<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.แจงยิบ13ข้อกำหนดตั้งศูนย์พักคอย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.64- นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังการลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์พักคอยวัดราษฎร์นิยมธรรม เขตสายไหม และศูนย์สร้างสุขทุกวัย เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานครว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทั้งในครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ &amp;nbsp; ที่พบผู้ติดเชื้อรายวันเป็นจำนวนมาก จึงมีแผนให้สำนักงานเขตรับผิดชอบเปิดศูนย์พักคอยอย่างน้อยเขตละ 1 ศูนย์ ภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้ ล่าสุดดำเนินการแล้วเสร็จ 21 เขต โดยได้เปิดรับผู้ป่วยไปแล้ว ช่วยให้ผู้ป่วยที่ยังตกค้างในชุมชนได้แยกกักตัว ลดปัญหาการแพร่ระบาดในครอบครัวและชุมชน รวมถึงให้ผู้ป่วยได้เข้าสู่ระบบการดูแลเบื้องต้นโดยทีมแพทย์ พยาบาลจากโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครได้อย่างทันท่วงที ซึ่งหากพบผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มสีเหลืองและสีแดงก็จะมีการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลภูมิพลที่จะรับรักษาดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสาธิตกล่าวต่อว่า โดยขณะนี้กรุงเทพฯ ได้ใช้สถานที่วัดจัดตั้งศูนย์พักคอยรอการส่งต่อแล้วจำนวน 6 วัด ได้แก่ วัดอินทรวิหาร เขตพระนคร วัดสะพาน เขตคลองเตย &amp;nbsp;วัดปากบ่อ เขตสวนหลวง &amp;nbsp;วัดสุทธิวราราม เขตสาทร &amp;nbsp;วัดศรีสุดาราม เขตบางกอกน้อย &amp;nbsp;และ วัดไทร เขตบางคอแหลม สำหรับศูนย์พักคอยวัดราษฎร์นิยมธรรม ได้รับความร่วมมือจากพระครูอาทรวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดราษฎร์นิยมธรรม &amp;nbsp;โดยมีนางวันทนีย์ &amp;nbsp;วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร นายอมฤต สุวรรณทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตสายไหม และเครือข่ายสายไหมต้องรอด ช่วยดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้มอบให้กรมอนามัยเข้ามามีส่วนช่วยในการให้คำแนะนำเรื่องการจัดระบบสุขาภิบาล มีกระบวนการกําจัดเชื้อโรค และมีระบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อสิ่งปฏิกูล การจัดการน้ำเสียที่เหมาะสมก่อนทิ้งลงสู่ชุมชน และการสร้างสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ถูกต้อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ระหว่างการเปิดดำเนินการศูนย์พักคอยในชุมชน &amp;nbsp; ทั้งที่วัดราษฎร์นิยมธรรมและศูนย์สร้างสุขทุกวัย ได้มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ 1.มีระบบลงทะเบียนรับผู้ป่วยเข้ามาในศูนย์แยกกักตัว &amp;nbsp;2. ดำเนินการด้านการรักษา โดยระบบแพทย์ทางไกลตามแนวทางของกรมการแพทย์ 3.มีการดำเนินการเรื่องอาหาร ระบบระบายอากาศ ระบบสาธารณูปโภค ระบบระบายน้ำเสีย ระบบการจัดการกับสิ่งปฏิกูลและระบบสุขาภิบาลตามแนวทางการดำเนินงานศูนย์แยกกักตัวในชุมชน 4.เฝ้าระวังเรื่องการรักษาความปลอดภัยบริเวณศูนย์แยกกักตัวในชุมชน และ 5.มีการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัยร่วมด้วย ทั้งสุขภาพทางกายและสุขภาพจิต ทั้งนี้ การลงพื้นที่ศูนย์พักคอยในครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์พักคอย &amp;nbsp;พร้อมรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แนวทางบริหารในการจัดตั้งศูนย์พักคอยในชุมชนสามารถดำเนินการได้ดังนี้ 1.สถานที่จัดตั้งมีการถ่ายเทอากาศได้ดี 2.มีวัสดุอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จําเป็น เช่น เครื่องอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันตัวทางการแพทย์ อุปกรณ์ทำความสะอาด 3.มีการปฐมนิเทศการปฏิบัติงาน ตลอดจนการกํากับดูแลการทํางานของบุคลากรโดยเฉพาะอาสาสมัคร 4.ระบบการดูแลรักษาผู้ป่วย ให้เป็นไปตามสถานพยาบาลคู่สัญญา มีช่องทางในการติดต่อแพทย์ หรือพยาบาล พร้อมวัดอุณหภูมิ วัดความดันโลหิต ความเข้มข้นของออกซิเจน อัตราการหายใจ สำหรับการรักษาให้เป็นไปตามแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข 5.ระบบการขนส่งต่าง ๆ รวมถึงระบบการส่งต่อผู้ป่วย 6.ระบบการเชื่อมโยงและระบบสื่อสาร อาทิ ระบบเวชระเบียน การติดต่อสื่อสารทั่วไป 7. ระบบการป้องกันควบคุมการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.