<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 23:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯจับมือ12ค่ายรถยกระดับเป็นยูโร5 แก้ปัญหามลพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค. 2562 นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในวาระเป็นประธานในพิธีแสดงเจตนารมณ์การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศเป็นยูโร 5 ว่าจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ได้กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่วิกฤต และคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติยกระดับการกำจัดฝุ่นละอองให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทางกระทรวงฯจึงได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เร่งดำเนินการปรับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์ให้เทียบเท่ายูโร 5 ภายในปี 2564 และเป็นยูโร 6 ภายในปี 2565 เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล &amp;nbsp;รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่ามีบริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้ารถยนต์ 12 แบรนด์ ได้แก่ Audi, BMW, Isuzu, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, Mini, MG, Nissan, Suzuki, Toyota &amp;nbsp;และ Volvo ที่ตั้งใจร่วมแสดงเจตจำนงและผนึกกำลังในการยกระดับมาตรฐาน ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ใช้น้ำมันยูโร 5 ในประเทศเพียง 70 ล้านลิตรต่อเดือน ทั้งนี้ภาคการผลิตมีกำลังการผลิตเต็มศักยภาพ ในปัจจุบันสูงถึง 500 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งมั่นใจว่าหากมีการสนับสนุนในการพัฒนารถยนต์เป็นยูโร 5 จะผลักดันให้การใช้น้ำมันมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ค่ายรถยนต์จะเร่งรณรงค์ให้ลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาตรฐานยูโร 4 เติมน้ำมันที่ได้มาตรฐานยูโร 5 ที่มีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดมลพิษโดยเฉพาะฝุ่นพิษได้กว่า 20 &amp;ndash; 25%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยูโร 5 ไม่มีผลต่อราคารถยนต์ที่ต้องปรับแต่อย่างใดแต่การเปลี่ยนเป็นยูโร 6 นั้นคาดว่าจะไมเกินหมื่นบาทต่อคัน แต่เมื่อถึงตอนนั้นก็อาจไม่กระทบเลยก็ได้ คงต้องดูเทคโนโลยีและรถแต่ละรุ่นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเราเป็นผู้นำในอาเซียนในการดำเนินมาตรฐานดังกล่าวแต่ช่วงหลังมาเราถดถอยไปโดยขณะนี้มีสิงคโปร์เป็นผู้นำที่ผลิตรถยนต์เป็นยูโร 6 ขณะที่จีนและอินเดียเองก็กำลังจะทำเป็นยูโร 6 ในปี 2563 เช่นกัน&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ที่ปรึกษาบริหารอาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด &amp;nbsp;ยอมรับว่าปัจจุบันการผลิตรถยนต์ของไทยยังเป็นมาตรฐานยูโร 4 &amp;nbsp;ซึ่งการปรับเปลี่ยนไปสู่ยูโร 5 ภายในปี 2564 ทางโตโยต้า สามารถดำเนินการได้ทัน เพราะปัจจุบันมีการผลิตรถยนต์ที่รองรับ ยูโร 5 เพื่อส่งออกอยู่แล้วแต่การเปลี่ยนจากยูโร 5 เป็นยูโร 6 นั้นต้องรอดูความพร้อมในการผลิตโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องรองรับการเผาไหม้ เพื่อไม่ให้เกิดฝุ่น รวมถึงการพัฒนาน้ำมันที่จะมารองรับ เชื่อว่าต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวของค่ายรถยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;ภาคเอกชนที่มาร่วมประกาศเจตจำนงในการผลิตและนำเข้ารถยนต์เป็นมาตรฐานยูโร 5 ในปี 2564 และยูโร 6 ในปี 2565 นั้นมี 12 แบรนด์โดยพบว่าแบรนด์หลักที่ไม่มาร่วมครั้งนี้มี Chevrolet ,Ford และ Honda โดยทาง Chevrolet และ Ford ทางผู้บริหารระบุว่าแจ้งทางบริษัทแม่ไม่ทัน ขณะที่ Honda รับทราบนโยบายแต่ไม่ได้แสดงตัวที่จะเข้าร่วมประกาศเจตจำนงครั้งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31106</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายรถยนต์, นายสมชาย หาญหิรัญ, ฝุ่นละอองขนาดเล็ก, มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศ, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, เครื่องยนต์ยูโร 5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa007327c334.