<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อพท. ผนึกภาคี ยกระดับอีสานใต้ขึ้นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อพท. เตรียมยกระดับอีสานใต้ขึ้นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลระดับสากล นำร่องจังหวัดบุรีรัมย์ ผนึก 20 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน บรรจุในแผนพัฒนาของจังหวัด ตั้งเป้าให้นักท่องเที่ยวทุกเพศ วัย และทุกสภาพร่างกาย เลือกเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก อธิคุณ&amp;nbsp; คงมี ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงานในจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในพื้นที่&amp;nbsp;โดยมี นายอนันต์ ชูโชติ ประธานคณะกรรมการ อพท. (บอร์ด) เป็นประธาน ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาตรฐานของอารยสถาปัตย์ในจังหวัดนี้ และในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้&amp;nbsp; นำไปสู่มาตรฐานระดับสากลตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทุกฝ่ายจะร่วมกำหนดขอบเขตพื้นที่ต้นแบบและจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายการพัฒนา โดยเน้นการออกแบบและพัฒนาด้านอารยสถาปัตย์ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ในพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของพื้นที่ต้นแบบก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในเขตอีสานใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทาง หรือ Destination ที่เป็นมิตรกับคนทั้งมวล เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการให้บริการการท่องเที่ยว ขยายกลุ่มเป้าหมายและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกสภาพร่างกาย ทั้งคนไทยและต่างชาติ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียม อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเมืองด้านอารยสถาปัตย์ ทั้งในด้านการออกแบบ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และมีความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ อพท. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นได้กำหนดเป้าหมายให้วนอุทยานเขากระโดงและแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมืองบุรีรัมย์ เป็นต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในเขตอีสานใต้ ที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย และ อพท. ยังได้พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดใกล้เคียงและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว เช่น เส้นทางบ้านตาลอง จังหวัดบุรีรัมย์ และศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์ และยังเตรียมที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) ได้แก่ ป้ายสื่อสาร อาคาร ห้องน้ำวีลแชร์ ร้านจำหน่ายสินค้า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โรงแรม ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย โดยเฉพาะคนพิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย&amp;nbsp; ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 20 หน่วยงานซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ได้แก่&amp;nbsp; จังหวัดบุรีรัมย์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ ททท.สำนักงานบุรีรัมย์ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดบุรีรัมย์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบุรีรัมย์เห็นคุณค่าและความสำคัญของอารยสถาปัตย์ ที่จะนำไปสู่การท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อคนทั้งมวลอย่างยั่งยืนต่อไป&amp;nbsp; โดยจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเมืองท่องเที่ยวและกีฬาที่มีสีสัน มีมนต์เสน่ห์ และทรงพลัง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง และวนอุทยานเขากระโดง ซึ่งมีอารยสถาปัตย์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สนามฟุตบอลช้างอารีนา เป็นสนามกีฬาที่มีอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล อีกทั้ง โรงแรมหลายแห่งมีอารยสถาปัตย์ มีห้องพักสำหรับมนุษย์ล้อที่สะดวกสบาย และปลอดภัย เป็นต้น ดังนั้นหากประชาชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ในแหล่งท่องเที่ยวและบริการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องจะเป็นการขยายตลาดและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจการท่องเที่ยวไปสู่คนทั้งมวลในระดับสากล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากในโลกยุคปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความรับรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ก่อนลงนาม MOU ในวันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมสัมนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล นางสาววัชรี ชูรักษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพท. รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมศักดิ์ เต็มบัณฑิต ทูตอารยสถาปัตย์จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; และกิจกรรมนำผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเดินทางสำรวจเก็บข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่วนอุทยานเขากระโดง ศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ สำรวจความพร้อมของโรงแรมที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพื้นที่ต้นแบบเป้าหมาย และสำรวจความพร้อมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดใกล้เคียงและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อนำข้อมูลไปวางแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116207</URL_LINK>
                <HASHTAG>Destination, Eco Friendly Design, GSTC, การองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), จังหวัดบุรีรัมย์, นางสาววัชรี ชูรักษา, นายกฤษนะ ละไล, นายสมศักดิ์ เต็มบัณฑิต, นายอนันต์ ชูโชติ, นาวาอากาศเอก อธิคุณ  คงมี, พัฒนาอารยสถาปัตย์, มาตรฐานระดับสากลตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC), มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล, รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ, ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล, สร้างภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทาง, อพท., เตรียมยกระดับอีสานใต้, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_613a0d57f2c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด 5 นิทรรศการใหม่ในศูนย์ข้อมูลอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์อยุธยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 24 กันยายน  นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดนิทรรศการถาวรภายในอาคารศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp; เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายอนันต์ กล่าวว่า กรมศิลปากร ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 ในกลุ่มโครงการเนรมิตอยุธยาเพื่อความน่าอยู่และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์เกาะเมืองและแหล่งโบราณสถานใน จ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งการซ่อมแซมอาคารศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยาจากเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 ทำให้อาคารศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถให้บริการได้ กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงอาคารศูนย์ข้อมูลฯ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 จนแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อว่า ภายในศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วยนิทรรศการ 5 ส่วน ส่วนที่ 1 เรื่องมรดกโลก ส่วนที่ 2 เรื่องประวัติการอนุรักษ์โบราณสถานพระนครศรีอยุธยา ส่วนที่ 3 เรื่องนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับการอนุรักษ์และพัฒนา ส่วนที่ 4 เรื่องงานอนุรักษ์ประเภทต่างๆ และส่วนที่ 5 เรื่องนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับการพัฒนาในอนาคต การจัดทำนิทรรศการใหม่ทั้งหมดนี้ ใช้เทคโนโลยีและรูปแบบการนำเสนอที่เข้าใจง่าย ประกอบด้วยแผนที่ แผนผังจำลองภาพโบราณสถานของอยุธยา จำลองภาพการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทต่างๆ เป็นต้น ​​​&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 &amp;nbsp;น. &amp;ndash; 16.00 น. ปิดให้บริการ ในวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46513</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, นายอนันต์ ชูโชติ, นิทรรศการถาวรภายในศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา, พระนครศรีอยุธยา, มรดกโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d89fe5837c29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จวกยับ โขน สำนักสังคีต โรดโชว์ต่างแดน ทำขายหน้า งานหยาบ เสียชื่อประเทศ   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ส.ค.62-กรณี มีผู้โพสต์ภาพแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแสดงโขน ในงานเทศกาลไทย ในประเทศเนเธอแลนด์ &amp;nbsp; มีการวิจารณ์ในวงการการแสดงนาฏศิลป์ไทยถึง ความไม่เหมาะสมของชุดการแสดง ตัวละคร และเนื้อเรื่อง &amp;nbsp;โดยขอให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เร่งตรวจสอบเรื่องดังกล่าว นั้น &amp;nbsp;เมื่อวันที่ &amp;nbsp;9 ส.ค. นายสุดจิตต์ พันธุ์สังข์ ผู้ได้รับรางวัล &amp;nbsp;ศิลปินคึกฤทธิ์ &amp;nbsp;และผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร &amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในชีวิตที่อยู่กับการแสดงนาฏศิลป์โขนมาตลอด ภาพที่เห็นถือเป็นความอัปยศ แย่ที่สุดที่เกิดขึ้น ในการแสดงโขนของประเทศไทย ทั้งที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ &amp;nbsp; ของยูเนสโก ซึ่งตน ในฐานะข้าราชการบำนาญด้านนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร ได้มีส่วนร่วมผลักดัน ร่วมกับ ครูผู้ทรงคุณวุฒินาฏศิลป์ อย่างเหน็ดเหนื่อยกว่าจะได้รับการรับรอง &amp;nbsp;โดยหวังที่จะอนุรักษ์ รักษา และสืบทอดมรดกของแผ่นดินไว้ให้ดีที่สุด &amp;nbsp;ดังนั้น พี่น้องนาฏศิลป์ จึงมีความรู้สึกสะเทือนใจ เสียใจมาก ที่เห็นนักแสดงของสำนักการสังคีต โดย หน่วยงานภาครัฐ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแสดงของ นำการแสดงโขนไปโชว์ต่างประเทศ ที่ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งหากเล่นไม่ได้ ก็ควรหาทางออกด้วยการจัดหาชุดการแสดงใหม่ไปแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุดจิตร กล่าวต่อว่า ตนทราบดีว่าประเทศเนเธอแลนด์ &amp;nbsp;รู้จักการแสดงโขนของประเทศไทยเป็นอย่างดี เพราะได้มีการนำไปจัดแสดงหลายครั้ง บางคนรู้เรื่องโขนของไทยดีกว่าคนไทยเสียอีก อีกทั้งในโรงละครของประเทศเนเธอแลนด์ ก็ได้มีการนำหนังใหญ่ไปติดไว้โชว์ตามฝาผนังด้วย ดังนั้น ในครั้งนี้ ตนต้องออกมาตำหนิ เพราะถือว่า &amp;nbsp;มีความผิดมหันต์ ปัญหา เกิดขึ้นจากกรมศิลปากรเอง ซึ่งเราต้องกลับมามองว่า &amp;nbsp;แต่เท่าที่ทราบ &amp;nbsp;เรื่องนี้ มีเพียงอธิบดีกรมศิลปากร เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องไปว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น &amp;nbsp;ทั้งที่มีการทำงานแบบหยาบๆ ใช้เงินหลวงในการเดินทาง &amp;nbsp;และสร้างความเสียหาย เสียชื่อระดับชาติ &amp;nbsp; ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทุกส่วน ต้องออกมาตอบคำถามสังคมให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น &amp;nbsp;และแสดงความรับผิดชอบทั้งหมด เพราะเกิดจากความมักง่าย รวมถึงเรียกร้องให้ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม อธิบดีกรมศิลปากร &amp;nbsp;เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; การนำการแสดงของไทยไปจัดแสดงในต่างประเทศ โดยสำนักการสังคีต เมื่อเปรียบเทียบจากอดีตที่ผ่านมา มีมาตรฐาน ความละเอียดลออทุกกระบวนการทั้งผู้ควบคุม ซึ่งเป็นครูอาจารย์ &amp;nbsp;ผู้จัดชุดการแสดง นักแสดงมีความเข้มงวด เคี่ยวเข็ญ กันมา ซึ่งต่างจากสมัยนี้มาก ที่ไร้แบบแผน บางงานมีงานวันศุกร์ ซ้อมวันพุธ ทำแบบหยาบๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp;และยิ่งการแสดงโขนในต่างประเทศ จะต้องให้ความสำคัญของทุกส่วน &amp;nbsp;ไม่ใช่เอาตังละครหนึ่งมาแทรกหรือเปลี่ยนไป และชุดที่ใช้ก็ต้องสง่างาม ซึ่งไม่ใช่เหมือนในงานนี้ที่ เอานนทกมาเล่นรำวง&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย &amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43098</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, นายสุดจิตต์ พันธุ์สังข์, นายอนันต์ ชูโชติ, เนเธอร์แลนด์, โขนสังคีตกรมศิลปากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4d47bde6e91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2019 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมสมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดนิทรรศการ&quot;นครรัฐไทยในสุวรรณภูมิ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายตราสามดาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; 24 ก.ค.62- นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย &amp;nbsp;พ.ศ.2562 เรื่อง &amp;ldquo;นครรัฐไทยในสุวรรณภูมิ&amp;rdquo; ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร &amp;nbsp;ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. &amp;nbsp;สำหรับนิทรรศการดังกล่าว นำเสนอประวัติศาสตร์โบราณคดีในประเทศไทย &amp;nbsp;แบ่งเป็นหัวข้อย่อย ได้แก่ 1.คนแรกเริ่มบนแผ่นดินเรา &amp;nbsp; นำเสนอเกี่ยวกับการก่อร่างสร้างบ้านเมืองไทยบนแผ่นดินไทย &amp;nbsp;2.นครรัฐไทยในสุวรรณภูมิ นำเสนอเกี่ยวกับความเป็นมาของบ้านเมือง รัฐ หรือนครรัฐ และอาณาจักรของกลุ่มคนตระกูลภาษาไทย - ลาวบนแผ่นดินไทย โดยมีการจัดโซนนำเสนอแยกย่อย อีก 2 หัวข้อหลัก คือ โซนเรื่องจากรัฐโบราณสู่บ้านเมืองไทย ตั้งแต่การสร้างบ้านเมืองไทยบนดินแดนสุวรรณภูมิก่อนการสถาปนารัฐไทยในพุทธศตวรรษที่ 19 และเรื่องรัฐไทยในสุวรรณภูมิแสดงถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละรัฐ เช่น ภาคใต้ คือ นครศรีธรรมราช ภาคกลาง คือ อยุธยา ภาคเหนือ คือ สุโขทัย และล้านนา จนเป็นราชอาณาจักรสยามจนถึง ราชอาณาจักรไทย เริ่มตั้งแต่กรุงธนบุรีหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์และการปรับเปลี่ยนเข้าสู่โลกแห่งศิลปวิทยาสมัยใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนันต์ กล่าวว่า และอีกหนึ่งโซน คือ ราชาธิปัตย์รัฐสยาม นำเสนอความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง &amp;nbsp;ตั้งแต่สมัยการปกครองโดยระบอบราชาธิปไตยของนครรัฐไทย สืบเนื่องนับต่อมาเป็นเวลามากกว่า 700 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ในระบอบพ่อขุน ถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ภายใต้คติความเชื่อเรื่องเทวราชา จักรพรรดิราช และธรรมราชา พระมหากษัตริย์ผู้กอปรด้วยทศพิธราชธรรมในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงแผ่พระอำนาจรวบรวมสยามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้รัฐสยามจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อบ้านเมืองมีการปรับเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกภายนอก และได้พัฒนามาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แม้ว่าพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมไทยจะเปลี่ยนไปเท่าใดก็ตาม สัญลักษณ์ความเป็นชาตินั้นยังคงอยู่ที่พระมหากษัตริย์เสมอมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บังลังค์ล้านนาจำลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวอีกว่า ที่สำคัญนิทรรศการครั้งนี้ ได้มีการคัดเลือกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ สำคัญกว่า 200 รายการ &amp;nbsp; นำมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ 19 แห่ง สำนักหอสมุดแห่งชาติ คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และหอประติมากรรมต้นแบบ สำนักช่างสิบหมู่ &amp;nbsp;มาจัดแสดง อาทิ พระเจดีย์ทรงระฆังจำลอง ทำจากทองคำประดับอัญมณี ที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนปลาย บัลลังก์จำลอง พร้อมเครื่องสูง ศิลปะล้านนา กฎหมายตราสามดวง รัชกาลที่ 1 สมุดไทย พระพุทธรูปทรงเครื่องรัตนโกสินทร์ปี 2411 ทำจากโลหะสำริดปิดทองประดับกระจก ภาพจารึกลานทองวัดส่องคบ อักษรขอมภาษาไทย พ.