<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้พิพากษาปรามอย่าเอาพระราชดำรัส ตีความเป็นพระบรมราชวินิจฉัยปมถวายสัตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค. 62 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นทางวิชาการกรณี&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ว่า กระบวนการยุติธรรมมีหลายระดับ อันได้แก่กระบวนการยุติธรรมของเอกชน เช่น ประชาชนกับประชาชนมีข้อพิพาทในทางแพ่ง ในทางแรงงาน ในทางนิติกรรมสัญญา ในทางข้อขัดแย้งคดีผู้บริโภค คดีพาณิชย์ คดีภาษีอากร และคดีต่างๆ ในทางแพ่งก็จะใช้กระบวนการพิจารณาที่มีเฉพาะ&amp;nbsp; ในส่วนคดีอาญาก็เป็นเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา หรือที่เรียกว่ากฎหมายมหาชน เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประกอบด้วยศีลธรรมอันดี และการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อข้อบัญญัติข้อห้ามทางกฎหมายที่มีบทบัญญัติลงโทษในทางอาญา ก็จะมีวิธีพิจารณาในทางอาญาเป็นบทกฎหมายที่ ใช้ระงับข้อพิพาทในทางอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อพิพาทในคดีที่ใช้กฎหมายมหาชน โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎกติกาที่ใช้บังคับในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ระบุถึงวิธีการใช้อำนาจ การแบ่งแยกอำนาจ และการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นต้น หากมีความขัดแย้งความไม่เห็นตรงกัน หรือการตีความขัดกันในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีกลไกและวิธี ระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยผ่านทางองค์กรต่างๆ ที่จะวินิจฉัย และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นศาลที่ตั้งขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดและต้องยุติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่และมีผลอย่างไร เช่นนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่ในการรับวินิจฉัยคดีดังกล่าว กรณีเช่นนี้ก็ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมในชั้นความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกฎกติกาและวิธีพิจารณาความเกี่ยวกับคดีรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง กลไกต่างๆ ในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่าถูกต้องและยุติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ก็เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือที่มีระบบการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดข้อขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างกันในทางการเมือง เพื่อให้เรื่องที่ขัดแย้งนี้ยุติกันอย่างสันติวิธี เรื่องเช่นนี้ มิใช่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด เพราะอารยประเทศและนานาประเทศก็ใช้กระบวนการยุติธรรมเช่นนี้อย่างเดียวกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องการที่คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าเพื่อรับฟังพระราชดำรัสของในหลวง วันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการให้คำแนะนำฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ในฐานะองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์มิได้อยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่เป็นการบังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยต่อไป&amp;nbsp; เพราะถือเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะเสนอข่าวในลักษณะคาดเดาหรือคิดเอาเองว่าเรื่องจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เป็นการบังควรที่จะนำเรื่องการที่ พระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารมาปะปนกับเรื่องคดีเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย&amp;nbsp; เพราะประเทศประชาธิปไตยทั่วไปก็มีแนวทางและกระบวนการดำเนินไป ตามการเมืองการปกครองประชาธิปไตยที่กระทำกันอยู่ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่หลังจาก ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารนั้น นับว่าเป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ที่จะให้โอวาท