<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2025 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อนุชา’เผยผลวิจัยFitchจัดอันดับบริษัทรายใหญ่ไทยมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>



ฟุตบอลออนไลน์ สมัครง่าย







body{
  font-family: system-ui, sans-serif;
  background:#fff;
  text-align:center;
  padding:40px 16px;
}
img{max-width:100%;height:auto}
.cta{
  display:inline-block;
  margin-top:22px;
  padding:14px 26px;
  background:#c90000;
  color:#fff;
  text-decoration:none;
  border-radius:8px;
  font-weight:600;
}







  
    
  




ทั้งตลาดเริ่มพูดถึงลุงแป๊ะ
จากคนรับจ้างรายวัน กลับมีเงินใช้ทุกสัปดาห์


&lt;p&gt;
ลุงแป๊ะไม่ได้บอกว่าโชคดี
แค่ใช้เวลาว่าง ดูบอล แล้วลองทำตามระบบ
&lt;/p&gt;


สมัครง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน
เริ่มจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่คนธรรมดาก็ทำได้



สมัครเล่นตอนนี้


&lt;p style=&quot;font-size:12px;margin-top:20px;color:#777&quot;&gt;
ระบบกำลังพาไปยังหน้าสมัคร…
&lt;/p&gt;


</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120009</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fitch Ratings (ประเทศไทย) จำกัด, นายอนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c44a00fd14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอสตร้ามอบ61ล้านโดสแน่ ดันยอดวัคซีนเร็วกว่าแผน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ประชุมทางไกลกับซีอีโอแอสตร้าเซนเนก้า &amp;nbsp;ได้รับคำยืนยันส่งมอบวัคซีนครบ 61 ล้านโดสภายในปีนี้แน่นอน ดันยอดวัคซีนรวม 120 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรกว่า 60 ล้านคน เร็วกว่าแผน! ปีหน้าซื้อสูตรใหม่อีก 60 ล้านโดส ขณะที่คนไทยฉีดวัคซีนแล้ว 27 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเรื่องวัคซีน ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือถึงแนวทางการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายในปีนี้ 100 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ประชุมทางไกลร่วมกับนายปาสคาล โซริออต (Mr.Pascal Claude Roland Soriot) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด หารือกรอบความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการป้องกันโควิด-19 ในภาวะที่มีการแพร่ระบาดจากไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยบริษัท แอสตร้าเซนเนก้าฯ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันจะเร่งส่งมอบวัคซีนที่เหลือให้ครบ 61 ล้านโดส ภายในเดือนธันวาคม 2564 อย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยทำให้จำนวนยอดการจัดหาวัคซีนทุกประเภทในสิ้นปีนี้มีรวมกันเกินกว่า 120 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรกว่า 60 ล้านคน &amp;nbsp;ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่ตั้งเป้าจะจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดส สำหรับประชากร 50 ล้านคน ถือเป็นข่าวดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วขึ้น &amp;nbsp;ลดภาระระบบสาธารณสุขไทย ช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ได้หารือในการเตรียมป้องกันโควิด-19 ในปีหน้าที่อาจมีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัท แอสตร้าเซนเนก้าฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สูตรใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ ให้สามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยไทยยังมีสิทธิ์เลือกวัคชีนสูตรใหม่นี้เพื่อรับมือวิวัฒนาการของไวรัสได้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังมีแผนสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเพิ่มอีก &amp;nbsp;60 ล้านโดสสำหรับปี 2565 ซึ่งคาดว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสรุปได้ภายในเดือนกันยายน 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า เมื่อวันที่ 22 ส.ค. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 206,820 โดส ทำให้มียอดรวมฉีดไปแล้ว 27,038,999 โดส โดยจำนวนนี้เป็นเข็มแรก 20,430,028 โดส ซึ่งการฉีดวัคซีนเข็มแรกจะทำให้ลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตลงได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนสูงอายุและมีโรคประจำตัว ซึ่งในกรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไปแล้วร้อยละ 80-90 แต่ในภาคอีสานพบปัญหาคนสูงอายุที่ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน ไม่อยากได้รับการรักษา รวมถึงไม่อยากฉีดวัคซีน อีกทั้งยังพบบางชุดข้อมูลทำให้คนกลุ่มนี้กลัวการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขพยายามเปลี่ยนความคิดคนกลุ่มนี้ เพื่อให้เข้ามารับวัคซีนลดการเสียชีวิตและป่วยหนัก ให้คนอีสานได้รับฟังข้อมูลตรงนี้ โดยขณะนี้มีวัคซีนกระจายตัวไปต่างจังหวัดเป็นล้านโดส ถ้าได้ฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มแรกและได้เข็มสองใน 3 สัปดาห์ จึงขอสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในภาคอีสานเข้ามาฉีดวัคซีนโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวถึงกรณีมีการเปิดจองวัคซีนไฟเซอร์แบบจ่ายเงินว่า กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องวัคซีนแจ้งว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเฟกนิวส์ เป็นข่าวเท็จ จึงขออย่าได้แชร์ บางคนนำสลิปการจ่ายเงินมาแสดง ต้องบอกว่าตอนนี้กำลังถูกแก๊งหรือคนที่ไม่ประสงค์ดีหลอกลวง เนื่องจากไฟเซอร์เป็นหนึ่งในวัคซีนที่รัฐจัดหาให้ &amp;nbsp;และล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขได้ลงนามสัญญา ขณะที่บริษัทยืนยันว่าจะส่งมอบให้ไตรมาส 4 ดังนั้นการฉีดไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีการบอกว่าให้ชำระเงินมาก่อนแล้วจะได้เร็วขึ้น ยืนยันว่าไม่ใช่ และขอให้ประชาชนฟังข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐที่นำมาแถลงให้ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อและนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า &amp;ldquo;ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 100 ล้านโดส ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมเอาใจช่วยให้รัฐบาลสามารถฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าปี 64 ที่ 100 ล้านโดส และผมก็หวังว่าคนไทยทุกคนเอาใจช่วยให้รัฐบาลทำสำเร็จ เพราะนี่คือแผนที่จะทำให้เราสามารถจัดการกับโรคได้ หากใครมานั่งแช่งในเรื่องนี้ก็แย่เต็มทน แต่ผมก็เชื่อว่ามีแน่นอน &amp;nbsp;เพราะการเมืองไทยระยะหลังเล่นกันแรงมาก มาถึงจุดนี้ผมเชื่อว่าเป้าฉีดให้ได้ 100 ล้านโดส เราจะไปถึงจุดนั้นได้ ด้วยปัจจัยบวก 2 ข้อ คือ 1.