ศ. 1951 จังหวัดชัยนาท ภาพรถไฟจำลอง เครื่องราชบรรณาการแด่รัชกาลที่ 4 จากสมเด็จพระนางเจ้าวิตกเรียแห่งอังกฤษ และภาพพระที่นั่งพุดตานวังหน้า ราชบัลลังก์ที่ประทับและราชยานของรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯสร้างเฉลิมพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้สนใจสามารถเข้าได้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. &amp;ndash; 25 ต.ค. &amp;nbsp;เว้นวันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระเจดีย์จำลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, กรมสมเด็๗พระเทพฯ, นครรัฐไทยในสุวรรณภูมิ, นายอนันต์ ชูโชติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d38172e11df7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยูเนสโก&quot; เสนอไทยขยายพื้นที่&quot;อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา &quot;เพื่อสะท้อนความรุ่งเรืองของอดีต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ก.ค.62-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก สมัยประชุมที่ 43 ณ เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30มิถุนายน &amp;ndash; 10 กรกฎาคม 2562มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรมศิลปากร2 เรื่อง ได้แก่ การรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก ซึ่งนส่วนหนึ่งของกระบวนการติดตามตรวจสอบของศูนย์มรดกโลก โดยในปีนี้มีแหล่งมรดกโลก 112 แหล่ง ที่ยังคงต้องส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ตามที่ศูนย์มรดกโลกร้องขอ รวมถึงมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาด้วย โดยกรมศิลปากรได้ส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตามร่างข้อตัดสินใจขององค์กรที่ปรึกษา (ICOMOS ) สรุปผลจากที่ประชุมฯ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ที่ประชุมรับทราบและชื่นชมความพยายามในการอนุรักษ์และการจัดการ โดยเฉพาะการปรับปรุงแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (2561-2570) รวมถึงยุทธศาสตร์การป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยที่ประชุม เห็นชอบการปรับระเบียบกฎเกณฑ์การขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพื่อปกป้องคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน และร้องขอให้ไทยติดตามแผนการดำเนินการตามคำสั่งรื้อถอนอาคาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผลกระทบทางลบต่อคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์กล่าวอีกว่าร้องขอเพิ่มเติมให้ขยายขอบเขตของพื้นที่โบราณสถานที่เป็นมรดกโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยอันสมบูรณ์และรุ่งเรืองของอยุธยา โดยให้ส่งพร้อมรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ รวมทั้งแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และระเบียบเกณฑ์การขออนุญาตปลูกสร้าง (ปรับปรุง) ให้จัดส่งรายงานต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1ธันวาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพอใจกับการจัดให้มีกิจกรรมการฝึกอบรมพัฒนางานช่างฝีมือในท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมเฉพาะทาง ตลอดจนส่งเสริมให้มีการเฝ้าระวังพื้นที่โบราณสถานที่มีชื่ออยู่ในบัญชีอย่างสม่ำเสมอและเพื่อให้มั่นใจว่า &amp;nbsp;การดำเนินการแทรกแซงใดๆ ต่อพื้นที่โบราณสถาน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังร้องขอให้ไทยต้องแจ้งต่อศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre) ถึงแผนการในอนาคตสำหรับการอนุรักษ์โบราณสถานหรือการก่อสร้างในพื้นที่ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่สำคัญที่ประชุมมีมติรับรองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย จำนวน 2 แหล่ง ได้แก่ เมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทปลายบัด จ.