ระบบสนับสนุน รวมถึงการจัดการด้านสาธารณูปโภคที่พักบุคลากร โภชนาการ เครื่องปั่นไฟ เครื่องกรองน้ำ ประปาสนาม 9.ระบบสุขาภิบาล มีกระบวนการกําจัดเชื้อโรค รวมถึงการจัดสัดส่วนห้องอาบน้ำ ห้องสุขา สำหรับผู้ป่วย และมีระบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ สิ่งปฏิกูล การจัดการน้ำเสียที่เหมาะสม 10. ระบบรักษาความปลอดภัย และป้องกันการก่อเหตุร้าย หากเป็นไปได้ควรมีระบบกล้องวงจรปิด 11. ระบบป้องกันอัคคีภัย และการซ้อมแผนจัดการอัคคีภัย 12. งานสังคมสงเคราะห์และจิตวิทยา เพื่อลดความกังวล และความเครียดของผู้ป่วย รวมถึงทีมบุคลากรทางการแพทย์ และ 13.การจัดระบบการสื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วย ญาติ และประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111396</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสาธิต ปิตุเตชะ, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ศูนย์พักคอย, สธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210728/image_big_6100f01be9240.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 21:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นซื้อไฟเซอร์20ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยลงนามซื้อ &amp;ldquo;ไฟเซอร์&amp;rdquo; 20 ล้านโดสแล้ว เตรียมส่งมอบในไตรมาส 4 ปีนี้ &amp;ldquo;หมอหนู&amp;rdquo; ย้ำจองอีกในปีหน้า 50 ล้านโดส &amp;ldquo;ไฟเซอร์&amp;rdquo; บอกเองเปิดสัญญามูลค่าไม่ได้ ครม.รับทราบแล้ว เผยปี 2565 จะมีวัคซีนครบทุกเทคโนโลยี &amp;ldquo;นพ.โอภาส&amp;rdquo; แจงต่อรองแอสตร้าฯ แล้วได้อย่างต่ำแค่เดือนละ 5 ล้านโดส ไม่ได้ตามเป้า 10 ล้านโดส &amp;ldquo;ยุทธพงศ์&amp;rdquo; ข้องใจสัญญาซื้อทำไมปิดลับจริง ชง &amp;ldquo;อนุทิน&amp;rdquo; ปลดอธิบดีกรมควบคุมโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สธ. และ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. เป็นสักขีพยานการลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิดชนิด mRNA ระหว่าง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และมิสเด็บบราห์ ไซเฟิร์ท ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า เพื่อจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส และจะส่งมอบภายในไตรมาส 4 ของปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่การเจรจาลุล่วง กระทั่งได้ทำสัญญา และกำลังได้มาซึ่งวัคซีน ซึ่งไทยได้ทำงานร่วมกับบริษัทไฟเซอร์อย่างหนักในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต้องขอบคุณทุกคน ทุกฝ่ายที่ช่วยกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงร่วมกันในการจัดหาวัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์ 20 ล้านโดสมาให้คนไทย เชื่อว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และมั่นใจว่าวัคซีนที่สั่งซื้อจะมาภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ตามข้อตกลงในสัญญา&amp;nbsp;
&amp;ldquo;จะมีวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากประเทศสหรัฐอเมริกา 1.5 ล้านโดสมาถึงในปลายเดือนนี้ เพื่อฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ผู้สูงอายุ และกลุ่มอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบ รวมทั้งไทยมีแผนสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มเติมอีก 50 ล้านโดสในปีหน้า&amp;rdquo; นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไบออนเทค ออกจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ ระบุว่า บริษัททั้ง 2 จะจัดส่งวัคซีน จำนวน 20 ล้านโดส ให้กับไทยสำหรับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยได้รับการขึ้นทะเบียนแบบมีเงื่อนไขจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2564 ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นระดับโลกของไฟเซอร์และไบออนเทค เพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดจากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ณ ประเทศไทยและกรุงไมนส์ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ซึ่งบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และไบออนเทค ได้ประกาศลงนามสัญญาร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดส่งวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 