<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;เตือนระวังระเบิดเวลาชาวนาทนไม่ไหวเหตุข้าวถูก-ปุ๋ยแพง จวกปฏิรูปเกษตรล้มเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ต.ค.64-ที่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; สถานการณ์ข้าวในประเทศกำลังเข้าขั้นวิกฤต&amp;nbsp; เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือกำลังประสบปัญหา&amp;nbsp; ไม่มีผู้รับซื้อข้าวพันธุ์ กข.15 และข้าวหอมมะลิ ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ในจังหวัดพะเยาซึ่งมีพื้นที่ปลูกข้าว 6 แสนไร่ คาดว่าจะมีข้าวออกสู่ตลาด 3 แสนตันข้าวเปลือก จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกข้าว 1 ล้านไร่ คาดว่าจะมีข้าวออกสู่ตลาด 6 แสนตันข้าวเปลือก ทั้งหมดยังไม่มีโรงสีรับซื้อข้าวที่จะออกสู่ตลาดได้ เนื่องจากโรงสีกว่า 80% ได้ปิดกิจการลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจ จากเดิมที่พะเยามีโรงสี 30 แห่ง ปิดกิจการเหลือ 3 แห่ง เชียงรายเคยมีโรงสี 40 - 50 แห่ง ปิดกิจการจนเหลือ 6&amp;nbsp; แห่ง&amp;nbsp; ส่วนโรงสีที่ยังดำเนินกิจการอยู่ได้มีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะรับซื้อข้าวในระบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะยังมีข้าวค้างสต๊อกที่ไม่มีตลาดรับซื้ออยู่ในโรงสีอีกจำนวนมากซึ่งการเก็บข้าวคือต้นทุน&amp;nbsp; ขณะเดียวกันราคารับซื้อข้าวยังตกต่ำ จากเดิมราคารับซื้อข้าวหอมมะลิอยู่ที่กิโลกรัมละ 17 บาท ลดลงมาเหลือกิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย และค่าการขนส่งข้าว&amp;nbsp; สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดถือเป็นระเบิดเวลา&amp;nbsp; ที่กำลังจะบานปลายปะทุกลายเป็นปัญหาใหญ่ข้าวล้นประเทศจนยากจะแก้ไขได้&amp;nbsp; ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือการหาตลาดรับซื้อข้าวให้กับเกษตรกร สนับสนุนต้นทุนการผลิตและการขนส่ง รวมทั้งสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรและโรงสีโดยด่วน โดยในระยะเร่งด่วนควรชดเชยดอกเบี้ยสินเชื่อ ธ.ก.ส.เดิมให้กับเกษตรกรก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินตลอด 7 ปี ไม่เคยมีพี่น้องประชาชน และเกษตรกรอยู่ในหัวใจแม้แต่น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เคยเข้ามาดูแลเอาใจใส่&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้สร้างรายได้เข้าประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่ปัญหาโรคระบาดในโคกระบืออย่างลัมปีสกิน&amp;nbsp; ราคาลำไยและผลไม้ตกต่ำ ล่าสุดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ปริมาณข้าวล้นตลาด พลเอกประยุทธ์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการได้ เช่นเดียวกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; ที่ไม่มีความสามารถในการหาตลาดให้กับสินค้าเกษตรได้เลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทยรู้ปัญหาแล้ว&amp;nbsp; แต่รัฐบาลไม่เคยขยับ ผมรับคำสั่งจากพี่น้องชาวนาให้มาบอกปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวแก้ไขปัญหา อยากให้ท่านหยุดก่อนครับใครจะเป็นตำแน่งนั้นตำแหน่งนี้ ชาวนาอยากรู้เพียงว่ารัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวอย่างไรมากกว่า ระวังระเบิดเวลาของชาวนาจะประทุ&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส.อุบลราชธานี โฆษกคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลล้มเหลวอย่างยิ่งในการปฏิรูปด้านการเกษตร 7 ปีตั้งแต่รัฐประหารยึดอำนาจ&amp;nbsp; ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ประเทศไทยไม่มีการพัฒนาด้านพันธุ์ข้าว คุณภาพ และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่แต่อย่างใด ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่เป็นความบกพร่องของรัฐบาล ที่ปล่อยให้ราคาข้าวถูก ปุ๋ยแพง&amp;nbsp; ตรงข้ามกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและอินเดีย ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; ทำให้ประเทศไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวในตลาดโลก จากอันดับ 1 ตกมาอยู่อันดับ 3 เรียบร้อยแล้วในปี 2563 จากที่เป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องมาหลายปี ทั้งที่มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 66 ล้านไร่ซึ่งมากกว่าเวียดนามซึ่งอยู่ที่ 46 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเคยมีนักวิจัยพันธุ์ข้าวที่ได้รับรางวัลมากมาย&amp;nbsp; มีความสามารถในการแข่งขันอยู่ในระดับต้นๆของอาเซียน แต่วันนี้รัฐบาลมองเพียงแต่การแก้ไขปัญหาระยะสั้น