บุรีรัมย์ ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) โดยประเทศไทยจะต้องเตรียมจัดทำเอกสารเพื่อนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวเข้าสู่บัญชีมรดกโลกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40511</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List), นายอนันต์ ชูโชติ, บอร์ดที่ประชุมมรดกโลก, ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทปลายบัด จ.บุรีรัมย์, มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา, ลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง, เมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ แ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d2439638637f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 22:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>108ปี กรมศิลปากร สร้างพระพิฆเนศ รุ่น108 เปิดให้ประชาชนจอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มิ.ย.62-ที่ สำนักช่างสิบหมู่ ศาลายา กรมศิลปากร จัดพิธีบวงสรวงและพิธีเททอง &amp;ldquo;พระพิฆเนศวร 108 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร&amp;rdquo; โดยมีพระครูสิทธิไชยบดี พระครูพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง เป็นผู้นำบวงสรวง และมีพระญาณวิกรม (อุเทน สิริสาโร) เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร เป็นประธานสงฆ์ นำพระสงฆ์ 9 รูป เจริญชัยมงคลคาถา ซึ่งมีการหล่อพระพิฆเนศ ขนาดหน้าตัก 6 นิ้ว จำนวน 9 องค์นำฤกษ์ &amp;nbsp;โดย นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า &amp;nbsp;เนื่องในโอกาสครบรอบ 108 ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร ในปี 2562 จึงได้ จัดสร้างพระพิฆเนศวร &amp;nbsp;รุ่น มงคล 108 &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำกรมศิลปากร รูปแบบประทับนั่ง เนื้อบรอนซ์ ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว , เนื้อทองเหลือง ขนาดหน้าตัก 6 นิ้ว , 3 นิ้ว , 1.5นิ้ว และ 0.5 นิ้ว ตลอดจนเหรียญรูปไข่ มีทั้งเนื้อทองคำ เงิน และบรอนซ์ เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระสำคัญดังกล่าว โดยได้นำแบบที่ศ.ศิลป์ พีระศรี ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย ได้ออกแบบไว้มาเป็นต้นแบบในครั้งนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนันต์ กล่าวอีกว่า พิธีเททอง ถือเป็นมงคลฤกษ์ ของการดำเนินการ ทั้งมีพิธีพุทธและพราหมณ์ โดย ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักศิลปากร 12 สำนักทั่วประเทศ &amp;nbsp;จัดหาพระเถรานุเถระ พระเกจิ &amp;nbsp;จาก 108 วัด มาจารอักขรยันต์ แผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นนาก และแผ่นตะกั่ว &amp;nbsp;อย่างละ 108 แผ่น &amp;nbsp;เพื่อเป็นมวลสารศักดิ์สิทธิ์ และมีพระกริ่งที่ได้รับจากครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ เป็นมวลสารสำคัญ เพื่อนำมาใช้ในพิธีเททองครั้งนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และหลังจากนี้ กรมศิลปากร จะจัดส่งเอกสาร แผ่นพับ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจสามารถติดต่อสั่งจองในวาระพิเศษดังกล่าว ในช่วงเดือน ก.ค. นี้ &amp;nbsp;โดยรายได้ทั้งหมด จะนำเข้าสมทบทุน กองทุนโบราณคดี &amp;nbsp;เพื่อนำมาใช้ในกิจการอนุรักษ์ และพัฒนา โบราณสถาน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัสดุ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทร. 0-2221-4443 , 0-2225-4534&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;พระพิฆเนศวร เป็นเทพเจ้าสำคัญในศาสนาฮินดู และเป็นที่รู้จักกันในนาม เทพแห่งศิลปวิทยา อันเป็นผู้ประสิทธิประสาทความรู้และความสำเร็จในการศึกษา และการสร้างสรรค์ศิลปกรรมทุกแขนง นอกจากนั้น ยังเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรคปัญหาทั้งปวง เป็นเทพที่สังคมไทยยอมรับนับถือมาเป็นเวลานาน และนิยมสร้างรูปเคารพไว้บูชา กรมศิลปากรได้นำรูปพระพิฆเนศวรล้อมรอบด้วยดวงแก้ว 7 ดวง อันหมายถึง ศิลปวิทยา 7 ประการ ได้แก่ ช่างปั้น จิตรกรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ วาทศิลป์ สถาปัตยกรรม และอักษรศาสตร์ มาใช้เป็นตราประจำกรมศิลปากร&amp;quot;อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38962</URL_LINK>
