<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039;ร้องปปช.สอบ&#039;สรศักดิ์&#039;ขยายเวลาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่เอื้อประโยชน์เอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ย.63 - เมื่อเวลา 10.40 น.นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือผ่านนายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ผอ.กลุ่มวิเคราะห์และพิสูจน์หลักฐานเบื้องต้น สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษถึงนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการปปช.เรื่องการทุจริตการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ กรณีการขยายเวลาเอื้อประโยชน์ให้เอกชน เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของนายสรศักดิ์ เพียรเวช ขณะเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับพวก โดยสัญญาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ทำขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ครบ 900 วัน ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ตามสัญญาข้อ 20 ระบุว่าหากก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาต้องเสียค่าปรับวันละประมาณ 12 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 นายสรศักดิ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานตรวจการจ้างจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีกรรมการเพียง 10 คน ต่อมาแต่งตั้งเพิ่มอีก 2 คน มีมติให้ขยายเวลาให้ผู้รับเหมาครั้งแรกทันทีถึง 387 วัน ทั้งที่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการตรวจการจ้างชุดเก่ามีนายวีระพันธ์ มุขสมบัติ เป็นประธาน มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกวิชาชีพกว่า 26 คน มีมติเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ให้ขยายเวลาเพียง 287 วัน และกลุ่มบริษัท ATTA ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ก็ได้เห็นชอบการขยายเวลาดังกล่าว ดังนั้น คณะกรรมการชุดที่นายสรศักดิ์เป็นประธานยอมขยายเวลาให้ผู้รับเหมาเพิ่มอีก 100 วัน เป็น 387 วัน จึงทำให้ราชการเสียประโยชน์และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือร้องเรียนของนายวัชระ ยังระบุอีกว่านายสรศักดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจให้เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 นายสรศักดิ์ได้อนุมัติให้ขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภา ครั้งที่ 2 จำนวน 421 วัน จากวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 โดยอ้างเหตุปัญหาเรื่องดินขุดจากบริเวณก่อสร้าง ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2561 นายสรศักดิ์ ยังอนุมัติให้ขยายเวลาครั้งที่ 3 จำนวน 674 วัน (จากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2562) โดยอ้างเหตุส่งมอบพื้นที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ศูนย์สาธารณสุข38 และอื่นๆ ทั้งๆที่สภาฯได้ส่งมอบพื้นที่ครบ 100% ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 รวมนายสรศักดิ์ เป็นผู้อนุมัติให้ขยายเวลาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เกินกว่าสัญญาหลัก 900 วันโดยให้ขยายเวลาครั้งที่ 1-3 รวมทั้งสิ้นถึง 1,482 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น นายสรศักดิ์ ยังอนุมัติให้ขยายเวลาครั้งที่ 4 อีก 382 วันจากวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยไม่สนใจคำทักท้วงของกลุ่มงานพัสดุสำนักการคลังและงบประมาณ และสำนักกฎหมาย สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้ให้ความเห็นชอบการขยายเวลา และรวมถึงกลุ่มบริษัท ATTA เห็นว่าไม่ควรอนุมัติขยายเวลาการก่อสร้างแต่ประการใด รวมระยะเวลาที่นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติให้ขยายครั้งที่ 1-4 รวมทั้งสิ้น 1,864 วันเกินกว่าสัญญาหลักถึง 2 เท่าทำให้ทางราชการเสียประโยชน์และเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนอย่างเห็นได้ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องร้องทุกข์กล่าวโทษต่อปปช.