<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีพร้อม ผนึกกำลัง ช้อปปี้ ผลักดันสินค้าวิสาหกิจชุมชนกว่า 130 ราย เข้าสู่แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ รุดสร้างรายได้ฝ่าวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม จับมือ ช้อปปี้ เร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนสู่มิติแห่งช่องทางการขายชีวิตวิถีใหม่บนช้อปปี้ เน้นช่วยส่งเสริมการขายให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการได้มีช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนที่ก้าวสู่แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าคัดเลือกผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมแคมเปญอีเวนท์ออนไลน์เพิ่มเติม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลจำนวนมากได้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบเดิม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ดีพร้อม เร่งหาช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมทดสอบตลาด (Market Test) ภายใต้ โครงการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถวิสาหกิจชุมชนคลื่นลูกใหม่เพื่อการแข่งขันในตลาด New Normal ผ่านช่องทางออนไลน์ บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ เพื่อจำหน่ายสินค้าชุมชนและส่งเสริมการขายให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการได้มีช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นวิธีสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยช้อปปี้ถือเป็นแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ที่เติบโตเร็วสุดในภูมิภาคอาเซียนและได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดีพร้อม ได้คัดเลือกผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากโครงการ &amp;ldquo;คลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว จำนวน 130 รายทั่วประเทศ ผ่านช่องทางการตลาดออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งได้จัดอบรมให้ความรู้ในการเปิดร้านบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ แล้วนำทั้ง 130 ร้าน ร่วมแคมเปญในรูปแบบไมโครไซต์ หรือเว็บไซต์ย่อยภายใต้เว็บไซต์ Shopee (www.shopee.co.th/diprom2021) โดยลูกค้าผู้สนใจสามารถเข้าไปเลือกช้อปสินค้าคุณภาพ ได้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2564 ซึ่งไฮไลท์ของแคมเปญนี้ ประกอบไปด้วย การแจกคูปอง (Voucher) ที่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดพิเศษในการซื้อสินค้าและมีการรีวิวโดย อินฟลูอินเซอร์ หรือผู้มีอิทธิพล ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มความหน้าสนใจให้แก่สินค้าของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมนอกจากนี้ ดีพร้อม ยังเปิดโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนรายอื่นๆ ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมนี้เพิ่มเติมได้ โดยเปิดร้านบนแพลตฟอร์มช้อปปี้แล้วส่งข้อมูลร้านค้ามาที่ดีพร้อมเพื่อสมัครเข้าร่วมกิจกรรม หรือหากยังไม่มีร้าน ทางดีพร้อมก็มีคลิปวีดิโอและคู่มือเปิดร้านบนแพลตฟอร์มช้อปปี้เบื้องต้นให้เรียนรู้ได้ที่ Facebook Fan Page: คลื่นลูกใหม่หัวใจชุมชน ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่สมัครเพิ่มเติมภายหลังนี้ จะเรียกว่าภาคสมัครใจ และสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ถึงวันที่ 24 กันยายน 2564 ซึ่งจะสามารถร่วมกิจกรรมได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2564 โดยหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ประกอบการจะยังมีร้านอยู่บนแพลตฟอร์มช้อปปี้เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการจำหน่ายสินค้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมองในมุมของการสร้างโอกาสในวิกฤติ กิจกรรมนี้นับว่าเป็นอีกช่องทางให้ผู้ประกอบการยังสามารถจำหน่ายสินค้าได้ รวมทั้งได้พัฒนาศักยภาพและเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ โดยดีพร้อมก็จะอยู่เคียงข้าง สนับสนุน และหาทางสร้างโอกาสในการพัฒนาผู้ประกอบการทั่วประเทศต่อไป จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาช่วยกันสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรม &amp;ldquo;ตลาดสินค้าคลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน บนแพลตฟอร์มช้อปปี้&amp;rdquo; นายณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผู้แทน บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน กล่าวว่า มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ กสอ. ผลักดันแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ตลาดสินค้าคลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน&amp;rdquo; ซึ่งนับเป็นความร่วมมืออย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างสององค์กร ทางช้อปปี้พร้อมจะใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ กสอ. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้อย่างแข็งแรงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8338 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ https://www.facebook.com/dipromindustry&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117286</URL_LINK>