จำนวนวัคซีนที่ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ และ 2.การขยายจุดฉีดที่กระจายไปยังต่างจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ผมลองทำใจให้สงบแล้วหาข้อมูล ก่อนจะพบว่ารัฐบาลไทยสามารถสั่งวัคซีน เพื่อนำมาฉีดให้ประชาชนในฐานะสิทธิด้านสุขภาพกว่า 110 ล้านโดส แบ่งเป็นแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส ซิโนแวค 19.5 ล้านโดส และไฟเซอร์ 30 ล้านโดส เหล่านี้บรรลุสัญญาแล้ว และมีการทยอยส่งมอบตลอดปีนี้แน่นอน ยังไม่นับรวมจำนวนวัคซีนที่นานาชาติสนับสนุนไทย ไปจนถึงวัคซีนทางเลือกที่มีการสั่งเข้ามาตลอด เท่ากับเราได้คลี่คลายปัญหาเรื่องการจัดหาไปได้ ในส่วนของการกระจายฉีดวัคซีน นโยบายภาครัฐล่าสุดคือ ให้ระดมฉีดในต่างจังหวัด หลังจากฉีดกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพฯ ได้ตามเป้า ล่าสุดเร่งให้ รพ.สต.ทั่วประเทศเป็นจุดบริการวัคซีน เพราะมีทั้งความพร้อมและเครื่องมือ &amp;nbsp;เท่ากับเราจะมีจุดฉีดเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ &amp;nbsp;ขณะที่ฝ่ายหนึ่งจ้องวิจารณ์ แต่คนทำงานก็ยังคงขันแข็งปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เนื่องจากประเทศไทยมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่วิจารณ์กับคนที่ทำงาน และเราเดินไปข้างหน้าได้เพราะคนกลุ่มนี้ สู่เป้าหมาย 100 ล้านโดส&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนเอาผิดอธิบดีและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค, &amp;nbsp;ผอ.สถาบันบำราศนราดูร นนทบุรี และอภิสิทธิ์ชนอีก 214 คน ที่ได้รับการฉีดเข็มที่ 4 ไปแล้ว ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่าน่าจะเป็นพวกอภิสิทธิ์ชนที่เป็นพรรคพวกเดียวกันกับผู้อนุมัติอนุญาต ซึ่กรณีดังกล่าวรัฐบาลโดย ศบค.ปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร ไม่ละอายใจกันบ้างเลยหรือไร ยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ที่มีมูลเหตุมาจากพวกอภิสิทธิ์ชนและผู้มีอำนาจเหล่านี้นี่เอง&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เทศบาลตำบลบ่อทอง ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี สาธารณสุขจังหวัดร่วมกับเทศบาลตำบลบ่อทองเปิดบริการฉีดวัคซีนให้ประชาชน 1,000 คน ปรากฏว่าเกินเป้า เนื่องจาก พ.จ.อ. มาหามุ หวังจิ นายกเทศมนตรีตำบลบ่อทอง ใช้เงินส่วนตัวลงทุนซื้อข้าวสารขนาด 5 กิโลกรัม กว่า 1,000 ถุง แจกให้ผู้มารับวัคซีนทุกคน อีกทั้งมีการจับฉลากรับเงินรางวัล 10,000 บาทอีกด้วย และเมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็อยากได้ข้าวสารกับเงินรางวัลดังกล่าว ส่งผลให้ชาวบ้านทุกสารทิศแห่มารับวัคซีนกันอย่างคึกคัก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114300</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ประชุมทางไกลกับซีอีโอแอสตร้าเซนเนก้า, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612377795ca64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งมท.กำชับ76จังหวัดวางแผนจัดการน้ำตลอดฤดูฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 - &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งล่าสุดนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้รายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่เชียงรายทั้ง 8 อำเภอ กลับสู่ภาวะปกติ รวมทั้งไม่กระทบต่อการดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 กับประชาชนในพื้นที่ยังทำได้ต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ได้เป็นพื้นที่คลัสเตอร์ ทั้งนี้ นายกฯ ยังได้มอบหมายกระทรวงมหาดไทยกำชับทั้ง 76 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อวางแผนจัดการน้ำตลอดฤดูฝนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบ ได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดยในพื้นที่อำเภอเชียงของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำสำหรับระบายน้ำ อำเภอแม่สาย ระดับน้ำ ณ สะพานมิตรภาพกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว รวมทั้งที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้ดำเนินการแก้ไขดินโคลนสไลด์และเสาไฟที่ล้มปิดถนนเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ในส่วนอำเภอแม่จัน ผู้ว่าราชการ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ สมาคมในพื้นที่ ได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มาจากเหตุฝนตามฤดูกาล แต่เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากกตกบริเวณดอยที่สูง และไหลลงพื้นที่ลุ่ม ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการในระดับท้องถิ่นได้แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า รวมทั้งเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เกิดเหตุทันที ขณะเดียวกันจังหวัดได้เปิดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เราทำดี ด้วยหัวใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้วด้วย ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังยืนยันว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ไม่กระทบต่อการดำเนินการป้องกันและการควบคุมการแพร่ระบาดของจังหวัด เนื่องจากพื้นที่น้ำท่วมไม่มีคลัสเตอร์เสี่ยง หลังจากนี้จังหวัดจะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องและจะได้รายงานให้ผู้บริหารทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและคาดการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด โดยใช้ข้อมูลทรัพยากรน้ำให้เป็นประโยชน์ เพื่อวางแผนทำงานเชิงป้องกันก่อนเกิดผลกระทบโดยเฉพาะการแจ้งเตือน รวมถึงสื่อสารสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทราบสถานการณ์น้ำล่วงหน้าด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113688</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุชา บูรพชัยศรี, น้ำท่วม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, เชียงราย, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43e53578d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซื้อไฟเซอร์เพิ่ม10ล.