<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุพัฒนพงษ์’ย้ำจัดเคาต์ดาวน์ปีใหม่ที่’ภูเก็ต’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าเปิดประเทศ ว่าทุกภาคส่วนต้องมาหารือพูดคุยกัน โดยเฉพาะประชาชนต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ยืนยันการออกแถลงการณ์เปิดประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไม่มีอะไรที่จะต้องงุนงง เพราะมีแผนการ และขั้นตอนรองรับ ที่สำคัญจะใช้ภูเก็ตโมเดลเป็นต้นแบบดำเนินการ แล้วนำมาเชื่อมโยงกัน จึงเชื่อว่าการดำเนินการต่างๆ จะรวดเร็วขึ้น เมื่อถึงเวลาหนึ่งรัฐบาลพร้อมให้ความสนับสนุนและชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน หากมีความกังวลเรื่องการฉีดวัคซีนที่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งจะต้องมีมาตรการต่างๆมารองรับอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลตั้งเป้าเรื่องการเปิดประเทศไว้ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องไปทำการบ้านตามสิ่งที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ โดยจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะรัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเพิ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำในการเดินทางเข้าประเทศไทย นอกจาก 10 ประเทศ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณา การประชุม ศบค. ชุดใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ จะมีความคืบหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการจัดกิจกรรมเคาต์ดาวน์ปีใหม่ครั้งนี้จัดได้หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้เตรียมการไว้ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จะสามารถจัดกิจกรรมเคาต์ดาวน์ในช่วงปีใหม่ได้ และหากพื้นที่ไหนมีความพร้อมก็สามารถเสนอขึ้นมาได้ เนื่องจากภาคเอกชนไทยมีศักยภาพ ที่สำคัญ คือทุกฝ่ายต้องหารือกัน เพราะต้องเดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่กับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า มั่นใจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะฟื้นตัวขึ้น โดยต้องจับตาไปที่ตัวเลขไตรมาส 3 ก่อนว่าติดลบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะส่งผลต่อไตรมาสสุดท้ายว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ยืนยันรัฐบาลนี้มีความพร้อมและจะทำให้ดีที่สุดแม้ขณะนี้จะมีปัญหาเรื่องของพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และกำลังหาวิธีเข้าไปดูแลควบคุมราคาไม่ให้กระทบประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119611</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_61665873bea21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BAFS-OR ผนึกกำลังจัดตั้ง GAA ลุย ให้บริการระบบน้ำมันสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่าง กระทรวงการคลังโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กิจการร่วมค้าของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)&amp;nbsp; เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและวิถีการดำรงชีวิตและการทำงาน รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับระบบบริหารจัดการทางด้านสาธารณสุข และการผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ยังคงดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกนั้น&amp;nbsp; เป็นโครงการร่วมลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ EEC เพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในสนามบินก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของสนามบิน จำเป็นต้องมีการคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน&amp;nbsp; และในวันนี้ สกพอ. ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจนประสบความสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนา EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการค้าและการลงทุนให้แก่นักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดย สกพอ. ร่วมกับกองทัพเรือ ได้คัดเลือกเอกชนเพื่อเข้าร่วมพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งในส่วนของงานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยได้คัดเลือก &amp;ldquo;กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์&amp;rdquo; เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบาฟส์ (BAFS) เปิดเผยว่า BAFS เป็นผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศ การจัดตั้งบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ร่วมกับ OR ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และเป็นก้าวสำคัญในการรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ ECC และประเทศไทยต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) เปิดเผยว่า OR ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน Flagship ของกลุ่ม ปตท. และเป็นผู้นำด้านพลังงาน OR ให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมการบิน การร่วมมือกับ BAFS ในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า คือ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ถือเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานภายในสนามบินอู่ตะเภา สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานานชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กล่าวว่า GAA พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม ด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการและการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและธุรกิจด้านพลังงาน มามากกว่า 30 ปี โดย