<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน&quot;ประชุมผู้บริหารส่วนกลาง รายจังหวัดทั่วปท.เตรียมความพร้อมฉีดวัคซีน เปิดไลน์&quot;หมอพร้อม&quot;ติดตามผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;25 ม.ค.64- ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สธ. &amp;nbsp;พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สธ. นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วย รมต.สธ. ในฐานะประธานอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) และนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ..ประชุมชี้แจงการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ระยะที่ 1 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ร่วมกับประธานคณะทำงาน 6 คณะ โดยมีผู้บริหารส่วนกลาง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศเกือบ 1,000 แห่ง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งจัดหาวัคซีนสำหรับให้บริการแก่ประชาชนคนไทยทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตามความสมัครใจ ยึดหลักโปร่งใส วัคซีนมีความปลอดภัย มีคุณภาพได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ราคาเหมาะสม และสะดวกในการขนส่งในประเทศที่มีสภาพอากาศร้อน เพื่อการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับประเทศไทย วันนี้จึงได้มีการประชุมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงาน 6 คณะ ภายใต้คณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 เพื่อให้ทุกจังหวัดเตรียมแผนรองรับการฉีดวัคซีนประชาชนทุกคนซึ่งเป็นการฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ให้เป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยฉีดคนละ 2 เข็ม ดำเนินการในช่วงแรกกำหนดสถานที่ฉีดในโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่จึงเฝ้าระวังสังเกตอาการ 30 นาที หากมีผลข้างเคียงจะช่วยเหลือได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำ Line Official Account ในชื่อว่า &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; เป็นระบบรองรับการให้บริการวัคซีน ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและหน่วยบริการ ในการลงทะเบียนผู้รับวัคซีน ติดตามอาการไม่พึงประสงค์ ติดตามประเมินผลการให้วัคซีนจากหน่วยบริการทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุม และเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารกับประชาชน โดยติดตามอาการไม่พึงประสงค์ของทุกคนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนในวันที่ 1, 7, 30 และ 60 โดยเบื้องต้นจะมีการทดสอบการส่งข้อมูลและประเมินผลภายในวันที่ 27 มกราคม 2564 และจะเปิดตัวหมอพร้อม ระยะที่ 1 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับประชาชน จะเปิดใช้งานในช่วงเดือนเมษายน 2564
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90952</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #โควิด-19, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, หมอพร้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e7fe90b36a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.-ศธ. จับมือเปิดหลักสูตรโภชนาการจาก&quot;กัญขา&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิซซ่ากัญขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ม.ค.64 - &amp;nbsp;กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมลงนามความร่วมมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านโภชนาการจากส่วนของพืชกัญชาและกัญชงที่ได้รับการยกเว้นจากการเป็นสารเสพติด พัฒนาเป็น &amp;ldquo;หลักสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากส่วนกัญชากัญชงที่ไม่ใช่ยาเสพติด&amp;rdquo; สร้างความรู้ความเข้าใจให้วิสหกิจชุมชนปรุงเมนูอาหารที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมได้อย่างปลอดภัย ต่อยอดสร้างรายได้ สร้างอาชีพ แก่ประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธีกล่าวว่า ในการขับเคลื่อนกัญขาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลากว่า 1 ปี เริ่มเห็นภาพชัดเจน ตั้งแต่ปีแรกที่ได้ผลักดันเรื่องกัญชา คือ การทำยาที่มาจากสารสกัดจากกัญชา ที่กระจายไปยังโรงพยาบาลกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และยังมีการจัดตั้งคลินิกกัญชาทางการแพทย์ขึ้นในโรงพยาบาล