<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>10 วันหลังเคอร์ฟิวพบผู้ฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉินอื้อ!เฉียดหมื่นคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เม.ย.63- นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีความผิดตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ภายหลังรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 - 04.00 น. โดยไม่มีความจำเป็น และได้มีการผ่อนปรนข้อยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเคอร์ฟิวสำหรับบางอาชีพเพิ่มเติมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 3) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่าในวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ มีจำนวนคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล ดังนี้
กลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง มีจำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา ทั้งหมด 1,320 คดี คดีที่พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 1,211 คดี (คิดเป็นร้อยละ 91.74) สำหรับผู้ถูกตั้งข้อหาที่มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 1,553 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 1,469 คน สัญชาติอื่น 84 คน และกระทำผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 จำนวน 39 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 38 คน สัญชาติอื่น 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับ ในการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันดับ 1 &amp;nbsp;จ.ชลบุรี จำนวน 110 คน และ กรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน อันดับ 2 จ.ระยอง จำนวน &amp;nbsp;75 คน อันดับ 3 จ.ลพบุรี จำนวน 64 คน จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 จ.ชลบุรี จำนวน 18 คน &amp;nbsp;อันดับ 2 จ.ยะลา จำนวน 12 คน อันดับ 3 จ.สมุทรสาคร จำนวน 3 คน ในกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว พบว่ามีจำนวนจำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 68 คำร้อง ข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 68 คน (สัญชาติไทย 65 คน / สัญชาติอื่น 3 คน) โดยทั้งหมดผ่านการตรวจสอบการจับว่าชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;
นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ภาพรวมสถิติคดีสะสมตั้งแต่วันที่ 3 &amp;ndash; 13 เม.ย. 2563 มีดังนี้ กลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง &amp;nbsp;มีคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา ทั้งหมด 9,007 คดี พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 8,515 คดี (คิดเป็นร้อยละ 94.54) สำหรับผู้ถูกตั้งข้อหาที่มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 10,089 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 9,460 คน สัญชาติอื่น 629 คน ส่วนการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จำนวน 115 คน สัญชาติไทย 107 คน สัญชาติอื่น 8 คน และการกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวน 2 คนสัญชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิด สูงสุด 3 อันดับ ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร จำนวน 730 คน อันดับ 2 จ.ชลบุรี จำนวน 462 คน อันดับ 3 จ.ปทุมธานี จำนวน 455 คน จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิด สูงสุด 3 อันดับ ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 อันดับ 1 จ.ชลบุรี จำนวน &amp;nbsp;42 คน อันดับ 2 จ.สมุทรสาคร จำนวน &amp;nbsp;27 คน อันดับ 3 จ.ยะลา จำนวน &amp;nbsp;14 คน และจังหวัดที่มีการทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อันดับ 1 นนทบุรี จำนวน 1 คน นราธิวาส จำนวน 1 คน
&amp;nbsp;
ในกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว พบมีข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 548 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 530 คน สัญชาติอื่น 18 คน คำร้องและมีข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จำนวน 4 คน และจากผลการตรวจสอบการจับชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 552 คน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 2 คน
&amp;nbsp;
เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่ในปีนี้รัฐบาลประกาศให้งดกิจกรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ยังพบว่ามีผู้กระทำผิดรวมกลุ่มดื่มสุราและเล่นน้ำสงกรานต์อยู่ นอกจากนี้ ยังมีผู้อาศัยช่วงเวลาเคอร์ฟิวก่อเหตุลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงอยากฝากความห่วงใยและขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ช่วงเวลานี้สังคมไทยต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่หากต้องการแสดงออกในวันสงกรานต์ ก็ขอให้ใช้กิจกรรมที่ปลอดภัยแก่ทุกคน เช่น ใช้โซเชียลมีเดีย หรือกิจกรรมในครอบครัวตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ยังคงต้องใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาด และสร้างระยะห่างทางสังคมตามแนวทางเพื่อตัวเองและส่วนรวม คือ &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63135</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สงกรานต์, นายสราวุธ เบญจกุล, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e24195014039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2020 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2020 08:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯ ศาลยุติธรรม สั่งคุมเข้ม ขรก.หลีกเลี่ยงเดินทางพื้นที่ระบาด COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ. 63 &amp;nbsp;นายสราวุธ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด ศย.005/6ว33(ป) ลงวันที่ 26 ก.พ. 2563 ถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(Coronavirus Disease2019e: COVID-19) ด้วยคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นโรคติดต่ออันตราย ภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ลำดับที่ 14 ตามที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 และกระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งเตือนระดับ 3 หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 จึงขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการดังนี้ 1.ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือเลื่อนการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรณีได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสให้แจ้งสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อพิจารณายกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางออกไปให้พ้นช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.กรณีที่มีเหตุผลหรือความจำเป็นอย่างยิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังหรือแวะผ่านประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสได้ ให้แจ้งสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี และเฝ้าระวังต่อเนื่องจนครบ 14 วันเมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและถือปฏิบัติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58305</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, นายสราวุธ เบญจกุล, หน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e24195014039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 18:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เลขาศาลฯ&#039;ชี้ลักพาตัวพี่ผู้พิพากษาต่อรองคดีเหตุร้ายแรงไม่เคยเกิดมาก่อน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.63-นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงเหตุการณ์ลักพาตัวนายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ อายุ 67 ปี พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ และเป็นเจ้าของสำนวนคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง เพื่อข่มขู่ให้ยกฟ้องคดีที่ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ และ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ หลายสมัย พรรคพลังประชาชน เป็นจำเลย ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 265, 268 จากกรณีการโอนหุ้นนายชูวงษ์ร่วม 300 ล้านบาท ว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.30 น. จากเท่าที่ปรากฏหลักฐานได้มีคนร้าย 3-4 คน ร่วมกันอุ้มลักพาตัวนายวีรชัยหายขึ้นรถ ภายหลังจากการลักพาตัวในวันเดียวกัน กลุ่มคนร้ายได้โทรศัพท์เข้ามาหา น.ส.พนิดา เพื่อข่มขู่ขอให้ยกฟ้องคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น น.ส.พนิดา จึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการบันทึกเทปสนทนาการข่มขู่ดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ทางสำนักงานศาลยุติธรรม ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้ประสานทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการตั้งทีมสืบสวนขึ้นมาในวันดังกล่าวทันที ติดตามคดีเรื่อยมา แต่ด้วยความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยของตัวประกัน เรื่องดังกล่าวจึงต้องอยู่ในชั้นความลับไม่สามารถที่จะเป็นข่าวได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวว่า ทางทีมสืบสวนสอบสวนสามารถสืบจนได้ทราบว่ามีผู้เกี่ยวข้องก่อเหตุคือใครบ้าง และทราบว่ามีคดีที่เกี่ยวพันอยู่เหตุการณ์ลักพาตัวครั้งนี้ 2 คดี คือคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ เเละการโอนหุ้น 300 ล้านบาท โดยเมื่อมีการรวบรวมพยานหลักฐาน ทีมสืบสวนได้ติดตามสถานที่กบดานคนร้าย จนเมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ขออนุญาตศาลอาญาออกหมายจับ จนสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ตามที่เป็นข่าว นอกจากนี้ ยังมีการขอหมายค้น 20 กว่าจุด ในการหาพยานหลักฐานมัดตัวคนร้ายครบถ้วน ซึ่งทราบมาว่าตอนนี้สามารถจับคนร้ายได้ 3 คนแล้ว กำลังตามจับบางส่วนที่หลบหนีอยู่ ส่วนเรื่องจำนวนคนร้ายที่ก่อเหตุนั้น ถ้าสืบสวนไปเกี่ยวพันถึงใคร ตำรวจจะขอหมายจับเพื่อจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้ตนพร้อมด้วยนายอาคม รุ่งแจ้ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้, นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ รองเลขาธิการประธานศาลฎีกา เป็นตัวแทน นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ซึ่งติดภารกิจเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.พนิดา และแจ้งข่าวให้ได้ทราบ น.ส.พนิดา ยังอยู่ในภาวะเสียใจ ซึ่งทางสำนักงานศาลก็ได้ดูแลความปลอดภัย ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ ที่ผ่านมา เราได้ประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดหน่วยคุ้มกันดูแลความปลอดภัยมาโดยตลอด ซึ่งในปัจจุบันภายหลังเกิดเหตุท่านก็ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากวันนี้เรื่องการคุ้มกันนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจศาล (คอร์ทมาร์แชล) จะเข้าไปเสริมการดูแลในเรื่องคุ้มกันและการเดินทางปฏิบัติหน้าที่ คดีนี้หลักฐานทั้งหมดที่ทางศาลเรามี เราส่งให้ตำรวจกองปราบหมดแล้ว กล้องวงจรปิดที่จับภาพคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คน ได้ตั้งแต่มาดักรอที่หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ก่อนลักพาตัวประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนเรื่องวงจรปิดจับภาพ พ.ต.ท.บรรยิน ได้เลยหรือไม่นั้น ต้องถามทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งแจ้งว่ามีพยานหลักฐานครบถ้วนในการออกหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกแล้ว รายละเอียดจะอยู่ในสำนวนสอบสวนที่ทางตำรวจจะ ถลงต่อสื่อมวลชนเอง เรื่องนี้เราต้องขอบคุณทาง ผบ.ตร.ที่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมาก จนสามารถจับตัวคนร้ายได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก ท่านจะพูดทุกครั้งในการประชุม ก.ต.หรือ ก.บ.ศ. เนื่องด้วยความห่วงใยความปลอดภัยของผู้ถูกลักพาตัว แต่เราต้องเก็บเป็นความลับ เพื่อคำนึงความปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปรามได้รายงานความคืบหน้าให้นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ทราบความคืบหน้าอยู่เป็นระยะมาตลอด &amp;ldquo;เลขาสำนักงานศาลยุติธรรมกล่าวและว่า เหตุการณ์การจับตัวประกันเพื่อต่อรองให้ตัดสินคดีที่เกิดขึ้น นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นในศาลยุติธรรมมาก่อน ถือว่าเป็นเรื่องกระทบความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากนี้หน่วยของศูนย์รักษาความปลอดภัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจศาลฯ มาตรา 5 ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยอาคารสถานที่และความปลอดภัยของตัวบุคคล ทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะต้องวางมาตรการในเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น ต่อไปถ้าหากมีคดีสำคัญหรือเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพล เราก็จะต้องวิเคราะห์เรื่องการป้องกันเหตุที่อาจจะเกิด เราอาจต้องมีการอารักขาตัวองค์คณะ ดังนั้นเราจึงต้องมีการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าพนักงานตำรวจศาลโดยเร็ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการอบรมเพื่อบรรจุแต่งตั้งชุดใหม่ให้ได้คุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57965</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสราวุธ เบญจกุล, ผู้พิพากษา, ศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e24194224045.