<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีต ‘รมว.คลัง’ โพสต์ไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลชุดนี้กู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านเพราะมันจะเสียของ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค. 2564 นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Sommai Phasee - - สมหมาย ภาษี ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลุมรายได้สุดลึกกับรัฐบาลสุดป้อแป้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้ฟังคุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พูดในหัวข้อ &amp;ldquo;จับอาการเศรษฐกิจ สร้างทางออกวิกฤตไทย&amp;rdquo; ในงาน Meet the Press เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยได้ชี้ให้เห็นว่าไทยถูกกระทบจากโควิด 19 หนักกว่าใครในภูมิภาค และจะฟื้นตัวช้ากว่าเขาด้วย เพราะไทยพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดในเอเชีย คือร้อยละ 11.5 ของ GDP ต้องใช้เวลาอีก 3 ปี จากนี้กว่าจะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่ในเอเชียโดยรวมตอนนี้เขาได้ฟื้นเหนือระดับก่อนโควิดแล้ว อนิจจา ประเทศไทย !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอสรุปสาระให้ฟังอย่างสั้นๆดังนี้ว่า ผลกระทบของสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่รุนแรงมาก คือ เกิดหลุมรายได้ขนาดใหญ่และลึกในช่วงปี 2563 - 64 ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท การจ้างงานถูกกระทบรุนแรงมาก มีผู้ว่างงานหรือเสมือนว่างงานถึง 3.4 ล้านคน บวกกับผู้ว่างงานระยะยาว 1.7 แสนคน บวกกับผู้ว่างงานที่ยังไม่เคยเข้าตลาดแรงงาน 2.9 แสนคน รวมแล้วเป็น 3.86 ล้านคน ผู้ว่างงานนี้ส่วนหนึ่ง 1.6 ล้านคน ได้ย้ายกลับไปภูมิลำเนาที่ไม่รู้จะหางานใดทำ โอ้โฮ มากอย่างไม่เคยเห็น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ภาครัฐก็ได้ใช้เงินเยียวยาให้คนยากจน คนแก่ คนพิการ ไปมากพอควร มิฉะนั้น จะยิ่งร้ายไปกว่าที่เห็น อีกอย่างแม้การส่งออกจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่สามารถมาเติมหลุมรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านผู้ว่า ธปท. ได้พูดถึงเหตุและผลอย่างละเอียดยิบ ท่านได้สรุปแนวทางที่จะต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือเพื่อพยุงเศรษฐกิจอย่างรีบด่วน เพราะเม็ดเงินที่มีอยู่ของภาครัฐในขณะนี้ไม่เพียงพอที่จะไปกลบหลุมรายได้ให้ตื้นขึ้นพอที่จะรับได้ จึงจำเป็นต้องมีการกระตุ้นทางการคลัง เพื่อช่วยให้รายได้และฐานะทางการเงินของประชาชนและ SMEs กลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ธปท. ได้วิเคราะห์ด้านความเสี่ยงทั้งหมดที่เราควรมองและที่บริษัทจัดอันดับเครดิตจะมอง ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นจาก 60 % ของ GDP เป็น 70 % เป็นสิ่งที่พอรับได้เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่จะได้ และได้วิเคราะห์ผลได้และเสียของมาตรการเดิมที่ทำมาแล้วเกือบสองปี ซึ่งกล่าวได้ว่าครบถ้วนมากจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วท่านผู้ว่า ธปท. ก็ได้สรุปว่า &amp;ldquo;ในเบื้องต้น เม็ดเงินจากภาครัฐที่เติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของ GDP&amp;rdquo; ให้ชัดๆ สรุปได้ว่า ท่านเห็นว่าควรใช้มาตรการด้านการคลังมากกว่าด้านการเงินซึ่งเป็นมาตรการของธปท. และมาตรการด้านการคลังอีก 1 ล้านล้านบาทนี้ ไม่มีทางเลือกต้องมาจากการกู้เงินเพิ่มของรัฐบาล คือ พูดง่ายๆรัฐบาลต้องออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. เงินกู้ชุดใหญ่ออกมาอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดกันตรงๆนะครับ ผมเองเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านผู้ว่า ธปท. ที่กล่าวข้างต้นเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ คือต้องหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท ส่วนอีกครึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยมี 2 เหตุผล ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 1 เห็นว่า ธปท. เอาตัวรอดมากไปหน่อยสำหรับสถานการณ์วิกฤตที่เห็นจะๆอยู่ตรงหน้า ด้วยสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่มั่นคงมาก มั่นคงขนาด ธปท. ยอมให้นักลงทุนไทยใหญ่ๆขนเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากมายได้มานานแล้ว แต่ ธปท. ยังตั้งการ์ดสูงดูคนยากคนจนทั้งประเทศดิ้นรนอยู่ได้อย่างไร ที่ ธปท. ช่วยฟื้นฟูมาแล้ว เช่น มาตรการทางการเงินที่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ SMEs 2 ปีแรก และอื่นๆประดาที่ได้จัดไป กล่าวได้ว่า ธปท. แทบไม่ต้องควักกระเป๋าออกมาเลย ตรงกันข้าม รัฐบาลยังต้องจัดเงินไปอุดหนุนดอกเบี้ยส่วนที่ลดให้ SMEs จากงบประมาณทั้งนั้น ซึ่งต้องถือว่ารัฐบาลได้เอามาตรการทางการคลังไปช่วยมาตรการทางการเงินของ ธปท. อีกต่างหาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายจนเกิด &amp;ldquo;หลุมรายได้&amp;rdquo; ที่ใหญ่และลึกสุดๆ และยังได้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย ทั้งๆที่ ธปท. รู้ดีว่าวิกฤตหนนี้ไทยได้รับผลกระทบหนักกว่าเพื่อนในภูมิภาค ซ้ำยังจะฟื้นตัวช้ากว่าเขามากด้วย จะเป็นเพราะรัฐบาลเราบริหารจัดการเชื่องช้าและซื่อบื้อก็ตาม แต่ ธปท. ที่เป็นสถาบันอิสระกำกับดูแลด้านการเงินของประเทศกลับทำตัวอยู่ในกระดอง เดินชูคอตามแนวของเพื่อนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าเราทุกย่างก้าวได้อย่างไร จะรอให้เกิดปัญหากระทบเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserves) แบบวิกฤตต้มยำกุ้งก่อนแล้วค่อยยื่นมือเข้ามาช่วยหรือไงครับ ผมอยากเห็น ธปท. สมัยท่านผู้ว่าป๋วย อึ๊งภากรณ์มากเลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 2 ในสถานการณ์การเมืองของไทยขณะนี้ คนไทยทุกคนต่างก็รู้ดีว่า เราไม่อาจพึ่งพานักการเมืองไทยในยามวิกฤตหนักได้เหมือนประเทศอื่น ดูประเทศมาเลเซียก็แล้วกัน นายกรัฐมนตรีเขาได้ลาออกไปแล้ว ยิ่งของไทยตอนนี้รัฐบาลของเราป้อแป้เหลือกำลัง ที่ผ่านมาร่วม 2 ปี ทั้งๆที่รู้และก็ได้กู้เงินแบบพิเศษมาใช้ 2 ครั้งแล้ว รัฐบาลเคยทำมาตรการหลักที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจนบ้างไหม ทำโครงการกระตุ้นจริงๆเป็นบ้างไหม ไม่ใช่ทำแต่โครงการกระตุ้นการบริโภคลมๆแล้งๆ เพื่อความเป็นอยู่แบบชิวๆ ในภาวะวิกฤต ส่วนการจัดเงินไปช่วยคนจนด้านสวัสดิการสังคมและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโรคร้ายนั้น ประเทศไหนเขาก็ต้องทำกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอกได้เลยว่า ถ้าขืนเอามาตรการด้านการคลังด้วยการกู้เงินมาอีก 1 ล้านล้านบาท ให้รัฐบาลที่กำลังป้อแป้นี้ใช้ มันก็จะเสียของ ไว้รอรัฐบาลใหม่เถอะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113715</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้าน, ธปท., นายสมหมาย ภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210714/image_big_60ee6c1e84283.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สมหมาย’เขียนบทความเค้าลางความล้มเหลวภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2564 &amp;ndash; นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เค้าลางความล้มเหลวของ &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo;&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า ก่อนที่จะเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ใช้เวลาเตรียมงานเตรียมการไม่น้อยกว่าสามเดือน ต่างก็ได้ร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมคิด เพื่อทำให้โครงการนี้เกิดให้ได้ การปั้นโครงการนี้ขึ้นมาทุกภาคส่วนล้วนเข้าใจดีว่าไม่ใช่การทดลอง แต่เป็นการส่งเสริมและผลักดันร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อให้เป็นโครงการนำร่องในการพลิกผันการท่องเที่ยวให้ฟื้นกลับมา เพื่อจะได้นำไปทำในจุดเป้าหมายการท่องเที่ยวอื่นอีก &amp;nbsp;ซึ่งผ่านไปแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ทางฝั่งเกาะสมุยก็เริ่มรับลูกที่จะเปิดโครงการสมุยพลัสโมเดล (Samui Plus) ในวันที่ 15 กรกฎาคม นี้ ซึ่งจะรวมพื้นที่ของเกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่าที่สวยงามทางฝั่งตะวันออกเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากมีการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมาแล้ว ผมได้รับคำถามจากเพื่อนๆ หลายคนว่า ภูเก็ตจะฟื้นแล้วใช่ไหม น่าอิจฉาจังที่ภูเก็ตมีทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงาม สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ก่อนใครอื่น เมื่อผมถามเพื่อนกลับไปว่ารู้ได้อย่างไรว่าโครงการนี้จะดี ก็ได้รับคำตอบว่าก็ฟังข่าวจากสื่อส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งจากข่าวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ขยันออกข่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าโครงการนี้จะได้ผลดีจริงอย่างที่เพื่อนผมเข้าใจ และถ้าโครงการนี้จะดีจริงตามที่การท่องเที่ยวได้ออกข่าว ผมคงจะไม่เขียนบทความชิ้นนี้ออกมาแน่ โดยที่ผมเองเป็นคนภูเก็ตที่ได้สัมผัสกับการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตมาไม่น้อยกว่า 40 ปีแล้ว จึงได้กลิ่นของความไม่น่าจะผลิดอกออกผลอย่างที่ภาครัฐได้วาดฝันไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงกันข้ามสิ่งที่ผมได้มองลึกลงไปแม้ว่ายังเป็นขั้นเพิ่งเริ่มต้นของโครงการก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าความสำเร็จที่ผู้นั่งอยู่ในหอคอยงาช้างคาดคิด และที่นักธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาดหวัง จะไม่เป็นไปตามนั้นอย่างแน่นอน เพราะเหตุใดหรือ โปรดติดตามผมไปอีกหน่อยครับ
ประการแรก หน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ในการเปิดรับนักท่องเที่ยวมีแนวความคิดที่เป็นลบต่อการพลิกฟื้นการท่องเที่ยวตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือได้วางกรอบความคิดที่จะป้องกันการติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวอย่างรัดกุมมากเกินไป โดยได้กำหนดให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาตให้เข้าภูเก็ตที่เรียกว่า Certificate of Entry หรือ COE แล้ว และได้เข้าพักที่โรงแรมแล้ว จะต้องผ่านระบบตรวจสอบและการติดตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมากมาย อย่างเช่นระบบ Daily Scan Sandbox ที่ต้อง Scan QR Code รายวันกับโรงแรมที่พักเพื่อส่งข้อมูลเข้าระบบของหน่วยงานการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากทำให้นักท่องเที่ยวรำคาญแล้ว นักท่องเที่ยวสูงวัยสองคนตายายที่มาเที่ยวกันแต่ละปีจำนวนมากก็จะทำไม่ได้หรือรับไม่ได้ คนธรรมดาอย่างผมจึงไม่เข้าใจว่า โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นี้ ประเทศไทยต้องการที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอยากมาเที่ยวไทยเหมือนเดิม หรือว่าเราต้องการให้นักท่องเที่ยวเขามาอ้อนวอนขอมาเที่ยวบ้านเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงแต่แนวคิดที่เป็นลบเท่านั้น การกระทำที่เป็นลบก็มีออกมาที่สำคัญคือการกำหนดโดย ศบค.ให้มีการตรวจการติดเชื้อที่เรียกกว่า RT-PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction) กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาภูเก็ตถึง 3 ครั้ง ในช่วงที่ต้องอยู่ที่ภูเก็ตอย่างน้อย 14 วัน ครั้งแรกตรวจเมื่อเข้าสนามบินภูเก็ตซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าตรวจ 2,400 บาท ครั้งที่สองหลังอยู่มา 5 - 6 คืน ตรวจที่ศูนย์ของโรงพยาบาลใกล้โรงแรมที่พัก ต้องจ่าย 2,800 บาท ครั้งที่สามหลังอยู่มา 12 - 13 คืน ตรวจที่เดียวกับครั้งที่สอง ต้องจ่าย 2,800 บาท รวมที่นักท่องเที่ยวต้องจ่ายสำหรับการตรวจ 3 ครั้ง 8,000 บาทต่อคน ถ้าศบค. เข้าใจนักท่องเที่ยวดี การตรวจเช็ค 2 ครั้งหลังนี้น่าจะทำเพียงครั้งเดียวก็พอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวเจอแบบนี้ส่วนหนึ่งต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง เพราะเขาผ่านการฉีดวัคซีนมาแล้ว 2 