BAFS และ OR จะสนับสนุนให้ GAA มีศักยภาพ ด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการและการให้บริการณสนามบินอู่ตะเภามีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้าน้ำมันเสรีแบบ Open Access ดูแลระบบท่อส่งน้ำมันใต้ลานจอด และในทุกกระบวนการตามขั้นตอนและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GAA จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ด้วยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท โดย BAFS ถือหุ้น 55% และ OR ถือหุ้น 45% สำหรับโครงการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนเริ่มแรกประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่ง GAA จะจัดเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ส่งเสริมศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114377</URL_LINK>
                <HASHTAG>BAFS, EEC, GAA, OR, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, กองทัพเรือ, กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์”, นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์, นายคณิศ แสงสุพรรณ, นายประกอบเกียรติ นินนาท, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด, บาฟส์, พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ, ระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน, สกพอ., สนามบินอู่ตะเภา, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล, เมืองการบินภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b14995f76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC และ Cargill ตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก  สนับสนุนโมเดล BCG Economy สร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;10 สิงหาคม 2564 : กรุงเทพมหานคร - บริษัท GC International Corporation บริษัทย่อยของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน (GC) และ บริษัท Cargill Incorporated (Cargill) ในฐานะผู้ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 50 ในบริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks) ประกาศเดินหน้าสร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย ตอบสนองความต้องการใช้วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก ภายหลังได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมแสดงความยินดีผ่านระบบเสมือนจริง ซึ่งโครงการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ตามเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยและผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งของโลก มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างสมดุลและการเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยขับเคลื่อนบนกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ในวันนี้ GC และ Cargill ในฐานะผู้ถือหุ้นของ NatureWorks ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA อันดับหนึ่งของโลก พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม หลังจากที่ BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้กับ NatureWorks &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่นี้ ใช้เทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพอันดับหนึ่งของโลกและใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ &amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยขยายฐานพันธมิตรในตลาด Bio-Polymer รวมถึงการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้วัสดุที่ยั่งยืน โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยโรงงานจะตั้งอยู่ที่นครสวรรค์ไบโอ&amp;nbsp; คอมเพล็กซ์ (NBC) จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโครงการแห่งแรกของประเทศไทยที่สอดคล้องกับโมเดล BCG Economy ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ในเวทีโลก และสนับสนุนให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นางสาว คอลลีน เมย์ President บริษัท Cargill&amp;rsquo;s Bioindustrial Group กล่าวว่า &amp;quot;คาร์กิลรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ก้าวไปข้างหน้าร่วมกับ GC เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของ NatureWorks ด้วยการสร้างฐานการผลิตแห่งที่ 2 ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำที่สำคัญถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ยั่งยืนสำหรับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพทั่วโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานพลาสติกชีวภาพโพลีแลคติก แอซิด (Polylactic Acid : PLA) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; แห่งที่ 2 ภายใต้ชื่อทางการค้า Ingeo&amp;trade; และส่งเสริมการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มกับวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทย ตอบสนองการขยายตัวของตลาด ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน ปี 2567 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;Ingeo&amp;trade; PLA เป็นโพลิเมอร์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ มีคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่ำ สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น นำไปผลิตเป็นถุงชา แคปซูลกาแฟ บรรจุภัณฑ์อาหาร เส้นใยใช้ในงานพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ เส้นใยที่นำมาใช้ผลิตผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด หน้ากากอนามัย รวมถึงอุปกรณ์ใช้ภายในบ้าน เป็นต้น โดยโรงงานนี้จะใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ ปีละประมาณ 110,000 ตัน นำไปผลิตเป็นกรดแลคติก (Lactic Acid) แลคไทด์ (Lactide) และโพลิเมอร์ (Polymer) จนได้เป็นโพลิแลคไทด์ (Polylactide) ส่งผลให้โรงงานนี้เป็นโรงงานผลิตโพลิแลคไทด์แบบครบวงจรแห่งแรกของโลก โดยมีกำลังการผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นับว่าโรงงานนี้เป็นโรงงานแห่งแรกของโลกที่ออกแบบมาให้บูรณาการร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ด้วยกระบวนการผลิตและการใช้พลังงานที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพลาสติกชีวภาพ Ingeo&amp;trade; ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการสำหรับวัสดุที่ยั่งยืนให้กับตลาดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:.5in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เกี่ยวกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านขนาด ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ใน 8 กลุ่มธุรกิจหลัก ปัจจุบันมีกำลังการผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มากกว่า 12.79 ล้านตันต่อปี มีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ด้านความสามารถในการผลิตเอทิลีนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ โดยการรวมนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้นต่อไป บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยศักยภาพทางการแข่งขันและความโดดเด่นในอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนในประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI ปี 2020 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2 ปีซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;www.pttgcgroup.co&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112831</URL_LINK>
                <HASHTAG>BCG Economy, BCG Economy Model, Bio-Circular-Green Economy :BCG, Bio-Polymer, BOI, Cargill, Circular Economy, GC, PLA, SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future, SDGs, กระทรวงพลังงาน, ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง, ธุรกิจเคมีภัณฑ์, นครสวรรค์ไบโอ  คอมเพล็กซ์, นายกรัฐมนตรี, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท Cargill Incorporated, บริษัท GC International Corporation, บริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน, โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611226570dc22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุพัฒน์พงษ์’อัปเดตมาตรการเยียวยาล็อกดาวน์10จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2564 &amp;ndash; นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์กราฟฟิกพร้อมเนื้อหาระบุว่า อัปเดตเยียวยาล็อกดาวน์ 10 จังหวัดสีแดงเข้ม ครม. อนุมัติเงินกู้ 3 หมื่นล้านบาท ชดเชยค่าจ้างเพิ่ม 5 หมวดกิจการ คนละไม่เกิน 1 หมื่นบาท พร้อมลดค่าน้ำค่าไฟสำหรับประชาชนทั่วประเทศ 2 เดือน วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ความคืบหน้าเยียวยาล็อกดาวน์ 4 หมวดกิจการ จ่ายเงินชดเชยแล้ว 87 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. นำโดยท่านนายกฯ รายงานความคืบหน้าการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ใน 4 หมวดกิจการ ได้แก่ กิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจการศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการ และกิจการบริการอื่นๆ ที่ได้รับผลผลกระทบจากการล็อกดาวน์ 10 จังหวัดสีแดงเข้มตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. 64 เป็นต้นมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมได้จ่ายเงินเยียวยา เช่น เงินชดเชย ร้อยละ 50 ของค่าจ้างไปแล้ว 17,920 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 87 ล้านบาท แบ่งเป็นกิจการก่อสร้าง 16,468 ราย เป็นเงิน 79,801,420.45 บาท กิจการร้านอาหารและภัตตาคาร 1,452 ราย เป็นเงิน 7,829,613.35 บาท&amp;nbsp;
2.ครม. อนุมัติเงินกู้ 3 หมื่นล้านบาท เยียวยาล็อกดาวน์ ชดเชยค่าจ้างเพิ่ม 5 หมวดกิจการ คนละไม่เกิน 1 หมื่นบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการเพิ่มเติม 5 หมวดกิจการ จากเดิม 4 หมวดกิจการที่ประกาศเยียวยาไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งหมดเป็น 9 หมวดกิจการ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้เสนอ วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท&amp;nbsp;
-หมวดกิจการที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ 5 หมวด ได้แก่
1. การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า
2. การขายส่ง-ปลีก ซ่อมยานยนต์
3. กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน
4. กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ
5. ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร
-ระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ 1 เดือน (อาจมีการขยายต่อตามสถานการณ์)
-สำหรับลูกจ้าง ม.33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ร้อยละ 50 ของรายได้ (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท) และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้สูงสุด 10,000 บาท
-สำหรับนายจ้าง ม.33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อคน สูงสุดไม่เกิน 200 คน
-สำหรับผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 รัฐจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ 5,000 บาทต่อคน
3.มาตรการลดค่าน้ำค่าไฟทั่วประเทศ วงเงินรวม 12,000 ล้านบาท&amp;nbsp;
1. ลดค่าไฟ สำหรับประชาชนทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 2 เดือน (ก.ค.-ส.ค.)