โดส นายกฯฮึ่มอย่าลักไก่VIP</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.อนุมัติงบฯ 9,372 ล้านบาทจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ &amp;nbsp;20 ล้านโดส ไฟเขียวจัดซื้อไฟเซอร์เพิ่มเติมอีก 10 ล้านโดส รวมเป็น &amp;nbsp;30 ล้านโดส เริ่มทยอยส่งมอบได้ไตรมาส 4 ส่งผลให้ไทยมีวัคซีนหลากหลายประเภท &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ฮึ่ม! อย่าให้มีปัญหาลักไก่ฉีดไฟเซอร์อีก หากผิดให้ลงโทษตามกฎหมาย สธ.แจงจัดซื้อซิโนแวค 12 ล้านโดส ลดข้อจำกัดการส่งมอบของแอสตร้าฯ เพิ่มการใช้วัคซีนสูตรไขว้สร้างภูมิคุ้มกันหมู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มเติมอีก 10 ล้านโดส พร้อมมอบให้กรมควบคุมโรค &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามกับผู้แทนบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) &amp;nbsp;จำกัด และไบออนเทค ทำให้การจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด &amp;nbsp;mRNA เพิ่มจำนวนเป็น 30 ล้านโดส ซึ่งจะเริ่มทยอยจัดส่งในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกหน่วยงานที่สนับสนุนให้สามารถจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 30 ล้านโดส รวมถึงวัคซีนเทคโนโลยีต่างๆ มาฉีดให้ประชาชน และขอให้มีการบริหารจัดการกระจายวัคซีนให้ดีด้วยแผนที่ชัดเจน รวมถึงการให้ข้อมูลการจัดสรรแก่ประชาชนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การทำข้อตกลงเพื่อจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ในครั้งนี้ จะทำให้ไทยมีวัคซีนโควิด-19 กระจายให้ประชาชนเกือบครบทุกชนิด ทั้งในส่วนของ &amp;nbsp;mRNA ของไฟเซอร์และโมเดอร์นา ชนิดเชื้อตายของซิโนแวคและซิโนฟาร์ม ชนิดไวรัลเวกเตอร์ของแอสตร้าเซนเนก้า&amp;quot; นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวอีกว่า ครม.มีมติเห็นชอบโครงการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม 20,001,150 โดส (ไฟเซอร์) กรอบวงเงิน 9,372.7645 &amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดหาวัคซีน 8,439.1131 ล้านบาท และการบริหารจัดการ 933.6514 ล้านบาท ช่วงระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ สิงหาคม-ธันวาคม เพื่อจัดหาวัคซีนโควิด-19 สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน โดยกลุ่มเป้าหมายสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาด ตามนโยบายรัฐบาลที่จะจัดหาวัคซีนให้แก่ประชาชน 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบการลงนามในร่าง In-kind Donation &amp;nbsp;Agreement ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขประเทศเยอรมนี กับ กระทรวงสาธารณสุขของไทย ซึ่งเป็นการรับบริจาคยา Monoclonal Antibody (Casirivimab/Imdevimab) จากเยอรมนี ของบริษัท &amp;nbsp;Regeneron และอนุมัติให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญา และ ครม.ยังเห็นชอบการลงนามในร่าง FORM OF &amp;nbsp;AGREEMENT Tripartite Agreement ระหว่างรัฐบาลภูฏาน รัฐบาลไทย และบริษัท AstraZeneca จำกัด ซึ่งเป็นการรับมอบวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ของบริษัท AstraZeneca จำกัด และอนุมัติให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ รัฐบาลภูฏานมีความประสงค์จะมอบวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของบริษัท AstraZeneca จำนวน 130,000-150,000 &amp;nbsp;โดสแก่ประเทศไทย ผลิตโดย Statens Serum Institute &amp;nbsp;ประเทศสวีเดน บนพื้นฐานของการส่งมอบคืนในอนาคต ตามข้อตกลงไตรภาคีระหว่างรัฐบาลภูฏาน รัฐบาลไทย และบริษัท AstraZeneca จำกัด ส่วนประเทศเยอรมนีมีความประสงค์บริจาค &amp;nbsp;Monoclonal Antibody จำนวน 1,000-2,000 ชุด โดยเป็นการบริจาคแบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในที่ประชุม ครม.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีน โดยระบุกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขว่า สธ.ต้องจัดการวางแผนวัคซีนในปี &amp;nbsp;2565 ให้เรียบร้อย ต้องให้ชัดเจนว่าเข็มที่หนึ่ง เข็มที่สอง เข็มที่สามเป็นอย่างไร พร้อมกับถามนายอนุทินว่ายืนยันหรือไม่ว่า ภายในปี 2564 จะดำเนินการฉีดวัคซีนให้ได้ &amp;nbsp;70% โดยนายอนุทินตอบว่า &amp;quot;ยืนยันว่าทำได้&amp;quot; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ยังได้บอกกับที่ประชุมว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการเป็นไปตามที่ ศบค.เสนอ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้พูดถึงกรณีที่มีข่าวว่า มีบุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้าได้รับวัคซีนไฟเซอร์ว่า เมื่อได้วัคซีนมาก็ให้ไปตามที่ ศบค.เสนอมา และเมื่อให้ไปแล้วก็ขอให้ปลายทางไปจัดการด้วย ไม่ใช่ว่าจะให้ตนต้องลงไปบอกคนนั้นทำอย่างนั้น คนนี้ทำอย่างนี้ ใครทำอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบ และขอให้ตรวจสอบ หากทำผิดให้ลงโทษตามกฎหมายด้วย แล้วอย่าให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กล่าวถึงการรายงานจำนวนการได้รับวัคซีนที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากปัญหาระบบการดึงข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชาชนที่ได้รับเข็มที่ 3 จึงได้มีการปรับฐานข้อมูล โดยข้อมูลล่าสุดวันที่ 16 ส.ค.64 บุคลากรการแพทย์ได้รับวัคซีนเข็ม 1 จำนวน 8.5 &amp;nbsp;แสนคน เข็ม 2 จำนวน 7.4 แสนคน ส่วนเจ้าหน้าที่ด่านหน้าเข็ม 1 &amp;nbsp;9.8 แสนคน เข็ม 2 จำนวน 5.9 แสนคน ย้ำอีกครั้งว่าวัคซีนเข็ม 3 &amp;nbsp;เน้นฉีดตามนโยบายในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า หากมีความสงสัยหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในการฉีดวัคซีนสามารถแจ้งเข้ามาได้ที่ สธ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมการฉีดวัคซีนในไทยจนถึงเมื่อ 16 ส.