                <HASHTAG>Market Test, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กสอ., การขายชีวิตวิถีใหม่, กิจกรรมทดสอบตลาด, คลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน, ช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่, ช้อปปี้, ดีพร้อม, ตลาดสินค้าคลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน, นายณัฐพล รังสิตพล, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย), เพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน, โครงการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถวิสาหกิจชุมชนคลื่นลูกใหม่เพื่อการแข่งขันในตลาด New Normal</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_6148464785b55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ห่วงถังสารเคมีตกค้าง  ควบคุมอุณหภูมิ24ชม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สุริยะ&amp;rsquo; เผยชุมชนรอบโรงงานหมิงตี้กลับเข้าพื้นที่ได้แล้ว ย้ำอากาศ-น้ำโดยรอบอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อันตรายต่อสุขภาพ ห่วงถังเก็บสารเคมีตกค้างให้เฝ้าระวังต่อ ผู้เชี่ยวชาญ-กู้ภัยลำเลียงใส่ DEHA ยับยั้งปฏิกิริยาคายความร้อนก่อระเบิดซ้ำ สอบปากคำ ปชช.ที่ได้รับผลกระทบแล้ว 500 ราย เสียหายเบื้องต้น 250 ล้านบาท
วันที่ 8 ก.ค. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 30 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งแรงระเบิดทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง และได้มีการอพยพประชาชนไปในที่ปลอดภัยในรัศมี 5 กิโลเมตร โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและตรวจสอบคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ และสารเคมีที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;ล่าสุดจากการลงพื้นที่ของ กรอ.พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนโดยรอบ แต่เพื่อเป็นการป้องกันความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงบริเวณโดยรอบโรงงาน เพราะยังมีสารเคมีตกค้างในโรงงาน อาจเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดระเบิดได้ ขณะนี้ได้ฉีดน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ไม่ให้เกิดปฏิกิริยาเคมี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการตรวจสอบมลพิษช่วง3 วันที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบในระยะ 0-8 กม. จำนวน 14 จุด มีค่าสารสไตรีนที่เกิดเผาไหม้ในอุบัติเหตุอยู่ในช่วง 0.42-0.83 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ไม่เกินมาตรฐานบรรยากาศตามที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำหนดที่ 20 ppm ขณะที่คุณภาพน้ำตรวจสอบพบสารสไตรีนในน้ำจากการดับเพลิงที่อยู่ในบริเวณโรงงาน แต่ไม่พบสารสไตรีนปนเปื้อนในคลองปากน้ำและคลองประเวศบุรีรมย์หน้าวัดสังฆราช จากข้อมูลด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ ประชาชนโดยรอบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สถานการณ์สารมลพิษไม่อยู่ในระดับก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ควรงดใช้น้ำคลองเพื่อการอุปโภคบริโภคช่วงนี้เป็นการชั่วคราว อก.จะเร่งดำเนินการรื้อถอนปรับปรุงสภาพพื้นที่ ตลอดจนนำกากของเสียที่เกิดจากอุบัติภัยออกไปกำจัดตามหลักวิชาการและความปลอดภัย&amp;quot; นายสุริยะกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.อุตสาหกรรมกล่าวต่อว่า ส่วนของการเยียวยาประชาชน กระทรวงได้สั่งให้โรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 39 (1) เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายที่ประชาชนจะต้องได้รับอย่างเร่งด่วน โดยได้สั่งการให้ตั้งจุดรับเรื่องร้องทุกข์ 3 แห่ง คือ 1.หน้าโรงงานหมิงตี้ 2.สถานีตำรวจบางแก้ว และ 3.สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถไปติดได้ตามจุดที่เปิดบริการดังกล่าว ทั้งนี้ อก.จะร่วมเป็นหน่วยงานกลางประสานเพื่อเยียวยาประชาชน เพื่อประโยชน์ในการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงได้กำหนดมาตรการป้องกันโรงงานที่มีความเสี่ยง โดยระยะสั้นให้ กรอ.จัดทำหนังสือแจ้งให้โรงงานปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด โดยให้ประสานกับสำนักอุตสาหกรรมจังหวัดตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเร่งด่วน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ในทุกช่องทาง&amp;nbsp;และระยะยาวกำชับให้ กรอ.และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจัดลำดับโรงงานที่มีความเสี่ยงและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดี กรอ. กล่าวว่า กรอ.ตรวจสอบแล้วมีสารสไตรีนโมโนเมอร์ตกค้างอยู่ภายในถังเก็บประมาณ 1,000 ตัน และมีอุณหภูมิเกินกว่า 70 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ปลอดภัยในการเข้าใกล้ถัง เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนออกมาจำนวนมาก เป็นเหตุให้เกิดการระเบิดหรือเพลิงไหม้ได้อีก จึงประสานผู้เชี่ยวชาญให้ขจัดสิ่งกีดขวางรอบๆ ถังเก็บ และให้เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำไปที่ถังเก็บสารสไตรีน พร้อมทั้งใส่สารเคมีรอบๆ ถังเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยต้องการลดอุณหภูมิลงให้ได้ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องอีก 24 ชั่วโมง จนแน่ใจว่าสามารถควบคุมอุณหภูมิได้คงที่ หลังจากนั้นจะพยายามสอดท่อลงไปทางด้านบนเพื่อใส่สาร DEHA ลงไปเพื่อยับยั้งปฏิกิริยา ทั้งนี้ หลังจากปรับสภาพได้ตามข้อกำหนดแล้วจะส่งสารสไตรีนไปกำจัด ณ โรงงานบำบัดกำจัดของเสียอันตรายที่ได้รับอนุญาตจาก กรอ.