ให้ดำเนินการกับนายสรศักดิ์ ขณะเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับพวกว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มาตรา 157 และกฎหมายปปช. โดยนายวัชระยินดีจะไปให้ปากคำด้วยตนเองต่อปปช.โดยด่วนที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85201</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มบริษัท ATTA, ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่, นายวัชระ เพชรทอง, นายสรศักดิ์ เพียรเวช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc085a987c2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2020 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯสภา แจงยิบปล่อยสาวชุดดำอุณหภูมิ 37.6 เข้าสภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ค.63 - &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่กล้องจับความร้อนของรัฐสภาตรวจพบหญิงสาวมีอุณหภูมิสูง 37.6 องศาเซลเซียส ว่า หลังจากที่ตนทราบเรื่องได้สั่งการให้ ผอ.สำนักงานแพทย์ ของสภาผู้แทนราษฎร ไปตรวจสอบและมารายงานตนด้วยวาจาว่า หญิงคนดังกล่าวเดินเข้ามาในสภา และตรวจด้วยกล้องอินฟาเรด ปรากฎอุณหภูมิ 37.6 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;จึงให้ทำการตรวจซ้ำอีกครั้ง โดยให้นั่งรอและตรวจสอบประวัติว่าเป็นไข้หรือไม่ ตรวจทางเดินหายใจพบว่าไม่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ ไม่มีไข้ และผลการตรวจอุณหภูมิครั้งที่สองพบว่าอยู่ที่ 37.4 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;เมื่อไม่มีปัญหาใดๆ จึงให้ผ่านเข้ามาในสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กล้องอินฟาเรดของสภาเป็นมาตรฐานเดียวกับกรมการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการตั้งกล้องเกิน 37.5 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;ตั้งค่ากล้องเกินระบบเหมือนกับทุกที่ ยืนยันว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีไข้ หรือติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ามา ขอยืนยันอีกครั้งว่า สภาการ์ดไม่ตก เราเคร่งครัด ผมกำชับทุกวันว่าไม่ว่าใครจะใหญ่แค่ไหน ระดับไหน หากอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ไม่ให้เข้ามาในสภา แต่ให้ตรวจซ้ำได้ เพราะบางทีบางคนมาแดดร้อนๆ อุณหภูมิอาจสูงได้ เพราะหากเกินอะไรขึ้นในสภาซึ่งมีผู้ใหญ่ทั้งนั้น ก็จะทำให้เป็นปัญหาตามมา&amp;quot; นายสรศักดิ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70413</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสรศักดิ์ เพียรเวช, สภา, อภิปราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afecf8bafeee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>209สส.ฝ่ายค้านพึ่งสภาเป็นตัวกลางดึงส.ส.-ส.ว.ร่วมลงชื่อเปิดวิสามัญฯถกแก้ปัญหาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 พ.ค.63 - เมื่อวัน 8 พ.ค. เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ยื่นหนังสือต่อนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภา เพื่อแสดงความจำนงในการนำรายชื่อ ส.ส.ฝ่ายค้านจำนวน 209 คน เพื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญในการหาทางออกเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp; และมาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 กำหนดให้การเปิดประชุมสมัยวิสามัญสามารถทำได้ 2 ทาง คือ 1. การให้ ครม. นำความขึ้นกราบบังคมทูลหรือ 2. ส.ส. และส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เข้าชื่อกันเพื่อขอเปิดประชุมสภาวิสามัญ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้ไปแสดงความจำนงต่อรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายบริหารเปิดประชุมวิสามัญแต่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล มีความเห็นว่าการเปิดประชุมสมัยวิสามัญยังไม่มีความจำเป็น ดังนั้นฝ่ายค้านที่มีรายชื่ออยู่ในมือ 209 คน จึงต้องทำหนังสือถึงเลขาธิการรัฐสภา เพื่อขอให้สำนักงานเลขาสภาผู้แทนฯ เป็นตัวกลาง ในการให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล หรือส.ว. ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ มาลงชื่อร่วมกับฝ่ายค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกังวลของบางฝ่ายที่ว่าหากมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญฯ จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง เพราะส.