<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2020 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;เสนอนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาส่งออกทรุดตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ&amp;nbsp;อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง การทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วของภาคส่งออกจะทำให้เกิดการเลิกจ้างจำนวนมากว่า การผิดนัดชำระหนี้และหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงควรต่อมาตรการการเลื่อนชำระหนี้ที่กำลังสิ้นสุดลงประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 โดยอาจต้องต่ออายุไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน (จนถึงเดือนเมษายน 2564)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs ในการเลื่อนการชำระหนี้จะกระทบต่อสถาบันการเงินบางแห่งที่มีอัตราส่วนกองทุนขั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงไม่สูงนัก และ ธปท ควรสนับสนุนให้มีการเพิ่มทุน หรือ มีมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินด้วย การที่หนี้เสียในระบบสถาบันการเงินจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เป็นสัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจ ที่ต้องตระหนักว่า โครงการและมาตรการต่างๆภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้สี่แสนล้านบาทนั้นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วแต่รอบคอบ มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลตามเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันต้องมุ่งเป้าไปที่การขยายการจ้างงานขนาดใหญ่และการช่วยเหลือกิจการต่างๆไม่ให้ปิดกิจการเพิ่มเติม ขณะนี้ เราอย่าไปคาดหวังว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวนมากโดยเร็ว ภาคการท่องเทียวจะไม่ฟื้นตัวสู่ภาวะปรกติไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ธุรกิจการท่องเที่ยวและการจ้างงานในกิจการท่องเที่ยวต้องมีการปรับโครงสร้างให้ไปทำงานอย่างอื่นแทนไม่น้อยกว่า 30-40% เพราะอุปทานและห้องพักในโรงแรมที่มีอยู่ในขณะนี้ล้นเกินความต้องการมาก และ ไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนใหม่ไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี การสร้างสนามบินแห่งใหม่ การขยายสนามบินนานาชาติ ก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในขณะนี้ ควรนำเงินงบประมาณไปทำในเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าในการช่วยเหลือความเดือนร้อนของประชาชนและกิจการขนาดเล็กขนาดกลางมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า กระแสเงินระยะสั้นเก็งกำไรยังคงไหลเข้าตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียและไทย ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้นแม้นการส่งออกจะหดตัวอย่างรุนแรง อัตราการหดตัวของการส่งออกในเดือน พ.ค. อยู่ที่ระดับติดลบ -22.5% (หากหักทองคำ ส่งออกติดลบถึง -27.8%) เป็นอัตราการหดตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์หดตัวติดลบถึง --------62.6% ปัญหาการหดตัวของการส่งออกเกิดขึ้นจากทั้งอุปสงค์และความต้องการในตลาดโลกดิ่งลงอย่างชัดเจน เสริมด้วย การชะงักงันของอุปทานภาคการผลิต Supply Chain Disruption ปัญหาชะงักงันของอุปทานภาคการผลิตที่ทำให้ส่งออกไทยติดลบน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้วหลังจากทุกประเทศทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองหรือล็อกดาวน์แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การอ่อนตัวลงของอุปสงค์โลกอย่างชัดเจนยังไม่ถึงจุดต่ำสุดและกว่าจะกระเตื้องขึ้นบ้างน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ผู้ส่งออกต้องระมัดระวังปัญหาผู้ซื้อในต่างประเทศไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าชำระสินค้าได้ หรือ ชำระเงินล่าช้ามาก ภาวะดังกล่าวเกิดจากปัญหาการขาดทุนการขาดสภาพคล่องและประสบภาวะล้มละลายของกิจการจำนวนมาก 5 เดือนแรกของปีนี้ ผู้ซื้อต่างประเทศ (ผู้นำเข้าผ่านระบบประกันการส่งออกของ Exim Bank) เพิ่มขึ้น 195% คิดเป็นมูลค่าส่งออก 617 ล้านบาท จากการคาดการณ์ของบริษัทการค้าระหว่างประเทศหลายแห่งพบว่า มีธุรกิจการค้าระหว่างประเทศล้มละลายทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 20-30% คิดเป็นมูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ และ ตัวเลขนี้ ตนคิดว่ายังเป็นการประเมินเบื้องต้นเท่านั้น หากเกิดสงครามการค้าระหว่างจีนสหรัฐฯรอบใหม่ ปัญหาจะหนักกว่านี้ ส่วนการขยายระยะเวลาการชำระสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนั้น เป็นดัชนีชี้ว่า ในครี่งปีหลังปีนี้ จะมีการผิดนัดชำระหนี้เงินค่าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงขอเตือนให้ผู้ส่งออกไทยทำประกันความเสี่ยงไว้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า อุปสงค์ภายในประเทศหรือตลาดโลกอาจเกิดภาวะ Pending Demand ในเดือน ก.