<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามโผก.ต.เคาะ ‘ปิยกุล บุญเพิ่ม’ นั่งปธ.ศาลฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ต.ไฟเขียว &amp;quot;ปิยกุล บุญเพิ่ม&amp;quot; นั่ง ปธ.ศาลฎีกาคนที่ 47 มีผล 1 ต.ค.นี้ เช็กบัญชีอาวุโส &amp;quot;พศวัจณ์&amp;quot; ว่าที่ปธ.ศาลอุทธรณ์ - 6 ว่าที่รอง ปธ.ศาลฎีกาใหม่ ลุ้นผ่าน 27 ก.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้ประชุมครั้งที่ 17/2564 โดยมีวาระสำคัญคือ การลงมติให้ความเห็นชอบเลือกข้าราชการตุลาการเพื่อดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 47 เนื่องจากนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน จะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในภารกิจของสายการบริหาร ในวันที่ 30 ก.ย.2564 เมื่อมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งประธานศาลฎีกา จะพิจารณารายชื่อผู้พิพากษาตามลำดับอาวุโส ซึ่งผ่านการคัดกรองคุณสมบัติความเหมาะสมตามบัญชีที่มีการเสนอจากอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ อ.ก.ต. ซึ่งที่ ประชุม ก.ต. ได้มีมติเห็นชอบให้ น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลอุทธรณ์ ผู้ที่มีอาวุโสลำดับที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนที่ 47 จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 เป็นต้นไป โดย น.ส.ปิยกุล ว่าที่ประธานศาลฎีกา จะมีวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของศาลยุติธรรม เป็นระยะเวลา 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประวัติ น.ส.ปิยกุล เกิดวันที่ 28 ต.ค.2499 ปัจจุบันอายุ 64 ปี จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง, หลักสูตรเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมาย แห่งเนติบัณฑิตยสภา, นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ประวัติการทำงาน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 และเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในอดีต ได้แก่ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2562, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดำรงตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2560, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2558 สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับ ได้แก่ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก วันที่ 5 ธ.ค.2546, มหาวชิรมงกุฎ วันที่ 5 ธ.ค.2543
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีสำคัญที่ น.ส.ปิยกุลเคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีได้เเก่ คดี อม.อธ. 3/2562 ชั้นพิจารณาอุทธรณ์ จีทูจี เฉพาะนายสุธี เชื่อมไธสง เครือข่ายเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 ที่ให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายร่วมกันกว่า 2 หมื่นล้านบาท, คดี อม.อธ. 4/2562 ชั้นพิจารณาอุทธรณ์นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ภรรยาของนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ในคดีบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งลงโทษให้ยกโทษจำคุกออกเเละปรับ 4 พันบาท พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี, คดี อม.อธ. 5/2562 ชั้นพิจารณาอุทธรณ์นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 2 สมัย ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง โดยพิพากษาลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี &amp;nbsp;เเละคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองอีกหลายคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การประชุม ก.ต.ครั้งต่อไปในวันที่ 27 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. จะมีการพิจารณาระดับประธานศาลอุทธรณ์, รองประธานศาลฎีกา โดยจากการตรวจสอบตามคิวอาวุโส ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ จาก น.ส.ปิยกุล คือ นายพศวัจณ์ กนกนาก ปัจจุบันเป็นรองประธานศาลฎีกา ส่วนที่คาดว่าจะถูกเสนอบัญชีเป็นว่าที่รองประธานศาลฎีกาใหม่อีก 6 คน (หาก ก.ต.ให้ความเห็นชอบ) ได้เเก่ 1.นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา 2.นายวรงค์พร จิระภาค ประธานเเผนกคดีภาษีฯ ในศาลฎีกา 3.นายลาชิต ไชยอนงค์ ประธานเเผนกคดีเลือกตั้งฯ ในศาลฎีกา 4.นายอธิคม อินทุภูติ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา 5.นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา 6.นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง หัวหน้าคณะในศาลฎีกา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110639</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, ปิยกุล บุญเพิ่ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เช็กบัญชีอาวุโส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f7cd127b86d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิโธ่!ฟ้องศาลคดีไม่ใส่แมสก์แล้ว8รายปรับจริงแค่1-2พัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;28 เม.