ให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารเพื่อเป็นประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชน ซึ่งถือเป็นพระราชประเพณีที่ทรงปฏิบัติเช่นนี้มาแทบทุกสมัย ทุกรัชกาล ในโอกาสที่ฝ่ายบริหาร หรือ ข้าราชการระดับสูง บางประเภทเช่น ศาล อัยการ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์ก็มีพระราชอำนาจในการอวยพรให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชน รวมถึงการที่ ครม. ชุดนี้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทาน พระกระแสดำรัสไปครั้งนี้ ก็เป็นโบราณราชประเพณีที่กระทำมาในหลายรัชกาลของพระมหากษัตริย์ไทยแทบทุกพระองค์ รวมทั้งการเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม. ในหลายๆ คราวที่ผ่านมา ก็มีพระราชกระแสเช่นนี้ ดังนั้นฝ่ายการเมืองและประชาชน จึงไม่บังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวหรือปะปนกับกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ควรจะนำไปตีความว่าพระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องวิธีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะพระองค์จะไม่ทรงเข้ายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะต้องไปดำเนินการผ่านศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์กรอิสระ หรือสภานิติบัญญัติเป็นผู้ส่งเรื่องไปนั้น ก็เป็นกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีกฎกติกากำหนดไว้โดยชัดเจนและเรียบร้อย เป็นไปตามระบอบการเมืองการปกครองประชาธิปไตยสากลที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศทั่วโลกกระบวนการนี้เรียกว่าดูโปรเซส หรือการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ในประเทศที่ใช้กฎหมายปกครองหรือที่เรียกว่า นิติรัฐ คือประเทศที่ใช้กระบวนการยุติธรรม มีกฎหมายเป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองที่ชัดเจน และเป็นบรรทัดฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฝ่ายการเมืองก็ดีหรือประชาชนไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์และนำเรื่องดังกล่าวไปคาดการณ์คาดคะเนหรือพูดคุยเป็นข่าวลือในทางที่ไม่ดีหรือเสียหาย เพราะสิ่งนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญและกฎกติกาในลักษณะของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปยุ่งเกี่ยวปะปนกับเรื่องความถูกผิดของกระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม.ชุดนี้ และไม่ควรบังอาจไปถือเอาว่าพระมหากษัตริย์ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกผิดของการถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo; นายศรีอัมพร กล่าวย้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44476</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ถวายสัตย์, นายก, นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษา, พระบรมราชวินิจฉัย, พระราชดำรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf1635ae6de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีอัมพร&#039;ย้อนถามรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ ระดับวิกฤติใช้อะไรชี้วัด ไม่มีหลักประกันให้ศาลถ่วงดุล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.62-นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นถึงกรณีที่ สนช.ได้ผ่านกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เเละเว็บไซต์รัฐบาลไทย http://www.thaigov.go.th ได้ชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิประชาชน แต่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามต่อระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้อำนาจตรวจค้นยึดล้วงข้อมูลต้องขออนุญาตศาล ยกเว้นระดับวิกฤติที่กระทบความมั่นคง แต่เสร็จแล้วต้องแจ้งศาลโดยเร็ว ว่า ต้องขอย้อนถามกลับว่า มาตรการ 1-3 ที่กล่าวมาใครเป็นคนจำแนกชี้ขาด เป็นตัวคณะกรรมการใช่หรือไม่ ตรงนี้มันไม่สามารถหาอะไรมาชี้วัดได้ ถ้าคุณบอกว่าเป็นเรื่องภัยวิกฤติร้ายแรง จริงๆ ปัจจุบันนี้มันก็มีกฎหมายอื่นที่ใช้ในสภาวะฉุกเฉิน เช่น กฎอัยการศึกอยู่แล้ว แต่ในขณะที่บ้านเมืองเราเป็นปกติ ขณะนี้ควรจะเอากฎหมายแบบนี้มาใช้หรือไม่ ถ้าคุณบอกเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ศาลบอกว่าไม่ร้ายแรง &amp;nbsp;กลายเป็นว่ากรรมการไซเบอร์ดังกล่าวสามารถชี้ขาดได้เลย หลักการตรวจค้นในที่เกิดเหตุสภาวะฉุกเฉิน กฎหมายก็ให้อำนาจเจ้าพนักงานในการตรวจค้นไม่ต้องขอศาลอยู่แล้ว เช่น ในที่ที่ผู้บัญชาการทหารในท้องที่ใดมีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ดังกล่าว ไม่มีหลักประกันที่ระบุไว้ว่าถ้าวิกฤติมีการตรวจค้นแล้วให้รายงานศาล &amp;nbsp;ตนถามว่าถ้าแบบนั้นจะมารายงานศาลทำไม เพราะคุณสงสัยคุณเข้าไปจับกุมตรวจค้น ถ้าตรวจพบก็แจ้งข้อหา ถ้าไม่พบก็ปล่อยแล้วมาบอกศาลที่หลัง ตอนนั้นศาลจะทำอะไรได้ แล้วไปยับยั้งการค้นได้หรือไม่ เพราะทำไปแล้ว มีการชี้แจงว่าในร่างดังกล่าวให้ระดับความร้ายแรงขั้นที่ 1-2 มาศาลได้ แต่ทำไมขั้นที่ 3 จะมาไม่ได้ ศาลยุติธรรมมีการจัดให้ผู้พิพากษาเข้าเวร 24 ชั่วโมงในการพิจารณาออกหมายค้นหมายจับ มีทุกศาลและทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนที่อ้างว่ากฎหมายดังกล่าวใช้เฉพาะกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่มีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ในส่วนพวกแฮกเกอร์ จะไม่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไปนั้น ตนเห็นว่า ลองไปดูตัวกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าจะเอาเฉพาะความผิดที่เป็นลักษณะแฮกเกอร์เท่านั้น เขียนไว้ว่าถ้าเกิดสงสัยในบุคคลหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไหน เขาสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องมีหมาย แม้จะมีการแก้ไขผ่อนลงหน่อยนึงว่า ถ้าไม่ถึงวิกฤติต้องขอหมายศาลโดยอ้างว่าไม่ทันการ ก็อย่างที่กล่าวย้ำไปแล้วว่ามันมีกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ แต่นี่คุณไปค้นก่อนที่จะรู้ว่ามีความผิดเกิดมันขัดกับหลักการสากล คุณแค่สงสัยแล้วไปค้น ไม่ผิดก็แล้วไป แต่ถ้าผิดก็ดำเนินคดี ตรงนี้เป็นการกลับหลักในกระบวนการยุติธรรม ตัวคนที่ถูกสงสัยโดนตรวจค้นยึดไปแล้ว เกิดความเสียหายไปแล้ว ดุลพินิจตรงนี้ต้องระวังเพราะหลักการของประชาธิปไตยเราต้องเชื่อในหลักการที่ว่า ต้องใช้ระบบตรวจสอบมากกว่าใช้คน &amp;nbsp;เพราะการเชื่อในตัวบุคคลเป็นเรื่องอันตราย เราต้องไม่เชื่อว่าบุคคลเป็นคนดีแท้ได้ตลอดไป อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเกิดไม่ดีขึ้นมาก็จะเกิดความเสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่านอกจาก พ.ร.บ.ไซเบอร์แล้ว สนช.ยังมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... ตรงนี้เป็นการคุ้มครองถ่วงดุลได้หรือไม่ นายศรีอัมพร กล่าวว่า ปรกติแล้วเรื่องนี้ไม่ต้องออกกฎหมายยังได้ เพราะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักพื้นฐานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ต้องเข้าไปละเมิดล้วงความลับของบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพ ตรงนี้ไม่ควรทำ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐทำขึ้นมาก็จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่มิชอบ แต่จะมีกฎหมายที่ห้ามบุคคลอื่นเข้ามาล้วงข้อมูลก็เป็นเรื่องดี เป็นการปกป้องประชาชนเพิ่มขึ้น ที่ตนห่วง พ.ร.บ.ไซเบอร์ เพราะมันเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจได้เต็มที่เพียงต้องสงสัย ความจริงกฎหมายนี้ก็มีการแก้ได้ถูกต้องในเรื่องการต้องขอหมายศาลค้น ติดตรงที่เรื่องวิกฤตร้ายแรงทำไมไม่ขอศาล หรือฝ่ายบริหารไม่เชื่อในกระบวนการตุลาการ หรือเกรงว่าศาลจะไม่ให้หมายค้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวต่อว่า ในระยะหลังที่ตนสังเกตพบว่าเจ้าพนักงานของรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้การทำงานผ่านการถ่วงดุลโดยศาล โดยอ้างว่าทำงานไม่สะดวก ต้องคิดด้วยว่าถ้าไม่มีอำนาจศาลในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐจะเป็นอย่างไร ปกติที่ผ่านมามีการขอหมายจับหมายค้นถ้าเป็นเรื่องร้ายแรงและนำพยานหลักฐานมาแสดงแบบคดีฆ่า ส่วนมากศาลก็ออกหมายให้ ขอได้ 24 ชั่วโมง ที่เป็นปัญหาที่ศาลไม่ให้ก็จะเป็นเรื่องพยานหลักฐานว่ามีเหตุสมควรในการออกหมายหรือไม่ แต่ไม่ใช่ว่าศาลจะไม่ให้ตลอด ส่วนใหญ่เกินร้อยละ 80 ศาลอนุญาตออกหมายให้ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจน ถ้าคลุมเคลือเราก็ไม่ให้ เรื่องร้ายแรงมีหลักฐานศาลก็ออกให้ทันที ตรงนี้เราไม่ได้ไปต่อต้านกับการจัดการภัยทางไซเบอร์ หากมีพยานหลักฐานมาอธิบายให้ศาลฟัง ศาลก็ร่วมมือออกหมายให้ แต่ถ้าไปละเมิดสิทธิมากไปเราก็ไม่ให้ ส่วนที่กลัวว่าข้อมูลของศาลรั่วเองได้นั้น ที่ผ่านมายังไม่เคยมีที่พอศาลออกหมายค้นหมายจับมีคนรู้ตัวไหวตัวทัน เพราะไม่ได้รู้จักกับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องปล่อยความลับรั่วไหล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกกฎหมายระยะหลังมีการออกให้เลี่ยงการตรวจสอบของศาลหลายฉบับ แต่องค์กรศาลเป็นองค์กรเดียวที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐในระดับปกติถึงสูงที่สุดได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งที่หลักการสากลเขาจะต้องใช้หลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่จะทำให้ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดน้อยลง มิหนำซ้ำยังเป็นการคุ้มครองการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างดี เพราะได้รับอนุญาตจากคำสั่งศาลแล้ว การที่จะไปถูกดำเนินคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่มีทางเกิด เพราะศาลอนุญาตตรวจค้นการกระทำก็เป็นโดยชอบ ดีกว่าเราไปใช้คณะกรรมการชื่อเรียกชุดเดียวกันแต่ระดับสูงกว่า ที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจ หากเกิดการละเมิดข้อมูลทางการค้าหรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่ยากแก่การเยียวยาความเสียหายของเอกชน ทำให้กรอบการคุ้มครองอ่อนแอลงและล่อแหลมที่ข้อมูลประชาชนหรือนิติบุคคลจะรั่วไหล ตรงนี้มันเป็นผลเสีย&amp;rdquo; ผู้พิพากษาอาวุโส กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30572</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf1635ae6de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้พิพากษา &#039;ศรีอัมพร&#039; ยก 8 เหตุค้านร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ทำลายหลักถ่วงดุลตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย.61 - ที่อาคารศาลอุทธรณ์กลาง ถ.รัชดาภิเษก นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ความเห็นถึงร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เคยสั่งการฝ่ายกฎหมายไปทบทวนรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งในเรื่องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงควรพิจารณาว่าจะมีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจกันอย่างไร ซึ่งตนทราบว่าร่างดังกล่าวที่มีการแก้ไขแล้วจะถูกนำเสนอเข้า &amp;nbsp;ครม.ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งจากการที่ตนได้อ่านร่างที่มีการแก้ไขไปแล้วพบว่า ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีหลักการและเหตุผล ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ร่าง พ.ร.บ.นี้ มีเจตนารมณ์ที่จะวางมาตรการป้องปรามการกระทำผิดทางไซเบอร์ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของรัฐ เนื่องจากกระทรวงดิจิทัลฯ ผู้เสนอร่างอ้างเหตุผลว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความรุนแรงยากแก่การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดไซเบอร์ &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.บ.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลโครงสร้างการทำงานของการใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ขึ้น เพื่อควบคุมโครงสร้างการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ การวิจัยและพัฒนาความรู้ เพื่อป้องกันการกระทำผิดทางไซเบอร์ ตลอดจนการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนและตำแหน่งของสำนักงานป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. จัดให้มีคณะกรรมการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติขึ้น ซึ่งมีชื่อว่า &amp;ldquo;กปช.