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้าย&#039;ศาลแขวงพระนครเหนือ&#039;ไปศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.62-นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เดินทางไปตรวจความพร้อมด้านสถานที่ สำหรับใช้เป็นที่ทำการชั่วคราวของศาลแขวงพระนครเหนือ ณ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร A ถ.แจ้งวัฒนะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวว่า เหตุที่ต้องย้ายสถานที่ทำการของศาลแขวงพระนครเหนือเป็นการชั่วคราว จากที่ตั้งเดิม ถ.รัชดาภิเษก ไปยังศูนย์ราชการฯ อาคาร A ก็สืบเนื่องจากจะมีการปรับปรุงก่อสร้างอาคารศาลแขวงพระนครเหนือใหม่ จากหลังเดิมที่ตั้งบน ถ.รัชดาภิเษก ที่ได้มีการทำสัญญาดำเนินโครงการก่อสร้างแล้ว ระยะเวลาก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 2 ปี นับจากเดือน มี.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยสถานที่ทำการชั่วคราวของศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ศูนย์ราชการฯ อาคาร A นั้น ก็พร้อมจะเริ่มเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้การจัดเตรียมความพร้อมของอาคารที่ทำการชั่วคราวมีความคืบหน้า 90% แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การย้ายสถานที่ทำการชั่วคราวของศาลแขวงพระนครเหนือไปยังศูนย์ราชการฯ อาคาร A นั้น ก็จะให้บริการด้านคดีกับคู่ความในสถานที่ทำการชั่วคราว เพียงเวลาประมาณ 2 ปีเท่านั้น ซึ่งประมาณปี 2565 อาคารใหม่จะสร้างเสร็จ ศาลแขวงพระนครเหนือก็จะย้ายกลับมายังที่ตั้งเดิม ถ.รัชดาภิเษก ดังนั้นขอแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อจะสะดวกในการเดินทางมาติดต่อราชการศาลแขวงพระนครเหนือที่ทำการชั่วคราว ถ.แจ้งวัฒนะ ที่จะเริ่มเปิดทำการตั้งแต่ 16 มี.ค.เป็นต้นไป โดยสถานที่ตั้งจะอยู่พื้นที่โซนเดียวกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง, ศาลล้มละลายกลาง และศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57798</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสราวุธ เบญจกุล, ศาลแขวงพระนครเหนือ, ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4f8b76bbd63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2020 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเล็งปี63ใช้ระบบไบโอเมทริกเชื่อมข้อมูลผู้ต้องหากับหน่วยงานอื่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค.63-นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงผลการดำเนินงานของศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมในภาพรวม ประจำปี พ.ศ. 2562 ระหว่างเดือน ม.ค. &amp;ndash; ธ.ค. 2562 ว่า ในรอบปีที่ผ่านมาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา สามารถพิจารณาให้เสร็จภายในเวลาเป้าหมายที่ประธานศาลฎีกาเคยให้นโยบายไว้ คือในส่วนของศาลชั้นต้นที่จะต้องพิจารณาคดีให้เสร็จภายใน 2 ปีนั้น สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายและนโยบายของประธานศาลฎีกา คิดเป็น 99.97% ส่วนศาลอุทธรณ์ที่จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 6 เดือน ก็สามารถดำเนินการได้ 98.64% ขณะที่ศาลฎีกาต้องพิจารณาคดีให้เสร็จภายใน 1 ปี ก็ดำเนินการได้ 86.41%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลชั้นต้นทั่วประเทศ มีคดีสู่การพิจารณา 1,889,080 คดี พิจารณาเสร็จ 1,627,752 คดี, ศาลอุทธรณ์ มีจำนวน 64,225 คดี พิจารณาเสร็จ 57,924 คดี , ศาลฎีกา จำนวน 10,466 คดี พิจารณาเสร็จ 7,911 คดี ซึ่งรวมทั้ง 3 ชั้นศาลแล้ว มีคดีที่ศาลรับพิจารณาไว้ทั้งสิ้น 1,963,771 คดี พิจารณาเสร็จ 1,693,587 คดี คิดเป็น 86% โดยแบ่งเป็นประเภทคดีแพ่ง 1,305,658 คดี 66% และคดีอาญา 658,113 คดี 34%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถิติจำนวนข้อหาที่ขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ 363,125 ข้อหา , 2.สินเชื่อบุคคล 293,899 ข้อหา , 3.พ.ร.บ.จราจรทางบก 213,888 ข้อหา , 4.บัตรเครดิต 168,347 ข้อหา , 5.กู้ยืม 138,420 ข้อหา , 6.ขอจัดการมรดก 103,711 ข้อหา , 7.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 92,472 ข้อหา 8.เช่าซื้อ (รถยนต์) 86,406 ข้อหา 9.ละเมิด 34,426 ข้อหา 10.พ.ร.บ. การพนัน 32,936 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวถึงสถิติการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไลข้อเท้า EM &amp;nbsp;สำหรับตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของบุคคลมาใช้ในการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยว่า รอบปีที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 8,129 เครื่อง
