<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยผลการดำเนินงานโครงการสร้างมูลค่าจากไร่นาฯ ตอบโจทย์ช่วยลดปัญหาการเผาและรักษาสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลการดำเนินงานโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ช่วยเกษตรกรรู้รักสามัคคี ทำเกษตรแบบลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปัญหาการเผาและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำ &amp;ldquo;โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพุทธศักราช 2562 โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 &amp;ndash; เดือนพฤษภาคม 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการเศษวัสดุการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่และชุมชน ลดการเผา ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศ รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตและพลังงานชีวมวล พร้อมจัดอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร จำนวน 26,460 ราย ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ 882 แห่ง ร่วมกับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ซึ่งมีผู้นำเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ความคืบหน้าการดำเนินงานขณะนี้ (เดือนสิงหาคม 2562) ได้จัดประชุมชี้แจงและประชาสัมพันธ์โครงการฯ ใน ศพก. และ ศดปช.ครบแล้วทั้ง 882 ศูนย์ คิดเป็น 100% สำหรับการอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร ครั้งที่ 1 เป็นการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการของชุมชน และจัดทำแผน ดำเนินการไปแล้วกว่า 65% ครั้งที่ 2 เน้นให้ความรู้และดำเนินการตามแผน ดำเนินการแล้วประมาณ 60% โดยกิจกรรมที่ดำเนินการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดมูลค่ามีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การจัดทำฐานเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยจัดทำกองปุ๋ยหมัก ณ ศพก. และ ศดปช. หรือศูนย์เครือข่าย จำนวน 1,533 จุด ได้ปริมาณปุ๋ย 5,729 ตัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. การจัดการเศษวัสดุการเกษตร จำนวน 708 จุด เช่น การจัดทำปุ๋ยหมัก ได้แก่ การไถกลบตอซัง การผลิตปุ๋ยหมัก การผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง การทำน้ำหมักชีวภาพ จำนวน 579 จุด การผลิตเป็นอาหารสัตว์ ได้แก่ ฟางข้าวอัดก้อน จำนวน 21 จุด ใช้เป็นวัสดุสำหรับการเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ วัสดุเพาะเห็ด และวัสดุปลูกพืช จำนวน 90 จุด ใช้เป็นวัสดุสำหรับแปรรูป หัตถกรรม และอุตสาหกรรม ได้แก่ วัสดุโครงสร้างโต๊ะ เก้าอี้ กระดาษใยสับปะรด ไม้กวาดทางมะพร้าว และกระดาษฟางข้าว จำนวน 6 จุด และใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้แก่ เตาเผาถ่านไบโอชาร์ไร้ควัน จำนวน 12 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. การเชื่อมโยงตลาดในการจัดซื้อวัสดุการเกษตร ชนิดของวัสดุการเกษตรที่รับซื้อ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ปุ๋ยหมัก ดำเนินการ 2 จุด ปริมาณ 10 ตัน ราคา 20,000 บาท มีศูนย์ข้าวชุมชนเป็นผู้รับซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ดินปลูก ดำเนินการ 1 จุด ปริมาณ 4 ตัน ราคา 10,000 บาท มีร้านขายต้นไม้เป็นผู้รับซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ปุ๋ยคอก ดำเนินการ 1 จุด ปริมาณ 2.25 ตัน ราคา 1,250 บาท มีเกษตรกรผู้ปลูกผักเป็นผู้รับซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานโครงการฯ จนกระทั่งสิ้นสุดระยะเวลา กรมส่งเสริมการเกษตรมั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น จากการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตรซึ่งสร้างปัญหาหมอกควัน มลพิษทางอากาศ ก่อให้เกิดผลดีใน 5 ด้าน ได้แก่ อากาศดี ดินดี รายได้ดี&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมดี และมีสุขภาพดี ถือเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในไร่นาของตนเอง สามารถลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ และเมื่อชุมชนได้มีส่วนร่วมดำเนินการกิจกรรมร่วมกันจะก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน นับเป็นกิจกรรมการทำความดีด้วยหัวใจ เพื่อร่วมกันเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวายแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44561</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสำราญ สาราบรรณ์, สิ่งแวดล้อม, ส่งเสริมการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190829/image_big_5d677c40ac022.