ต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเหตุเพลิงไหม้โรงงานว่า ขณะนี้ทางศูนย์รับแจ้งความเสียหาย ณ สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว จ.สมุทรปราการ สอบปากคำผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วกว่า 500 ราย รวมมูลค่าความเสียหายที่ได้รับแจ้งจากผู้ได้รับผลกระทบเบื้องต้นประมาณ 250 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค.) โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ รถยนต์สายตรวจ รถจักรยานยนต์สายตรวจ พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนภารกิจการป้องกันเหตุร้าย และไม่ให้กลุ่มเหล่ามิจฉาชีพฉวยโอกาสก่อเหตุซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้และบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งศูนย์พักพิงและบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สนับสนุนภารกิจการเคลื่อนย้ายประชาชนส่งกลับบ้าน ชุมชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109094</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โรงงานหมิงตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a9c695b3fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;เร่งสอบเหตุโรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ !ลุยคลอดมาตรการความปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 2564 -&amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีโรงงานกรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตโฟม และเม็ดพลาสติก ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการไฟไหม้ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (5 ก.ค.) ได้สั่งการให้นายประกอบ&amp;nbsp;วิวิธจินดา&amp;nbsp;อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้เจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ ลงพื้นที่ด่วน เพื่อไปติดตามสถานการณ์โรงงานไฟไหม้&amp;nbsp; และขณะนี้นายประกอบ ประชุมร่วมกับทีมผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการแล้ว

อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้แสดงความเป็นห่วงอย่างมาก ได้สั่งการตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุ ให้ไปตรวจสอบทั้งหมดว่า โรงงานประเภทดังกล่าวทั่วประเทศมีกี่โรงงาน อยู่พื้นที่ไหนบ้าง มีหลักเกณฑ์เงื่อนไขอนุญาตโรงงานดังกล่าวอย่างไรบ้าง มีวิธีการตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย &amp;nbsp;ต่อไปต้องมีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างไรบ้าง โดยในช่วงบ่ายวันนี้ (5 ก.ค.) จะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์อีกครั้ง โดยระหว่างนี้ได้ประสานงานร่วมกับอธิบดี กรอ. อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108661</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b46b5611370.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะ ยิ้มภาคอุตสาหกรรมไทย มีประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำหนดให้การเพิ่มผลิตภาพของประเทศเป็นเป้าหมายสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561- 2580) ทั้งนี้ สศอ. ได้ทำการศึกษาผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity: TFP) ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นประจำทุกปี จากแบบแจ้งข้อมูลการประกอบกิจการ ร.ง.9 เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการผลิตและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยผลการศึกษาพบว่า ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา (2560 -2563) ประสิทธิภาพการผลิตรวม เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.45% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคอุตสาหกรรมที่เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.93% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สะท้อนให้เห็นว่า ผลิตภาพการผลิตที่มีการเติบโตที่สูงกว่านั้นมีความแข็งแกร่งและเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของการเติบโตในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะปัจจัยเชิงคุณภาพที่เสมือนเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญของภาคการผลิตให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะต้องเผชิญกับสภาวะความผันผวนรุนแรงทางเศรษฐกิจและสังคม การแข่งขันที่สูงมากขึ้นทั้งในเรื่องการส่งออก และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยี รวมทั้งข้อจำกัดด้านแรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยะ กล่าวว่า เพื่อให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก โรคระบาด หรือสงครามระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งในด้านประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนรักษาความสามารถในการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ โดยมี 5 กลไกสำคัญ คือ 1. การพัฒนาทักษะแรงงาน 2. การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ/กึ่งอัตโนมัติ 3. การบริหารจัดการด้านต้นทุนและการเงิน 4. การยกระดับการผลิตไปสู่รูปแบบการผลิตแบบรับจ้างออกแบบพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ (ODM) และการออกแบบพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ภายใต้ แบรนด์ของผู้ประกอบการ (OBM) และ 5. การลงทุนด้านเทคโนโลยีและวิจัยพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การจัดการและการสร้างนวัตกรรมในสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สศอ. ให้ความสำคัญและติดตามผลิตภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยการเผยแพร่สร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดการตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอผ่านการดำเนินงานในโครงการสำคัญต่าง ๆ ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงาน สนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ระบบการบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การพัฒนาและยกระดับผลิตภาพต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดีประเทศไทยยังมีจุดแข็งในหลายเรื่อง เช่น ความพร้อมด้านการเกษตร และความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งต้องช่วยกันรักษาจุดแข็งเหล่านี้ท่ามกลางความท้าทายในระยะยาวที่กำลังเกิดขึ้น โดยการช่วยกันพัฒนา 5 กลไกสำคัญที่ได้กล่าวข้างต้น ซึ่งไม่เพียงจะช่วยเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจแต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาส โดยยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว&amp;quot;นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104769</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเพิ่มผลิตภาพของประเทศ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ผลิตภาพการผลิตรวม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b46b5611370.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะ เผย ครม. หนุนตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ให้ราคา 120 บาท/ตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2564 เห็นชอบโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5 ฤดูการผลิตปี 2563/2564 โดยมีนโยบายช่วยเหลือเฉพาะชาวไร่อ้อยทุกรายที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งโรงงานเท่านั้น ในอัตรา 120 บาทต่อตัน สามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดส่งโรงงานเพื่อผลิตน้ำตาลทราย ผลิตเอทานอล และผลิตน้ำตาลทรายแดง กว่า 200,000 ราย คาดว่าจะพร้อมเงินช่วยเหลือภายในเดือนมิ.ย. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เกิดขึ้นตามนโยบายแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยกระทรวงได้ผลักดันโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยหันมาตัดอ้อยสดก่อนส่งโรงงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5 โดยเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดจะได้รับราคาอ้อยขั้นสุดท้ายรวมกับเงินช่วยเหลือแล้วไม่ต่ำกว่า ตันละ 1,100 บาท สำหรับนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ รวมถึงการดำรงชีพของตนเองและครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกภัทร วังสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรชาวไร่อ้อยคู่สัญญาที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ โดยจะสามารถส่งข้อมูลให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ภายในสิ้นเดือนพ.ค.64 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลบัญชีและอนุมัติการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยตามกำหนดในเดือนมิ.ย. นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102668</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดอ้อยสด, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b920fc43ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.ยกระดับการตรวจโรงงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เปิดมิติใหม่รับยุค New Normal นำร่องกว่า 5,000 โรงงานทั่ว กทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>
&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;สุริยะ&amp;rdquo;สั่งการกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยกระดับการตรวจโรงงานและสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายแบบทางไกล (Remote Inspection) เน้นอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ภายใต้วิถีปกติใหม่ (New Normal) โดยเริ่มให้บริการนำร่องโรงงานกว่า 5,000 โรงงาน พื้นที่ กทม. ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ ตามนโยบาย Ease of Doing Business ของรัฐบาล&amp;nbsp; ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการออกใบอนุญาต และได้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการออกใบอนุญาตโรงงาน ล่าสุดได้สั่งการให้ กรอ.ยกระดับการให้บริการด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ตรวจโรงงานทางออนไลน์ เพื่อให้การกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp; ได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งยังสามารถอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้บริการนำร่องโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ กทม. กว่า 5,000 โรงงาน&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งเดือนมีนาคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;ด้าน นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยการออกประกาศ&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมโรงงานอุตสาหกรรม ว่าด้วยการตรวจสอบโรงงานและสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายแบบทางไกล (Remote&amp;nbsp; Inspection) โดยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการตรวจโรงงานแทนการลงพื้นที่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภัยธรรมชาติ หรือจากสถานการณ์อื่น ๆ โดยเจ้าหน้าที่จะประสานงานการตรวจแบบทางไกลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ บนเว็บไซต์ และสมาร์ทโฟน เป็นต้น &lt;/p&gt;