20 ล้านโดส สำหรับปี 2564 ให้ไทย โดยมีแผนกำหนดการส่งมอบในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขายไม่อาจเปิดเผยได้ แต่มีข้อกำหนดเป็นไปตามช่วงเวลาในการส่งมอบและจำนวนโดสที่สั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามีความยินดีที่ได้เซ็นสัญญาที่มีความสำคัญนี้กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันในความพยายามที่จะลดการติดเชื้อในประเทศ สัญญานี้เป็นการเน้นยํ้าถึงความมุ่งมั่นของไฟเซอร์ในการจัดหาวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 นี้ และยังเป็นการเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของคนทั่วโลก&amp;rdquo; ไซเฟิร์ทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอขอบคุณรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยสำหรับความไว้วางใจในความสามารถของการพัฒนาวัคซีนที่พวกเราเชื่อว่ามีศักยภาพที่จะช่วยในการรับมือกับโรคระบาดของโลกในครั้งนี้ เป้าหมายของเราก็ยังคงเป็นการส่งมอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้คนมากมายทั่วโลกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้&amp;rdquo; ชอง มาเร็ท หัวหน้าฝ่ายธุรกิจและฝ่ายพาณิชย์ บริษัท ไบออนเทค กล่าว
มีวัคซีนครบทุกเทคโนโลยี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายอนุทินได้รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบความคืบหน้าการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะการลงนามกับผู้แทนบริษัท ไฟเซอร์ จัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกหน่วยงานที่สนับสนุนให้สามารถจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส รวมถึงวัคซีนเทคโนโลยีต่างๆ มาฉีดให้แก่ประชาชน และขอให้มีการบริหารจัดการกระจายวัคซีนให้ดี มีแผนที่ชัดเจน รวมถึงการให้ข้อมูลการจัดสรรแก่ประชาชนที่ชัดเจนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวอีกว่า การทำข้อตกลงเพื่อจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ในครั้งนี้ จะทำให้ไทยมีวัคซีนโควิด-19 กระจายให้ประชาชนเกือบครบทุกชนิด ทั้งในส่วนของ mRNA ของไฟเซอร์ โมเดอร์นา และชนิดเชื้อตายของซิโนแวคและซิโนฟาร์ม ชนิดไวรัลเวกเตอร์ของแอสตร้าเซนเนก้า และล่าสุดองค์การเภสัช (อภ.) อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนชนิดโปรตีนซับยูนิต ซึ่งคาดว่าจะนำเข้ามาเพื่อฉีดให้กับประชาชนได้ในปี 2565 และทำให้ไทยมีวัคซีนโควิด-19 ครบทุกเทคโนโลยีที่มีการผลิตอยู่ในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ครม.ยังพูดถึงการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในปัจจุบัน โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า ควรฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้ประชาชน 10 ล้านโดสต่อเดือน ทำให้นายอนุทินชี้แจงว่า ประสิทธิภาพในการฉีดนั้นสามารถฉีดได้ แต่เราได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไม่ถึง 10 ล้านโดสต่อเดือน ทำให้ สธ.ต้องหาวัคซีนชนิดอื่นมาฉีดให้ประชาชนให้ได้ตามจำนวนดังกล่าว นายจุติจึงเสนอว่า จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนที่ยังมีความสงสัยในวัคซีนซิโนแวคอยู่ แม้หมอจะบอกว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพก็ตาม นายอนุทินจึงชี้แจงอีกครั้งว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามีแผนจัดส่งให้ไทยทุกเดือดจนครบตามจำนวน 61 ล้านโดส แต่ต้องหารือกันว่าแต่ละเดือนจะส่งได้เท่าไหร่ อย่างไร แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเปลี่ยนแปลง มีการกระจายเชื้อเร็วยิ่งขึ้นก็ต้องไปคุยกับเขา เชื่อว่าคงคุยกันได้ และ สธ.มองว่าวัคซีนทุกชนิดที่มี มีประสิทธิภาพ เพราะองค์การอนามัยโลกให้การรับรอง เราจึงไม่ควรด้อยค่าวัคซีนกันเอง ขอให้ดูประเทศจีนที่ใช้ซิโนแวคและซิโนฟาร์มเป็นส่วนใหญ่ และการด้อยค่าวัคซีนเป็นเจตนารมณ์ของผู้ไม่หวังดี&amp;nbsp;