ค. และ ในเดือน ส.ค. เป็นภาวะฟื้นตัวของอุปสงค์ชั่วคราวจากความต้องการที่ถูกปิดกั้นเอาไว้ในช่วงปิดเมือง และ การเพิ่มขึ้นของ Pending Demand ไม่ได้เป็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใดๆทั้งสิ้นตราบเท่าที่คนจำนวนมากยังว่างงานและไม่มีรายได้ที่มั่นคง นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตบอร์ดแบงก์ชาติ กล่าววิเคราะห์อีกว่า การนำเข้าที่ติดลบสูงถึง -34.4% จึงทำให้การค้ายังคงเกินดุล 2,694 ล้านดอลลาร์ แต่เป็นการเกินดุลที่ไม่พึงปรารถนา เพราะการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรอุปกรณ์หดตัวหนักมากสะท้อนการลงทุนที่ซบเซาในอนาคต ส่วนการเกินดุลการค้าแบบนี้เมื่อผสมเข้ากับเงินระยะสั้นไหลเข้าเก็งกำไรจึงไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อเศรษฐกิจมากนัก และ ยิ่งซ้ำเติมให้ภาคส่งออกอ่อนแอลงอีกจากการแข่งขันด้านราคาที่ด้อยลงอย่างรวดเร็วจากการแข็งค่าของเงินบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องกล้าตัดสินใจเพิ่มปริมาณเงินบาทเข้ามาในระบบเพิ่มเติม เป็นการชะลอการแข็งค่าเงินบาทพร้อมกับเสริมสภาพคล่องให้กับภาคการเงินและภาคธุรกิจไปในตัว บริหารอัตราแลกเปลี่ยนในเชิงรุกเพื่อให้ &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; อ่อนค่าลง และ อาจต้องพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกในการประชุมของ กนง ครั้งต่อไป และ ควรเพิ่มปริมาณเงิน Soft Loans และกำกับดูแล กำชับให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเร็วกว่านี้ เนื่องจากยังมีกิจการขนาดย่อม ขนาดเล็ก ขนาดกลางจำนวนมากยังไม่สามรถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษได้ การที่ลูกหนี้ของสถาบันทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินหรือผู้ฝากเงิน ไม่มั่นใจต่อ ฐานะของกิจการโดยเฉพาะสถาบันการเงินขนาดเล็ก การเคลื่อนตัวจาก &amp;ldquo;ภาคการเงิน&amp;rdquo; ที่มีเสถียรภาพ สู่ ภาคการเงิน &amp;ldquo;เปราะบาง&amp;rdquo; เกิดขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง และ มีแนวโน้มเกิดภาวะหนี้เสียและวิกฤตินั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน เรามีความจำเป็นต้องกำกับดูแลสถาบันการเงินแบบ &amp;ldquo;countercyclical&amp;rdquo; หรือ แบบต่อต้านภาวะเศรษฐกิจหดตัว มากขึ้นอีก ผลักดันให้เกิดระบบ Smart Banking and Financial Market System อย่างทั่วถึง มีนโยบายแก้ปัญหา Shadow Banking และการเงินนอกระบบ &amp;nbsp;การกำกับดูแลและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาคเศรษฐกิจจริง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ฝากการบ้าน 9 ข้อให้ ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท คนใหม่ อีกครั้งว่า ตอนนี้มีการปิดรับสมัครผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ไปแล้ว จึงขอฝากการบ้านพร้อมข้อเสนอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ที่จะสัมภาษณ์กับคณะกรรมการสรรหาอีกครั้งหนึ่ง เป็นการบ้าน 9 ข้อที่ขอฝากไว้พิจารณาดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อที่หนึ่ง แม้นประเทศไทยจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ต้องไม่ประมาทเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกจากต่างประเทศน้อยกว่าเดิมอย่างชัดเจน และ พึ่งตระหนักว่าเงินสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งเป็นเงินระยะสั้นที่พร้อมไหลออกตลอดหากประเทศไทยมีปัญหา การรักษามูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศของแบงก์ชาติและท่านผู้ว่าคนใหม่ต้องทำให้มีความเพียงพอต่อการรองรับความผันผัวนของตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก รักษาอำนาจซื้อในตลาดโลกของระบบเศรษฐกิจไทย และต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศให้เพียงพอต่อสภาพคล่องภายในเมื่อจำเป็นเพื่อหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรออกใช้ การปฏิรูประบบการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่ เนื่องจาก เงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยนจะผันผวนอย่างมากและด้อยค่าลงรวมทั้งความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลเหล่านี้จะลดลง ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สะสมเอาไว้จะด้อยค่าลง ควรเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรนำเอาการศึกษาที่ทำไว้แล้วเรื่อง &amp;ldquo;การจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง&amp;rdquo; มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และ ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงการใช้ Digital Currency ในทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมทั้ง การจัดตั้งกองทุนและทำ Swap Agreement กับประเทศในเอเชียเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสอง ต้องศึกษามาตรการสกัดกั้นกระแสเงินทุนระยะสั้นเก็งกำไรจำนวนมากจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินของไทยและเอเชีย หากไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอจะก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป &amp;nbsp;ข้อสาม ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารกองทุน BSF (Corporate Bond Stabilization Funds หรือ กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้) ด้วยความรัดกุม ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเงินสาธารณะ ที่ผ่านมา ธปท ได้กำหนดอัตราผลตอบแทนที่คำนึงถึงความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงของ &amp;ldquo;เงินสาธารณะ&amp;rdquo; ได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้จึงอยู่ที่ความสามารถในการกำกับดูแลของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือบอร์ดแบงก์ชาติ การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายกองทุน BSF ต่อคณะกรรมการลงทุนและระบบการกลั่นกรองขั้นต้นจาก บลจ กรุงไทย แต่ผู้ที่มีความสำคัญจะต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดการแปลงหนี้เอกชนเป็นหนี้สาธารณะ คือ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ และ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องยึดถือธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสี่ ธนาคารกลางต้องทบทวนการดำเนินนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมทางการเงิน หันมาใช้นโยบายการเงินแบบเชิงรุกมากขึ้นและมาตรการการเงินขยายตัวมากเป็นพิเศษมีความจำเป็นเพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงานในระดับโลกและไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อห้า ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ควรมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงินในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของการทุจริตคอร์รัปชันและพฤติกรรมการฟอกเงินที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคมไทย เทคโนโลยีบล็อคเชนที่นำมาใช้ในระบบการเงินจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารกำกับดูแล ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปรกติอันเกี่ยวเนื่องกับการทุจริตคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น วิธีการดัดหลังผู้กระทำการทุจริตแล้วเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน คือ การดำเนินการยกเลิกธนบัตรบางรุ่นเพื่อให้นำมาแลกคืน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติลองไปศึกษาวิธีการของรัฐบาลและธนาคารกลางของอินเดียในการยกเลิกการใช้ธนบัตรเพื่อปราบปรามการทุจริตเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อหก ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้ผู้ว่าคนใหม่ได้ฟื้นฟูเกียรติภูมิของ ศ. ดร. ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง &amp;ldquo;สำนักงานธนาคารชาติไทย&amp;rdquo; ซึ่งต่อมาก็คือ &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; ด้วย เพราะที่ผ่านมาได้มีความพยายามลดบทบาทของรัฐบุรุษผู้นี้ที่มีต่อการจัดตั้งแบงก์ชาติ นอกจากนี้ควรกล่าวยกย่องสามัญชนอีกท่านหนึ่ง คือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เจ้าของหนังสือ &amp;ldquo;ทรัพย์ศาสตร์&amp;rdquo; ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรก และ ผู้เสนอแนวคิดการจัดตั้งธนาคารกลางตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ข้อเจ็ด ประเทศไทยควรพัฒนาสู่สังคมไร้เงินสด ขณะเดียวกัน หากธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิมพ์ธนบัตรในอนาคตรุ่นใหม่ ควรพิมพ์ให้มีความหลากหลายสวยงาม มีเหตุการณ์สำคัญของประเทศทางด้านต่างๆเพื่อให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาวสยาม ขอเสนอให้ ผู้ว่า ธปท คนใหม่ ควรใช้ &amp;ldquo;พันธบัตร&amp;rdquo; ของไทยแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นประเทศไทยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของมากขึ้นและควรมีภาพเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อแปด ขอให้ศึกษาถึงข้อดีข้อเสียและความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้ &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; เป็นเงินสกุลหลักในอินโดจีน พม่าและในขั้นต่อไปในอาเซียน &amp;nbsp;ข้อเก้า พัฒนาระบบการเงิน ระบบธนาคาร ระบบการชำระเงิน และ การกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินซึ่งได้มาตรฐานสากลอยู่แล้วให้ยกระดับขึ้นไปอยู่แถวหน้าของเอเชียเพื่อพัฒนา &amp;ldquo;กรุงเทพ&amp;rdquo; ไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียในระดับเดียวกับสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71195</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ผู้ว่าการ ธปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2020 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2020 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;เผยการบ้าน 9 ข้อของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัญหาภาระหนี้สิน 6.1 ล้านล้านบาทและการขาดทุนทางบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย 300,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2562 ว่า จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่วิตกกังวลกัน และ ภาระหนี้สิน 6.1 ล้านล้านบาทจะไม่ได้นับรวมเป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ภาระหนี้สินแสดงถึงการบริหารสภาพคล่องของระบบการเงินอันเป็นการปฏิบัติตามพันธกิจของความเป็นธนาคารกลาง การทำพันธกิจของแบงก์ชาติไม่ว่าจะออกพันธบัตรเพื่อดูแลสภาพคล่องของระบบการเงินให้เหมาะสม การพิมพ์ธนบัตรออกใช้หรือการรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์ทำให้ตัวเลขหนี้สินเพิ่มขึ้นแต่แบงก์ชาติก็จะมีตัวเลขทรัพย์สินเพิ่มขึ้นควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม หนี้สินดังกล่าวของแบงก์ชาติไม่เป็นภาระต่อสาธารณชนตราบเท่าที่หนี้สินมีสินทรัพย์หนุนหลังหรือรองรับอยู่ ฉะนั้นการบริหารจัดการไม่ให้สินทรัพย์ด้อยค่าจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและการบริหารดุลยภาพของหนี้สินของแบงก์ชาติที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศในแต่ละช่วงเวลาจึงมีความจำเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 237,245 ล้านดอลลาร์ (สิ้นปี 62 &amp;nbsp;2.59 แสนล้านดอลลาร์ สิ้นปี 61 อยู่ที่ 2.39 แสนล้านดอลลาร์) มีทุนสำรองติดอันดับ 12-13 ของโลก ส่วนการขาดทุนทางบัญชีหรือการขาดทุนจากการตีค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินที่ถืออยู่ของแบงก์ชาติไม่ใช่ปัญหาตราบเท่าที่การขาดทุนมากกว่า 80-90% เป็นผลจากการตีราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่ถืออยู่ จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อเกิดจากผลการดำเนินงานในการลงทุนที่ผิดพลาดหรือการปรับสัดส่วนในการลงทุนที่ไม่เหมาะสม งบปี 62 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลขาดทุนรวม 3 แสนล้านบาทและมีผลขาดทุนสะสมประมาณ 1.069 ล้านล้านบาท เป็นผลจากเงินบาทแข็งค่าประมาณ 7-8% ในปี 2562 เมื่อไตรมาสแรกของปีนี้ แบงก์ชาติก็กำไรทางบัญชีเพิ่มขึ้น 3 แสนกว่าล้านบาทจากการที่เงินบาทอ่อนค่า จะเห็นได้ชัดว่า ตราบเท่าที่ 80-90% ของการขาดทุนหรือกำไรเป็นผลจากการตีราคาสินทรัพย์ต่างประเทศที่แบงก์ชาติถืออยู่เราไม่ต้องวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้นและยังไม่มีปัญหาอะไรในระบบเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ การขาดทุนในปี 62 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับมาตรฐานทางบัญชีใหม่อีกด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ช่วงเวลานี้มีการเปิดรับสมัครผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ จึงฝากการบ้านพร้อมข้อเสนอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ไว้พิจารณาดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อที่หนึ่ง แม้นประเทศไทยจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ต้องไม่ประมาทเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกจากต่างประเทศน้อยกว่าเดิมอย่างชัดเจน และ พึ่งตระหนักว่าเงินสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งเป็นเงินระยะสั้นที่พร้อมไหลออกตลอดหากประเทศไทยมีปัญหา การรักษามูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศของแบงก์ชาติและท่านผู้ว่าคนใหม่ต้องทำให้มีความเพียงพอต่อการรองรับความผันผัวนของตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก รักษาอำนาจซื้อในตลาดโลกของระบบเศรษฐกิจไทย และต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศให้เพียงพอต่อสภาพคล่องภายในเมื่อจำเป็นเพื่อหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรออกใช้ การปฏิรูประบบการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่ เนื่องจาก เงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยนจะผันผวนอย่างมากและด้อยค่าลงรวมทั้งความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลเหล่านี้จะลดลง ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สะสมเอาไว้จะด้อยค่าลง ควรเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรนำเอาการศึกษาที่ทำไว้แล้วเรื่อง &amp;ldquo;การจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง&amp;rdquo; มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และ ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงการใช้ Digital Currency ในทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมทั้ง การจัดตั้งกองทุนและทำ Swap Agreement กับประเทศในเอเชียเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสอง ต้องศึกษามาตรการสกัดกั้นกระแสเงินทุนระยะสั้นเก็งกำไรจำนวนมากจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินของไทยและเอเชีย หากไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอจะก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสาม ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารกองทุน BSF (Corporate Bond Stabilization Funds หรือ กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้) ด้วยความรัดกุม ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเงินสาธารณะ ที่ผ่านมา ธปท ได้กำหนดอัตราผลตอบแทนที่คำนึงถึงความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงของ &amp;ldquo;เงินสาธารณะ&amp;rdquo; ได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้จึงอยู่ที่ความสามารถในการกำกับดูแลของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือบอร์ดแบงก์ชาติ การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายกองทุน BSF ต่อคณะกรรมการลงทุนและระบบการกลั่นกรองขั้นต้นจาก บลจ กรุงไทย แต่ผู้ที่มีความสำคัญจะต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดการแปลงหนี้เอกชนเป็นหนี้สาธารณะ คือ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ และ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องยึดถือธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสี่ ธนาคารกลางต้องทบทวนการดำเนินนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมทางการเงิน หันมาใช้นโยบายการเงินแบบเชิงรุกมากขึ้นและมาตรการการเงินขยายตัวมากเป็นพิเศษมีความจำเป็นเพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงานในระดับโลกและไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อห้า ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ควรมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงินในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของการทุจริตคอร์รัปชันและพฤติกรรมการฟอกเงินที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคมไทย เทคโนโลยีบล็อคเชนที่นำมาใช้ในระบบการเงินจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารกำกับดูแล ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปรกติอันเกี่ยวเนื่องกับการทุจริตคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น วิธีการดัดหลังผู้กระทำการทุจริตแล้วเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน คือ การดำเนินการยกเลิกธนบัตรบางรุ่นเพื่อให้นำมาแลกคืน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติลองไปศึกษาวิธีการของรัฐบาลและธนาคารกลางของอินเดียในการยกเลิกการใช้ธนบัตรเพื่อปราบปรามการทุจริตเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อหก ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้ผู้ว่าคนใหม่ได้ฟื้นฟูเกียรติภูมิของ ศ. ดร. ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง &amp;ldquo;สำนักงานธนาคารชาติไทย&amp;rdquo; ซึ่งต่อมาก็คือ &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; ด้วย เพราะที่ผ่านมาได้มีความพยายามลดบทบาทของรัฐบุรุษผู้นี้ที่มีต่อการจัดตั้งแบงก์ชาติ นอกจากนี้ควรกล่าวยกย่องสามัญชนอีกท่านหนึ่ง คือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เจ้าของหนังสือ &amp;ldquo;ทรัพย์ศาสตร์&amp;rdquo; ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรก และ ผู้เสนอแนวคิดการจัดตั้งธนาคารกลางตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเจ็ด ประเทศไทยควรพัฒนาสู่สังคมไร้เงินสด ขณะเดียวกัน หากธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิมพ์ธนบัตรในอนาคตรุ่นใหม่ ควรพิมพ์ให้มีความหลากหลายสวยงาม มีเหตุการณ์สำคัญของประเทศทางด้านต่างๆเพื่อให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาวสยาม ขอเสนอให้ ผู้ว่า ธปท คนใหม่ ควรใช้ &amp;ldquo;พันธบัตร&amp;rdquo; ของไทยแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นประเทศไทยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของมากขึ้นและควรมีภาพเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อแปด ขอให้ศึกษาถึงข้อดีข้อเสียและความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้ &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; เป็นเงินสกุลหลักในอินโดจีน พม่าและในขั้นต่อไปในอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเก้า พัฒนาระบบการเงิน ระบบธนาคาร ระบบการชำระเงิน และ การกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินซึ่งได้มาตรฐานสากลอยู่แล้วให้ยกระดับขึ้นไปอยู่แถวหน้าของเอเชียเพื่อพัฒนา &amp;ldquo;กรุงเทพ&amp;rdquo; ไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียในระดับเดียวกับสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68653</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, ทุนสำรองระหว่างประเทศ, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 19:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.รังสิตประเมินเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.8-2.9% ในปีนี้ ย้ำยังไม่ถึงขั้น &#039;เผาจริง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค.2563 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูงมากและยังมีการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ยังไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่หลายท่านเรียกว่า &amp;ldquo;เผาจริง&amp;rdquo; แต่อย่างใดหรือวิกฤติเศรษฐกิจการเงินแบบปี 2540 เพียงแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่องยาวนานอันเป็นผลจากปัญหาในเชิงโครงสร้างความถดถอยของความสามารถในการแข่งขันจากคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพการศึกษาการแพร่กระจายของการคอร์รัปชันในทุกระดับ รวมทั้งความเสื่อมศรัทธาอันเป็นผลจากการไม่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐนิติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังไม่สามารถในการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีดิสรัปชันได้อย่างเท่าทันทั้งในส่วนของกิจการและธุรกิจต่างๆตลอดจนถึงคนงาน จึงทำให้เกิดภาวะเลิกจ้างและว่างงานเพิ่มมากขึ้นอีกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี พ.ศ. 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.8-2.9% ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีโดยเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศไทยจะมีจีดีพีต่ำที่สุดเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ในปีนี้ &amp;nbsp;อัตราการขยายตัวจีดีพีโดยเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอยู่ที่ประมาณ 6% เศรษฐกิจไทยอาจกระเตื้องขึ้นได้เล็กน้อยหากภาคการลงทุนและภาคการส่งออกฟื้นตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียงลำดับความสำคัญของการเร่งรัดในการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจึงมีความสำคัญ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 2.6-2.9% ซึ่งเป็นกรอบการคาดการณ์ด้านสูงของศูนย์วิจัยฯมีความเป็นไปได้ ขณะที่กรอบการคาดการณ์ด้านต่ำมีความเป็นไปได้มากกว่า คือ ขยายตัวต่ำกว่า 2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่าปีที่แล้วทั้งที่สถานการณ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯดีขึ้นเป็นผลจากปัจจัยลบดังต่อไปนี้ ปัจจัยที่หนึ่ง วิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบใหม่อันเป็นผลมาจากการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย การขาดระบบนิติธรรมและการขาดความเป็นธรรมในสังคมรวมทั้งการสร้างกระแสเกลียดชังกันครั้งใหม่ด้วยการปลุกกระแส &amp;ldquo;ชังชาติ&amp;rdquo; ขึ้นมาหรือการให้ร้ายป้ายสีโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับเรื่องแนวคิดในการล้มล้างสถาบันหลักของประเทศ ภาวะดังกล่าวเป็นวิกฤติที่คนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้รักสามัคคีและไม่ยึดถือความปรองดองสมานฉันท์สร้างขึ้นมาเอง และสิ่งนี้จะมีผลกระทบต่อภาคการลงทุน การบริโภคและภาคการท่องเที่ยวอย่างยากที่จะคาดเดาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สอง สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯลุกลามจนอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 20% จากระดับปัจจุบันในช่วงไตรมาสแรก กระทบต่อเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง กระทบต่อเศรษฐกิจในเอเชียโดยรวมจากการพึ่งพาน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สาม ภาคการท่องเที่ยวของเอเชียและไทยอาจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่มีระดับความรุนแรงในการแพร่ระบาดแบบเดียวกับโรคซาร์เมื่อ 17 ปีก่อน ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในเรื่องดังกล่าวในไทยดีเท่าที่ควร ทำให้การป้องกันการแพร่ระบาดอาจไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สี่ ผลกระทบภัยแล้งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรกรรมจนทำให้ปริมาณผลผลิตโดยรวมขยายตัวติดลบได้ คาดว่าติดลบประมาณ -0.5 ถึง -1% ทั้งปี โดยไตรมาสสองอัตราการขยายตัวของปริมาณผลผลิตอาจติดลบมากกว่า -1.5% ขณะที่ราคาผลผลิตบางส่วนจะปรับตัวสูงขึ้นจากอุปทานลดลงขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากขาดแคลนน้ำในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก แม่น้ำโขง รวมทั้งแม่น้ำหลายสายในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบภาวะแห้งขอด และเป็นวิกฤติหายนะทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย ปัจจัยที่หนึ่ง เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย ส่งผลบวกต่อภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยวของไทยในระดับหนึ่ง ปัจจัยที่สอง การใช้งบประมาณปี 2563 เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและมีความจำเป็นในการเร่งรัดการใช้จ่ายจากระยะเวลาที่เหลืออีก 9 เดือนของปีงบประมาณ 2563 ปัจจัยที่สาม ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังดีอยู่ ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้สินต่างประเทศระยะสั้นต่ำ การเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อต่ำ ปัจจัยที่สี่ การดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและทางการคลัง ปัจจัยที่ห้า การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ &amp;nbsp; ปัจจัยบวกเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดการกระจายตัวของผลประโยชน์ไปยังประชาชนส่วนใหญ่และธุรกิจรายเล็กรายกลางมากนัก เพราะไทยไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เศรษฐกิจยังคงมีการผูกขาดสูงขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจตลาดการแข่งขันไม่เสรีจริง สังคมผู้สูงวัยทำให้ผลิตภาพโดยรวมปรับลดลง โครงสร้างเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาภายนอกสูง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะไม่ได้ไปเน้นไปที่การสร้างงานสร้างรายได้ แต่เป็นเน้นการแจกเงินทำให้ประชาชนเสพติดประชานิยม ประชานิยมแบบนี้จะสร้างปัญหาฐานะทางการคลังในระยะต่อไป การกระตุ้นภาคการบริโภคติดข้อจำกัดหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงแตะ 80% ของจีดีพี ขณะที่ การกระตุ้นภาคการลงทุนอาจได้ผลบ้างเนื่องอัตราการใช้กำลังการผลิตในบางธุรกิจอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจนอยู่ในระดับ 70-80% และจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนอาจไม่สูงนักเนื่องจากมีการลงทุนส่วนเกินอยู่ ดอกเบี้ยต่ำช่วยประคับประคองการลงทุนได้ระดับหนึ่ง ควรผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณของปัญหาฟองสบู่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เหตุการณ์หรือปัจจัยที่ต้องจับตาและติดตามในปีนี้ ได้แก่ เหตุการณ์หรือปัจจัยภายใน การอนุมัติงบประมาณปี 2563 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนมกราคม การประมูล 5G การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ &amp;nbsp;สถานการณ์เลิกจ้างยังเกิดอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกและไตรมาสสองปีนี้ การเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนมีนาคม เป็นต้น ส่วนเหตุการณ์หรือปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ การเซ็นข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯกับจีน 15 ม.