&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:8.0pt; padding:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ประกาศของ กรอ. ในเรื่องดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที โดยกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงาน หรือผู้ที่ครอบครองวัตถุอันตราย ต้องจัดส่งรายงานการตรวจประเมินแบบทางไกล หรือแบบฟอร์มการตรวจติดตามสถานที่เก็บวัตถุอันตรายทาง E-mail , Line ซึ่งหาก กรอ. พิจารณาแล้วเห็นว่ารายงานดังกล่าว มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน หรือ การประกอบกิจการไม่สอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด อาจให้มีการประชุมทางไกลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น Zoom , Skype , Microsoft Teams , Line VDO&amp;nbsp; Call เพื่อให้สามารถเห็นภาพการประกอบกิจการได้ชัดเจน หรือหากมีข้อสงสัยก็จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว โดยเริ่มนำร่องในโรงงานอุตสาหกรรมพื้นที่ กทม. จำนวน 5,592 โรงงานก่อน และจะขยายผลไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไป&amp;rdquo; อธิบดีกรมโรงงานฯ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:8.0pt; padding:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101246</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ภาคอุตสาหกรรม, กรมโรงงาน, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b6a5ec4f1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 21:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 21:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ!ภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้น ดัชนีเอ็มพีไอ มี.ค.  โต 4.12% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 29 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าสถานการณ์ภาคการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) ที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยในเดือนมี.ค. 2564 มาระดับอยู่ที่ 107.73 เพิ่มขึ้น 4.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 29 เดือน ตั้งแต่ ต.ค. 61 &amp;ndash; &amp;nbsp;ก.พ. 64 &amp;nbsp;หลังจากที่ภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา และการแพร่ระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไม่รวมทองคำและรายการพิเศษเดือนมี.ค. 2564 ขยายตัว 25.77% เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และเป็นการขยายตัวระดับ 2 หลักในรอบ 31 เดือน ซึ่งจากการกลับมาขยายตัวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมนี้ ทำให้ในไตรมาสที่ 1/2564 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวที่ 0.25% โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันที่ 69.59% เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้ผลิตและผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเติบโตของดัชนีเอ็มพีไอสะท้อนให้เห็นแนวโน้มภาคการผลิตของประเทศเติบโตตามเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้น รวมถึงรัฐบาลไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ และกลุ่มแพร่ระบาดไม่ได้อยู่ในกลุ่มแรงงาน โรงงาน ดังนั้น ภาคการผลิตอุตสาหกรรมยังคงประกอบกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรัฐบาลยังคงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการเราชนะ เรารักกัน คนละครึ่งเฟส 3 เป็นต้น และประเทศไทยเริ่มทยอยฉีดวัคซีนให้ประชาชนและมีแผนบริหารจัดการวัคซีนให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2564 ทำให้ความเชื่อมั่นทั้งในภาคการผลิตและการบริโภคดีขึ้น&amp;quot;นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า อุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งให้เอ็มพีไอขยายตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น 7.53% จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ทุกประเภทตามความต้องการทั้งจากในประเทศและการส่งออกที่ขยายตัว ในกลุ่มประเทศเอเชีย โอเชียเนีย และยุโรป และอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานมีการผลิตเพิ่มขึ้น 19.19% เนื่องจากเร่งผลิตเพื่อทำกำไรในช่วงที่ราคาเหล็กในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น 40-60% และการปรับตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ขยายตัว 26.45% สินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยในภาคการผลิตอุตสาหกรรมมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตในเดือนถัดไปจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101097</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ), ดีสุดรอบ 29 เดือน, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6089779890d3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