และผู้ป่วยสามารถเข้าได้ เราก็ได้ทำงานพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พืชกัญชาสร้างประโยชน์มากขึ้น โดยคำนึงถึงรายได้ และโอกาสของเกษตรกรมากที่สุด เป็นการทำงานคู่ขนานไปงานวิจัย ที่มีคุณประโยชน์ทางการแพทย์อย่างแท้จริง สู่การจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สธ. ลองผสมเครื่องดื่มจากกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในโอกาสนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ พืชกัญชาได้สู่การพัฒนาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และถูกกฎหมาย ทันสมัย ปลอดภัย มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสังคม ขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ในระยะแรกจะเริ่มดำเนินการร่วมกับสำนักงานกศน. จังหวัด / กรุงเทพมหานครและสถานศึกษาขึ้นตรงในจังหวัดที่มีวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชา เน้นการพัฒนาทักษะความรู้ความเข้าใจ ให้วิสาหกิจชุมชนปรุงอาหารที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมได้อย่างปลอดภัยและจะขยายต่อไปยังผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชงในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวกระเพรากัญชา น่ากินมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าเมื่อเปิดประเทศจะเป็นอาหารเมนูใหม่ที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของพืชกัญชา กัญชง โดยที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เริ่มโครงการมาชิมกัญ โดยนำเมนูอาหารที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรทำไว้ เป็นต้นแบบไปเผยแพร่ให้ร้านอาหารที่สนใจ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติ ทำให้เห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจจากกัญชาและกัญชงมีจริง เช่น ก๋วยเตี๋ยว/เกาเหลาหมูตุ๋นอารมณ์ดี เล้งแซ่บซดเพลิน รื่นเริงบันเทิงยำ ข้าวกะเพราสุขใจ น้ำคั้นใบกัญชาสดผสมชา ขนมปังกรอบ คุกกี้ ชอร์ตเบรด เป็นต้น&amp;quot;นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำดื่มซู่ซ่า มีส่วนผสมของกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในระยะแรกจะเริ่มดำเนินการร่วมกับสำนักงาน กศน. จังหวัด/ กรุงเทพมหานคร และสถานศึกษาขึ้นตรงในจังหวัดที่มีวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชา เน้นการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ ให้วิสาหกิจชุมชนปรุงอาหารที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมได้อย่างปลอดภัย และจะขยายต่อไปยังผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชงในระยะต่อไป สำหรับการดำเนินการ กระทรวงสาธารณสุขโดยสถาบันกัญชาทางการแพทย์ ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นผู้ดูแลด้านกฎหมาย ระเบียบ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่มีความรู้ทางวิชาการด้านการใช้กัญชาตามองค์ความรู้ดั้งเดิม และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่เป็นหน่วยปฏิบัติในการนำนโยบายกัญชาทางการแพทย์ไปปฏิบัติ โดยจะเปิดตัวให้ผู้สนใจได้ลงทะเบียนที่งานมหกรรมกัญชา กัญชง 360&amp;deg; เพื่อประชาชน ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2564 ณ สนามช้างอารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คู่มือการใช้กัญชาที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทาวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หลังจากมีการปลดล็อคบางส่วนของกัญชาและกัญชง ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จำกัดเป็นสารเสพติด ยกเว้น ช่อดอกและเมล็ดกัญชา ซึ่งส่วนที่นำมาใช้ได้แก่ ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่ง ก้าน ราก ซึ่งไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด โดยเป็นการผสมผสานองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาที่คนไทยเคยใช้กัญชาทำอาหาร และองค์ความรู้ทางด้านวิจัย ต่อยอดการอบรมให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง รวมไปถึงความรู้การตลาด ที่จะสร้างอัตลักษณ์ธุรกิจจากกัญชา เพื่อห่วงโซ่การพัฒนาทางด้านอาชีพจากกัญชาและกัญชงที่สมบูรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครื่องดื่มกัญชา ลองแล้วติดใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90443</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., #สธ., กนกวรรณ วิลาวัลย์, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, เมนูกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_6007d7f17c742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์​ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองอีก 6 รายการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ธ.ค.63- ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) &amp;nbsp;เป็นประธาน มีมติเห็นชอบเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) อีก 6 รายการ ตามการเสนอโดยคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุข โดยมี รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สิทธิประโยชน์ 6 รายการดังกล่าว &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1. การผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะท้าย โดยระบบบริการในประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกถ่ายได้ปีละ 100 ราย ขณะที่การคาดการณ์ความต้องการของผู้ป่วยอยู่ที่ปีละ 50 ราย แต่เบื้องต้นบอร์ด สปสช. ตั้งเป้านำร่องให้บริการปีละ 25 รายก่อน คิดเป็นงบประมาณ 17.5 ล้านบาท 2. การตรวจยีน HLA-B* 5801 ก่อนให้ยา Allopurinol ในผู้ป่วยโรคเกาต์รายใหม่ โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเกาต์รายใหม่ปีละ 8,200 ราย คาดว่าจะใช้งบประมาณสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการปีละ 8.2 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. รายการอุปกรณ์ Extracorporeal Membrane Oxygenator (ECMO) ในการรักษาภาวะหัวใจ และ/หรือ ปอดล้มเหลวเฉียบพลัน โดยประมาณการณ์จำนวนผู้รับบริการตั้งต้นปีที่ 1 จำนวน 300 ราย ขณะที่คาดว่าค่าใช้จ่ายในปีแรกอยู่ที่จำนวน 26 ล้านบาท 4. การคัดกรองและวินิจฉัยวัณโรคด้วยการตรวจเอกซเรย์ปอดในทุกกลุ่มเสี่ยง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Molecular assay &amp;nbsp;ได้แก่ Real-time PCR (Xpert MTB/RIF), Real-time PCR MTB/MDR, TB-LAMP, LPA โดยกลุ่มเสี่ยงวัณโรค ได้แก่ ผู้สัมผัสวัณโรค ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุ จำนวน 1.098 ล้านราย คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 725 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ 30,434 คน ประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายไว้ 12.33 ล้านบาท และ 6. รายการอุปกรณ์ประสาทหูเทียมชนิด Rechargeable สำหรับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่มีระดับการได้ยิน 90 dB ขึ้นไป และไม่เคยฝึกภาษามือ โดยคาดว่ามีกลุ่มเป้าหมายราว 33 คน ขณะนี้ สปสช.อยู่ระหว่างต่อรองราคาค่าประสาทหูเทียมให้ต่ำกว่าชุดละ 6 แสนบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากสิทธิประโยชน์ 6 รายการแล้ว บอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบหลักการกรณีใช้น้ำมันกัญชาในผู้ป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน และไมเกรน และสารสกัดกัญชาในผู้ป่วยโรคลมชัก และมะเร็งระยะท้าย วงเงิน 58.3 ล้านบาท ซึ่งจะนำเข้าสู่คณะกรรมการพัฒนายาหลักแห่งชาติต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนของขวัญเพิ่มเติมสำหรับประชาชน นอกจากนโยบายยกระดับบัตรทองใน 4 บริการ อันประกอบด้วย ประชาชนที่เจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ (รักษาทุกที่ ณ เครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น) นำร่องในเขต 13 กทม. ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว ที่นำร่องที่เขต 9 นครชัยบุรินทร์ โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม และย้ายหน่วยบริการ เกิดสิทธิทันที ไม้ต้องรอ 15 วัน ที่จะเริ่มใช้พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2564 ที่เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลตั้งใจมอบให้ประชาชน วงเงิน 1,453 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในครั้งนี้ ผ่านการศึกษาทางวิชาการและประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทั้งมิติของประสิทธิผลและต้นทุน ตลอดจนพิจารณาความพร้อมของระบบบริการ แนวทางการปฏิบัติ (Guideline) รวมถึงข้อพิจารณาเชิงจริยธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ยืนยันว่า สปสช.จะใช้งบประมาณประเทศชาติและภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้รับประโยชน์มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86411</URL_LINK>