ย. 2564 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงภาพรวมของการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมทั่วประเทศกรณีไม่สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่นอกเคหสถานหรือสถานที่พำนัก อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศของจังหวัดต่าง ๆ ว่าศาลยุติธรรมได้เริ่มรวบรวมสถิติคดีลักษณะดังกล่าวแล้ว นอกจากที่มีการฟ้องคดีและมีคำพิพากษาไปแล้วในส่วนของศาลแขวงสุราษฎร์ธานี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวน 1 คดี จำเลย 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 มีรายงานคดีเข้ามาอีกในศาลเขตพื้นที่ต่าง ๆ &amp;nbsp;รวม 4 ศาล จำนวน 8 คดีด้วยกัน โดยมีศาลจังหวัดเวียงสระ รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 มีฟ้องเข้ามา 1 คดี จำเลย 2 คน ศาลลงโทษปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 1,000 บาท และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 มีรายงานว่าที่ศาลจังหวัดเวียงสระมีฟ้องเข้ามาอีก 1 คดี จำเลย 1 คน ศาลลงโทษเท่ากันกับเมื่อวันก่อน (26 เมษายน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในวันที่ 27 เมษายน ยังมีที่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ฟ้อง 2 คดี จำเลยคดีละ 1 คน รวม 2 คน ศาลลงโทษปรับจำเลยคนละ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับคนละ 2,000 บาท
ศาลจังหวัดยะลาฟ้อง 2 คดี จำเลยคดีละ 1 คน รวม 2 คน ศาลลงโทษปรับจำเลยคนละ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กี่งหนึ่งคงปรับคนละ 2,000 บาท และศาลจังหวัดเบตงฟ้อง 2 คดี จำเลยคดีละ 1 คน รวม 2 คน ศาลลงโทษปรับจำเลยคนละ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับคนละ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงโทษที่มีข้อแตกต่างกันนั้น เนื่องจากผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีของแต่ละคดี ซึ่งอาจมีรายละเอียดและความหนักเบาแห่งการกระทำความผิดที่แตกต่างกัน การลงโทษจึงเป็นไปได้ที่จะไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ขอย้ำกับประชาชนทั่วประเทศว่า ขอให้ติดตามข่าวสารการประกาศของทางราชการอยู่เสมอเพื่อจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยทั้งของตัวเองและของผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของศาลยุติธรรมนั้น ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สำนักงานศาลยุติธรรมมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อช่วยสนับสนุนงานการพิจารณาตัดสินคดีของผู้พิพากษา เพื่อลดการเดินทางของคู่ความที่จะต้องเดินทางมาศาลในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ในชั้นของการยื่นคำร้อง คำขอต่าง ๆ ไปจนกระทั่งถึงการสืบพยานสามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกประกาศแนวทางการปฏิบัติให้ศาลยุติธรรมทั่วประเทศดำเนินการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการพิจารณาของศาลนั้น จะลงโทษตามระวางโทษที่กฎหมายกำหนด ส่วนบัญชีอัตราเปรียบเทียบแนบท้ายระเบียบ ฯ นั้น ใช้สำหรับผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ ซึ่งตามคำสั่งกรมควบคุมโรครวมถึงพนักงานสอบสวนด้วย บัญชีนี้ไม่ผูกพันให้ศาลต้องใช้ตามเกณฑ์ที่กำหนดว่าครั้งแรกต้องปรับ 6,000 บาท ศาลจึงยังคงมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจลงโทษได้ไม่เกิน 20,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อาจเกินกว่าหรือต่ำกว่า 6,000 บาท ก็ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101031</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, ศาลยุติธรรม, โฆษกศาลยุติธรรม, ไม่สวมหน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088e9af25169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเพชรบุรีให้ประกันตัว 22 ชาวบ้านบางกลอยแล้ว กำหนดเงื่อนไขห้ามเข้าพื้นที่อุทยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 2564 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ตามที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาซึ่งกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2564 ด้วยศาลยุติธรรมมีนโยบายให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีวันหยุด ในวันที่&amp;nbsp;7 มี.ค.&amp;nbsp;ศาลจังหวัดเพชรบุรีจึงได้ดำเนินการสอบถามความประสงค์ขอปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย จากนั้นศาลจึงจัดทำคำร้องขอปล่อยชั่วคราวส่งไปให้ผู้ต้องหาทั้งหมดลงลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วส่งผ่านสถานที่คุมขังกลับมายังศาลจังหวัดเพชรบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน โดยมีเงื่อนไขว่า &amp;ldquo;ห้ามผู้ต้องหากลับเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกจับ และพื้นที่อุทยานที่ไม่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo; เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมในระหว่างการพิจารณาคดี และแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นผู้กำกับดูแล เพื่อให้ผู้ต้องหาทั้ง 22 คนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดโดยเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวด้วยว่า