ส.บางส่วนมาจากพื้นที่เสี่ยงนั้น ส่วนตัวคิดว่าในภาพรวมสภามีความพร้อมในการปฏิบัติให้ได้มาตรฐานการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งสภาก็ได้มีการจัดที่นั่งให้ ส.ส.ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมแล้ว รวมทั้งจะมีการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดจึงคิดว่า จากการดำเนินการของสภาทำให้สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า สำหรับความจำเป็นที่จะต้องมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เป็นการเร่งด่วน เพราะ 1. รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นจำนวนเงินสูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับการพิจารณาใช้เงินกู้นั้นมีแต่เพียงคณะกรรมการกลั่นกรองเท่านั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐสภาต้องเข้าไปร่วมตรวจสอบเป็นการเร่งด่วน เช่นเดียวกับการตรา พ.ร.ก.ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่อาจจะมีการกำหนดให้รัฐบาลใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจ ซึ่งอาจทำให้การใช้เงินกลายเป็นเบี้ยหัวแตก รวมไปถึงการตรา พ.ร.ก.ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งมีความกังวลว่าธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะมีการเลือกปฏิบัติจนทำให้ไม่ได้มีการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ยังมีกรณีของพ.ร.ก.โอนงบประมาณ ที่ตามปฏิทินของสำนักงบประมาณ กำหนดให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวทั้ง 3 วาระภายในวันเดียว ในเมื่อรัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว ทำไมถึงไม่เปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เพื่อให้รัฐสภาช่วยกันให้ความเห็นและตรวจสอบ ซึ่งตนคิดว่ารัฐบาลกำลังกลัวการถูกตรวจสอบมากกว่า&amp;quot;นายพิจารณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65379</URL_LINK>
                <HASHTAG>209สส.ฝ่ายค้าน, นพ.ชลน่าน  ศรีแก้ว, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, นายสรศักดิ์ เพียรเวช, เปิดสภาวิสามัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200508/image_big_5eb5061bbc47c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐสภายังไม่ปิด พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโควิดต่อเนื่องจนเปิดสมัยประชุมช่วงปลายพ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.63 - นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำผู้รับจ้างจากบริษัทเอกชนวี-คิลเลอร์ เข้าฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดภายในพื้นที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยเริ่มจากบริเวณชั้น 1&amp;nbsp; ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา และพื้นที่ของสำนักบริการทางการแพทย์ ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคาร ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอันตราย รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทุกหน่วยงานและรัฐบาลเร่งควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายสรศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ว่ามาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อจากบริษัทเอกชน นั้น ในพื้นที่ทำงานของสื่อมวชนประจำรัฐสภา จะดำเนินการเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ทำมาแล้วจำนวน 1 ครั้ง เพื่อให้พื้นที่ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยจากเชื้อโรคอันตราย และต่อจากนี้จะเข้าฉีดพ่นพื้นที่สำนักบริการทางการแพทย์ของรัฐสภา บริเวณชั้น2 และห้องปฏิบัติงานของสื่อมวชนสถานีวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของกรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากนี้ตลอดเดือนเมษายน ทางสำนักบริการทางการแพทย์ มีแผนฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่ปฏิบัติงานของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในสำนักต่างๆ เช่น อาคารสำนักงานที่ตึกกษาปณ์ รวมถึงห้องประชุมจันทรา, ห้องประชุมสุริยัน, ห้องประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) ด้วย