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการส่งมอบวัคซีนของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ว่าการลงนามระหว่างกรมควบคุมโรคกับ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จํากัด และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ที่ลงนามเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2563 ว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่งในสัญญาระบุว่า ผู้ที่ลงนามในสัญญาต้องไม่เปิดเผยความลับในสัญญา แต่หากต้องเปิดเผยสัญญาต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 3 ฝ่าย มิเช่นนั้นจะเป็นการทำผิดสัญญา นำไปสู่การยกเลิกสัญญา โดยเบื้องต้นในสัญญาการส่งมอบ ซึ่งยังไม่มีวัคซีน จึงไม่มีการระบุจำนวนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเดือน แต่จะเป็นการเจรจากันเดือนต่อเดือน ในส่วนจำนวนวัคซีนที่จองตามในสัญญาคือ 61 ล้านโดส การส่งมอบก็มีเอกสารชัดเจนว่า สธ.ต้องการวัคซีนที่จะฉีดในระยะต่อไปจำนวน 10 ล้านโดส ซึ่งขณะนี้บริษัท แอสตร้าฯ ได้แจ้งว่าอย่างน้อยจะส่งให้เดือนละ 5 ล้านโดสเป็นอย่างต่ำ หากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นก็อาจจะให้เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาในครั้งต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสยังกล่าวถึงวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐ 1.5 ล้านโดส ว่าจะมาถึงไทยในปลายเดือนนี้ และคาดว่าจะเริ่มฉีดได้ในช่วงต้นเดือน ส.ค. โดยกลุ่มเป้าหมายนั้น สธ.โดยความเห็นชอบของ ศบค.ได้กำหนดคือ 1.กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว เพื่อฉีดบูสเตอร์โดส 2.กลุ่มผู้อายุและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ระบาด และ 3.ชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ในพื้นที่ระบาด ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดการสอบถามข้อมูลแต่ละจังหวัดได้แจ้งยอดมา โดย สธ.ยังตั้งเป้าในเดือนต่อไปต้องฉีดวัคซีน 10 ล้านโดส/เดือน&amp;nbsp;
ตอกย้ำสลับสูตรวัคซีน
อธิบดีกรมควบคุมโรคยังกล่าวย้ำถึงประสิทธิภาพของวัคซีนว่า ผลการศึกษาที่มีการใช้จริงสำหรับวัคซีนซิโนแวคในหลายพื้นที่ มีประสิทธิภาพถึง 90% ในการป้องกันสายพันธุ์อัลฟา แสดงให้เห็นว่าซิโนแวคในช่วงต้นมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อค่อนข้างดี แต่ขณะนี้ไม่มีวัคซีนใดที่มีประสิทธิภาพป้องกันได้ 100% โดยในเดือน มิ.ย.2564 ที่เริ่มมีการระบาดในบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดเชียงราย ผลการติดตามบุคลากรที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว พบว่าไม่ติดเชื้อ 82% จะเห็นว่าประสิทธิภาพเริ่มลดน้อยลงหลังจากช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.แต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และในเดือน พ.ค. ป้องกันการติดเชื้อได้ 70% ก็ยังถือว่ามีประสิทธิภาพได้ดีพอสมควร &amp;nbsp;แต่มีข้อสังเกตหนึ่งที่พบคือ ประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากเชื้อมีการกลายพันธุ์&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ต้องมีสาเหตุที่เราต้องหาวัคซีนหรือหาวิธีในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการปรับสูตรฉีดวัคซีน ขณะนี้มีการศึกษาในหลายหน่วยงานทั้ง ม.จุฬาฯ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บ.ไบโอเทค พบว่าถ้าหากฉีดซิโนแวคเป็นเข็มที่ 1 จากนั้น 3-4 สัปดาห์ ก็ฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ เข็มที่ 2 จะทำให้ประสิทธิภาพป้องกันโรค เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนแบบเดิมคือ ฉีดซิโนแวค 2 เข็มสูงขึ้นประมาณหลายเท่า หรือเดิมต้องฉีดแอสตร้าฯ โดยต้องฉีดเข็ม 2 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 12 สัปดาห์ ซึ่งการปรับสูตรนี้จะทำให้การป้องกันควบคุมโรคดีขึ้น และทำให้การฉีดวัคซีนครอบคลุม รวดเร็วมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นพ.โอภาสระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เวลา 14.30 น. นายอนุทิน พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค หารือร่วมกับผู้แทนนำเข้าวัคซีนโควิด-19 จำนวน 6 ราย ได้แก่ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย จำกัด), บริษัท ไฟเซอร์ฯ, บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ผู้นำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา, บริษัท แจนเซ่น-ซีแลก จำกัด ผู้นำเข้าวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, บริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด ผู้นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์มและวัคซีนของบารัต และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผู้นำเข้าวัคซีนซิโนแวค โดยใช้เวลาหารือเกือบ 3 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 17.00 น. นพ.