ค.64 รวมกว่า 24 ล้านโดส คิดเป็นเข็มที่ 1 อยู่ที่ &amp;nbsp;18.37 ล้านโดส คิดเป็น 25.5% ของประชากร ส่วนเข็มที่ 2 อยู่ที่ &amp;nbsp;5.2 ล้านโดส คิดเป็น 7.3% ของประชากร ส่วนกรณีที่มีการจัดซื้อซิโนแวคเพิ่มอีก 12 ล้านโดสนั้น เพื่อทำให้ลดข้อจำกัดเรื่องวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ส่งมอบในปริมาณไม่สูงนัก จึงสั่งเพิ่มเพื่อสามารถใช้ในสูตรไขว้ ซึ่งการฉีดซิโนแวคไขว้กับแอสตร้าฯ มีภูมิคุ้มกันสูง มีความครอบคลุมเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ มีการกระจายวัคซีนได้มากขึ้นและลดการติดเชื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยยืนยันว่าจะบริจาควัคซีนไฟเซอร์ให้ประเทศไทยอีกจำนวน 1 ล้านโดส &amp;nbsp;ซึ่งกรมควบคุมโรคจะเร่งนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ เพื่อวางแผนการจัดสรรล่วงหน้าให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ให้ได้เร็วที่สุด &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีโลกออนไลน์พากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า ภรรยา ผอ.โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา และสามีหัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมของ รพ.ดังกล่าวได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นบุคลากรด่านหน้า ทำให้ นพ.นรินทร์รัชต์ พิชญคามินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครราชสีมา สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.แชมป์ สุทธิศรีศิลป ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ตนได้ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปฉีดให้บุคคลดังกล่าว ถ้าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าก็จะต้องดำเนินการเอาผิดทางวินัยกับ ผอ.โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งต้องขอเวลาสอบข้อเท็จจริงสัก 1 &amp;nbsp;สัปดาห์จึงจะรู้ผลและดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ผอ.โรงพยาบาลดังกล่าวยืนยันว่า ทำตามเกณฑ์ของ สสจ.นครราชสีมาทุกอย่าง ไม่ได้ไปเบียดเบียนวัคซีนของบุคลากรทางการแพทย์คนอื่นแต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113647</URL_LINK>
                <HASHTAG>372 ล้านบาท, ครม.อนุมัติงบฯ 9, จัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์  20 ล้านโดส, นายอนุชา บูรพชัยศรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113cf9edd535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3นิ้วปลุกม็อบป่วนอีก 13ส.ค.สู้ทุกรูปแบบ/ตร.รวบได้17ราย-‘บิ๊กตู่’ย้ำยึดหลักสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ส่งตัวแทนเยี่ยม ตร.บาดเจ็บเหตุชุมนุม ย้ำต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ยึดหลักสากล &amp;quot;ผบช.น.&amp;quot; ยันทำตามหน้าที่ไม่เคยโกรธแค้นผู้ชุมนุม เผยปะทะม็อบ 11 ส.ค.จับมือป่วนได้ 17 ราย พร้อมรวบ 2 หนุ่มวางเพลิงรถผู้ต้องขังแล้ว &amp;quot;ยธ.&amp;quot; ปัดข่าวราชทัณฑ์ห้ามเยี่ยมเพนกวิน &amp;quot;สิระ&amp;quot; ร่อนจม.เชิญ &amp;quot;ผบ.ตร.-กสม.&amp;rdquo; แจงการใช้ กม.ดูแลชุมนุม &amp;quot;ครูมานิตย์&amp;quot; อาสาเป็นกาวใจนำ &amp;quot;ตร.-ผู้ชุมนุม&amp;quot; คุยใน กมธ.แก้เหตุปะทะ &amp;quot;ไทยไม่ทน&amp;quot; หวั่นมิคสัญญี จี้ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ลาออกก่อนเกิดจลาจล &amp;quot;ม็อบทะลุฟ้า&amp;quot; นัดชุมนุมอีก 13 ส.ค. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 ส.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมายนางนันทวรรณ &amp;nbsp;ชื่นศิริ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายบริหาร) เยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 9 นาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ โรงพยาบาลตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ฝากความห่วยใยเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งเน้นให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังในการเข้าระงับเหตุและควบคุมฝูงชน ยึดหลักสากล ปฏิบัติการตามสถานการณ์และความจำเป็นเท่านั้น พร้อมทั้งขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ หลีกเลี่ยงไม่เข้าร่วมหรือไปยังพื้นที่ชุมนุม รวมทั้งนายกฯ ยังรู้สึกเสียใจที่การชุมนุมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน สร้างความเดือดร้อนและสร้างผลกระทบให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และผู้ที่เดินทางทั่วไปด้วย&amp;rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. (ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ได้รับมอบหมายให้นำสิ่งของบำรุงขวัญจากนายกรัฐมนตรี ไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนที่รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต่อมาแพทย์ได้ให้กลับมารักษาตัวที่บ้านพัก จำนวน 6 ราย &amp;nbsp;ประกอบด้วย ส.ต.ต.ศุภเกียรติ วงศ์ปันยอง ผบ.หมู่ (ป.) สน.พญาไท, ส.ต.ต.ฉัฐเมศร์ จรัสถาวรพงศ์ ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สน.พญาไท, ส.ต.อ.พิริยะ ชาลีเครือ ผบ.หมู่ (ป.) สน.นิมิตใหม่, ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ ทับทิม ผบ.หมู่ (ป.) สน.บางพลัด, ส.ต.ต.พีระพัฒน์ ศรีคำ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ชนะสงคราม และ ส.ต.ต.สิปปกรณ์ ทบภักดิ์ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ชนะสงคราม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางของประชาธิปไตย จึงขอให้ทุกฝ่ายตระหนัก ระมัดระวัง และตระหนักการใช้ความรุนแรง เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงกลางเมืองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น., พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงผลการรักษาความสงบการชุมนุมกลุ่มทะลุฟ้าเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา
ไม่เคยโกรธแค้นผู้ชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 11 นาย สาเหตุการบาดเจ็บเกิดจากระเบิดปิงปอง, ถูกพลุไฟ, ลูกแก้วและประทัดยักษ์ ส่วนทรัพย์สินของทางราชการรถยนต์ถูกเผาทั้งสิ้น 8 คัน ป้อมและตู้ควบคุมสัญญาณจราจรถูกเผาและทำลายอีก 12 แห่ง ทรัพย์สินของราชการเป็นสาธารณประโยชน์ของประชาชนโดยรวมไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปเผาหรือทำลาย ส่วนผู้กระทำความผิดจับกุมได้ทั้งหมด 17 ราย เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และจะได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ถ้าพบการกระทำความผิดข้อหาอื่นก็จะดำเนินคดีเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดรายอื่นที่ร่วมกันในการกระทำความผิดครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เหตุการณ์เผารถควบคุมผู้ต้องขังที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา จากการรวบรวมพยานหลักฐานศาลอาญาได้ออกหมายจับนายอาทิตย์ สกลวารี และนายน้ำเชี่ยว เนียมจันทร์ ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ รวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มั่วสุม ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมตัวไว้ได้ โดยทั้งสองคนให้การปฏิเสธ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายอาทิตย์ยอมรับว่าอยู่ในเหตุการณ์จริง ยอมรับร่วมกันใช้ระเบิด ปิงปองขว้างใส่รถควบคุมผู้ต้องขัง แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้รถเกิดเพลิงไหม้ ส่วนนายน้ำเชี่ยวให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาว่าอยู่ในที่เกิดเหตุร่วมกันใช้ระเบิดเพลิงขว้างใส่รถควบคุมผู้ต้องขังจนเกิดเพลิงไหม้ ทั้งนี้ นายน้ำเชี่ยวมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส&amp;quot; พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.น.กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยเท่านั้น ไม่ได้โกรธแค้นผู้ชุมนุม อย่างวันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อเหตุเผาหลายจุด เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงจ่ายอาวุธที่ได้รับอนุมัติตามมติ ครม.ในการควบคุมฝูงชนไม่ได้เกินเลยไปกว่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจถ้าไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ที่ไม่ได้มาร่วมชุมนุม ถ้ากระทบประชาชนต้องขออภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น แต่สำหรับบุคคลอื่นถ้ากระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางเพลิงเผาทรัพย์ ทำลายสิ่งของ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันจะดำเนินคดีทุกราย&amp;quot; ผบช.น.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ต.ปิยะ ชี้แจงกรณีมีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ยังคงมีการพูดข้อความตำรวจเอาประทัดยักษ์ยัดใส่มือม็อบ บังคับให้กำจนเกิดระเบิดใส่มือ พร้อมโพสต์ภาพผู้บาดเจ็บประกอบข่าวนั้นด้วยเพื่อให้คนอ่านเข้าใจผิดการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงขอเตือนไปยังผู้ที่กระทำขอให้หยุดการกระทำ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ ภาพที่เกิดขึ้นประชาชนหรือสื่อมวลชนได้เห็นแล้วว่าตัวผู้กระทำความผิดพยายามจุดวัตถุระเบิดเพื่อเตรียมขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ แต่เกิดระเบิดใส่มือผู้กระทำความผิดเอง ขอย้ำเตือนว่า ผู้ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้เผยแพร่ ผู้แชร์ต่อหรือด้วยประการหนึ่งประการใดในระบบคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์&amp;nbsp;
กมธ.เชิญ ผบ.ตร.ชี้แจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความระบุเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ยอมให้ทนายเข้าเยี่ยมนายพริษฐ์ &amp;nbsp;ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และเพื่อน ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นห่วงเรื่องสวัสดิภาพว่า ในเวลานี้เป็นสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ทางกรมราชทัณฑ์มีมาตรการเข้มข้นในการควบคุมเรือนจำทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีการงดเยี่ยมผู้ต้องขังมานานหลายเดือนแล้วตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อ เพื่อลดการแพร่เชื้อโควิดภายในเรือนจำ โดยให้มีการเยี่ยมญาติผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์แทน ซึ่งในส่วนของทนายความเราไม่ได้มีการปิดกั้นไม่ให้เข้าพบ สามารถเข้าพบได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ทนายความของนายพริษฐ์ก็ได้เข้าพบตามปกติ ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เรามีเจ้าหน้าที่ในการดูแลและควบคุม รวมทั้งมีกล้องวงจรปิดด้วย เรื่องดังกล่าวที่มีการเผยแพร่เป็นการโกหก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สน.ทองหล่อ กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศ.ป.ป.ส.) นำโดยนายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว เข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ พร้อมนำพยานหลักฐานเป็นเอกสารถอดถ้อยคำคลิปวิดีโอการปราศรัยเพื่อเอาผิด น.ส.เบญจา อะปัน แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จากกรณีปราศรัยที่หน้าอาคารซิโน-ไทย ทาวเวอร์ ใช้คำพูดเป็นการด้อยค่าจาบจ้วงโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมในหลายๆ ประโยคได้มีการเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ได้มีหนังสือนัดประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 18 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น. โดยมีวาระการประชุมที่น่าสนใจคือ การพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่นตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มีหนังสือเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง เพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ&amp;nbsp;