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ลุงเจตน์  จิตรธรรม” เกษตรกรต้นแบบ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ปลูกพืชผสมผสาน มีรายได้ตลอดปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;คุณลุงเจตน์ และคุณป้าปัทมาลักษณ์&amp;nbsp; จิตรธรรม สองสามีภรรยา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จากอดีตประกอบอาชีพอื่น และมองเห็นว่าอาชีพเกษตร สามารถทำให้เลี้ยงตัวเองได้ จึงกลับมาบ้าน เริ่มต้นทำเกษตรกร เมื่อปี 2550 แบบค่อยเป็นค่อยไป บนพื้นที่ 16 ไร่ แบ่งเป็น ปาล์มน้ำมัน ข้าว มะพร้าวน้ำหอม ทุเรียนหมอนทอง พริกไทยดำ นอกจากนี้ยังเลี้ยงสัตว์ ทั้ง ไก่ไข่ ไก่เบตง ไก่บ้าน เป็ดเทศ และเลี้ยงปลา อีกด้วย อาศัยความรู้เวลาเจ้าหน้าที่เกษตรมาอบรม ก็ได้นำผลผลิตบางส่วนแปรรูป เพิ่มมูลค่า คิดสูตรน้ำพริก รวมถึงทำปลาส้ม ปลาแดดเดียวไว้จำหน่าย สร้างรายได้ ตลอดปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ลุงเจตน์ เล่าให้ฟังว่า &amp;ldquo;ก่อนอื่นต้องศึกษาตลาด ทำอย่างไรคนในหมู่บ้านจะซื้อสินค้าเรา และมีอะไรบ้างที่เรากิน เราก็ปลูกอันนั้น ลดรายจ่าย ที่สำคัญต้องทำบัญชีจะได้รู้ว่าสิ่งที่ทำเราได้กำไร หรือเราขาดทุน ถ้าขาดทุน เราก็เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นที่มันได้กำไร แนวคิดง่ายๆ แต่ทำได้จริง&amp;rdquo; ลุงเจตน์การันตี จากความสำเร็จที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่มีหนี้สิน ซึ่งในระยะเวลา 2 ปี สามารถสร้างรายได้กว่า 3 แสนบาท และนี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เนื่องจากเป็นพื้นที่พิเศษด้านเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และอาชีพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์&amp;nbsp; อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีโอกาสในการศึกษาและการประกอบอาชีพที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายสำคัญที่ต้องการให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดีขึ้น มีความสุข มี รายได้ที่ดี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหนึ่งในขณะคณะขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ จึงได้น้อมนำแนวทางพระราชทาน &amp;ldquo;เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา&amp;rdquo; และศาสตร์ของพระราชา &amp;ldquo;หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rdquo; มาเป็นแนวทางในการจัดทำโครงการและกิจกรรม บนฐานของความต้องการของประชาชนและศักยภาพของพื้นที่เป็นสำคัญเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรมีแหล่งอาหารในชุมชน มีเกษตรกรต้นแบบ และมีความภูมิใจในอาชีพการเกษตรเหมือนเช่น คุณลุงเจตน์ และคุณป้าปัทมาลักษณ์&amp;nbsp; จิตรธรรม สองสามีภรรยา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่มีความสุข และมีความภูมิใจในการประกอบอาชีพทางการเฏษตร มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ และมีสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ คอยสนับสนุนกิจกรรมทุกด้าน ทั้งด้านการให้ความรู้และทักษะ รวมทั้งการแปรรูปผลิตภัณฑ์แนะนำให้มีการรวมกลุ่มเป็นแม่บ้านเกษตรกร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับ ปี พ.ศ. 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร ยังดำเนินการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งเป้าไว้ จำนวน 7,670 ราย โดยได้ย้ำให้กับเจ้าหน้าที่เกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ให้กำหนดเป้าหมายชัดเจนในการขับเคลื่อน เพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเชื่อมโยงและสนับสนุนการดำเนินงาน&amp;nbsp; บูรณาการทุกหน่วยงาน ให้มีความสอดคล้องเพื่อเป้าหมายเดียวกัน รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างเกษตรกรต้นแบบ เพื่อขยายผลองค์ความรู้ และวิชาการที่ถูกต้องเหมาะสม ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่&amp;nbsp; ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ จะสามารถปรับวิธีการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่ ลดรายจ่ายในครัวเรือน เพิ่มรายได้ และมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43331</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, นราธิวาส, นายสำราญ  สาราบรรณ์, ลุงเจตน์  จิตรธรรม, อาชีพเกษตร, เกษตรกรต้นแบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d52264e24cac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 16:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งเป้า ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นหน่วยอารักขาพืชในพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ส่วนใหญ่ปัญหาในการจัดการศัตรูพืชของเกษตรกร จะพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก การควบคุมศัตรูพืช อาศัยประสบการณ์และความเคยชิน ขาดความรู้ด้านวิชาการเป็นอย่างมาก จึงทำให้การผลิตพืชขาดทั้งปริมาณ คุณภาพ และระบบนิเวศถูกทำลาย &amp;nbsp;กรมส่งเสริมการเกษตร จึงวางเป้าหมายให้จัดตั้ง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เน้นการพัฒนาเกษตรกรและชุมชน ให้สามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างครบวงจร โดยเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ชุมชนและหน่วยงานราชการ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อทำให้เกษตรกร ชุมชน มีความเข้มแข็งในอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาสารเคมี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรใช้ ศจช. เป็นกลไกและ เครือข่ายของการจัดการศัตรูพืช เป็นศูนย์เครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบัน ศจช. ทั้งหมด 1,764 แห่ง อำเภอละ 2 แห่ง ทั่วประเทศ ปัจจุบัน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ในปัจจุบันใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม &amp;nbsp;ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร คือการเรียนรู้ควบคู่กับการปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง อย่างครบวงจรและยั่งยืน โดยให้เกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการระบาดศัตรูพืชแก่เกษตรกร และเป็นจุดในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการระบาดของศัตรูพืช &amp;nbsp;รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของเกษตรกรในการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีด้านการจัดการ ศัตรูพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อช่วยแก้ปัญหาการระบาดของศัตรูพืช และลดการใช้สารเคมี ในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายทวีพงศ์&amp;nbsp; สุวรรณโร&amp;nbsp; ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตั้งเป้าให้ ศจช.ทุกแห่ง จัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการศัตรูพืชอย่างเหมาะสมตามสภาพพื้นที่ รวมถึงการจัดระดับชั้นของ ศจช. เพื่อวางแผนพัฒนาและปรับปรุงให้เหมาะสม ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับ ศจช. ตำบลบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์และการทำงานร่วมกันของชุมชน ที่ร่วมกันวางแผน ป้องกัน จัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมะพร้าวและมันสำปะหลัง และมีการอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกัน กำจัดศัตรูมะพร้าวแก่สมาชิกและเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ขยายออกไป โดยมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอศรีราชา สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ และติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น การผลิตขยายแตนเบียนบราคอน การตัดทางใบลงมาเผาทำลาย ฯ&amp;nbsp; ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถลดการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวลงได้อย่างชัดเจน จึงทำให้สมาชิกเห็นความสำคัญในการดำเนินงานและเข้ามาร่วมวางแผนกันอย่างต่อเนื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39534</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, นายสำราญ  สาราบรรณ์, ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.), สารเคมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d134109b8289.