การใช้วิธีการตั้งผู้กำกับดูแลดังกล่าวแทนการเรียกหลักประกันเป็นมาตรการใหม่ที่ศาลยุติธรรมนำมาใช้ เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักประกันใดๆ ขณะเดียวกันเป็นการลดความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจหลบหนีหรือไปก่อความเสียหายในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการเรียกให้วางหลักประกันเช่นที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95286</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวบ้านบางกลอย, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc9e7d8a0c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเพชรบุรีให้ประกันตัว 22 ชาวบ้านบางกลอยแล้ว กำหนดเงื่อนไขห้ามเข้าพื้นที่อุทยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 2564 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ตามที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาซึ่งกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2564 ด้วยศาลยุติธรรมมีนโยบายให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีวันหยุด ในวันที่&amp;nbsp;7 มี.ค.&amp;nbsp;ศาลจังหวัดเพชรบุรีจึงได้ดำเนินการสอบถามความประสงค์ขอปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย จากนั้นศาลจึงจัดทำคำร้องขอปล่อยชั่วคราวส่งไปให้ผู้ต้องหาทั้งหมดลงลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วส่งผ่านสถานที่คุมขังกลับมายังศาลจังหวัดเพชรบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน โดยมีเงื่อนไขว่า &amp;ldquo;ห้ามผู้ต้องหากลับเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกจับ และพื้นที่อุทยานที่ไม่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo; เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมในระหว่างการพิจารณาคดี และแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นผู้กำกับดูแล เพื่อให้ผู้ต้องหาทั้ง 22 คนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดโดยเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวด้วยว่า การใช้วิธีการตั้งผู้กำกับดูแลดังกล่าวแทนการเรียกหลักประกันเป็นมาตรการใหม่ที่ศาลยุติธรรมนำมาใช้ เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักประกันใดๆ ขณะเดียวกันเป็นการลดความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจหลบหนีหรือไปก่อความเสียหายในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการเรียกให้วางหลักประกันเช่นที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95285</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวบ้านบางกลอย, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc9e7d8a0c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คดีจราจรวันแรกช่วง7วันอันตราย1,865คดีเมาแล้วขับเยอะสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.62-นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยปริมาณคดีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร &amp;nbsp;ในช่วง 7 วันอันตราย เทศกาลปีใหม่ในวันเเรก (27 ธ.ค.)ที่ผ่านมาว่า มีสถิติความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ของกลุ่มศาลอาญา, กลุ่มศาลจังหวัด, กลุ่มศาลแขวง 1. จำนวนคดีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยแบ่งเป็น 1) จำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา รวมทั้งสิ้น 1,865คดี 2) จำนวนคดีที่พิพากษาแล้วเสร็จ รวมทั้งสิ้น 1,528คดี (คิดเป็นร้อยละ 81.93) 2. จังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 159 คดี,ชลบุรี จำนวน 158 คดี,เชียงใหม่จำนวน 112 คดี,ระยอง จำนวน 111 คดี,นครราชสีมา จำนวน 86 คดี 3. ศาลที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ศาลแขวงเชียงใหม่ &amp;nbsp;จำนวน 104 คดี,ศาลแขวงพัทยา จำนวน 79 คดี,ศาลแขวงนนทบุรี &amp;nbsp;จำนวน 74 คดี,ศาลจังหวัดระยอง &amp;nbsp;จำนวน 64 คดี,ศาลแขวงชลบุรี &amp;nbsp;จำนวน 62 คดี 4. ข้อหาที่มีการกระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ขับรถขณะเมาสุราจำนวน 1,369คน ขับรถขณะเสพยาเสพติดจำนวน 257 คน ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำนวน 224 คน
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า ส่วนสถิติความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ของกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว
1. จำนวนคำร้องที่เข้าสู่การตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 14 คำร้อง 2. ข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบการจับ
1) ขับรถขณะเมาสุรา 9 คน 2) ขับรถขณะเสพยาเสพติด 5 คน 3. ผลการตรวจสอบการจับ แบ่งเป็น ชอบด้วยกฎหมาย 14 คน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 0 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในส่วนของสถิติที่พบว่า พื้นที่ กทม.มีคดีสู่การพิจารณามากเป็นอันดับที่ 1 แต่ศาลที่มีคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุดเป็นศาลแขวงเชียงใหม่นั้น ก็เนื่องจากในพื้นที่ กทม. จะประกอบด้วยศาลแขวงหลายแห่ง อาทิ ศาลแขวงพระนครเหนือ , ศาลแขวงดุสิต , ศาลแขวงพระโขนง , ศาลแขวงปทุมวัน , ศาลแขวงดอนเมือง , ศาลแขวงธนบุรี โดยคดีกระจายในศาลแขวงหลายแห่งนี้ ดังนั้นเมื่อรวบรวมสถิติคดีจากทุกศาลแขวงเฉพาะในพื้นที่ กทม. จึงพบว่ามีปริมาณคดีเข้าสู่ศาลสูงสุด แต่หากพิจารณาสถิติคดีโดยแยกเป็นศาลนั้นจะพบว่า ศาลแขวงเชียงใหม่ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพียงแห่งเดียวจะมีปริมาณคดีสู่การพิจารณาสูงสุดเป็นอันดับ 1&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53427</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 วันอันตรายปีใหม่2563, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, ศาลยุติธรรม, สถิติคดีจราจรช่วงปีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2d7ac368607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2019 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2019 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ๊ะยังไง!เจออีกหนุ่มใหญ่พกมีดพับ9นิ้วเดินเข้าศาลจังหวัดปทุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย.62-นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดปทุมธานี รายงานเหตุเมื่อเวลาประมาณ 9.30 น. ของวันนี้ ได้มีนายชัชวาล คงคีรี อายุ 55 ปี ชาวจังหวัดเพชรบุรี เดินทางเข้ามาติดต่อราชการศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเปิดทำการศาลนอกเวลาทำการ (ศาลแขวง) เพื่อติดต่อขอประกันตัวผู้ต้องหา ซึ่งขณะที่นายชัชวาลกำลังเดินผ่านเครื่องตรวจอาวุธ มีสัญญาณดังขึ้น นายจิรวุฒิ ชาติกานนท์ และนายประภาส วงษ์ซื่อ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลจังหวัดปทุมธานี ได้ทำการขอตรวจค้นกระเป๋าสะพายที่นายชัชวาลนำติดตัวมาด้วย ปรากฎว่าพบอาวุธมีดพับขนาด 9 นิ้ว ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายที่นำติดตัวมาด้วย จึงได้ดำเนินการยึดอาวุธมีดพับและควบคุมตัวไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง นายชัชวาลได้นำอาวุธมีดพับของกลางดังกล่าวเข้ามาในบริเวณศาลจริง จึงได้กล่าวโทษเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล รายงานผู้พิพากษาหัวหน้าศาลทราบและดำเนินคดี ตั้งสำนวนคดีละเมิดอำนาจศาล โดยให้นัดไต่สวนละเมิดอำนาจศาลในวันที่ 18 พ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่ต้องมาติดต่อราชการศาลอย่านำอาวุธหรือสิ่งผิดกฎหมายเข้าในบริเวณศาล รวมถึงขอให้ปฏิบัติตามข้อห้ามของศาลที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยให้แก่ทุกคนอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการตรวจค้นจับกุมผู้พกพาอาวุธเข้าไปในบริเวณศาลเกิดขึ้นภายหลังจากที่นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ลงนามในคำสั่งด่วนที่สุด เรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาล ส่งเป็นหนังสือเวียนถึงถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมให้ใช้เป็นแนวทางและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ในมาตรการดังกล่าวมีทั้งการกำชับเจ้าหน้าที่ให้คอยสอดส่องดูแลบุคคลที่มาศาล เพื่อป้องกันไม่ให้พกพาอาวุธหรือสิ่งของผิดกฎหมายเข้ามาในบริเวณศาล &amp;nbsp;ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จะต้องปฏิบัติตามกฎ , ระเบียบข้อบังคับโดยเคร่งครัดจะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในจุดที่กำหนด จะละทิ้งหน้าที่ไปก่อนที่จะมีผู้เข้ารับเวรต่อเนื่องไม่ได้ เเละจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตื่นตัว รวดเร็ว และจะต้องพร้อมที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในทุกรูปแบบเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการในบริเวณศาลยุติธรรมและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องบันทึกรายงานเหตุการณ์ประจำวันในการปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งมาตรการดังกล่าวของเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมมีทั้งส่วนที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาล หรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณศาล ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะในศาลต่างจังหวัดที่ยังใช้ตำรวจจากพื้นที่ร่วมกับ รปภ.ศาลที่จะมีอัตรากำลังน้อยกว่าในศาลกรุงเทพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50402</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, พกมีดเข้าศาล, ศาลปทุมธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191116/image_big_5dcf97bf80404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2019 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2019 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โฆษกศาล&#039;กางระเบียบการตรวจร่างคำพิพากษา คดีประเภทไหนเข้าเกณฑ์ต้องส่งตรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค.62- นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายถึงกระบวนการขั้นตอนการออกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการตรวจร่างคำพิพากษาของอธิบดีผู้พิพากษาภาค ว่า เรื่องการตรวจร่างคำพิพากษาของภาคไม่ใช่การแทรกแซง อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจในการตรวจร่างคำพิพากษาและทำความเห็นแย้งได้ตามกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีการตรวจร่างฯ นั้น เดิมประธานศาลฎีกาเคยออกคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติงานคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคตั้งแต่ปี 2555 และต่อมามีระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยมาตรฐานการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ.2560 ระบุเรื่องนี้ไว้ ซึ่งต่อมามีการแก้ไขในปี 2562 ออกเป็นระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกา และการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ.2562 &amp;nbsp;ที่ประธานศาลฎีกาได้ลงนามเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2562 จึงเห็นได้ว่าในเรื่องการตรวจร่างนี้ เป็นวิธีการควบคุมคุณภาพคำพิพากษาที่มีระเบียบปฏิบัติรองรับชัดเจน
&amp;nbsp;
โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้ กำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจตรวจสำนวนคดีสำคัญ ได้แก่ คดีเกี่ยวกับความมั่นคง ,ความผิดเกี่ยวกับก่อการร้าย ,คดีทุกประเภทที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี หรือโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต คดียาเสพติดที่มีการครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายในจำนวนที่มีปริมาณมาก หรือผลิตและนำเข้ายาเสพติด คดีแพ่งจะเป็นคดีที่มีราคาทุนทรัพย์พิพาทตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไปกรณีที่สถาบันการเงินเป็นโจทก์ต้องมีทุนทรัพย์ พิพาท 10 ล้านบาทขึ้นไป ,คดีละเมิดอำนาจศาล ,คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในส่วนสุดท้ายจะเป็นคดีที่มีความสำคัญเกี่ยวด้วยตัวบุคคลหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเช่น คดีที่มีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือผู้เสียหายเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. นักการเมือง ผู้พิพากษา อัยการ และองค์กรอิสระต่างๆรวมถึงข้าราชการพลเรือนระดับอธิบดี ขึ้นไป หรือหน่วยงานรัฐวิสากิจ ที่เป็นระดับผู้อำนวยการ ผู้ว่าการ นายทหารหรือตำรวจที่มียศนายพลขึ้นไป หรือเป็นคดีที่มีพฤติการณ์แห่งการกระทำเป็นที่น่าสนใจของประชาชน และคดีที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือรูปแบบเป็นลักษณะองค์กรอาชญากรรม คดีที่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คดีที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ คดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันเเละปราบปรามการค้ามนุษย์ ความผิดตาม พ.ร.ก.ประมง คดีเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น
&amp;nbsp;
โดยในการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น การส่งร่างคำพิพากษา ควรให้มีระยะเวลาการตรวจไม่น้อยกว่า 15 วันทำการโดยพิจารณาเหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณคดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อธิบดีผู้พิพากษาภาคอาจจ่ายสำนวนและร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคช่วยตรวจได้หรือยังสามารถจ่ายสำนวนมาให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักงานอธิบดีฯหรือผู้พิพากษาอาวุโสช่วยตรวจ ซึ่งเมื่อตรวจแล้วให้เสนออธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือรองอธิบดีฯผู้ได้รับมอบหมายพิจารณาให้ความเห็น
&amp;nbsp;
โดยการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งนอกจากจะตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เช่น รูปแบบคำพิพากษา การใช้ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายแล้ว ยังต้องรักษาแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้การใช้ดุลพินิจของศาลเป็นไปโดยถูกต้องในแนวทางเดียวกัน ในกรณีที่ต่างไปจากแนวบรรทัดฐานควรมีเหตุผลพิเศษและให้แสดงเหตุผลพิเศษไว้ในร่างคำพิพากษาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
&amp;nbsp;
นายสุริยัณห์ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนการตรวจร่างตามระเบียบนี้ เป็นกรณีที่กำหนดให้ข้าราชการฝ่ายตุลาการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันโดยมีมาตรฐานที่ชัดเจนและเหมาะสม การตรวจร่างคำพิพากษาจึงเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ให้ผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ช่วยเหลือองค์คณะผู้พิพากษาตรวจทาน กลั่นกรองคำพิพากษาเพื่อให้คำพิพากษาของศาลยุติธรรมเป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ประกันความเป็นอิสระแก่องค์คณะผู้พิพากษาด้วย โดยหากองค์คณะยืนยันตามความเห็นเดิม อธิบดีผู้พิพากษาภาคก็จะบังคับให้เปลี่ยนแปลงผลไม่ได้ มีสิทธิแค่ทำบันทึกความเห็นแย้งติดสำนวนไว้ เพื่อให้เกิดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไปเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47603</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตรวจร่างคำพิพากษา, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb041af6d5d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
