงบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.62 - นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดเข้าตรวจค้นและยึดต้นกัญชาและสารสกัดจากกัญชาได้ที่มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีนายเดชา ศิริภัทร เป็นประธานมูลนิธิ และจับกุมเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯไปดำเนินคดีว่า นายเดชาเป็นคนซื่อตรงและมีชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมาโดยตลอด มีความเมตตา มีการปฏิบัติธรรมและลงมือทำด้วย แม้อายุกว่า 70 ปีแล้วยังคอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทางผู้ปฏิบัติเรียกว่าเป็นผู้มีหัวใจโพธิสัตว์คือ เห็นใครเดือดร้อนก็อยากจะช่วยเหลือ แม้รู้ว่าช่วยเหลือแล้วเสี่ยงเพราะกฎหมายไม่ค่อยเอื้อ แต่เมื่อเห็นคนทุกข์ ก็ยอมเสี่ยงเองเพื่อทำยาแจกคนยากคนจนและคนทุกข์เข็ญเพราะยากที่จะไปซื้อยามารักษาโรคร้าย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายทุกรัฐบาล นักวิชาการ นักการเมือง ผู้มีความรู้จัดตั้งคณะกรรมการหรือทีมงานสนับสนุนช่วยเหลือนายเดชาให้ได้ผลิตยาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และไม่ให้กฎหมายเป็นอุปสรรค เพราะกฎหมายมีไว้เป็นเครื่องมือให้คนทำดีเพื่อสังคมอยู่กันอย่างสงบร่มเย็น กฎหมายไม่ได้มีไว้บังคับคนดีไม่ให้ทำความดี หวังว่าประเทศเราจะมีคนดีร่วมมือกัน ทำให้กฎหมายเอื้องานของนายเดชา หรือทำให้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจทุน อำนาจความรู้ไปสนับสนุนงานของนายเดชาให้ช่วยเหลือคนได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมรับรองและรับประกันอาจารย์เดชาอยู่แล้ว นี่ก็รับรองไปที่รัฐมนตรีทุกคนในคณะรัฐมนตรี แจ้งผ่านไลน์ ถ้าให้ไปเซ็นรับรองนี่เอาตำแหน่งไปแลกเลย ประกันเลย ถ้าอาจารย์เดชาผิดเอาตำแหน่งไปเลย อย่าว่าแต่ตำแหน่งทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิต ถ้าเซฟอาจารย์เดชาไว้ให้ช่วยเหลือคนจำนวนมาก เอาชีวิตเราไปแลก ติดคุกแทนยังทำได้เลย เราไม่มั่นใจว่าจะทำเรื่องเหล่านี้ได้ดีเท่าอาจารย์เดชาหรือเปล่า ควรให้คนที่มีความรู้ที่สุด เสียสละที่สุดอยู่ทำงานต่อไป&amp;nbsp;เห็นอยู่ว่าคนอย่างอาจารย์เดชาเสียสละมานาน เพราะฉะนั้นผมยินดีเอาตำแหน่งเป็นประกัน เอาชีวิตเป็นประกันเลยด้วยซ้ำไป&amp;rdquo;นายวิวัฒน์ กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายวิวัฒน์กล่าวว่า จริงๆกัญชาเป็นสมุนไพรที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง รัฐควรมีมาตรการบางอย่าง แต่ไม่ใช่เหมาห้ามไปทั้งหมด และไม่ใช่ห้ามคนที่สกัดปรุงยาช่วยเหลือคนอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าราชการส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากไปจับหรอก เขารู้อยู่เต็มอกว่านี่เป็นประโยชน์ส่วนรวม เป็นประโยชน์ต่อคนยากคนจน คงมีแต่ข้าราชการนิดเดียว ซึ่งผมเชื่อลึกๆว่ามีความผูกพันอยู่กับบริษัทเอกชน อย่างบริษัทยานี่ถ้าชาวบ้านรวมตัวกันผลิตยาได้เองทั้งประเทศ รวมทั้งเพื่อนบ้านละแวกนี้ด้วย บริษัทยาจะอยู่ยาก เขาก็ต้องเคลื่อนไหวต่อสู้ วิธีการง่ายๆ คือเอากฎหมายไปบังคับ ง่ายที่สุดคือไปจับมือกับข้าราชการเอากฎหมายมาจับ&amp;rdquo;นายวิวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า มองประเด็นการรักษาโรคด้วยกัญชาซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับคนยากคนจนอย่างไร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ระบบบริการทางการแพทย์และระบบการพัฒนาต่างๆที่รัฐทั่วโลกกระทำอยู่ตอบสนองช้า ดังนั้นชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นพึ่งตนเอง จึงต้องเร่งปฎิรูปและปรับปรุงกันครั้งใหญ่ การปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการทำให้คนทั้งประเทศลุกขึ้นรักกันสามัคคีกัน โดยช่วยกันสร้างปัจจัยที่จำเป็น อย่าทิ้งให้ใครอดอยาก อย่าทิ้งให้ใครทุกข์เข็ญอยู่ข้างหลัง ซึ่งตนถือว่านายเดชาเสียสละทำให้คนทั้งประเทศได้เห็น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงขอทานเลย เพราะทุกคนมีสิทธิเจ็บป่วยเหมือนกันหมด ซึ่งได้เวลาแล้วที่ประชาชนจะรวมตัวกันพึ่งตนเองให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายกัญชา, นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, นายเดชา ศิริภัทร, มูลนิธิขวัญข้าว, สารสกัดกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a74032ef16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2018 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2018 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงเกษตรฯ ถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 สืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน วันดินโลก &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo;&amp;nbsp; พร้อมด้วยนายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ข้าราชการ ประชาชน ร่วมกันถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานวันดินโลกขึ้น ในโอกาสองค์การสหประชาชาติ และ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชติ (FAO) กำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น&amp;ldquo;วันดินโลก&amp;rdquo;เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมสำคัญนี้ เพื่อเผยแพร่และขยายผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกสิกรรมโดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ มาบูรณาการในรูปแบบประชารัฐ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ และพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ กรมชลประทาน จึงได้ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อจัดงานวันดินโลก ปี 2561 ขึ้น ภายใต้ชื่องาน &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับกิจกรรมในงานตลอดทั้ง 3 วัน มีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ &amp;ldquo;นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม&amp;rdquo; การบูรณาการระหว่างดิน น้ำ และพืช รวมถึงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคีความร่วมมือต่างๆ และยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการจัดทำแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่, การแสดงบนเวที การจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปล่อยสัตว์น้ำ บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ จากส่วนราชการและนักศึกษา, การบริจาคโลหิต, การให้บริการตรวจหาสารเคมีในเส้นเลือด รวมถึงการประกวดแข่งขันในหัวข้อเกี่ยวกับงานวันดินโลก นอกจากนี้ ประชาชนที่มาร่วมงานยังจะได้เลือกชมและซื้อสินค้าจากร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์, ผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตวิถี, สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และชิมผลไม้พื้นถิ่น อาหารพื้นบ้าน โดยตลอดทั้งงานยังมีการเปิดให้บริการนั่งรถรางชมเขื่อนนฤบดินทรจินดา ถ่ายภาพกับทุ่งปอเทือง อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเนื่องในวันดินโลก ปี 2561 &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo; เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนผู้มาร่วมงาน ได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานศาสตร์พระราชา และเกษตรทฤษฎีใหม่จากเครือข่ายในพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ขอเชิญผู้สนใจไปเที่ยวชมงาน &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo; จะจัดขึ้น ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี &amp;nbsp;ตั้งแต่วันนี้ &amp;nbsp;8 &amp;ndash; 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลา 3 วัน เวลา 08.30 - 16.30 น. &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;text-align:right&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23782</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล, นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, ลุ่มน้ำปราจีนบุรี, วันดินโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181208/image_big_5c0b87b27f23c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2018 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2018 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ.ยักษ์&#039; งงข่าวถูกเด้งพ้นครม.เซ่นต้าน 3 สารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.61 - &amp;nbsp;นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;เปิดเผยถึงกระแสข่าวปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ว่าไม่ทราบที่มา ที่ไปของข่าวดังกล่าว &amp;nbsp;แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสนิทกับท่านนายกฯ ยังงและโทรมาถามว่า ไปพบนายกฯมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามในครม.เอง ไม่มีใครพูดข่าวที่ออกมาเป็นการคิดกันไปเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขัดแย้งกับใครหรือเปล่า รมช.เกษตร ฯ กล่าวว่า ไม่มี แต่ล่าสุดได้ยกเลิก 3 สารพิษ พาราคสอตไกล โฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อาจทำให้เสียผลประโยชน์หรือไม่ไม่แน่ใจ เพราะทำตามหน้าที่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17104</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, ปรับครม., ยกเลิก3สารพิษ, รมช.เกษตรฯ, อาจารย์ยักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae86c31be4a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