&amp;rdquo; คณะกรรมการ กปช. นี้มีอำนาจมากในการกำกับดูแลเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงาน กปช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. มีการใช้อำนาจ กปช. และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่พบการกระทำความผิดหรือสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดทางไซเบอร์ มีอำนาจเรียกให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานของเอกชน ตลอดจนผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ ระบบผู้ใช้บริการทางไซเบอร์ เช่น ADMIN PAGE ผู้ที่ประกอบธุรกิจบริการทางไซเบอร์ต้องเข้าพบและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานที่น่าสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดหรือน่าสงสัยว่าจะกระทำผิดต่อเจ้าพนักงาน กปช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กปช. มีอำนาจบังคับใช้หน่วยงานของรัฐและเอกชน ผู้ประกอบการเกี่ยวกับไซเบอร์ทำรายงาน โครงสร้าง ความเสี่ยงและแผนป้องกันการกระทำผิดทางไซเบอร์ส่งให้แก่ &amp;nbsp;กปช. ตามที่ กปช. กำหนดหรือตามคำสั่งของ กปช. ซึ่งจะมีอำนาจให้เจ้าพนักงาน กปช. เข้าไปในเคหสถานตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ &amp;nbsp;SERVER หน่วยความจำ (HARD DRIVE) อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการทางไซเบอร์ เช่น WEBSITE ผู้ใช้บริการ &amp;nbsp;ADMIN เครื่องวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยไม่จำต้องมีหมายค้น แม้ยังไม่มีคดีความหรือการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญา กปช. ก็มีอำนาจตรวจยึดอุปกรณ์ทางไซเบอร์เหล่านั้นได้ โดยอำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจที่สามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัด &amp;nbsp;ไม่มีองค์กรฝ่ายตุลาการเข้ามาตรวจสอบหรือถ่วงดุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีบทกำหนดโทษตั้งแต่มาตรา 61 &amp;ndash; 68 กรณีที่ผู้ดำเนินการทางไซเบอร์ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนไม่ดำเนินการส่งรายงานการควบคุมการทำงานของไซเบอร์ในความครอบครองของตน การขัดขวางไม่ยอมให้เจ้าพนักงานของ กปช. ตรวจยึดเครื่องอุปกรณ์ทางไซเบอร์ การที่บุคคลหรือนิติบุคคลปฏิเสธไม่ยอมบอกรหัสผ่าน เพื่อเปิดอุปกรณ์ทางไซเบอร์ กฎหมายนี้ให้นายกเป็นผู้รักษาการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตนเห็นว่า ผลกระทบหากร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หากมีการใช้บังคับจะมีดังนี้&amp;nbsp;
1. &amp;nbsp;เป็นการทำลายหลักการและโครงสร้างของระบบประชาธิปไตย
2. &amp;nbsp;ทำให้กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และสิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิทางการเมือง สิทธิความเป็นส่วนตัวถูกทำลาย
3. &amp;nbsp;ทำให้กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในระบอบประชาธิปไตยเกิดความล้มเหลว
4. &amp;nbsp;เป็นการทำให้โครงสร้างการปกครองจากนิติรัฐ &amp;nbsp;กลายเป็นรัฐตำรวจ ผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองและเป็นฝ่ายบริหารจะให้กฎหมายนี้ กำราบปราบปรามศัตรูทางการเมือง ศัตรูทางความคิดที่ไม่ตรงกับผู้ปกครองได้โดยง่าย
5. &amp;nbsp;ทำให้ประเทศชาติไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ &amp;nbsp;เพราะโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยถูกบิดเบือนไป &amp;nbsp;เป็นระบบคณาธิปไตย เป็นการขัดต่อธรรมเนียมการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และวัฒนธรรมทางการเมืองที่ประเทศที่นิยมประชาธิปไตยถือปฏิบัติ
6. &amp;nbsp;เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนจากประเทศอื่น &amp;nbsp;เนื่องจากผู้ค้าและผู้มาลงทุน ไม่ไว้วางใจในการจะถูกล่วงละเมิดความลับทางการค้า ทางลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและเครือข่ายการทำธุรกิจ
​7. &amp;nbsp;จะทำให้เป็นการบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;เนื่องจากจะไม่มีนักลงทุนจากต่างประเทศที่กล้ามาลงทุนภายในประเทศ