                <HASHTAG>[บัตรทอง, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, สปสช., เพิ่มสิทธิประโยชน์บัตรทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd09a1dd9fc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน&quot;ขีดเส้นบัตรทองทั้งประเทศ ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวภายในปี 65  เปิดตัวเขต9 นำร่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23พ.ย.63-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า นโยบายดูแลผู้ป่วยโดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว นับเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่จะช่วยดูแลและเพิ่มความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยระบบมีขนาดใหญ่ ทำให้ต้องค่อยๆ เริ่มจากพื้นที่ที่มีความพร้อมก่อน คือเขตสุขภาพที่ 9 (นครชัยบุรินทร์) อันประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับเขต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ไปจนถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างๆ ที่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 9 ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการดำเนินนโยบาย และเริ่มนำร่องบริการดูแลผู้ป่วยในโดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 เป็นต้นมา ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะให้การสนับสนุนและร่วมมือกับเขต 9 ในการเป็นพื้นที่นำร่อง ก่อนนำเอาจุดอ่อนจุดแข็งที่ได้กลับไปพัฒนาปรับปรุงและขยายผลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากเดิมประชาชนที่ต้องไปประกอบอาชีพ ทำงานอยู่ต่างพื้นที่ จะเข้ารักษาที่ไหนก็ต้องลำบากกลับไปขอใบจากต้นสังกัด แต่จากนี้ไปจะสามารถรับบริการได้ทุกแห่งโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เกิดความสะดวกสบาย ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทาง ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2565 ระบบทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์เรียบร้อยทั่วประเทศ หากพบปัญหาระหว่างทางก็จะต้องแก้ไข โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน&amp;rdquo; นายอนุทิน ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่ จ.นครราชสีมา นอกจากจะมีความพร้อมทั้งในเรื่องของเครือข่ายหน่วยบริการ และความเข้าใจของประชาชนแล้ว ยังมีเรื่องของระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวนมากในพื้นที่ ที่ช่วยให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินไปได้ ตอบสนองต่อจุดเดือดร้อนของชาวบ้านเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการเดินทาง สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ลลิตยา กองคำ ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 9 นครราชสีมา กล่าวว่า นอกจากการนำร่องนโยบายดูแลผู้ป่วยในโดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวแล้ว ในพื้นที่ขณะนี้ยังมีการเตรียมการในนโยบายส่วนที่เหลือ ทั้งการรักษาในเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิทุกที่ และมะเร็งส่งตรงถึงโรงพยาบาลเฉพาะด้าน ซึ่งเตรียมการให้มีความพร้อมไว้ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจริงในวันที่ 1 ม.ค. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ลลิตยา กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินนโยบายนี้ ตัวระบบอาจยังมีความไม่พร้อมเต็มร้อย จึงต้องมีการสื่อสารภายในระหว่างหน่วยบริการให้มีความชัดเจน และลดข้อขัดข้องหน้างาน โดยในส่วนประเด็นของค่าใช้จ่ายที่อาจเกินกว่าระบบที่มีการวางเอาไว้ สปสช.ก็พร้อมเตรียมการดูแลในกรณีดังกล่าว ซึ่ง สปสช.เขต จะมีการเสนอเข้าไปที่ส่วนกลางเพื่อดูว่าจะมีการสนับสนุนงบประมาณเข้ามาป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในตัวระบบบริการได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของการจัดระบบบริการ ก็เป็นหน้าที่ของ สธ. ที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ซึ่งส่วนของผลตอบรับในขณะนี้พบว่าประชาชนค่อนข้างพึงพอใจ เพราะการขอใบส่งตัวนั้น นอกจากจะเป็นปัญหาทั้งเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายแล้ว ในบางครั้งเมื่อเกิดการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน ยังทำให้ประชาชนรู้สึกเหมือนถูกลดทอนศักดิ์ศรีลงไปด้วย&amp;rdquo; พญ.