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2019 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2019 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอนแก่นตั้งเป้า 3 ปีต้องไม่มีอ้อยถูกไฟเผาก่อนเข้าโรงงาน หวังลดฝุ่น PM2.5 ในระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.อุตสาหกรรม ตรวจการตัดอ้อยที่ขอนแก่น ตั้งเป้า 3 ปีจะต้องไม่มีอ้อยถูกไฟเผาก่อนส่งเข้าโรงงาน ป้องกันมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ &amp;nbsp;PM 2.5 &amp;nbsp;อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.62 - ที่บ้านหนองกี่ ตำบลกุดกว้าง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานวันรณรงค์งดเผาอ้อย ลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM 2.5 และสาธิตเครื่องจักรกลการเกษตรยุค 4.0 โดยมีเกษตรกรชาวไร่อ้อยเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นขอนแก่นเกิดผลกระทบเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 โดยที่ทางจังหวัดได้มีการประสานงานการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง รวมทั้งมีการประกาศห้ามเกษตรกรชาวไร่อ้อยนั้นเผาอ้อย นอกจากนี้ยังมีการทำงานกับหลายหน่วยงาน จนนำมาสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันเกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยไม่เผาอ้อยของตัวเอง หันมาตัดอ้อยสดส่งโรงงานแทน ดังนั้นการรณรงค์งดเผาอ้อยเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ในครั้งนี้ ได้กำหนดให้พื้นที่ จ.ขอนแก่น เป็นพื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาและงดเผาอ้อยไปยังพื้นที่ต่างๆและเชื่อว่า การแก้ไขปัญหาด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายนับจากนี้ การเผาอ้อยจะหมดไปภายในเวลา 3 ปีนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.อุตสาหกรรม กล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะไม่ให้มีการเผาอ้อยส่งเข้าโรงงาน โดยตั้งเป้าไว้ 3 ปีจะต้องทำให้สำเร็จ ทั้งนี้ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถลดจำนวนอ้อยที่ถูกไฟเผาลงได้จาก 60 % เหลือเพียง 30 % เท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับแนวทางที่รัฐบาลจะนำมาดำเนินการ เพื่อลดการเผาไร่อ้อยของเกษตรกรนั้น จะต้องสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรคือ หากชาวไร่อ้อยส่งอ้อยที่ถูกไฟไหม้เข้าโรงงาน ก็จะถูกหักเงิน 30 บาทต่อตัน แล้วเอาเงินส่วนนี้ไปเพิ่มเป็นสวัสดิการให้กับชาวไร่อ้อยที่ไม่ทำการเผาไร่อ้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรการดังกล่าวนี้เป็นมาตรการระยะสั้นเฉพาะหน้า ส่วนมาตรการระยะยาวนั้น รัฐบาลจะจัดหาเครื่องจักรกลที่ใช้ในการตัดอ้อยไปให้กับเกษตรกร ด้วยวิธีการให้ชาวไร่รวมกลุ่มกันจัดซื้อรถตัดอ้อยเอง โดยภาครัฐจะหาเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำโดยผ่านทาง ธกส.ไปให้กลุ่มเกษตรกรกู้ยืมเงิน&amp;nbsp;พร้อมแนะนำให้ชาวไร่อ้อยทำแปลงปลูกอ้อยขนาดใหญ่ ปลูกอ้อยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เครื่องจักรกลสามารถเข้าไปทำการตัดอ้อยได้อย่างสะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน โรงงานต้องจัดคิวพิเศษให้กับชาวไร่อ้อยที่นำอ้อยสดไปขายให้กับทางโรงงาน โดยให้จัดคิวขายให้ก่อนอ้อยที่ถูกไฟเผา โดยเฉพาะอ้อยที่มีความสดหากตัดจากไร่แล้วนำมาขายเข้าโรงงานเลยไม่เกิน 10 ชม. ก็จะได้ทั้งค่าความหวาน ได้ทั้งน้ำหนักดี ส่วนอ้อยที่ถูกไฟไหม้ค่าน้ำตาลก็จะลดลง และถ้าทิ้งไว้นานๆ กว่าจะได้ขาย น้ำหนักก็ยิ่งลดลงไปอีก นอกจากนี้ค่าความสมบูรณ์ของดินที่มีการเผาไร่อ้อยก็จะลดความอุดมสมบูรณ์ลง หากคิดเป็นค่าของเงินก็จะเสียไป 300 บาทต่อไร่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถมองเห็น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวไร่อ้อยมีการทำข้อตกลงงดเผาอ้อยมาแล้ว ก็ยังคงมีการเผาอ้อยอยู่ ซึ่งการเผาอ้อยนั้น ไม่ใช่ว่าเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะลงมือเผาอ้อยตัวเอง เพื่อให้ง่ายต่อการตัดอ้อย และมีแรงงานมาตัดอ้อยให้ แต่ในความเป็นจริงและปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อ้อย ซึ่งในเรื่องนี้ภายใน 3 ปีนี้จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, จังหวัดขอนแก่น, นายสมชาย หาญหิรัญ, นโยบายแก้ปัญหาฝุ่นละออง, ฝุ่น PM 2.5, รณรงค์งดเผาอ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190309/image_big_5c83a4e48851e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 23:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอดยอดขอใบร.ง.4 เดือน ม.ค.หด13%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.พ. 2562 O นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าในเดือนม.ค. 2562 มีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ(ร.ง.4) และขยายกิจการทั้งสิ้น 352 โรงงาน ลดลง 13.51 % จากช่วงเดียวกันในปี 2561 ที่มีอยู่ที่ 407 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 51,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.01% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่อยู่ที่ 22,900 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 285 โรงงาน ลดลง 16.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอยู่ 340 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 29,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92.81% เมื่อเทียบกับปีช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 15,300 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 67 โรงงานเท่ากันกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าการลงทุน 21,700 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 185.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,610 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นตามเศรษฐกิจประเทศและเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยในปีนี้มูลค่าการขอ ร.ง.4 น่าจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัยหลักโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ที่มี พ.ร.บ.อีอีซี ชัดเจน รวมทั้งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะส่งผลให้ดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งโครงการขนาดใหญ่จะเริ่มเห็นชัดเจนในปีนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี พร้อมมั่นใจว่าไม่ว่ารัฐบาลชุดใดเข้ามาบริหารประเทศก็ยังคงเน้นนโยบายเดิมอยู่ แต่อาจมีการเพิ่มเติม หรือ ขยายต่องานเดิมเพื่อให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อไป&amp;rdquo;นายสมชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) การขอใบร.ง.4 และขยายกิจการในช่วงเดือนม.ค. &amp;ndash; ธ.ค. 2561 มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 5,082 โรงงาน เพิ่มขึ้น 0.91% จากปี 2560 ที่มีอยู่ 5,036 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 365,000 &amp;nbsp;ล้านบาท ลดลง 29.4% จากปี 2560 ที่อยู่ที่ 517,000 ล้านบาท ซึ่งยอดการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ร.ง.4 ในปีที่ผ่านมาถือเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับปี 2559 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 4,115 โรงงาน เพิ่มขึ้น 0.88% จากปีก่อน ที่มีอยู่ 4,079 โรงงาน มีมูลค่าการลงทุน 231,000 ล้านบาท ลดลง 28.26 % เมื่อเทียบกับปี 2560 อยู่ที่ 322,000 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 967 โรงงาน เพิ่มขึ้น 1.04% จากปีก่อนที่มีอยู่ 957 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 134,000 ล้านบาท ลดลง 31.28% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 195,000 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยอุตสาหกรรมที่มีจำนวนเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการที่มีมูลค่ามากที่สุดในปี 2561 ได้แก่ อุตผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล 75,200 ล้านบาท อุตฯอาหาร 53,700 ล้านบาท อุตฯผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ มูลค่าการลงทุน 26,500 ล้านบาท อุตฯผลิตภัณฑ์พลาสติก 25,300 ล้านบาท และอุตฯผลิตภัณฑ์โลหะ 21,700 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28426</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอใบรง.4, ขอใบอนุญาตประกอบกิจการ(ร.