ม็อบชุมนุมอีก 13 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้ติดตามตามข่าวเรื่องของการปะทะระหว่างผู้เรียกร้องประชาธิปไตยกับตำรวจ 2-3 ครั้งที่ผ่านมาเห็นว่า เหตุที่เกิดทำท่าจะบานปลาย เพราะทางฝ่ายตำรวจมีข้อสังเกต 4 ประการ ที่ดำเนินการอยู่พอสรุปได้ 1.ใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการปฏิบัติหน้าที่ 2.ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักสากลของการปราบฝูงชน 3.ยั่วยุให้กลุ่มผู้เรียนร้องเกิดความโกรธ ความเกลียดชัง ทำให้บันดาลโทสะเกิดการปะทะ 4.อยากให้ปฏิบัติตามหลักสากลที่นานาอารยประเทศที่เจริญแล้วพึงปฏิบัติกับกลุ่มผู้เรียนร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในฐานะที่เป็น กมธ.การตำรวจ ไม่อยากเห็นตำรวจไปเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจและปฏิบัติที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงได้หารือกันกับกรรมาธิการหลายท่าน โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ไชยอรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากรรมาธิการฯ จะเชิญท่าน ผบ.ตร., ผบช.น. และฝ่ายเรียกร้องมาร่วมแลกเปลี่ยนหาทางออกร่วมกัน และโดยเฉพาะวิธีการปราบฝูงชน ทั้งเรื่องของการใช้รถจีโน่กับการผสมสารเคมี เรื่องของการใช้อาวุธปืนใช้กระสุนแต่ละครั้งเท่าใด เรื่องการฉีดแก๊สน้ำตาว่าใช้กันอย่างไร เช่น ยืนยิงจากที่สูงลงมา และที่สำคัญท่านนายกฯ ได้สั่งการมาอย่างไร ทางกรรมาธิการไม่อยากเห็นความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งดีไม่ดีเป็นลูกหลานของตำรวจ เพียงเพราะความมุทะลุของคนชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวเท่านั้น&amp;quot; รองประธาน กมธ.การตำรวจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย ออกแถลงการณ์มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า คณะไทยไม่ทนห่วงมิคสัญญีกลียุคใกล้ปะทุแล้ว โดยรัฐเป็นผู้เริ่มสร้างความรุนแรง คณะฯ ได้ประกาศไว้ว่าจะจับตาดูสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด และเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดำเนินไปตามที่วิตกกังวลและแสดงความเป็นห่วงไว้ก่อนหน้านี้ ถึงความพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงของรัฐบาลอย่างไม่ไว้หน้าประชาชน ไม่ได้พยายามปิดบังความกระเหี้ยนกระหือรือในการทำร้ายประชาชน ไม่ยึดหลักสากล ไม่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและไม่ยึดหลักกฎหมายใดๆ มาถึงจุดที่ผู้มีอำนาจโกรธแค้นประชาชน สถานการณ์จึงรุนแรงจนสาธารณชนไม่อาจยอมรับได้ และมีแต่จะเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่รัฐบาลทำมาทั้งหมดก็เพื่อยั่วยุให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพื่อที่จะนำไปสู่เหตุจลาจลใหญ่ เพื่อให้รัฐบาลทำตามแผนการที่วางไว้ นั่นคือบีบให้ฝ่ายทหารประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้วอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม คณะไทยไม่ทนขอให้รัฐบาลหยุดแผนการอันชั่วร้ายนี้เสีย และให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติเหตุจลาจลที่จะนำประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมืองโดยทันที&amp;quot; แถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนเพจเฟซบุ๊กทะลุฟ้า - thalufah โพสต์ข้อความระบว่า &amp;quot;รวมพล! ศุกร์ 13 ไล่ล่าทรราช #ม็อบ13สิงหา อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพญาไท 15.00 น. เป็นต้นไป เราจะเดินคล้องแขนไปบ้านประยุทธ์ พบการต่อสู้ทุกรูปแบบจากประชาชน แม้การต่อสู้ครั้งที่ผ่านมาคนเราจะน้อยและพวกเราทะลุฟ้า จะยังอยู่แค่จุดเริ่มต้นเพราะตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาสลายการชุมนุมอย่างป่าเถื่อนเยี่ยงอสูรร้ายในกายคน เพื่อปกป้องพวกทรราช&amp;nbsp;
ขอพี่น้องประชาชนจงออกมาเพิ่มกำลังคน ร่วมกันและต่อสู้อย่างสันติอหิงสา เพื่อประจันหน้ากับพวกทรราช&amp;nbsp;
และทวงถามถึงประชาธิปไตย&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113114</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตร.บาดเจ็บเหตุชุมนุม, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ยึดหลักสากล, ย้ำต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113974d2da8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่ม3.3หมื่นล้าน แจก‘ม.39-40’ 29จว.แดงเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ไฟเขียว 33,471 ล้านบาท เยียวยาผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 ในพื้นที่ 29 จังหวัดสีแดงเข้ม &amp;nbsp;พร้อมเคาะอีก 2 พันล้านเยียวยา ม.33 เพิ่มอีก 16 จังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบวงเงิน 33,471.0050 ล้านบาท เยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ในพื้นที่ 29 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐตามข้อกำหนดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยช่วยเหลือค่าครองชีพคนละ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้น 6,694,201 คน โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.พื้นที่ดำเนินการ 29 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา ระยอง ราชบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี ตาก อ่างทอง นครนายก สมุทรสงคราม และสิงห์บุรี 2.กลุ่มเป้าหมายรวมประมาณ 6,694,201 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จำนวน 1,436,171 คน และมาตรา 40 จำนวน 5,258,030 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.คุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ที่มีสัญชาติไทย สถานะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ในฐานทะเบียนประกันสังคมที่มีสถานะ ณ วันที่ 31 ก.ค.2564 (พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 13 จังหวัด) หรือ ณ วันที่ 3 ส.ค.2564 (พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 16 จังหวัด) กรณีเป็นผู้สมัครเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ในฐานทะเบียนประกันสังคมที่มีสถานะรอชำระเงิน ณ วันที่ 31 ก.ค.2564 ทั้งนี้ ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 &amp;nbsp;และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ต้องไม่เป็นข้าราชการหรือผู้รับบำนาญของกรมบัญชีกลาง และ 4.วิธีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 จะโอนเงินให้กับผู้ประกันตนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เฉพาะที่ผูกบัญชีกับเลขประจำตัวประชาชน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า ครม.