โอภาส และ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า บริษัททั้ง 6 รายได้รายงานความก้าวหน้าในวัคซีนที่ตัวเองรับผิดชอบหรือผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาปรับปรุงวัคซีนในรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพต่อเชื้อกลายพันธุ์ได้มากขึ้น และพูดคุยระบบการจำหน่ายและซัพพลายแนวโน้มเป็นอย่างไร จัดหาได้ในช่วงไหนอย่างไร และสอบถามจำนวนที่จะเจรจาซื้อขายในปี 2565 รวมถึงทำความเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีนรูปแบบใหม่ๆ เช่น การกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส ซึ่งจะนำเอาข้อมูลที่ได้ไปหารือและมีการเจรจาเรื่องการจองวัคซีนต่อไป นอกจากนี้ อภ.ยังได้นำผลการวิจัยวัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตาย ที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์ ซึ่งผ่านการทดลองระยะที่ 1 ในมนุษย์แล้ว และกำลังทดลองผ่านระยะที่ 2 ในมนุษย์ มารายงานความก้าวหน้า ซึ่งเป็นที่น่ายินดีถ้าจะพัฒนาวัคซีนที่ผลิตเองในประเทศเองได้ ส่วนประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเดลตาและเบตา ต้องรอผลการศึกษาอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โสภณกล่าวว่า นอกจากประเทศญี่ปุ่นบริจาควัคซีนมาแล้วประมาณ 1.5 ล้านโดส มีอีก 2 ประเทศที่กำลังคุยอยู่ ซึ่งประเทศที่จะมาบริจาคได้ขอว่าให้เขาเป็นคนประกาศก่อนในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ และไอซีที ในคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ที่มีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.เป็นประธาน ได้พิจารณางบประมาณของกรมควบคุมโรค โดยระหว่างการประชุมตอนหนึ่ง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.ฝ่ายค้าน ได้สอบถาม นพ.โอภาสว่า เหตุใดกรมควบคุมโรคถึงจัดซื้อแต่วัคซีนซิโนแวค พร้อมทั้งขอให้เปิดเผยเอกสารสัญญาการจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า โดยนายยุทธพงศ์ระบุว่า จากหนังสือคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ของสภาพัฒนาการเศรษกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กำหนดให้นำงบประมาณ 6.1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเยียวยา ไปจัดหาวัคซีน โดยเห็นควรให้กรมควบคุมโรคพิจารณาจัดหาวัคซีน หนังสือดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ขณะนี้โควิด-19 กลายพันธุ์แล้ว ดังนั้นให้หาวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีอื่นที่สามารถป้องกันเชื้อโควิดกลายพันธุ์ได้ หรือแปลว่าไม่ให้ใช้ซิโนแวค แต่ให้ใช้ยี่ห้ออื่น ซึ่งในการชี้แจงก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่า ได้สอบถามไปยังองค์การเภสัชกรรมได้ความว่า มีแต่ซิโนแวค อย่างอื่นไม่มี อยากถามว่าทำไมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จึงจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มได้ หรือแม้แต่เอกชนก็ยังหาวัคซีนยี่ห้ออื่นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อถามย้ำอีกครั้ง อธิบดีกรมควบคุมโรคตอบใหม่ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองไม่ได้บอกว่าไม่ให้ซื้อซิโนแวค แต่กำหนดว่าให้จัดหายี่ห้ออื่นที่สามารถป้องกันการกลายพันธุ์ควบคู่ไปด้วย อีกเรื่องที่เป็นปัญหา ไม่รู้อะไรนักหนา คือสัญญาการจัดซื้อแอสตร้าฯ ตั้งแต่ในห้องประชุมใหญ่ของคณะ กมธ. จนถึงวันนี้ผ่านไป 5 วัน ก็ยังลับอยู่ ดังนั้นอธิบดีต้องเอามาให้ผม แอสตร้าเซนเนก้าจัดซื้อได้เท่าไหร่ต้องเปิดเผย&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โอภาสกล่าวว่า จากเอกสารของสภาพัฒน์ชัดเจนว่าให้จัดหาวัคซีนควบคู่กัน จำนวน 10.9 ล้านโดส กรมควบคุมโรคได้จัดหาและได้เจรจา และวันนี้ได้ลงนามกับไฟเซอร์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือแจ้งสภาพัฒน์เพื่อนำเงินกู้จำนวนดังกล่าวมาใช้ต่อไป ขอย้ำว่าควบคู่ไม่ได้แปลว่าไม่ให้ซื้อ การหาวัคซีนระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค.สำคัญมาก เพื่อจะได้ฉีดให้กับประชาชนอย่างรวดเร็ว เวลากรมควบคุมโรคจัดหาวัคซีน จะจัดหาจากผู้ผลิตและตัวแทนต่างๆ ซึ่งในไทยคือ อภ. โดยกรมควบคุมโรคได้มีหนังสือสอบถามไปว่ามีวัคซีนอะไรให้กับกรมควบคุมโรคบ้าง ซึ่ง อภ.แจ้งกลับมาว่ามีวัคซีนซิโนแวคให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจงเรียบร้อย นายสรวุฒิซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมอยู่นั้น ได้เชิญผู้สื่อข่าวออกจากห้องประชุมคณะอนุ กมธ.