ง.4), นายสมชาย หาญหิรัญ, รง.4, ลดลง, เดือนม.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa007327c334.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯเร่งเปิดศูนย์อัพเกรดสินค้าเอสเอ็มอี 77 จว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งเปิดศูนย์ไอทีซีอัพเกรดสินค้าเอสเอ็มอีทั้ง 77 จว. ชี้ผู้ประกอบการแห่ใช้บริการ รอต่อคิดอีกอื้อ ขอกำลังสถาบันการศึกษา - เอกชนพื้นที่ร่วมด้วยช่วยกัน พร้อมดึงเอไอเอส - เอสซีบี ทำแอพร่วมโปรโมทสินค้าเด่นชุมชนซีไอวี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภายในเดือนพ.ย.เตรียมเร่งเปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือไอซีที ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศเนื่องจากได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ เข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง เห็นได้จากสถิติการใช้ศูนย์ไอทีซี ของศูนย์กล้วยน้ำไท และศูนย์ภาคทั้ง 13 แห่งของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือกสอ. ตั้งแต่ประมาณมิ.ย. 60 - 10 ต.ค. 61 รวม 13,145 ราย ซึ่งเป็นการพัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในศูนย์เป็นการย่อส่วนโรงงานต้นแบบ มีแหล่งทดลอง มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา การขึ้นรูปแบบ 3 ดี พริ้นติ้ง เพื่อให้เห็นแบบจำลองก่อนการผลิตจริง ซึ่งหากลงทุนเอง จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่วนใหญ่เข้ามาใช้บริการศึกษาดูงาน เข้าร่วมอบรม ประมาณ 11,121 ราย รวมทั้งสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 240 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการ 21 ราย , บริการออกแบบผลิตภัณฑ์ 465 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการ 90 ราย , แปรรูปการเกษตร &amp;ndash; อาหาร 174 ราย , บรรจุภัณฑ์ 208 ราย การขอใช้เครื่องจักรกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเปิดศูนย์ไอทีซีแต่ละจังหวัดจะเปิดในสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด หากไม่ใช่ศูนย์ภาค 13 แห่ง ของกสอ.เช่น ที่กล้วยน้ำไท ,เชียงใหม่,พิษณุโลก,พิจิตร,อุดรธานี,ขอนแก่น,นครราชสีมา,อุบลราชธารี,สุพรรณบุรี,ชลบุรี,สุราษฎธานี,สงขลา,ลำปาง ส่วนใหญ่จะเปิดเป็นศูนย์มินิไอทีซี คือ จะมีเครื่องมือให้บริการในเบื้องต้น เช่น จ้างนักศึกษาในพื้นที่มาช่วยออกแบบ เครื่อง3 ดีพริ้นติ้ง ขณะที่ศูนย์ภาค จะมีเครื่องมือครบกว่า เช่น มีโรงงานต้นแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ โดยศูนย์ไอทีซี แต่ละจังหวัด จะเป็นผู้พิจารณาแต่ละเคส หากเคสไหน ต้องใช้เครื่องมือที่สูงกว่า ก็จะส่งให้ศูนย์ภาคเป็นผู้ดูแลต่อไป&amp;rdquo;นายสมชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวคิดการพัฒนาศูนย์ไอทีซี จะร่วมกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎพิจิตร ศูนย์ภาค 7 จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศูนย์ภาค 2 จังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับมหาวิทยาลัยพิษณุโลก มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ขณะเดียวกันได้เปิดให้ผู้ประกอบการบริษัทต่างๆ เข้าร่วมโครงการบิ๊กบราเธอร์ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอีในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศมีบริษัทเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 200 กว่าแห่ง เช่น ปตท. เอสซีจี ค่ายรถต่างๆ ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดใหญ่ในพื้นที่ บางรายนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยเหลือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทดลองใช้แล้ว พอใจในคุณภาพและราคา ได้สั่งซื้อไปใช้หลายราย ซึ่งเป็นการต่อยอดระหว่างกันได้อีกช่องทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้เร่งเดินหน้าโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (ซีไอวี) ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคัดเลือกหมู่บ้านที่มีความพร้อม 