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมส่งเสริมการเกษตร เผยแนวทางการดูแลลิ้นจี่และลำไยภาคเหนือในช่วงฝนแล้ง/ฝนทิ้งช่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ผลผลิตผลไม้ภาคเหนือปีการผลิต 2562 ได้แก่ ลิ้นจี่และลำไย พบว่า ปริมาณผลผลิตลิ้นจี่จะมีจำนวน 26,278 ตัน โดยจะออกมาก (Peak) ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และปริมาณผลผลิตลำไยมีจำนวน 624,321 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู 341,028 ตัน และลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน โดยลำไยในฤดูจะออกมาก (Peak) ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติร้อยละ 10 &amp;ndash; 20 ซึ่งอาจทำให้ส่งผลกระทบกับลิ้นจี่และลำไยของภาคเหนือได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้น เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยให้สอดคล้องตามข้อมูลประมาณการผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือออกให้คำแนะนำพร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติของเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยในช่วงสภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงโดยเร่งด่วน ดังนี้ การผลิตลิ้นจี่ เน้นส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ &amp;ldquo;พัฒนาลิ้นจี่คุณภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยใช้เทคโนโลยีการห่อช่อผลในช่วงผลเริ่มติดสี หรือก่อนเก็บเกี่ยว 45 วัน เพื่อลดเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้วผลรวมทั้งควรเก็บผลผลิตในระยะผลแก่ (หลังดอกบานประมาณ 4 เดือน) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งปีนี้ลิ้นจี่มีปริมาณผลผลิตลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศและอุณหภูมิไม่เอื้ออำนวยต่อการติดดอกออกผล รวมทั้งเนื้อที่ให้ผลลดลงสาเหตุจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน ฉะนั้น คาดว่าลิ้นจี่จะไม่มีปัญหาด้านราคา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับ การผลิตลำไย จะส่งผลกระทบทำให้การตอบสนองของต้นลำไยลดลง ลำไยจะมีการพัฒนาของดอกและผลเปลี่ยนแปลง ทำให้ออกดอกหลายรุ่น และติดผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อฝนตกปริมาณน้อยและล่าช้ากว่าปกติลำไยได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะทำให้การพัฒนาของผลไม่เต็มที่ ผลมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ผลแตก และเสียหายได้ แนวทางเน้นการส่งเสริม &amp;ldquo;ผลิตลำไยคุณภาพ&amp;rdquo; รวมทั้งให้เกษตรกรตระหนักและเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดย 1. แจ้งเตือนและให้คำแนะนำเกษตรกรปรับตัว เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตและปฏิบัติดูแลจัดการสวนลำไยอย่างถูกต้องและเหมาะสมในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงที่อาจจะเกิดขึ้น 2. ประเมินสถานการณ์การติดผล และตัดแต่งช่อผล เพื่อเพิ่มขนาดผลลำไย (เพิ่มสัดส่วนเกรด) ขนาดผลให้มีความสม่ำเสมอ และอายุการเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น หลักการตัดแต่งช่อผลที่สำคัญ ได้แก่ ต้นที่ควรตัดแต่งช่อผล คือ ต้นลำไยที่ติดดก ติดทั้งต้นหรือแต่ลำช่อมีจำนวนผลมากกว่า 60 ผลต่อช่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระยะเวลาที่เหมาะสมควรตัดแต่งช่อผลในช่วงที่ผลมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง หรือไม่เกินขนาดมะเขือพวง โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร วิธีการตัดแต่งช่อผลทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1) เลือกตัดแต่งทุกช่อ โดยตัดปลายช่อลำไยทิ้งร้อยละ 50 ของช่อผล หรือเหลือผลไว้ประมาณ 60 ผลต่อช่อ 2) เลือกตัดทิ้งทั้งช่อ โดยเลือกตัดช่อที่ไม่สมบูรณ์หรือมีมากทิ้ง ทั้งนี้ สามารถใช้วิธีการตัดแต่งช่อผลแบบผสมผสานได้ทั้ง 2 รูปแบบ 3. ใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นลำไย เพื่อป้องกันหรือการระเหยของน้ำจากผิวดินในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง รวมทั้งช่วยทำให้อุณหภูมิในดินไม่สูงหรือต่ำเกินไปในช่วงกลางวันและกลางคืน ตลอดจนเป็นการควบคุมวัชพืชต่าง ๆ ไม่ให้งอก และเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดิน ซึ่งวิธีการให้ใช้วัสดุคลุมโคนต้น เช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง โดยคลุมให้หนาประมาณ 8 &amp;ndash; 10 เซนติเมตร จากโคนต้นไปยังชายทรงพุ่ม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, นายสำราญ สาราบรรณ์, ผลไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cda3dc76afa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2019 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2019 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำ โครงการข้าวโพดหลังนา เกษตรกรขายตามจุดสหกรณ์ ได้กำไรชัวร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่มีกระแสข่าวว่า เกษตรกรบางแห่งไม่สามารถขายข้าวโพด ได้ราคาตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศไปนั้น จากการสำรวจ พบว่าพื้นที่หลายแห่ง ที่เกษตรกรไปจำหน่าย