เพื่อให้บุคลากรและสมาชิกรัฐสภา รวมถึงบุคคลที่ปฏิบัติงานภายในอาคารมีความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยในภาวะการระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ขณะที่ในเดือนพฤษภาคมนั้นมีแผนที่จะฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่ห้องประชุมสุริยันอีกรอบก่อนการเปิดสมัยประชุมสภาฯ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การว่าจ้างบริษัทเอกชนให้ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อนั้น ใช้งบประมาณและราคาตามเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังกำหนดโดยบริษัทที่ว่าจ้างให้มาทดลองฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อนั้น มีราคา 10 บาท ต่อตารางเมตร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เรียกบริษัทที่ประกอบธุรกิจทำนองเดียวกัน 5 บริษัท เข้าเสนอราคา แม้จะมีราคาที่ต่ำกว่า เช่น 5 บาทต่อตารางเมตร และบางบริษัทเสนอราคาสูงกว่า คือ 17 บาทต่อตารางเมตร และมีบริษัทที่ใช้ตู้ปล่อยกระแสรังสีอินฟาเรดผ่านตู้ แต่ผมตัดสินใจเลือกบริษัทที่สร้างความมั่นใจได้มากที่สุดต่อ การฆ่าเชื้อโรคอันตรายที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้การเลือกบริษัทดังกล่าวผมยืนยันว่าเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางกำหนดไว้ และล่าสุดมีข้อยกเว้นให้หน่วยงานราชการสามารถคัดเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ ยังกล่าวด้วยว่าสำหรับมาตรการคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกพื้นที่อาคารรัฐสภา ยังเป็นไปตามมาตรฐานที่เข้มงวด และทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังมีแนวทางบริหารจัดการเพื่อลดจำนวนบุคลากรหรือผู้ที่ทำงานในพื้นที่จากเดิมวันละหลักพันคนเหลือหลักร้อยคนเพื่อลดความแออัดในพื้นที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61806</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ, นายสรศักดิ์ เพียรเวช, อาคารรัฐสภาแห่งใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d720aff9988a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาฯเริ่มมาตรการทำงานที่บ้าน ใครหนีเที่ยวผิดวินัยร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค.63-นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการมอบนโยบายให้ข้าราชการสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำงานที่บ้านในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า ข้าราชการของสำนักเลขาธิการสภาฯ มีทั้งหมด 2,200 คน โดยเบื้องต้นในสัปดาห์แรกจะให้ทำงานที่บ้าน 50 เปอร์เซ็นต์ และสัปดาห์ต่อมาจะเพิ่มเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเริ่มมาตรการนี้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.-24 เม.ย. ซึ่งข้าราชการและเจ้าหน้าที่กลุ่มที่ไม่มีความจำเป็นต้องมาทำงานที่สภาฯ ให้ทำงานที่บ้าน โดยให้มีการลงชื่อเข้าทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น ในแต่ละวัน ในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 07.30-08.30 น.และลงชื่อออกจากการทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น ในเวลา 16.30 น. ส่วนใครจะออกนอกบ้านต้องมีการแจ้งข้อมูล ผ่านแอพพลิเคชั่นด้วย ทั้งนี้ ใครไม่ปฏิบัติตาม แอบหนีไปข้านอก โดยไม่แจ้งให้ทราบถือว่ามีความผิดทางวินัย อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทำงานที่บ้านจะต้องมีประสิทธิผลเหมือนกับการทำงานที่สภาฯ โดยการทำงานที่บ้านจะถูกนำมาวัดผลในการทำงานของแต่ละคน เพื่อให้มีผลต่อการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งด้วย นอกจากนั้นทางสำนักเลขาธิการสภาฯ ยังมีการเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมสถานที่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่พักอาศัยอยู่ในสภาฯเลย หากมีการประกาศเคอร์ฟิว แล้วไม่สามารถกลับบ้านได้ทัน&amp;rdquo; เลขาธิการสภาฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงได้สั่งให้มีการกักตัว เพื่อดูอาการอยู่ที่บ้าน 14 วัน ประกอบด้วย กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในแผนกบรรณารักษ์ จำนวน 6 คน