160 แห่ง เข้าโครงการ ซีไอวี โดยได้ระดมความเห็นของชาวบ้านในชุมชน และมีฉันทามติร่วมกัน วางแนวทางพัฒนาการหารายได้ในชุมชนร่วมกัน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ประสานงานและนำเสนอแนวทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชุมชนนั้นๆ รวมถึงการพัฒนาฝึกอบรม สร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้ประสานกับบริษัท ไอไอเอส &amp;nbsp;จัดทำแอพพิเคชั่น แสดงจุดท่องเที่ยวหมู่บ้านซีไอวีทั้งประเทศ เมื่อผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเครือข่ายเอไอเอส เข้าไปในจังหวัดใด จะแสดงสถานที่ท่องเที่ยวหมู่บ้าน ซีไอวี ขึ้นมาพร้อมรายละเอียดต่างๆ เช่น ของฝากที่มีชื่อเสียง โฮมเสย์ ร้านอาหารชื่อดัง และแผนที่ที่จะเดินทางไปถึงจุดต่างๆ ซึ่งในอนาคตจะประสานงานกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆดำเนินการในรูปแบบนี้ รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดทำแอพพิเคชั่นในลักษณ์นี้เช่าเดียวกัน โดยจะแจ้งเตือนสถานที่ท่องเที่ยว ซีไอวี ผ่านโทรศัพท์มือถือของลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการซีไอวี จะไม่เน้นจำนวนหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ แต่จะเน้นคุณภาพ มีความยั่งยืน สามารถอยู่ได้โดยไม่มีหน่วยราชการเข้ามาช่วยเหลือ โดยผู้นำชุมชนและชาวบ้านจะต้องมีความติดต่อเนื่องในแต่ละเรื่อง สามารถประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการผลักดันโครงการต่างๆได้ด้วยตัวเอง มีความคิดสร้างสรรค์จัดทำโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับรายได้ และความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ซึ่งในระยะยาวหากหมู่บ้าน ซีไอวี ติดขัดในเรื่องใดอุตสาหกรรมจังหวัดพร้อมเป็นตัวแทนในการประสานงานด้านต่างๆ&amp;rdquo;นายสมชาย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, นายสมชาย หาญหิรัญ, ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต, สินค้าเอสเอ็มอี, เปิดศูนย์ไอทีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa007327c334.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯสั่งยกระดับยางพาราดันสู่เวทีโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.อุตฯ สั่ง สศอ.-สมอ. พัฒนาเอสเอ็มอีภาคใต้ ยกระดับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์ในอนาคต หวังเปิดช่องทางการตลาดใหม่ ดันสู่ไม้ยางพาราโลก พร้อมย่อตั้งศูนย์พัฒนาอาหารฮาลานเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาพัฒนาต่อยอดธุรกิจสู่เวทีโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานการประชุมเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อน SMEs 4.0 พื้นที่ภาคใต้ในกิจกรรม เอสเอ็มอี สัญจร : พลิกธุรกิจสู่อุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 4 จังหวัดสงขลา ว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมหารือเครือข่ายภาครัฐและเอกชน 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้นำเสนอความต้องการของพื้นที่ 5 โครงการ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงทางการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย 1.โครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ยางพารา และยางพาราครบวงจร มุ่งหวังให้ &amp;ldquo;ไม้ยางพาราไทยสู่ไม้ยางพาราโลก&amp;rdquo; ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อุตสาหกรรมไม้ยางพาราทั้งระบบสู่อุตสาหกรรม 4.0 ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมไม้ยางพารา และการสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุเหลือใช้ และสนับสนุนการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการยางพาราพันธุ์ใหม่ ต่อยอดขยายผลและขอบเขตการใช้งานของวัตถุดิบยางพาราเพื่อใช้ในวงการอื่น ซึ่งเบื้องต้นได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เข้าไปศึกษาและดูการพัฒนาแผนงานที่จะจัดการยางพาราทั้งระบบ โดยเน้นตั้งแต่การเกษตรต้นน้ำไปจนถึงผลิตภัณฑ์ในอนาคต เพิ่มคุณค่าและเพิ่มช่องทางการเข้าสู่ตลาดให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาผู้ประกอบการยางพาราพันธุ์ใหม่จะอาศัยเครื่องมือของกระทรวง