โดส ทำไมต้องตรวจมากครั้งอย่างนี้ และค่าตรวจก็แพงเกินเหตุ ไม่ทราบว่าผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทราบไหมว่า ค่าเครื่องบินจากเมือง Perth ประเทศออสเตรเลียมาภูเก็ต ราคาไม่เกิน 11,000 บาท และทราบไหมว่าช่วงนี้โรงแรมระดับ 4 ดาว ที่ภูเก็ตคิดค่าห้องพักไม่ถึง 2,800 บาทต่อคืน ทุกอย่างราคาถูกหมด แล้วทำไมมากำหนดให้การตรวจเช็คโควิดของโรงพยาบาลโก่งราคาสูงเกินเหตุกว่าเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง นักท่องเที่ยวที่ชอบมาเที่ยวเมืองไทยนอกจากจีน ซึ่งประเทศเขายังไม่ยอมให้คนของเขาออกมาเที่ยวในช่วงนี้ จะมีที่สำคัญคือจากประเทศแถบยุโรปและออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นหลัก ซึ่งประเทศเหล่านี้ขณะนี้เขาแทบเลิกใส่แมสกันแล้ว เขากำลังผ่านขั้นตอนของการอยู่ร่วมกับโควิดได้แล้ว แต่สำหรับประเทศไทยทุกคนยังต้องใส่แมส โดยยังมีคนติดเชื้อโควิดรายวันและคนตายเพราะโควิดสูงอยู่ ขณะนี้ประเทศไทยมีคนติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ในอันดับที่ 60 ของโลก และตัวเลขคนติดเชื้อรายวันยิ่งสูงติดอันดับต้นๆของโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเห็นตัวเลขนี้เขาก็จะฝ่อ ผู้บริหารประเทศและหน่วยงานที่รับผิดชอบการท่องเที่ยวคิดได้ยังไงว่านักท่องเที่ยวอยากมาเที่ยวเมืองไทยกันนักกันหนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเหตุที่กล่าวข้างต้น เมื่อมาดูตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตในช่วง 14 วัน ตั้งแต่เปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตามตัวเลขทางการมีแค่ประมาณ 5,400 คน ใช้ห้องพักประมาณ 37,800 คืน (Room night) (คิดจากจำนวนคนหาร 2 คูณด้วย 14 คืน) แต่จากยอดจองห้องพักในเดือนกรกฎาคมทั้งเดือนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดเผยจะมีถึง 149,096 คืน ยอดจองห้องพักที่ขายได้จริงในครึ่งเดือนจึงมีแค่ 25.4 % ของยอดเป้าหมายทั้งเดือน อย่างนี้จะเปิดประเทศใน 120 วัน ไหวหรือลุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่อยากจะสรุปว่า ได้เกิดเค้าลางของความล้มเหลวของโครงการนำร่องที่ชื่อภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นี้เลย ถ้าโครงการนี้ไม่ได้ผลก็จงอย่าคิดถึงเรื่องการพลิกฟื้นของการท่องเที่ยวในปลายปีนี้ให้เสียเวลา ใคร่ขอเตือนด้วยความรักต่อสมาคมท่องเที่ยวที่ดูแลเกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า ที่ได้เตรียมพร้อมจะเปิดโครงการสมุยพลัสโมเดล ในวันที่ 15 กรกฎาคม นี้ ขอให้ไตร่ตรองกันให้ดีก่อนทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งมวลขอให้อดทนไว้และทำใจให้ได้ อย่างน้อยควรดูกันให้ครบ 120 วันเสียก่อนอย่าผลีผลาม เพราะการแก้ไขการระบาดของโควิด-19 จะไม่ดีขึ้นในเร็ววัน เพราะความไม่โปร่งใสและเพี้ยนๆในการจัดหาวัคซีนโดยรัฐบาลตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้กำลังถูกตีแผ่ว่ามีเรื่องความไม่ชอบมาพากลเข้ามาเกี่ยวข้อง จนกระทั่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้เขียนบทความออกมาชัดเจนเร็วนี้ๆ ระบุว่ารัฐบาลบริหารโควิดผิดพลาด รวมทั้งละเลยและล้มเหลว ต้องตั้งกรรมการอิสระระดับชาติสอบหาผู้รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยังไร้ผลและประชาชนทั่วไปรับไม่ได้ การผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจของการจ้างงานก็จะไม่ได้ผลดังที่ได้ชี้ให้เห็นแล้ว ขณะที่การก่อม็อบเพื่อขับไล่ผู้นำของรัฐบาลก็มีทีท่าว่าจะมีแต่รุนแรงขึ้นจนเอาไม่อยู่ สรุปแล้วเหตุการณ์ทุกเรื่องได้ผูกปมให้เห็นว่ารัฐบาลถึงขั้นล้มเหลวแล้ว (Failed Government) อีกไม่นานประชาชนคงได้เห็นความไม่ชอบธรรมทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมแน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109652</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมหมาย ภาษี, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210714/image_big_60ee6c1e84283.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