และกลุ่มงานของนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ที่ขอกักตัวอยู่ที่บ้าน 14 วัน ซึ่งกลุ่มนี้มีทั้งหมด 12 คนก็ให้กักตัว 14 วัน อยู่ที่บ้านด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60760</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานที่บ้าน, นายสรศักดิ์ เพียรเวช, เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afecf8bafeee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59024</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2020 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2020 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039;พาทัวร์ห้องประชุมสุริยันเผยระบบท่อร้อยสายไม่แล้วเสร็จยันไม่ควรต่อสัญญารอบ5หวั่นถูกวิจารณ์หนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6มี.ค.63-เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร และนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ พร้อมด้วยผู้บริหารข้าราชการสภาฯ และสื่อมวลชน ได้ตรวจความพร้อมห้องประชุมสุริยัน ซึ่งเป็นห้องประชุมของส.ส.และห้องประชุมร่วมรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายชวน กล่าวว่า วันนี้มาเพื่อดูความพร้อมเพิ่มเติม ซึ่งตามปกติมีการติดตามทุกสัปดาห์อยู่แล้ว และทราบว่าเรื่องระบบเสียงและระบบเสียบบัตรพร้อมใช้งาน อย่างไรก็ตาม ได้มีการหารือว่าสมมุติหากมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ห้องประชุมสุริยันจะพร้อมหรือไม่ พบว่าระบบท่อร้อยสายสำหรับการถ่ายทอดสดการประชุมยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันงานส่วนนี้ว่าไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วนเรื่องเสียงออดเรียกประชุมนั้นต้องลดระดับความดังลง เพราะดังมากเกินไป เนื่องจากเรากดออดเพื่อให้ได้ยินภายในห้องประชุมเท่านั้น ส่วนภายนอกห้องประชุมควรมีระบบถ่ายทอดเสียงออกไป รวมทั้งห้องทำงานของส.ส.ก็ต้องพยายามทำให้เสร็จก่อนเปิดประชุมสมัยหน้า เพื่อให้ส.ส.ได้มีห้องทำงานเป็นของตัวเอง ส่วนโครงภายนอกทั้งหมดต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ซึ่งตามสัญญาก่อสร้างต้องเสร็จภายในปี 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าจะมีการต่อสัญญาก่อสร้างเป็นครั้งที่ 5 หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตนไม่เกี่ยวกับการต่อสัญญา และเป็นเรื่องของฝ่ายข้าราชการ แต่ก็ได้ติดตามทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ ต้องทำให้เสร็จตามสัญญา ไม่ควรจะเปลี่ยนแปลงอีก เพราะถ้าต่อสัญญาอีกครั้งจะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่อาจจะมีบางส่วนที่ล่าช้า อย่างระบบร้อยสายที่ทางเลขาสภาฯรายงานว่าหาผู้รับเหมายาก นอกจากนี้ ผนังด้านหลังบัลลังก์ประธานที่ยังโล่งอยู่นั้น มีงบหลายสิบล้านบาททั้งฝั่งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าได้มอบหมายให้ศิลปินเป็นผู้ออกแบบภาพด้านหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่าส.ส.มีห้องประชุมเป็นของตัวเองแล้วจะนัดประชุมสภาฯเพิ่มหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ทำได้ เพราะตามปกติเราจะนัดประชุมสภาฯนัดพิเศษ เพิ่มวันศุกร์อยู่แล้ว เพื่อเคลียร์ญัตติต่างๆ และตนคิดว่าก่อนเปิดสมัยประชุมสภา จะเชิญประธานคณะกรรมาธิการชุดต่างๆหารือถึงระบบว่าจะสะสางญัตติที่ค้างอยู่อย่างไรให้ทันกับสถานการณ์ ไม่ใช่ญัตติภัยแล้งมาพูดช่วงน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่าทำไมกฏหมายจึงผ่านสภาจำนวนน้อย ประธานสภาฯ ชี้แจงว่า ที่กฏหมายน้อยเพราะรัฐบาลส่งเข้ามาน้อย แต่กฏหมายที่เข้าสภาแล้วก็ผ่านทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่มีกฏหมายเพระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 กำหนดให้ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ทราบว่าขณะนี้รัฐบาลได้ให้ทุกกระทรวงพิจารณากฏหมายของตัวเองและเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)โดยเร็ว เพื่อส่งต่อให้สภาฯในสมัยประชุมหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสรศักดิ์ เปิดเผยว่า จำนวนที่นั่งในห้องประชุมสุริยัน 1,209 ที่นั่ง โดยแบ่งออกเป็นที่นั่งสำหรับส.ส. จำนวน 800 ที่นั่ง และส่วนของครม. 