เช่น ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ไอทีซี) ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้ศูนย์ทดสอบ (แลป) ยกระดับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป้าหมายในอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป สนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มคุณค่า เป็นการเชื่อมจิ๊กซอว์ให้ครอบคลุมเป็นแนวทางจัดการกับทรัพยากรทุกอย่างให้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งน้ำยาง ต้นยาง และตอต้นยาง ที่จะต้องนำไปแปรรูปให้ได้ทุกส่วนต่อยอดการนำวัตถุดิบไปใช้ในผลิตภัณฑ์การแพทย์และพลังงานทดแทน ทดแทนการนำเข้ายางสังเคราะห์จากต่างประเทศ&amp;rdquo;นายสมชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.โครงการจัดตั้งศูนย์รับรองมาตรฐานฮาลาล เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอรับรองตราสัญลักษณ์ฮาลาล จากปัจจุบันต้องส่งเอกสารไปยังสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยก็สามารถขอได้ในพื้นที่ภาคใต้ คาดว่าหากมีการจัดตั้งศูนย์ฯ แล้วจะส่งผลให้มีสินค้าและบริการที่ได้รับเครื่องหมายฮาลาลเพิ่มขึ้น 30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) และสถาบันอาหาร ถึงแนวทางจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาหารฮาลลาลในภาคใต้ ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ จ.สงขลา เพื่อช่วยยกระดับการพัฒนาเอสเอ็มอีให้เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวในโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นมาต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น และแก้ปัญหามาตรฐานสินค้าฮาลานที่ไม่สามารถส่งออกไปยังบางประเทศได้
4.โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 4.0 (ซีไอวี) เพื่อพัฒนาต่อยอดหมู่บ้านทั้ง 5 จังหวัด โดยปี 2562 ตั้งเป้าหมายพัฒนาเป็นจุดเช็คอินศูนย์เรียนรู้ ร้านค้าชุมชน ให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ได้ โดยชาวบ้านในพื้นที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและปลูกพืชเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 5.โครงการแฮนด์ อิน แฮนด์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ฮับ มุ่งส่งเสริมและพัฒนาการแปรรูปจากยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ด้วยการส่งเสริมให้ภาคใต้ของไทย เป็นฐานของการประกอบธุรกิจการบริการ และการลงทุน สร้างความเป็นหุ้นส่วนกับการพัฒนาประเทศเชื่อมโยงกับภูมิภาค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18534</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, การยกระดับคุณภาพชีวิต, นายสมชาย หาญหิรัญ, พัฒนาเอสเอ็มอีภาคใต้, อุตสาหกรรมยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa007327c334.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15746</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯยอมรับตั้งกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอียังไม่คืบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาย&amp;quot; เผยควบรวมกองทุนเพื่อเอสเอ็ทอียังไม่คืบ หลังให้ ธพว.พิจารณาหลักเกณฑ์การโยกเงินยังไม่ครอบคลุม หวั่นเกิดปัญหาภายหลัง ชี้ต้องกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนก่อนปล่อยกู้ ด้านสมาพันธ์เอสเอ็มอีแย้มปัญหาหลักคือผู้ประกอบการยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยุบรวมกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี และกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี ของสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ตั้งเป็นกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอีใหม่ วงเงิน 1,800 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อได้ตั้งแต่ปลายก.ค.ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อกองทุนใหม่ได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) ศึกษาเงื่อนไขที่จะโยกเงินกองทุนใหม่มาให้ตัวเองเป็นผู้พิจารณาเต็มรูปแบบ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่า ให้ธพว. เข้ามาช่วยเหลือเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อร่วมกับสสว.แล้ว แต่ขั้นตอนสุดท้ายยังอยู่ที่สสว. อาจทำให้ประสบปัญหาความล่าช้าเช่นเดิม เพราะมีเจ้าหน้าที่จำกัด