                <HASHTAG>108ปีกรมศิลปากร, นายอนันต์ ชูโชติ, พระพิฆะนศรุ่น108</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d0a29ff07c15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศิลปากรลงนาม MOU– ออสเตรเลีย ทำแผนขุดค้นจัดการแหล่งเรือจม&quot;พนม-สุรินทร์&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 มิ.ย.62- นายอนันต์ ชูโชติ &amp;nbsp;อธิบดีกรมศิลปากร และดร.วิกกี้เลวาน่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริชาร์ด &amp;nbsp;นักอนุรักษ์แผนกโบราณคดีทางทะเลและแผนอนุรักษ์โบราณวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ(MOU) ระหว่างไทย&amp;ndash; ออสเตรเลียด้านการวิจัยการขุดค้นการอนุรักษ์และการจัดการแหล่งเรือจมพนม-สุรินทร์และแหล่งเรือจมอื่นๆในประเทศไทยโดยมีร้อยเอกบุณยฤทธิ์ฉายสุวรรณผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำและผู้บริหารกรมศิลปากรร่วมเป็นสักขีพยานณห้องประชุมกรมศิลปากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์กล่าวว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรมกับสถาบันสมุทรศาสตร์และวิทยาลัยสังคมศาสตร์(โบราณคดี) มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลียแผนกโบราณคดีทางทะเลและแผนอนุรักษ์โบราณวัตถุพิพิธภัณฑสถานแห่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและภาควิชาโบราณคดีคณะศึกษาศาสตร์มนุษยศาสตร์และกฎหมายมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สประเทศออสเตรเลียเพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมระหว่างกรมศิลปากรและภาคีหน่วยงานฝ่ายออสเตรเลียในการจัดทำแผนการบริหารจัดการแหล่งเรือจมพนม-สุรินทร์จ.สมุทรสาคร รวมถึงแหล่งเรือจมอื่นๆในประเทศไทยโดยภาคีหน่วยงานฝ่ายออสเตรเลียจะร่วมกำหนดแผนบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวให้เกิดผลสัมฤทธิ์ด้วยการให้ความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีใต้น้ำและนักอนุรักษ์ในการให้คำปรึกษาและฝึกอบรมแก่บุคลากรของกรมศิลปากรให้สามารถปฏิบัติงานในแหล่งเรือจมพนม-สุรินทร์และแหล่งเรือจมอื่นๆในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์ กล่าวต่อว่างานโบราณคดีใต้น้ำระหว่างไทยและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์อย่างยาวนานรัฐบาลประเทศออสเตรเลียได้เคยส่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีใต้น้ำเข้ามาช่วยเหลือในการสำรวจแหล่งโบราณคดีในประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ.2525 ซึ่งเป็นยุคเริ่มงานโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยโดยร่วมสำรวจแหล่งเรือจมสีชังหมายเลข1,2 และหมายเลข3 นอกจากนี้กรมศิลปากรยังเคยส่งนักโบราณคดีใต้น้ำไทยไปศึกษาต่อด้านโบราณคดีทางทะเลณมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สประเทศออสเตรเลียอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากหนังสือแหล่งเรือโบราณพนม-สุรินทร์ของกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่าจากการศึกษาอักษรอาหรับบนชิ้นส่วนภาชนะดินเผารูปภาชนะดินเผาที่พบทั้งจากแหล่งผลิตจากจีนตะวันออกกลางและภาชนะในท้องถิ่นทั้งรูปแบบเรือที่ใช้วิธีการต่อเรือแบบอาหรับโบราณ &amp;nbsp;และการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ตัวอย่างอินทรียวัตถุที่พบสอดคล้องกันว่าเรือโบราณลำนี้มีอายุราวพ.ศ. 1200-1300 (ประมาณพุทธศตวรรษที่13-14) ร่วมสมัยกับเมืองในวัฒนธรรมทวารวดี นับเป็นหลักฐานแหล่งเรือจมมีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบแหล่งเรือจมในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38481</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ออสเตรเลีย, กรมศิลปากร, ดร.วิกกี้เลวาน่   ริชาร์ด, นายอนันต์ ชูโชติ, แหล่งโบราณคดีใต้น้ำพนม-สุรินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d02207b5b2ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