ลลิตยา ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางดวงเนตร ทองสุข หนึ่งในญาติผู้ป่วยซึ่งเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า เดิมสามีซึ่งป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมและมีต้นสังกัดอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หนองไผ่ เมื่อแพทย์นัดผ่าตัดและต้องเข้ามาที่โรงพยาบาลฯ นั้น นับว่ามีความยากลำบากและยุ่งยากที่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวทุกครั้ง ขณะที่ผู้ป่วยก็ต้องรอใบส่งตัวจึงจะได้รับการรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดีใจมากที่มีนโยบายนี้ เป็นโครงการที่ดีมาก เพราะไม่ต้องยุ่งยากวิ่งไปวิ่งมาเหมือนเมื่อก่อน มีเพียงบัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถเข้ารับบริการได้ เวลาหมอนัดมาไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ขณะที่คนไข้ก็มีอาการดีขึ้นมาก เมื่อมาถึงก็ได้รับการดูแลอย่างดี รวมถึงการทำกายภาพบำบัดก็ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว จึงฝากถึงทุกคนว่าขณะนี้ระบบริการสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนเยอะ และทุกคนชอบมาก&amp;rdquo; นางดวงเนตร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84770</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., [บัตรทอง, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, เลิกใช้ใบส่งตัวบัตรทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8d41a0c99b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 19:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยจองซื้อวัคซีนโควิด 26 ล้านโดส ฉีดได้ 13 ล้านคน อนุทิน วอนอย่าเลิกสวมหน้ากากแม้มีวัคซีนแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย.63 - ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ภายหลังรณรงค์ให้ประชาชนยกการ์ดสวมหน้ากากป้องกันโรคโควิด 19 ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติให้ประเทศไทยจองซื้อวัคซีนโควิด 19 จากบริษัทแอสตราเซนเนกา ที่ประเทศไทยมีความร่วมมือในการพัฒนา จำนวน 26 ล้านโดส วงเงิน 6,049,723,117 บาท ครอบคลุมคนไทยร้อยละ 20 ของประชากร หรือ 13 ล้านคน ทำให้คนไทยมั่นใจอีกระดับว่า หากวัคซีนดังกล่าวสำเร็จคนไทยจะมีวัคซีนใช้ทันทีและจะเป็นประเทศลำดับแรกๆ ที่เข้าถึงวัคซีน เนื่องจากหากไม่รีบจองซื้อ พอถึงวันที่วัคซีนสำเร็จก็อาจไม่ได้มาหรืออาจต้องจ่ายในราคาต้นทุนถึงโดสละ 20 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ การจองซื้อจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมาด้วย เพื่อให้ผลิตได้เองภายในประเทศ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการขนส่งและความเสียหาย ที่สำคัญวัคซีนที่สำเร็จต้องผ่านกระบวนการรับรองต่างๆ มีความปลอดภัยสำหรับผู้รับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทินกล่าวอีกว่า ประเทศไทยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้ เกิดจากความร่วมมือของประชาชน ซึ่งหากช่วงที่มีการระบาดแล้วคนไทยไม่ร่วมกันใส่หน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่าง คงเกิดการติดเชื้อมากกว่ายอดปัจจุบันที่มี 3,700 กว่าราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คนไทยเริ่มใส่หน้ากากลดลงจาก 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการสวมหน้ากากมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ประเทศไทยไม่เกิดการติดเชื้อ ไม่มี Super Spreader เกิดขึ้น และเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก กรมอนามัยจึงต้องจัดกิจกรรมรณรงค์กระตุ้นให้คนกลับมาสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่างให้ใกล้เคียงอัตราเดิม เนื่องจากประเทศไทยยังมีความเสี่ยงจากการที่ประเทศต่างๆ ยังมีการติดเชื้อสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การใส่หน้ากากถือเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดในวันที่วัคซีนโควิด 19 ยังไม่มา และช่วยประเทศชาติอย่างมหาศาล เพราะค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยก็ประมาณเกือบล้านบาทต่อคน ขอให้คนไทยร่วมกันเป็นมือเป็นไม้ ช่วยกันสื่อสารให้คนรอบตัว คนในครอบครัว และเพื่อนฝูง ยังคงสวมหน้ากากกันต่อไป และทำให้เป็นค่านิยม&amp;quot; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84151</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #โควิด-19, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3c64840f9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;ลงตรวจพื้นที่น้ำท่วมปากช่องสั่งสธ.