เสนอหมอหนูย้ายอธิบดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายยุทธพงศ์แถลงว่า ที่ประชุมคณะอนุ กมธ.ได้ซักถามเรื่องวัคซีนว่าตกลงได้จัดซื้อวัคซีนจำนวนและราคาเท่าใด แต่ไม่ได้รับคำตอบ โดยปลัด สธ.ได้แต่ชี้แจงในภาพรวม เมื่อถามหาสัญญาซื้อขาย ปลัด สธ.ก็โยนไปให้อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และเมื่อทวงถามเอกสารจากนายวิเชียร ชวลิต รองประธาน กมธ. และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนายวิเชียรไม่ยอมให้ โดยอ้างว่าไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเอกสารดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมอยากได้หนังสือการสั่งซื้อแอสตร้าฯ ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ไม่ควรเป็นข้อมูลในชั้นความลับ เพราะเห็นว่าถ้า กมธ.ไม่สามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณของแผ่นดินก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ถ้าปล่อยให้ นพ.โอภา บริหารอย่างนี้ คนจะติดโรคและตายเป็นพันคนต่อวัน ดังนั้นผมจะรอสัญญาการจัดซื้อ แม้จะเลยเคอร์ฟิวก็จะรอ&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์กล่าว และว่า ขอเรียกร้องไปยังนายอนุทินให้เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมควบคุมโรค หากจะให้บริหารต่อไปเช่นนี้ไม่ได้ งบประมาณ 6.1 พันล้านบาท ไม่ใช่จำนวนน้อย และเป็นเงินกู้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การฉีดวัคซีนในต่างจังหวัดนั้น ที่ รพ.นครท่าฉลอม ต.ท่าฉลอม อ.เมืองสมุทรสาคร ได้มีการฉีดวัคซีนให้กับลูกเรือประมงทั้งคนไทยและต่างด้าว ขณะที่สำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น ได้ชี้แจงถึงกรณี อสม.ในเขต อ.น้ำพอง ได้รวมตัวกันประท้วงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนว่า คลี่คลายแล้ว โดยปัญหาเกิดขึ้นจากการสำรวจที่ผ่านมา ซึ่งจะเร่งฉีดเข็มแรกให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ก.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการแถลงการเปิดช่องทางการลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ผ่านแพลตฟอร์มช็อปในโครงการวัคซีนเพื่อชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกรณีการออกมาให้ข่าวของ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เกี่ยวกับดีลการเจรจาจัดหาวัคซีนทางเลือก 20 ล้านโดส ว่าอาจเป็นวัคซีนทิพย์เพื่อหวังผลสร้างกระแสความนิยมในหุ้นของบริษัทหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110490</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, นายสาธิต ปิตุเตชะ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6664191a8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สาธิต&#039;มั่นใจคุมคลัสเตอร์บางแคได้ ผ่อนคลายสงกรานต์ช่วยทำศก.กระเตื้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มี.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ถึงมาตรการลดวันกักตัวเหลือ 10 วัน ว่า คงต้องดูในที่ประชุมว่าจะมีมติอย่างไร และจะให้มีผลใช้เมื่อไหร่ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติได้มีมติแล้ว แต่ต้องมาผ่านที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ เพราะอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นกรณีที่มีความก้ำกึ่งของคลัสเตอร์ใหม่ และการผ่อนคลายมาตรการจะสามารถทำได้หรือไม่ วันนี้น่าจะเกี่ยวกับเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อกังวลในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายสาธิต กล่าวว่า แม้จะมีการเริ่มฉีดวัคซีนแล้วก็ต้องขอให้คงมาตรการเดิมไว้ และยังต้องระมัดระวัง เพราะไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะสามารถหยุดการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 หากสามารถควบคุมให้เกิดการแพร่ระบาดได้น้อยและฉีดวัคซีนไปด้วยจะสามารถจัดการได้เร็วกว่า ดังนั้น ยังต้องมีการควบคุมและป้องกันควบคู่ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากผ่อนคลายมาตรการช่วงสงกรานต์จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่ นายสาธิต