2. ลดค่าน้ำ สำหรับประชาชนทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 2 เดือน (ก.ค.-ส.ค.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจะพยายามเยียวยาพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด โดยเร็วที่สุด และเต็มกำลังความสามารถ เพื่อช่วยให้ทุกๆ คนผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ครับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109623</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ล็อกดาวน์, อัปเดต, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210714/image_big_60ee409965b23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 22:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!บิ๊กตู่เคาะ‘เยียวยา’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ตื่น! เรียกทีมเศรษฐกิจถกด่วน &amp;nbsp;หารือเคาะเยียวยาล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว 10 จังหวัด คาดชงเข้า ครม.อนุมัติอังคาร 13 ก.ค.ทันที หอการค้าฯ ชงเพิ่มคนละครึ่ง-อุ้มเอสเอ็มอี &amp;ldquo;อนุสรณ์&amp;rdquo; ชี้ 14 วันสูญเสียเฉียด 7 หมื่นล้าน
มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล​แจ้งว่า ในวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจในเวลา 15.30 น.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น &amp;nbsp;รมว.แรงงาน, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ &amp;nbsp;(ศบศ.) เพื่อหารือถึงแนวทางการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง ศบค.ที่ &amp;nbsp;9/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูงตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 &amp;nbsp;แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ใน 10 จังหวัด ซึ่งมีการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลา 21.00-04.00 น. พร้อมกำหนดการปิดและเปิดกิจการ กิจกรรมต่างๆ อย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.
นายธนกรกล่าวว่า การประชุมวันที่ 12 ก.ค.ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อหารือแนวทางการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งและข้อกำหนดห้ามต่างๆ ซึ่งนายกฯ ได้ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 โดยจะเร่งช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม &amp;nbsp;เพราะเข้าใจความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างดีและจะทำทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า มาตรการเยียวยาประชาชนที่จะออกมาเบื้องต้นอาจมีการแจกเงินเยียวยาให้ผู้ขาดรายได้ รวมไปถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ใน 10 จังหวัด โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์จัดทำข้อเสนอทั้งหมดมาให้พิจารณาในวันที่ 12 ก.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 13 ก.ค.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเยียวยาว่า กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ได้ประชุมหารือเบื้องต้นไปแล้ว โดยมีนายสุพัฒนพงษ์เป็นประธานการประชุม ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติและต้องประชุมกันต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ส่วนข้อเสนอผ่อนปรนให้โครงการคนละครึ่งสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มสั่งอาหารทางออนไลน์นั้น กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องการเชื่อมระบบถึงกันด้วยเพื่อป้องกันการทุจริต รวมถึงให้แพลตฟอร์มผู้เข้าร่วมมีแนวทางช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงล็อกดาวน์ เช่น ลดค่าส่วนแบ่งกำไร (จีพี) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ &amp;nbsp;ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานที่ปรึกษานายกฯ, เลขาธิการสภาพัฒน์, ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้แทนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม &amp;nbsp;โดยได้เสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น รวมทั้งให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบ เพื่อให้สถาบันทางการเงินสามารถใช้ดุลยพินิจปล่อยสินเชื่อได้