&amp;ldquo;ได้คุยเบื้องต้นกับนายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสสว.ให้เข้าใจแล้ว เพราะดูๆแล้ว ถ้ายังไม่แก้ให้เบ็ดเสร็จ ก็จะติดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก ตอนนี้จึงให้นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. ไปดูเงื่อนไข หลักเกณฑ์ต่างๆว่า จะให้เอสเอ็มอีแบงก์ เป็นผู้พิจารณาเต็มตัวได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นหากโยกมาให้เอสเอ็มอีแบงก์ดู อาจต้องมารวมกับโครงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพสำหรับเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก วงเงิน 8,000 ล้านบาท&amp;nbsp; ซึ่งเงื่อนไขยังไม่ตอบโจทย์ เพราะกองทุนใหม่ จะเน้นกลุ่มเอสเอ็มอีที่ติดปัญหาหนี้เอ็นพีแอล หรืออยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อปกติได้ จึงต้องให้ ธพว.ดูว่า ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อให้แก้ปัญหากลุ่มนี้เข้าถึงเงินทุนได้&amp;rdquo;นายสมชาย กล่าว

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาพันธ์ฯ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ระหว่างวันที่ 9 ส.ค.-14 ส.ค. พบว่า ปัญหาอันดับแรก ยังเป็นการไม่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน 73.96%&amp;nbsp; อันดับที่ 2 ความล่าช้าของกองทุนช่วยเหลือต่างๆ 41.20%&amp;nbsp; อันดับที่ 3 รัฐไม่เข้าใจปัญหาของผู้ประกอบการ 40.10%&amp;nbsp; อันดับที่ 4 ขาดช่องทางการตลาด 38.63%&amp;nbsp; อันดับที่ 5 ติดเครดิตบูโร ไปต่อไม่ได้ 37.04%&amp;nbsp; อันดับที่ 6 ใช้เอกสารเยอะในการติดต่อเรื่องต่างๆ กับภาครัฐ 35.82%&amp;nbsp; อันดับที่ 7 ภาครัฐไม่ดำเนินงานโครงการต่อเนื่อง 30.81%

&amp;ldquo;เป็นที่น่าแปลใจว่า สมาพันธ์ฯ เพิ่งเปิดรับสมัครสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กของเอสเอ็มอีแบงก์ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทไป เมื่อเดือนก.ค. แต่ผลสำรวจล่าสุดยังพบปัญหาการไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนอยู่ เบื้องต้นอาจเกิดจากความไม่พร้อมของผู้ประกอบการเอง หรืออาจเกิดจากขั้นตอนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกองทุนต่างๆ ยังยุ่งยาก ซึ่งจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอภาครัฐต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์และตรงตามเป้าหมายของทุกฝ่ายมากที่สุด&amp;rdquo;นายณพพงศ์ กล่าว

ส่วนปัญหาการปล่อยสินเชื่อกองทุนใหม่ 1,800 ล้านบาทนั้น ต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมีความชัดเจนในเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อว่า ให้กลุ่มไหน เช่น กองทุนฯนี้ต้องการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาการชำระเงิน ติดเครดิตบูโร แต่เจรจาปรับโครงสร้างหนี้บ้างแล้ว ก็ต้องเน้นให้คนกลุ่มนี้เฉพาะ อย่าให้ผู้พิจารณาปล่อยสินเชื่ออนุมัติให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายปกติ ไม่เช่นนั้นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องเครดิตบูโรจริงๆ จะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนมาปรับโครงสร้างธุรกิจได้เลย&amp;nbsp; ส่วนรายปกติ ให้ไปขอสินเชื่อสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ปล่อยให้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15746</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, กลุ่มเอสเอ็มอี, ธพว., นายสมชาย หาญหิรัญ, ปล่อยกู้เอสเอ็มอี, สสว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa007327c334.