กล่าวว่า เท่าที่ดูข้อมูลจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ ก็มีคนไปท่องเที่ยว หากเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่กระทบความเชื่อมั่นของคนเดินทาง สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อถามถึงคลัสเตอร์ที่ตลาดบางแค ที่พบผู้ติดเชื้อกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ จะสามารถควบคุมได้หรือไม่ นายสาธิต กล่าวว่า มีความพยายามควบคุมและตามหาผู้ติดเชื้อ หากเก็บได้ 100% จะไม่มีปัญหาอะไร ขณะนี้เก็บได้เกือบ 100% แล้ว ฉะนั้น หากตรวจเชิงรุกและฉีดวัคซีนควบคู่ตามไปด้วยจะยิ่งเป็นการเพิ่มมาตรการ หากไล่หลังทันภายใน 14 วัน จะสามารถควบคุมได้ กรณีที่มีการกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ เช่น สงขลา และมุกดาหาร ทางทีมจังหวัดก็สามารถควบคุมได้ ตนมั่นใจว่า เราสามารถตามเก็บผู้ติดเชื้อที่กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96561</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัสเตอร์บางแค, นายสาธิต ปิตุเตชะ, ศบค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_605419207c155.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อสม.&#039;เตรียมเฮ&#039;สธ.&#039;เตรียมเพิ่มเงินฌาปนกิจเกือบ4แสนบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2563 - &amp;nbsp;นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สธ.อยู่ระหว่างการดำเนินการเพิ่มสิทธิ์หลักประกันด้านฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับครอบครัวของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หาก อสม.คนหนึ่งเสียชีวิตทายาทจะได้เงินเกือบ 400,000 บาท และหากเจ็บป่วยจะได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ และใช้ห้องพิเศษโดยไม่ต้องจ่ายเงินส่วนเกินในส่วนของค่าอาหารและค่าห้อง ส่วนเงินสร้างขวัญกำลังใจรัฐบาลได้อนุมัติเงินให้ไปแล้วเป็นเวลา 10 เดือน ซึ่งยังเหลืออีก 9 เดือน ตามที่นายกรัฐมนตรีรับปากไว้ กำลังรอสัญญาณดูว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เมื่อไหร่ ทั้งนี้ สธ.อยากขอให้รัฐบาลอนุมัติเพิ่มเงินช่วยเหลือ อสม.เป็นเดือนละ 1,500 บาทตลอดไป เนื่องจาก อสม.ถูกหักเงินบางส่วนไปจ่ายค่าฌาปนกิจเดือนละประมาณ 200 บาท หากรัฐบาลช่วยได้ตรงนี้จะถือเป็นสวัสดิการได้อย่างที่ อสม.ไม่ต้องเป็นกังวลครอบครัวของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้พยายามรณรงค์ให้ อสม.ยึดมั่นหลักการ อุดมการณ์ จิตอาสา หมายถึงการเข้ามาทำงานตั้งแต่เริ่มต้นโดยไม่หวังผลตอบแทน ฉะนั้นขอให้ยืนหลักตรงนี้ไว้ เพราะเป็นแบรนด์สำคัญซึ่งประเทศไทยมีจิตอาสาจำนวน 1.5 ล้านคน ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประเทศอื่นไม่มีแบบนี้&amp;rdquo;รมช.สาธารณสุขกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84213</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฌาปนกิจ, นายสาธิต ปิตุเตชะ, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, สธ., อสม., อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f99105fd83b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สาธิต&#039;มั่นใจไม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญเชือดปมถือหุ้นสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.2563 - นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเป็น 1 ใน 64 ส.ส.ที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมวินิจฉัยการถือหุ้นสื่อที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญในช่วงเย็น ว่า มั่นใจว่านไม่มีความผิด &amp;nbsp;เนื่องจากองค์ประกอบของกฎหมายพบว่าตนเองไม่ได้ถือหุ้นสื่อ และไม่ได้ถือหุ้นสื่อในช่วงรับตำแหน่ง ซึ่ง 2 บริษัทของตนก็ไม่ได้ถือหุ้นในลักษณะที่เป็นข้อต้องห้ามนิยามของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าได้ชี้แจงเรื่องนี้ในที่ประชุม ครม.ให้เกิดความสบายใจหรือไม่ นายสาธิต กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และคดีนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญไปหมดเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าเมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้วมั่นใจว่าไม่ได้ถือหุ้นสื่อ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82052</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสาธิต ปิตุเตชะ, พรรคประชาธิปัตย์, ศาลรัฐธรรมนูญ, ส.