ซึ่งฐานความผิดสูงสุด 5 อันดับที่ใช้ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จำนวน 2,332 คดี , 2.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ จำนวน 1,609 คดี , 3.พ.ร.บ.จราจรทางบก จำนวน 769 คดี , 4.ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย จำนวน 675 คดี, 5.พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ จำนวน 356 คดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนศาลที่มีการใช้กำไลข้อเท้า EM สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ศาลอาญา จำนวน 609 เครื่อง , 2.ศาลจังหวัดนนทบุรี จำนวน 269 เครื่อง , 3 ศาลจังหวัดภูเก็ต จำนวน 259 เครื่อง , 4.ศาลจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 211 เครื่อง , 5.ศาลอาญากรุงเทพใต้ จำนวน 207 เครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมการพิจารณาพิพากษาคดี (D-Court) ว่า ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอด ขยายผลระบบให้บริการข้อมูล และอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมและผลักดันให้ศาลยุติธรรมทั่วประเทศนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการคดี สนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี และการปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน , มีระบบงานที่ทันสมัย ลดการใช้กระดาษและลดภาระในการจัดเอกสาร , พัฒนาระบบสารสนเทศศาลยุติธรรม บูรณาการความร่วมมือ รวมถึงขยายการเชื่อมโยงข้อมูลด้านต่างๆ กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมบังคับคดี(ข้อมูลหมายบังคับคดี) กรมคุมประพฤติ (ข้อมูลผลการสืบเสาะและพินิจอำนาจ) , กรมราชทัณฑ์(ระบบข้อมูลผู้ต้องขัง) , สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ข้อมูลสารบบคดีกับระบบ NSW ของสำนักงานอัยการสูงสุด และระบบ CRIMES ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ข้อมูลคำสั่งห้ามออกนอกราชอาณาจักร) สำนักงานตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท (ข้อมูลหมายจับระบบ AWIS) ซึ่งจะส่งผลให้การอำนวยความยุติธรรมมีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแผนงานในปี 2563 นี้ ศาลยุติธรรมจะพัฒนาการเชื่อมต่อข้อมูลผู้ต้องหากับหน่วยงานอื่น อย่างเช่น ระบบไบโอเมทริก ตรวจสอบใบหน้าบุคคล &amp;nbsp;จะมีการหารือร่วมกันกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพัฒนาร่วมกันภายในเดือน ก.พ.นี้ ให้เกิดการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ และติดเงื่อนไข ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54948</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสราวุธ เบญจกุล, ระบบไบโอเมทริก, ศาบยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c389dc08c1cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นผลสอบข้อเท็จจริงผู้พิพากษา&#039;คณากร&#039;ยิงตัวเอง ครบกำหนด 15 วันแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.62-นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบข้อเท็จจริง กรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ใช้ปืนจ่อยิงตัวเอง ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีคำสั่งให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และครบกำหนด 15 วัน ที่ต้องรายงานผลการตรวจสอบในวันนี้ (22 ต.ค.) ว่า ทราบว่าคณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารหลักฐานผลการตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คาดว่าจะรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ตนเองทราบในช่วงเย็นวันนี้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป สำหรับผู้พิพากษาคณากรได้ออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้าน และทางคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เชิญเข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนครบทุกประเด็นแล้วเช่นกัน&amp;quot;นายสราวุธกล่าว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48591</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณากร เพียรชนะ, นายสราวุธ เบญจกุล, ผู้พิพากษายิงตัวเอง, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18bafa52ed6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแล้ว!ตำรวจศาลรุ่น 1 เริ่มงาน 6 ส.