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น หอการค้าไทยเห็นด้วยกับการเติมเงินเข้าระบบ เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่ขอให้เพิ่มวงเงินจาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท &amp;nbsp;ส่วนมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่ยุ่งยาก ไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้เสนอให้ปรับเงื่อนไขใหม่หรือเสนอโครงการใหม่ในรูปแบบเดียวกับช้อปดีมีคืน
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การประเมินในเบื้องต้นคาดว่าการล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.จะทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณอย่างต่ำวันละ 3,500-4,500 &amp;nbsp;ล้านบาท เมื่อรวมสองสัปดาห์จะอยู่ที่ประมาณ &amp;nbsp;49,000-63,000 ล้านบาท ซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจครั้งนี้น้อยกว่าการล็อกดาวน์ในช่วงปี 2563 &amp;nbsp;แต่ก็เป็นการซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือนที่รายได้น้อย ผู้ใช้แรงงานรายวัน และเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109395</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายดนุชา พิชยนันท์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9dc30183a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒน์พงษ์&#039;ตรวจด่านท่าฉัตรไชย มั่นใจภูเก็ตพร้อมแล้ว เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1ก.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.64 -&amp;nbsp; เมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 มิถุนายน 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ภูเก็ตเพื่อตรวจติดตามความพร้อมสนามบินภูเก็ต และตรวจด่านท่าฉัตรไชย ในการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ วันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ตามโมเดล Phuket Sandbox โดยมี นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมนำเสนอการเตรียมความพร้อม และมาตรการในการตรวจคัดกรองคนที่เดินทางเข้ามาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า จากลงพื้นที่ตรวจความพร้อม ที่สนามบินภูเก็ต และด่านตรวจท่าฉัตรไชย ทางจังหวัดภูเก็ตได้เตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี ในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ตามโครงการ Phuket Sandbox ตามแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจะเห็นภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องในการรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของประเทศ ซึ่งคิดว่าภูเก็ตมีความพร้อมสูงมาก ในการรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า ที่ด่านท่าฉัตรไชยนั้น ได้ให้ความมั่นใจกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมไปถึงตัวแทนภาคประชาสังคม ร่วมมือกันให้ภูเก็ตเดินไปสู่การเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อะไรที่ทางทางจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะที่ด่านท่าฉัตรไชยยังขาดเหลือทางรัฐบาลจะให้การสนับสนุน เช่น เครื่องมือและอุปกรณ์สาธารณสุข เพราะหลังจากนี้ด่านท่าฉัตรไชย นอกจากจะตรวจคนเข้าออกแล้ว จะต้องมีการตรวจโรคด้วย ในเรื่องนี้ได้ให้ผู้ว่าฯ นำเสนอไปยังรัฐบาล เพื่อที่ทางรัฐบาลจะได้พิจารณาจัดสรรลงมา เพื่อให้ด่านท่าฉัตรไชยมีความพร้อมมากที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพราะรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเปิดประเทศภายใน 120 วัน โดยมีภูเก็ตเป็นพื้นที่แรกในการเปิดรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107571</URL_LINK>
                <HASHTAG>120วันเปิดประเทศ, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d53eb07f8bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;จ่อลงภูเก็ต1 ก.ค.&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;ขอปชช.ช่วยกันอย่านั่งเฉยๆยกภาระให้รัฐบาลแบก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 มิ.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม​ จะลงพื้นที่จ.ภูเก็ต ในวันที่ 1 ก.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ว่า วันที่ 1 ก.ค. เป็นวันเปิดโครงการวันแรก ส่วนก่อนหน้านั้นคงมอบหมายผู้ที่เกี่ยวข้องลงไปเตรียมความพร้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการประชุมศบค.ชุดใหญ่ในจะผ่อนคลายมาตรการใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ขอให้รอฟังผลการประชุมศบค. ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คงได้เตรียมข้อมูลในส่วนที่เหมาะสม เมื่อถามว่า นอกจากภูเก็ตแซนด์บอกซ์แล้วเห็นว่ากำลัวจะเปิดเกาะ ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจ.สุราษฎร์ธานีด้วย นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ขอให้รอฟังผลการประชุมศบค. ที่ชัดเจน คงมีการเสนอในวาระเพื่อหารือ และจะผ่อนคลายอย่างไรหรือไม่ อย่างไรก็ตามการผ่อนคลายมาตรการนั้น ย่อมให้เกิดการทำธุรกิจในประเทศได้คล่องตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ทางการแพทย์ยังมีความคิดเห็นว่าไม่ต้องการให้เปิดประเทศอย่างเต็มที่ นายสุพัฒนพงษ์​ กล่าวว่า คงหารือกันมาก่อน โดยทีมเลขาของ ศบค. มีองค์คณะร่วมประชุมหลากหลายสาขา ก่อนที่จะมีข้อสรุปเพื่อนำเสนอ ต่อศบค. ชุดใหญ่​ รวมถึงความเป็นห่วงของทุกคนและฝ่ายต่างๆ และคงได้หารือกันแล้ว ในที่ประชุมศบค. ชุดเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า ถ้าภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่าห้วงเวลา 120 วัน จะทำอะไรบ้าง นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าศบค. คงนำเสนอและขอให้ติดตามกัน​ แต่ที่สำคัญ ทันทีที่รัฐบาลประกาศ คนมักจะมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สำคัญที่สุดคือพวกเรา ที่ต้องรู้ทิศทางประเทศ ว่าทิศทางเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดี ใครๆ ก็อยากให้เปิดประเทศ เราควรจะดีใจ ที่วันนี้เรามีเป้าหมาย และก็รู้แล้วว่าช่วง 120 วัน พวกเราก็เตรียมตัวเตรียมใจสนับสนุน ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ทำอย่างไรให้ประเทศเปิดได้ เป็นไปไม่ได้หรอกที่รัฐบาลจะทำคนเดียว เราต้องลุกขึ้นมาแล้วกลับมาคิดเหมือนกันว่า แต่ละหน่วยงาน และประชาชนทุกคน แล้วอย่างที่ผมเคยบอกแล้วว่าเอกชนก็ปรับตัวในทันทีเปิดประตูที่ภูเก็ต เขาก็จะอาศัยภูเก็ตทำการค้าขายและพบประเทศพันธมิตร พูดคุยกันในภาคการลงทุน ตอนนี้เป็นอีกมุมหนึ่งนอกจากภาคการท่องเที่ยว​ดังนั้นถ้าปรับตัวตามลำดับถือเป็นเรื่องที่ดีขึ้นเพื่อให้เราปรับปรุงทำให้ดีขึ้น อะไรที่ควรจะปรับปรุงก็ยินดีที่จะปรับปรุง ถือเป็นความร่วมมือและเตรียมพร้อม เข้าไปสู่ความร่วมมือที่จะช่วยรัฐบาลเดินไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมไม่อยากให้พวกเราคิดว่า พอรัฐบาลประกาศปุ๊บ แล้วก็นั่งเฉยๆ เพื่อรอดูว่านายกฯ หรือรัฐบาลจะทำอะไร แล้วเราจะได้ประโยชน์จากตรงนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียวมันคงไม่ใช่ ส่วนพื้นฐานของพวกเราทุกคนก็คือการควบคุมการระบาด ให้ปลอดภัย ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในระดับประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เราจะรอดูจากผลพวงของการเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ โดยในวันที่ 25 มิ.ย. ผู้แทนของรัฐบาลจะลงไปเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ตนยังเชื่อมั่นในชาวจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการจังหวัดภูเก็ต รวมถึงทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านสาธารณสุข ที่ช่วยกันดูทุกด้านอย่างรอบคอบอยู่แล้ว ตนถึงได้ย้ำว่า อย่าไปเพียงตั้งข้อสงสัยแล้วรอให้ใครมาบอก แต่เราสามารถค้นหาติดตามได้ โดยสอบถามจากผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต หรือหน่วยงานจากจังหวัดภูเก็ตก็ได้ว่า ได้เตรียมภาคสนามไว้อย่างไร มีความพร้อมแค่ไหน การควบคุมดูแลและตรวจการเป็นอย่างไร ขอให้รอ ไม่ใช่รอให้ส่วนกลางรอสั่งลงไป เพราะทันทีที่จังหวัดภูเก็ตได้รับทราบว่าเขาได้รับการสนับสนุน เขาก็ขยับตัวทันก่อนที่จะลงมือทำ เพราะเห็นประโยชน์ ซึ่งเชื่อว่าเขาทำในฐานะประเทศไทย มีความตระหนักเป็นอย่างดีและทำอย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่าการเปิดประเทศผ่านเมืองเขาเป็นเมืองแรก เป็นสิ่งที่อยากจะทำให้เกิดและอยากทำให้ดีด้วย ซึ่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ โดยผู้ประกอบการได้เตรียมความพร้อมตามลำดับ เพื่อให้ประเทศประเทศทยอยทดสอบการเปิดประเทศผ่านช่องทางเล็กๆ ของเราคือภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106779</URL_LINK>
                <HASHTAG>120วันเปิดประเทศ, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc1dbba7b35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