ไม่ได้เป็นจุดรับซื้อข้าวโพดของสหกรณ์ตามโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ขอย้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ทุกพื้นที่ว่าให้ตรวจสอบแหล่งรับซื้อ ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ทุกแห่ง ซึ่งจะมีรายชื่อของสหกรณ์ที่รับซื้อ กำหนดไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทุกพื้นที่ นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังมีระบบตรวจสอบ เว็บ corn service เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่า การจะไม่มีการนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตอื่น มาลักลอบจำหน่ายยังจุดสหกรณ์ ที่เปิดเป็นจุดจำหน่ายแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่าง เช่นในพื้นที่ อ.ภูซาง จ. พะเยา จุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่โครงการฯ กำหนดไว้ ได้แก่ สหกรณ์นิคมเชียงคำ จำกัดโดยมีสหกรณ์การเกษตรบ้านร่องส้าน จำกัด ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกัน รองรับผลผลิตและส่งจำหน่ายต่อ ซึ่งราคาเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 62 ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหกรณ์ ตามโครงการฯ โดยไม่วัดความชื้น จำหน่ายแบบเหมาราคา อยู่ที่&amp;nbsp; กิโลกรัมละ 5.20 - 5.40 บาท ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ สามารถผลิตได้ 1,200-1,500 กก.ต่อไร่ และมีรายได้จากการขายข้าวโพด เฉลี่ยไร่ละประมาณ 6,890 บาท ต้นทุนการผลิตต่อไร่ประมาณ 4,550 บาทต่อไร่&amp;nbsp; เกษตรกรก็ยังมีกำไรจากการผลิตต่อไร่ประมาณ 2,340 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้ย้ำให้ ทุกพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการประกาศจุดรับซื้อ ของสหกรณ์ แต่ละพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงจุดจำหน่ายได้ และขายได้ในราคาที่เกษตรกรพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35077</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ  สาราบรรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190505/image_big_5cce878902bd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังนา กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจเกษตรกรพอใจราคา ย้ำเกษตรจังหวัดทุกพื้นที่ ห้ามเผาตอซังข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยว พร้อมแนะวิธีที่ถูกต้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์&amp;nbsp; อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่ได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการปลูกเป็นต้นมา&amp;nbsp; ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต พบว่า เกษตรกรในหลายพื้นที่จะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เป็นต้นไป โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงกลางเดือนเมษายนและไปสิ้นสุดประมาณปลายเดือนพฤษภาคม สำหรับการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น จะใช้กลไกตามที่กำหนดไว้ คือ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปขายได้ที่สหกรณ์การเกษตร หรือจุดรับซื้อของภาคเอกชนในพื้นที่ ทั้งนี้เกษตรกรสามารถเลือกสถานที่ขายได้หากได้ราคาเป็นที่น่าพอใจ สำหรับราคาจะขึ้นอยู่กับความชื้นเป็นสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดในพื้นที่ (ประมาณ ปลาย มี.ค. 62) ความชื้น 30% กิโลกรัมละ 6.44 บาท&amp;nbsp; และ ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 8.52 บาท เนื่องจากได้กำไรมากกว่าการทำนาปรัง เช่น ใน จ.กำแพงเพชร มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฯ จำนวน 10 ราย รวมกลุ่มกันขายผลผลิต 50 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 6.80 บาท ที่ความชื้น 28% มูลค่ารวม 340,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ แนะนำเกษตรกร ไม่เผาตอซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวในพื้นที่เกษตร ให้ไถกลบเพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินและปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะกับการเพาะปลูกข้าวในฤดูถัดไปโดยเฉพาะ 37 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และให้เกษตรกรเฝ้าติดตามสภาพอากาศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เนื่องจากหลายพื้นที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนอาจส่งผลให้ข้าวโพดมีความชื้นมากขึ้นและต้นข้าวโพดหักล้ม