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.62 - &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการจัดตั้งเจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือ Court Marshal (คอร์ทมาแชล) รุ่นที่ 1 ที่จะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณศาล และติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีหมายจับด้วย ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายของการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 หรือ Court Marshal รวม 35 คน โดยดำเนินการฝึกอบรมแบบเข้มข้น ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นเวลาทั้งสิ้น 14 วัน ที่ศูนย์ฝึกอบรมตลิ่งชัน ซึ่งในการอบรมก็มีทั้งด้านวิชาการ และปฏิบัติ เช่น การใช้อาวุธปืน, การต่อต้านการก่อการร้าย, วิเคราะห์ข่าวกรอง, เทคนิคการสืบสวน, การวางแผนตรวจค้น, ยุทธวิธีการเข้าจับกุม, การอารักขาบุคคลสำคัญ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อว่า โดยเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันอังคารที่ 6 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในช่วงแรกเนื่องจากอัตรากำลังยังมีไม่มาก จึงเน้นที่การเข้าไปวางระบบการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรม ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจศาล จะเสริมสร้างประสิทธิภาพและมาตรการในการรักษาคุ้มครองความปลอดภัยภายในบริเวณอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรม, บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงผู้มาติดต่อราชการ และการติดตามจับกุมผู้ต้องหา/จำเลย ตามหมายศาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุต่อว่า หากศาลยุติธรรมใด มีคดีความที่เป็นที่สนใจของประชาชน หรือมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องใช้การดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นการเฉพาะ สำนักงานศาลยุติธรรมก็จะจัดส่งกำลังพลเจ้าพนักงานตำรวจศาลออกไปช่วยดำเนินการทันที ในส่วนของการทำงานตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดส่วนอื่นก็จะวางระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสมตามเจตนารมย์ของกฎหมายโดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาลที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมได้กำชับให้ใช้มาตรการเข้มอยู่แล้ว เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มขึ้นอีก ซึ่งอาจกระทบต่อความสะดวกของบุคลากรและผู้ที่มาติดต่อราชการศาล จึงขอความร่วมมือและขออภัยในความไม่สะดวกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;สำหรับเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 จำนวน 35 คนนั้น เป็นชายทั้งสิ้น 28 คน และหญิง 7 คน ซึ่งการให้มี Court Marshal เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในศาลยุติธรรม เกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.เจ้าพนักงานตำรวจศาล พ.ศ.2562 ที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2562 และมีผลยังคับใช้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) ก็ได้เปิดรับโอนข้าราชการ มาดำรงตำแหน่ง Court Narshal ชุดแรก ใน 2 ประเภท คือ 1.ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ &amp;nbsp;อายุไม่เกิน 45-50 ปี ต้องมียศไม่ต่ำกว่าพันเอก, นาวาเอก, นาวาอากาศเอก , พันตำรวจเอก หรือเทียบเท่า ระดับชำนาญการและระดับปฏิบัติงาน อายุไม่เกิน 35-40 ปี ต้องมียศไม่ต่ำกว่าร้อยโท, เรือโท, เรืออากาศโท, ร้อยตำรวจโท ทั้ง 2 ส่วน ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมาย เคยผ่านงานรักษาความปลอดภัย, ปราบปราม, สืบสวน, สอบสวน, การข่าว มาไม่น้อยกว่า 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ประเภททั่วไป (ผู้ปฏิบัติงานระดับต้น) อายุไม่เกิน 35 ปี สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ปวส. หรือเทียบเท่า ไม่จำกัดสาขา หรือจบโรงเรียนนายสิบตำรวจ, โรงเรียนนายสิบทหารบก, โรงเรียนจ่าอากาศ, โรงเรียนชุมพลทหารเรือ หรือเทียบเท่า เคยผ่านงานรักษาความปลอดภัย, ปราบปราม, สืบสวน, สอบสวน, การข่าว มาไม่น้อยกว่า 5 ปี &amp;nbsp;โดยครั้งแรกตั้งเป้ารับโอนกำลังพลใน 40 อัตรา แบ่งเป็นระดับชำนาญการพิเศษ 6 อัตรา, ระดับชำนาญการ 24 อัตรา และเจ้าหน้าที่ทั่วไป 10 อัตรา ตามที่ได้รับงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42736</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, ตำรวจศาล, ตำรวจศาลรุ่นแรก, นายสราวุธ เบญจกุล, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47a3ae117ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