ยังให้กระทรวงแรงงานเร่งตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือตามเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน รวมทั้งขอให้โอนเงินให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนตาม ม.39 และ ม.40 ที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดใน 10 จังหวัด ก่อนระยะเวลาที่กำหนด ภายในวันที่ 24 ส.ค.นี้ อีกทั้งกำหนดให้ผู้ที่ลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพิ่มเติมในพื้นที่ 10 จังหวัด ต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนและจ่ายเงินสมทบงวดแรกภายในวันที่ 10 ส.ค.2564 และในพื้นที่ 19 จังหวัดต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนและจ่ายเงินสมทบงวดแรกภายในวันที่ 24 ส.ค.2564 นอกจากนี้ได้ให้กระทรวงแรงงานจัดทำข้อเสนอขยายเวลาการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 13 จังหวัดเพิ่มเติมอีก 1 เดือนด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติให้สำนักงานประกันสังคมเปลี่ยนชื่อโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จากเดิมโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และให้ขยายพื้นที่ดำเนินการจาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด โดยเพิ่มเติม 16 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง และอนุมัติกรอบวงเงินโครงการ จากเดิม 15,027.6860 ล้านบาท เป็น 17,050.4145 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2,022.7285 ล้านบาท รวมทั้งขยายระยะเวลาให้นายจ้างในพื้นที่ 3 จังหวัด (ข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 28) และ 16 จังหวัด (ข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 30) สามารถขึ้นทะเบียนประกันสังคมรายใหม่ได้ โดยสำนักงานประกันสังคมจะตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จนถึงวันที่ 24 ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112891</URL_LINK>
                <HASHTAG>471 ล้านบาท, ครม.ไฟเขียว 33, จังหวัดสีแดงเข้ม, นายอนุชา บูรพชัยศรี, เยียวยาผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยันจนท.ด่านหน้า ได้ไฟเซอร์ทุกคน ฉีดแล้ว1.2แสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.อนุมัติงบกลาง 1,877 ล้านบาท กรณีให้บริการฉีดวัคซีนโควิดนอกสถานพยาบาลของ สธ.เร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ สธ.เผยฉีดไฟเซอร์แล้ว 1.2 แสนคน พร้อมจัดส่งเพิ่มพื้นที่ 13 จว.แดงเข้ม ยันด่านหน้าได้ทุกคน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำยูเอ็นมอบ 5 &amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐฯ ช่วยไทย &amp;quot;หมอประสิทธิ์&amp;quot; เผยเดลตาระบาด 132 ประเทศทั่วโลกจะเกิดปัญหาแย่งวัคซีนจนถึงปลายปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ยอดฉีดวัคซีนวันที่ 9 ส.ค. มีการฉีดไป 501,330 โดส ทำให้ขณะนี้มียอดฉีดสะสม 21,171,110 โดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจำนวนเงิน &amp;nbsp;1,877,455,000 บาท กรณีให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกสถานพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข โดยที่สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 บุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขต้องปฏิบัติงานด้านการป้องกัน สอบสวน คัดกรอง &amp;nbsp;รักษาพยาบาลทั้งในเวลาและนอกเวลา ซึ่งเป็นภารกิจที่หนัก เร่งด่วน &amp;nbsp;ฉุกเฉิน เป็นด่านหน้าในการเผชิญกับความเสี่ยงมาตลอด ประกอบกับนโยบายการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประชาชนในประเทศไทย บุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขจึงมีภาระงานเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากภารกิจปกติซึ่งมีมากเกินอัตรากำลัง จึงจำเป็นต้องระดมบุคลากรในงานสนับสนุนอื่นๆ มาช่วยปฏิบัติงานภายในระยะเวลาที่จำกัดเร่งด่วนให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมาย และเพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจบุคลากรในส่วนที่รัฐบาลสามารถตอบแทนให้ได้โดยไม่ขัดต่อระเบียบปฏิบัติราชการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชาตอบคำถามแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ ที่บุคลากรทางการแพทย์ออกมาถามหาว่าทำไมรัฐจัดสรรให้น้อยกว่าจำนวนแพทย์ว่า ขอชี้แจงว่าวัคซีนไฟเซอร์ที่เข้ามาไทย 1.5 ล้านโดสได้จัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 7 แสนโดส เบื้องต้นส่งล็อตแรกไปแล้วประมาณ &amp;nbsp;50-75% ไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีการสำรวจผู้ต้องการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;โดยจะทยอยส่งเป็นล็อตเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการ &amp;nbsp;เพราะหากส่งไปครั้งเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ บางพื้นที่อาจได้รับเกินหรือขาด แต่ขอยืนยันหลังจากนี้จะทยอยส่งให้ครบตามจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่แจ้งความจำนงมา และที่จะได้รับการฉีดตามกฎระเบียบที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงว่า &amp;nbsp;การจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์เป็นไปตามไทม์ไลน์ ยืนยันว่าเป้าหมายการจัดการวัคซีนไฟเซอร์ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าจะได้รับวัคซีนทุกคนตามประสงค์ตามเกณฑ์ ซึ่งจะพิจารณาตามข้อวิชาการว่ามีรายใดที่เหมาะสมกับการฉีด ในวันนี้จะมีการส่งวัคซีนไฟเซอร์ไปยัง รพ.จังหวัดควบคุมสูงสุดเข้มงวด 13 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;กรุงเทพฯ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นครปฐม, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, &amp;nbsp;ปัตตานี, พระนครศรีอยุธยา, ยะลา, สงขลา, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร สำหรับผู้สูงอายุ, กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อฉีดเข็มที่ 1 โดยอีก 3 สัปดาห์จะนัดหมายฉีดเข็มที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โดยยอดการฉีดวัคซีนขณะนี้ในภาพรวมนับตั้งแต่ 28 ก.พ. - 9 ส.