59 ที่นั่ง ส่วนชั้นลอยซึ่งเป็นที่สำหรับประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมสภา อีก 350 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของส.ส.ยังสามารถเสริมเพิ่มได้อีก สำหรับกล้องวงจรปิด(ซีซีทีวี) ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งตามสเปคเดิมกำหนดไว้ 27 ตัว สำหรับค่าน้ำค่าไฟทั้งรัฐสภาต้องใช้งบประมาณถึงปีละ 425 ล้านบาท ดังนั้น ทางสภาฯจึงต้องหารายได้เข้ามา เนื่องจากสภามีห้องรับรองสามารถจุคนได้เป็นพันคน อาจให้ใช้เป็นสถานที่จัดสัมมนาหรือจัดงานแต่งงานได้ โดยทั้งหมดเตรียมของอนุญาตจากระทรวงการคลังแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59024</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลักภัย, นายสรศักดิ์ เพียรเวช, สัญญาก่อสร้างรัฐสภา, ห้องประชุมสุริยัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200306/image_big_5e61e5423787f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 14:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลาเน่าตัวเดียวส่อตายยกเข่ง!สภาฯจ่อส่งศาลรธน.ตีความเสียบบัตรแทนทำงบฯ63โมฆะหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63- นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบของคณะกรรมการกฏหมาย กรณีนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจ มีชื่อลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 แต่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร ว่า ช่วงเช้าที่ผ่านได้ประชุมร่วมกับทีมกฏหมาย เพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาตามที่นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้สัมภาษณ์ โดยพบว่า 1.ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความจริง โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักชวเลขมาตรวจสอบ ซึ่งพบว่าในมาตรา 31-55 และข้อสังเกตมีชื่อนายฉลองร่วมลงมติจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ กล่าวอีกว่า 2.ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาบัตรลงคะแนนในห้องประชุมมาให้ข้อมูล ปรากฏว่าบัตรนายฉลองเบิกไปใช้จริงและลงมติในวันที่ 8-11ม.ค. โดยไม่ได้มีการส่งบัตรคืนเจ้าหน้าที่ และพบอีกครั้งว่าบัตรเสียบค้างไว้ที่เครื่องลงคะแนนในวันที่ 11 ม.ค. และ3.ได้เรียกฝ่ายเทคนิคมาช่วยตรวจสอบช่องเสียบบัตรลงคะแนน แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเสียบบัตรในตำแหน่งใด อีกทั้งกล้องของฝ่ายเทคนิคไม่ได้จับภาพบุคคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่าข้อกล่าวหาเป็นจริง ทำให้ผลการลงมติตั้งแต่มาตรา 31-55 และข้อสังเกต ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ดังนั้น กระบวนการที่จะทำให้ถูกต้อง คือ ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 139 ที่ให้สมาชิกของรัฐสภา ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรือ 75 คน เสนอประธานสภาฯให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฏหมายที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อสังเกตของคณะกรรมการเห็นว่ากรณีนี้ไม่ทำให้ร่างกฏหมายต้องตกไป เพราะเป็นเพียงแค่เสียงเดียว แต่คณะกรรมการก็เคารพการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการ ทั้งนี้ ได้แจ้งผลการตรวจสอบดังกล่าวให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทราบแล้ว เรื่องนี้ต้องนำไปหารือในที่ประชุมสภาฯในวันพรุ่งนี้ เพื่อดูว่าที่ประชุมสภาจะเห็นเป็นอย่างไร อาจเห็นไม่ตรงกับทีมกฏหมายก็ได้&amp;rdquo; เลขาธิการสภาฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการเสียบบัตรและกดลงมติแทนนายฉลองจริงใช่หรือไม่ นายสรศักดิ์ กล่าวว่า ถูกต้อง แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นบุคคลใดที่นำบัตรไปเสียบไว้ในช่องไหน เพราะที่นั่งมีเป็นจำนวนมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55121</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณโมฆะ, นายสรศักดิ์ เพียรเวช, ศาลรธน., เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, เสียบบัตรแทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8b6afabd5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