ส.ระยอง, สาธารณสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f99105fd83b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาซ้ำรอย!&#039;สาธิต&#039;รุดหารือกลุ่มเคลื่อนไหวในระยองก่อนประชุมครม.สัญจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์​ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ​ ครม. สัญจร ที่​ จ.ระยอง และจ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค. ว่า เจ้าหน้าที่ดูแลเต็มที่อยู่แล้ว​ โดยเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ทางจังหวัดระยองได้ลงไปเตรียมการในเรื่องสถานที่ต่างๆ ส่วนเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ตนได้พยายามไปหารือกับบุคคลที่คาดการณ์ว่าจะมาเคลื่อนไหว แต่อย่างไรก็ตาม​ ก็เป็นไปตามสิทธิเสรีภาพที่จะมาแสดงออก แต่ขอให้อยู่ในความสงบและเรียบร้อย เราไปในพื้นที่ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด​ ดังนั้น​ จึงพยายามพูดคุยทำความเข้าใจกัน​ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มีความมั่นใจว่าราบรื่นด้วยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มบุคคลที่จะเคลื่อนไหวหรือไม่ นายสาธิต กล่าวว่า เป็นการคาดการณ์ และให้ทางจังหวัดไปทำความเข้าใจ อาจจะมีความเคลื่อนไหวของทีมผู้สมัครในระดับท้องถิ่นที่ประกาศตัวว่าจะลงสมัคร แต่คงไม่มีอะไรมาก ส่วนจะมีกลุ่มนักเรียน นักศึกษาเคลื่อนไหวด้วยหรือไม่นั้น ตนคาดว่าจากส่วนกลางคงไม่มี เพียงแต่ในวันที่ 23 ส.ค. จะมีกิจกรรมของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ซึ่งได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ที่จะจัดขึ้นในพื้นที่ตำบลบ้านเพ อ.เมืองระยอง โดยนายธนาธร จะไปทำกิจกรรม ซึ่งมีการแจ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว มั่นใจว่าไม่มีอะไร ส่วนเรื่องการเตรียมสถานที่และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายความมั่นคงดูแลเต็มที่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75104</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเยาวชนปลดแอก, ครม.สัญจร, ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ, นายสาธิต ปิตุเตชะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3f3bd31fc08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2020 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2020 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สาธิต’แนะนักศึกษาชุมนุมต้องรักษาระยะห่างป้องกันโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.63-นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมช.สธ.) กล่าวถึงการร่วมกลุ่มชุมนุมของนักศึกษาที่ผ่านมาจะเป็นการเสี่ยงต่อโรควิด-19หรือไม่ว่า มีความกังวลในกรณีที่มีการชุมนุมจะมีการรวมกันเป็นจำนวนมาก แต่มาตรการการที่ต้องดำเนินการ คือ ต้องรักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ และมีการคัดกรองรวมถึงทำความสะอาดสถานที่เป็นประจำ ขณะที่การดูแลป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ถือว่ามีความสบายใจได้ระดับหนึ่ง เพราะเราติดเชื้อเป็นศูนย์ในประเทศมาประมาณ 50 กว่าวันแล้ว แต่หากมีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการหลงเหลืออยู่ ก็จะต้องป้องกันตามมาตรการดังกล่าว ตนขอฝากไปยังคนไทยทั้งประเทศ เรายังต้องมีการป้องกันไปจนกว่าจะมีวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การชุมนุมของนักศึกษา ผมได้สั่งกรมการแพทย์ ร่วมมือกับศูนย์นเรนทร โรงพยาบาลวชิระ และโรงพยาบาลกลาง ไปประจำยังพื้นที่ชุมนุม และให้ดูแลความปลอดภัยสุขภาพ จนมีการยุติชุมนุมเมื่อตอนเที่ยงคืนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ถ้าทำตามหลักการรักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ ก็สามารถชุมนุมแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องยึดตามกฎหมาย เป็นการชุมนุมโดยชอบหรือไม่อย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71900</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นักศึกษาชุมนุม, นายสาธิต ปิตุเตชะ, มาตรการเว้นระยะห่าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e85a3e7e3388.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