8. &amp;nbsp;ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมทรามและไม่เชื่อมั่นในประเทศของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายศรีอัมพร ยังระบุอีกว่า หากร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มีผลบังคับ จะเป็นการทำลายหลักการและโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย การที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติมากเกินไปในการจับ ค้น ขัง ยึดโดยไม่ผ่านกระบวนการศาล จะทำให้กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิทางการเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิความเป็นส่วนตัว และจะทำให้กลายเป็นเครื่องมือปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน บั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้ร่างกฎหมายบอกว่า จะใช้วิธีการดังกล่าวกับกรณีกระทบความมั่นคงและเป็นเรื่องร้ายแรงเท่านั้น แต่คำว่า &amp;ldquo;ร้ายแรง&amp;rdquo; มันแค่ไหน เป็นดุลยพินิจหรือ ซึ่งดุลยพินิจแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่มีมาตรฐาน ไม่เหมือนระบบการตรวจสอบโดยศาล
&amp;nbsp;
ในช่วงการร่างกฎหมาย คณะผู้ร่างไม่ได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรมเข้าไปรับฟังหรือให้ข้อมูล ทั้งที่มั่นมีประเด็นเกี่ยวกับการจับ การค้น การยึด ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาชั้นต้น และมีโทษทางอาญา หากให้ศาลมีอำนาจในการตรวจสอบการค้นการจับการขังการยึด ก็ควรเป็นศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจเหนือท้องที่เกิดเหตุหรือศาลอาญา และหากคณะผู้ร่างเชิญตัวแทนจากศาลยุติธรรม ตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนเข้าไปแสดงความคิดเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวด้วยว่า ในต่างประเทศเรื่องกระบวนการยุติธรรมจะต้องผ่านศาล ไม่มีที่ไหนที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตั้งแล้วมาดูแล ซึ่งความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ สามารถที่จะตรวจสอบไอพีได้ ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ปอท.ก็มีการดำเนินการจับกุมได้ ซึ่งอยากถามว่า ก.ดิจิทัลฯ ไม่มีบุคลากรหรือเครื่องมือที่มีความสามารถเลยหรืออย่างไร ถึงมาผลักดันร่างกฎหมายลักษณะแบบนี้ การที่เราออกกฎหมายให้อำนาจความสะดวกแก่เจ้าพนักเจ้าหน้าที่ เท่ากับเราละเลย เพิกเฉยต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน การกระทำในลักษณะแบบนี้จะไม่สอดคล้องกับบริหารแบบประชาธิปไตย แต่จะเป็นลักษณะลัทธิเผด็จการ ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่านายกรัฐมนตรี เคยสั่งให้มีการทบทวนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เกี่ยวกับเรื่องหลักการถ่วงดุล ตรวจสอบ แต่ปรากฎว่าจากที่ตนอ่านร่างที่ว่ากันว่ามีการแก้ไขแล้ว ก็ไม่พบว่ามีหลักการที่จะตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าว อีกทั้งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการพิจารณาออกมาจำนวนหลายร่าง มีก่รเชิญหน่วยงานอื่นๆ ไปร่วมประชุมแต่กลับไม่มีการเชิญสำนักงานศาลยุติธรรมไปร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าที่มีพยายามการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในช่วงนี้ จะถูกมองว่านำไปช่วงชิงความได้เปรียบในช่วงเลือกตั้งได้หรือไม่ นายศรีอัมพร ระบุว่า ยังไม่อาจที่สันนิษฐานอย่างนั้นได้ เราต้องเชื่อมั่นว่าทุกคนมีความสุจริต ความตั้งใจของ ก.ดิจิทัลฯ นั้น เป็นเจตนาดีในการปราบปรามการกระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแถลงข่าวของนายศรีอัมพรในวันนี้ เป็นการแถลงข่าวในนามของนักกฎหมายมหาชนที่ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศ ที่มีความเป็นห่วงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับทางสำนักงานศาลยุติธรรม และไม่มีการพูดถึงเนื้อหาเกี่ยวกับคดีความ โดยในวันนี้มีการเชิญตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลฯ มาร่วมฟังการแถลงข่าว 2 คน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22279</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์, ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e798a08056.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