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2018 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนา3หมู่บ้านลำปางต้นแบบอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค. 61 - นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp; ได้เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและพัฒนาตามมาตรการยกระดับเศรษฐกิจฐานชุมชน (Local Economy ) ระหว่างสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง กับ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME ) และวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดลำปาง ในรูปแบบการเป็นพี่เลี้ยงหรือ Big Brother เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของชุมชน รวมถึงการเข้าไปมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวประชารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินงานที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และ SCG ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อพัฒนา CIV ใน 6 ชุมชน ในพื้นที่ 3 จังหวัดที่มีโรงผลิตปูนซิเมนต์ของ SCG ประกอบด้วย จังหวัดลำปาง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสระบุรี โดยจังหวัดลำปางเป็นพื้นที่แรกที่เข้าไปดำเนินการพัฒนาชุมชนให้สามารถยกระดับสู่การเป็น CIV&amp;nbsp; ได้แก่ ชุมชนบ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน ซึ่งผลิตกาแฟ&amp;nbsp; ชุมชนบ้านแจ้คอน ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่มผลิตข้าวกล้องและผักปลอดสารพิษ และชุมชนบ้านแป้นใต้ ต.บ้านเสา อ.แจ้ห่ม แปรรูปจากผลผลิตมะนาว โดยอาศัยองค์ความรู้ ของ SCG ที่จะเข้าไปให้การอบรมในด้านต่าง ๆ ทั้งการเงิน การตลาด การขาย กฎหมาย ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำมาต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรูปแบบของ SCG ที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ สามารถเชื่อมโยงกับ ศูนย์การเรียนรู้การฟื้นฟูเหมืองปูนลำปางที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด โดยจะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผน ทั้งทางด้านอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นที่สามารถยกระดับและต่อยอดทางการตลาดได้ ซึ่งทาง SCG จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยด้านการออกแบบ การทำตลาดโดยรวมและตลาดเฉพาะเจาะจงตามคำสั่งซื้อมากขึ้น รวมถึงการทำตลาดออนไลน์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การดำเนินการพัฒนาหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ CIV นั้นจะต้องเริ่มจากความเข้มแข็งของคนในชุมชน เดินไปทิศทางเดียวกันและต้องหาอัตลักษณ์ของตนเองให้เจอ ส่วน BIG Brother จะมีหน้าที่เพียงเป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน ส่งเสริม และเติมเต็มให้ชุมชนเดินด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ระหว่างปี 2559-2561 ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ 163 ชุมชน โดยได้พัฒนาเป็นหมู่บ้าน CIV ไปแล้ว จำนวน 27 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาค อาทิ ชุมชนออนใต้ จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านวังกรด จังหวัดพิจิตร&amp;nbsp; ชุมชนบ้านศาลาดิน&amp;nbsp; จังหวัดนครปฐม ชุมชนบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ชุมชนบ้านสำราญ จังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนบางใบไม้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และชุมชนบ้านนาตีน จังหวัดกระบี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังที่จากที่ลงนาม MOU กันเสร็จเรียบร้อย นายสมชาย ได้เดินดูบูธสินค้าซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางเข้าไปร่วมส่งเสริมและสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปน้ำข้าวกล้อง&amp;nbsp; ดูวิธีการคั่วกาแฟแบบใช้โอ่งซึ่งมีเพียงที่เดียวของโลก กาแฟที่ได้จะมีกลิ่นหอมของดินเข้ามาด้วย โดยใช้ชื่อว่ากาแฟคั่วโอ่ง&amp;nbsp; สินค้าจากการแปรรูปมะนาว เป็นมะนาวผง&amp;nbsp; น้ำมะนาวบรรจุขวด ข้าวกล้องปลอดสารพิษบรรจุถุงสุญญากาศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15615</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมชาย หาญหิรัญ, ยกระดับเศรษฐกิจฐานชุมชน, ลำปาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180817/image_big_5b76adb98a347.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