เร่งช่วยเหลือปชช.เจ็บป่วย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.63-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นำผู้บริหาร สธ. ลงพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนงพระใต้ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตรวจเยี่ยมความเสียหายจากเหตุอุทกภัยอันเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน พร้อมทั้งให้กำลังใจและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดการสถานการณ์แล้ว การดูแลสาธารณสุขขั้นพื้นฐานให้เป็นบทบาทของ รพ.สต. ขณะที่การดูแลที่เข้มข้นขึ้นให้เป็นความรับผิดชอบของโรงพยาบาลในอำเภอ และในเมือง ตามลำดับ ซึ่งขอยืนยันระบบของกระทรวงสาธารณสุขพร้อมดูแลประชาชนทุกคน สิ่งที่กังวล คือ หนึ่งเรื่องอันตรายจากไฟฟ้า ไฟดูด ไฟช็อต และโรคภัยที่มาพร้อมกับภาวะน้ำท่วม โดยได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน พร้อมทั้งส่งหน่วยดูแลสุขภาพจิตไปดูแลประชาชน ระหว่างนี้หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือเรื่องสุขภาพให้ติดต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ทันที และหวังว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายอนุทินและคณะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมชุมชน บริเวณ บริษัท ทีโอที จำกัด สาขาปากช่อง เนื่องจากมีรายงานว่า ประชาชนประสบปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วม ก่อนจะลงพื้นที่ วัดท่ามะนาว ตำบลหนองสาหร่ายมอบเวชภัณฑ์และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80155</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, น้ำท่วม, สธ., อ.ปากช่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f82bea38d127.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 19:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039; เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ หารือทูตญี่ปุ่นให้นักธุรกิจแดนปลาดิบเข้าไทยได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;19 มิ.ย.63- ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายนาชิดะ คาซูยะ (Mr.Nashida Kazuya) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือโครงการจับคู่ท่องเที่ยวกับต่างประเทศที่บริหารจัดการสถานการณ์โควิด 19 ได้ดี หรือแทรเวล บับเบิล (Travel Bubble) ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้รับทราบและย้ำในมาตรการความปลอดภัยการดำเนินโครงการจับคู่ท่องเที่ยวกับต่างประเทศ หรือ Travel Bubble ต้องยึดหลักการการจำกัดกลุ่มที่จะเดินทาง เบื้องต้นจะเน้นกลุ่มนักธุรกิจโดยยังไม่เปิดกว้างให้นักท่องเที่ยว จะกำหนดระยะเวลาและจำกัดการเดินทาง มีบริษัทหรือหน่วยงานต้นสังกัดให้การรับรอง ควบคู่กับมาตรการตรวจสุขภาพก่อนเดินทาง (Fit to Fly) ตรวจทั้งก่อนและเมื่อมาถึงประเทศไทย ซึ่งในรายละเอียดนั้นทางกรมควบคุมโรคได้กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ไว้แล้ว เหลือเพียงการเพิ่มเติมในรายละเอียด และนำเข้าสู่การประชุมของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ในวันที่ 26 มิถุนายน 2563 เพื่อพิจารณาตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สถานการณ์ในประเทศตอนนี้มีเพียงผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศอยู่ในการกักตัวสังเกตอาการ มาถึงวันนี้จึงต้องพิจารณามาตรการเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า ผลจากโควิด 19 &amp;nbsp;ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปมาทำธุรกิจได้ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ยืนยันว่าการผ่อนคลายในแต่ละมาตรการจะพิจารณาอย่างรอบคอบ เราต้องหารือเกี่ยวกับวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งแพทย์และประชาชน ต้องรู้สึกว่าพอใจกับมาตรการที่เกิดขึ้นและให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69161</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นักธุรกิจญี่ปุ่นบินเข้าไทย, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, หาทางฟื้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eeca101834e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