แต่หากเก็บเกี่ยวในวันที่แดดจัดจะเป็นการลดความชื้นไปในตัว ทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัดอายุ 120 วันขึ้นไปแต่ไม่ควรเกิน 130 วัน เป็นระยะที่ข้าวโพดมีความสมบูรณ์และแข็งแรงสูงสุด หลังจากจากนั้นคุณภาพจะลดลง ปัจจุบันจะเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักร ต้น ใบ หรือตอซังจะถูกเครื่องจักร ตี ปั่นละเอียดลงสู่พื้นดินในแปลงนา เมื่อไถกลบอีกครั้งจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ข้าวที่จะปลูกในฤดูถัดไป นอกจากนี้ยังช่วยในการปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33958</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ  สาราบรรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb93d11ddae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้าวโพดหลังนาทยอยเก็บผลผลิต สร้างกำไรงามแก่เกษตรกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายเดือนมีนาคมแล้ว คาดว่าจะได้ผลผลิตดี สร้างกำไรงามให้แก่เกษตรกรผู้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ลดปริมาณการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุประมาณ 120 วัน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาในช่วงฤดูแล้ง เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความชัดเจนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ สนับสนุนมาตรการจูงใจให้กับเกษตรกรในการลดรอบการปลูกข้าว อันเป็นการสร้างสมดุลอุปสงค์ อุปทาน เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ทำการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยตอนนี้ ในบางพื้นที่ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว คาดว่าจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นต้นเดือนพฤษภาคม 2562&amp;nbsp; และเพื่อให้การขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีคุณภาพ ได้ราคาดี จึงจำเป็นต้องมีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยกรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่จัดแห้งสนิท ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้แรงงานคนและเครื่องจักร พร้อมทั้งควรระวังและหลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวในขณะที่ฝนตกหรือหลังฝนตกทันที เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง หากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้น อาจทำให้เกิดเชื้อราและมีการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในด้านการตลาด จากการวางแผนก่อนการผลิตเพื่อหาตลาดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใกล้พื้นที่การเกษตรของเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรประสานงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดตั้งจุดรับซื้อ 262 แห่ง และสำหรับพื้นที่ไม่มีสหกรณ์ ได้ประสานหน่วยงานภาคเอกชนตั้งจุดรับซื้อแล้ว 32 จุด ทำให้เกษตรกรมีแหล่งขายผลผลิตที่แน่ชัด ไม่ไกลจากแปลงปลูก ป้องกันปัญหาที่เกษตรกรจะหาแหล่งขายไม่ได้ หรือต้องขนไปขายข้ามจังหวัด จึงช่วยลดต้นทุนค่าเดินทางให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลตอบรับของเกษตรกรที่นำผลผลิตออกจำหน่ายแล้วโดยตรง พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อโครงการฯ เพราะขายได้กำไรดีกว่าข้าวนาปรัง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ให้ผลผลิตเกิน 1,000 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ในราคา 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้นที่ 14.5% เกษตรกรก็จะมีรายได้ประมาณ 8,000 กว่าบาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ไม่เกิน 5,000 ต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อเทียบแล้วรายได้และกำไรที่เกษตรกรจะได้รับมากกว่าการทำนาปรังอย่างน้อยประมาณ 3,000 บาทต่อไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนา ทั้งลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง การใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มทุน และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพจากราคาข้าว รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชอื่นตามความต้องการของตลาดได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32515</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ สาราบรรณ์, พลังประชารัฐ, ส่งเสริมการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dd3fb3ca28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