ซึ่งไม่ใช่ทางออกของปัญหา เป็นเพียงการเยียวยาชั่วคราวในระยะสั้นเท่านั้น&amp;nbsp; ไม่เคยวางแผนในระยะยาว&amp;nbsp; ทั้งยังนิ่งนอนใจกับปัญหาของนโยบายประกันราคาข้าว ซึ่งรัฐบาลจ่ายเงินส่วนต่างประกันราคาให้ชาวนาก็มีปัญหามาโดยตลอด ทั้งการจ่ายเงินที่ล่าช้า ราคาขายข้าวของชาวนาที่อยู่ห่างไกล&amp;nbsp; ขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่รัฐบาลประกาศ อย่างปีที่แล้ว รัฐบาลประกาศราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 11-12 บาทต่อกิโลกรัม ชาวนาได้รับเงินจ่ายชดเชยจากการประกันรายได้เพียง 2 บาท แต่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลในหลายพื้นที่ ขายได้ในราคาเพียงแค่ 8-9 บาท เมื่อรวมกับเงินส่วนต่างที่ได้&amp;nbsp; กลับได้ไม่ถึง12 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาประกันที่รัฐบาลประกาศ ทั้งถูกหักความชื้นและสิ่งเจือปนต่าง ๆ อีก หากจะไม่ขายก็ต้องเสียค่าขนส่งเอง เป็นความลำบากของพี่น้องเกษตรกรอย่างยิ่ง เช่น ราคาข้าวเปลือกที่อำเภอเดชอุดม ปัจจุบันรับซื้อที่ 800 บาท ต่อ 120 ก.ก. หรือเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.60 บาทเท่านั้น&amp;nbsp; นอกจากราคาข้าวตกต่ำ ต้นทุนการผลิตอย่างปุ๋ยก็เพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าปุ๋ยยูเรีย ราคาปรับเพิ่มขึ้นจาก 560 บาทต่อกระสอบ เป็น 885 บาทต่อกระสอบ จะเห็นได้ว่าเงิน 800 บาทที่ขายข้่าวได้ ยังซื้อปุ๋ยได้ไม่ถึงกระสอบ&amp;nbsp; แต่ซื้อข้าวเปลือกได้ถึง 120 กิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีกข้าวสารปัจจุบัน อยู่ที่ราคา 1,000 บาทต่อ 48 กิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 20- 22 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นชาวนาจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร&amp;nbsp; ลูกหลานจะมีเงินเพียงพอจะดำเนินชีวิตได้อย่างไร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายเอกชัย กล่าวว่า วันนี้ชาวนาต้องการให้รัฐบาลพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณลักษณะที่ดีแบบข้าวหอมมะลิหรือดีกว่า แต่ผลผลิตมากกว่า เวียดนามที่เคยล้าหลังประเทศไทยเรื่องการปลูกข้าวการส่งออกข้าว วันนี้แซงประเทศไทยไปแล้ว หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย&amp;nbsp; จะส่งผลต่อรายได้ของชาวนา และงบประมาณที่ต้องสนับสนุนในโครงกันประกันราคาของรัฐบาลต้องใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกที่พลเอกประยุทธ์เคยประกาศไว้แต่ไม่เคยดำเนินการหรือใช้นโยบายทางการทูตเพื่อเจรจาการซื้อขายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังรัฐประหารการพัฒนาด้านการเกษตรหยุดนิ่ง การทำงานที่เชื้องช้า ไม่สนใจเกษตรกรของรัฐบาล ส่งผลให้ราคาข้าวของไทยไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป&amp;nbsp; การไม่สนใจในการแก้ปัญหาเกษตรกรมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้วันนี้เกษตรกรไทยมองไม่เห็นอนาคต ความสามารถในการแข่งขันถดถอย&amp;nbsp; ท่านถามชาวนาเลยครับ ว่าวันนี้คิดถึงนายกฯคนไหนมากที่สุด นายกฯคนไหน ที่ทำให้สินค้าเกษตรมีราคา ทำให้ชาวนามีรายได้จาก ข้าวเปลือกหอมมะลิไปแตะที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม&amp;rdquo; นายเอกชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยขอเป็นปากเป็นเสียงเพื่อพี่น้องประชาชน ติดตามสอบถามรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการดูแลข้าวที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาดในอีกไม่กี่วันนี้ รวมทั้งอยากสอบถามรัฐบาลว่าเคยดูแลและแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างจริงจังบ้างหรือไม่ ปัญหาพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาดิน ปัญหาปุ๋ย ปัญหาความชื้น ปัญหาเกษตรกรขายข้าวแล้วถูกเอารัดเอาเปรียบการช่างน้ำหนักข้าว และการสัดความชื้นที่เอารัดเอาเปรียบชาวนา รัฐบาลควรดูแลอย่างจริงจังได้แล้ว พรรคเพื่อไทยไม่เคยปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจแย่ขนาดนี้ แม้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันเกษตรกรไทยยังได้ไม่ถึง รัฐบาลรักษาไม่ถูกอาการที่ป่วย อาชีพเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพหลักของประเทศไทยกำลังลำบาก อย่าบริหารจนล้มเหลว ทำให้อาชีพเกษตรกรหายไปจากสังคมไทยเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118438</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ, ปฏิรูปการเกษตร, ราคาข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156b3df50270.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