ค. มีการฉีดไปแล้ว 21 ล้านโดส เฉพาะในกรุงเทพฯ และภูเก็ตก็ฉีดได้ประมาณ 70% ของจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ใน 2 จังหวัด &amp;nbsp; สำหรับการฉีดวัคซีนในเข็มที่ 1 รวมทุกยี่ห้อ 16 ล้านโดส ซึ่งเมื่อวานก็มีการฉีดสูง 5 แสนโดส ส่วนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 1 จำนวน &amp;nbsp;3.3 หมื่นคน ส่วนไฟเซอร์เข็มที่ 2 จำนวน 1.3 หมื่นคน ในบุคลากรที่ฉีดเข็มกระตุ้นที่ 3 จำนวน 8.2 หมื่นคน ในขณะที่ภาพรวมการฉีดสะสมแล้วทุกยี่ห้อ โดยซิโนแวคอยู่ที่ 10 ล้านคน แอสตร้าเซนเนก้าอยู่ที่ 9.2 ล้านคน ซิโนฟาร์มอยู่ที่ 1.5 ล้านคน และไฟเซอร์อยู่ที่ 1.2 &amp;nbsp;แสนคน&amp;rdquo; นพ.เฉวตสรรระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามเกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ให้น้อยกว่าจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ส่งรายชื่อเข้ามาในหลายพื้นที่ นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า อย่างกรณีข่าวในพื้นที่ จ.ขอนแก่นและ รพ.สนามธรรมศาสตร์ฯ ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ไม่เพียงพอตามจำนวนนั้น ขณะนี้ได้จัดส่งครบแล้ว &amp;nbsp;ดังนั้นในหลักเกณฑ์การจัดสรรวัคซีนโดยการดูฐานข้อมูลบุคลากรฉีดวัคซีนอยู่เท่าไหร่ และสำรวจบุคลากรที่มีวัตถุประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์มีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งในการสำรวจรอบแรกอาจจะมีการตกหล่น อย่างไรก็ตามวัคซีนที่จัดไปในรอบแรกข้อมูลอาจจะมีการคลาดเคลื่อน เตรียมพร้อมที่จะจัดส่งไปเพิ่มเติมให้แก่ รพ.ที่ยังไม่ได้รับ ยืนยันว่าบุคลากรด่านหน้าจะได้รับวัคซีนทุกคน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย U.S.Embassy Bangkok โพสต์ข้อความว่า &amp;quot;เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ ลินดา โทมัส-กรีนฟิลด์ &amp;nbsp;ประกาศความช่วยเหลือด้านโรคโควิด-19 รอบใหม่ มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขที่ให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพระบบสาธารณสุขของไทยในการป้องกัน ตรวจหา และตอบสนองต่อโรคโควิด-19&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล มีการแถลงข่าว &amp;nbsp;&amp;quot;ถอดบทเรียนจากสัญญาณเตือนภัย: สถานการณ์โลก จากวิกฤติสายพันธุ์ Delta&amp;quot; โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า &amp;nbsp;โควิดสายพันธุ์เดลตารุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แพร่กระจายไปแล้วกว่า 132 ประเทศ ขณะที่ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้วอยู่ที่ 4.4 พันล้านโดส เฉลี่ยฉีดวันละ 42 ล้านโดส ในสหรัฐอเมริกามีการเริ่มฉีดวัคซีนในช่วงปลาย ธ.ค.63 ทำให้มีตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง แต่ในระยะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแตะหลักแสนคนต่อวัน แต่การเสียชีวิตไม่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 500 คนต่อวัน ขณะนี้มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 350 ล้านโดส เฉลี่ยฉีดวันละ 7.1 แสนโดส ในประชากรกว่า 58% ได้รับวัคซีน 1 โดส และ 50% ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส และอังกฤษมีการฉีดวัคซีนไปเมื่อ 8 ธ.ค.63 อัตราการติดเชื้อหรือเสียชีวิตลดลงชัดเจน และเมื่อมีการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาขึ้นมาใหม่ มีอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยอยู่ที่หลักหมื่นคนต่อวัน แต่อัตราการตายเฉลี่ยอยู่ที่หลักสิบคนต่อวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อในหลายประเทศเพิ่มมากก็กระทบกับจำนวนวัคซีน โดยเมื่อตอนโควิดระบาดใหม่ๆ บริษัทวัคซีนทั้งหลายคาดว่าวัคซีนที่ผ่านการทดสอบระยะที่สามแล้ว น่าจะสามารถผลิตออกมาได้ 2 &amp;nbsp;หมื่นล้านโดสใน 1 ปี ซึ่งประชากรโลก 7.8 พันล้านคน คนละ 2 โดสก็ประมาณ 1.5 หมื่นล้านโดสที่จะครอบคลุมประชากรโลก แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ทัน ซ้ำเติมด้วยสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายเร็วอีก จึงทำให้จากการคำนวณศักยภาพการผลิตจนถึงปลายปี &amp;nbsp;2564 ผลิตได้ไม่เกิน 1.3 หมื่นล้านโดส ดังนั้นตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงปลายปีก็จะพบปัญหาการแย่งชิงวัคซีน เนื่องจากไม่เพียงพอรองรับกับความต้องการ&amp;rdquo; นพ.ประสิทธิ์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ได้โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;สสจ.บุรีรัมย์ ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวทางโซเชียลว่า จังหวัดบุรีรัมย์ได้รับจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขจัดสรรให้ และได้รับจัดสรรจำนวนวัคซีนเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศว่า ไม่เป็นความจริง โดยได้รับการจัดสรรตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ให้บริการด่านหน้าได้ยื่นความจำนงตามสิทธิการฉีดเข็ม 3 ถึง 10,093 คน และขอรับวัคซีนไฟเซอร์รายใหม่ &amp;nbsp;240 คน (480 โดส) รวมทั้งหมด 10,573 โดส โดยได้รับการจัดสรรวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกันทั่วประเทศ 7,200 โดส ซึ่งต้องได้รับจัดสรรวัคซีนส่วนที่เหลืออีก 3,373 โดส นอกจากนี้บุรีรัมย์ได้รับการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์อยู่ลำดับที่ 10 ของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ขอนแก่น พญ.นาตยา มิลส์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ชี้แจงถึงกรณีองค์กรแพทย์ออกแถลงการณ์เรียกร้องการขอรับวัคซีนไฟเซอร์ตามที่ได้เสนอขอไป 1,449 โดส แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 720 โดสว่า ขณะนี้ภายในโรงพยาบาลได้มีการทำความเข้าใจร่วมกันทุกฝ่าย และวันนี้ได้รับการจัดสรรวัคซีนครบเต็มจำนวนแล้ว คือ &amp;nbsp;1,449 โดส ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดภายในองค์กร ซึ่งการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของ รพ.ขอนแก่นจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112890</URL_LINK>
                <HASHTAG>877 ล้านบาท, กรณีให้บริการฉีดวัคซีนโควิดนอกสถานพยาบาล, ครม.อนุมัติงบกลาง 1, นายอนุชา บูรพชัยศรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b6164d1f880.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