ค. เส้นตาย Brexit เดือนมกราคม การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้จีนช่วงครึ่งปีหลัง การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เดือน ก.ค. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดือน พ.ย. เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53855</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ม.รังสิต, เศรษฐกิจไทยปี 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2018 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการห่วงดอกเบี้ยขาขึ้นซ้ำเติมหนี้ครัวเรือน แนะรัฐปรับค่าแรงช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ธ.ค. 2561 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า กรณีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากการสำรวจของหอการค้าโดยมูลค่าหนี้อยู่ที่ 3.16แสนบาทต่อครัวเรือนนั้นจะมีอ่อนไหวในเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระมากยิ่งขึ้นจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น การก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพยถาวร (บ้าน รถยนต์) จะชะลอตัวลง การลงทุนเพื่อประกอบกิจการก็อาจชะลอตัวลงด้วยจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดหนี้ครัวเรือนโดยรวมอยู่ที่มากกว่า12ล้านล้านบาทอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินในอนาคตได้ การทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นเพื่อลดการก่อหนี้เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจะเป็นแก้ปัญหาความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินนโยบายเข้มงวดทางการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนในระดับฐานรากนั้นผู้ใช้แรงงานควรได้รับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรมีมาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตรเพิ่มเติม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคตและป้องกันปัญหาฟองสบู่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่เร็วเกินไป และอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ แม้นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 77% จากระดับ 80% เมื่อ 3-4 ปีก่อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีเงินเฟ้อไตรมาสแรกปีหน้าปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลจากการปรับเพิ่มค่าโดยสารสาธารณะ ราคาพลังงานและกิจกรรมการเลือกตั้งแต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้มีแรงกดดันหรือปัญหาทางด้านเสถียรภาพ จึงยังคงยืนยันความเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินรอบนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากชะลอตัวลงอีก เงินบาทแข็งค่ากระทบต่อภาคส่งออก
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24330</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้านขึ้นดอกเบี้ย, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, พยุงราคาสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลงานศก.รัฐบาลห่วย! 46%มอง3เดือนแรกแย่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;กรณ์&amp;quot; ห่วงเปิดรับ &amp;quot;แจ็ก หม่า&amp;quot; ไทยเสียเปรียบ ชี้ดาต้าอยู่ในมือต่างชาติเกือบหมด จี้รัฐบาลออกยุทธศาสตร์อุดช่องโหว่ &amp;quot;อนุสรณ์&amp;quot; แนะห้าง-โชห่วยเร่งปรับตัว ก่อนยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซโกยเกลี้ยง นิด้าโพลเผยประชาชนมองเศรษฐกิจ 3 เดือนแรกแย่ลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดรับแจ็ก หม่า ประธานกรรมการบริหารของกลุ่มอาลีบาบาว่า มีคนตั้งคำถามเยอะว่ารัฐบาลอ้าแขนรับแจ็ก หม่าขนาดนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อผู้ประกอบการไทย ลองดูสัมภาษณ์สั้นๆ แต่ได้ใจความ โดยผู้บุกเบิกอีคอมเมิร์ซไทย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ว่าเรื่องนี้มีทั้งข้อดีและประเด็นพึงระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอเสริมว่าประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลางที่พึ่งพาการค้าขายระหว่างประเทศมากกว่าประเทศอื่นส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งไม่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมของตนเอง จึงต้องพึงระวังทุกเรื่องที่ทำให้คู่แข่งที่ใหญ่กว่า และต้นทุนต่ำว่า สามารถเจาะตลาดไทยได้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้แล้ว วันนี้ data (ข้อมูล) ของเราอยู่ในมือต่างชาติเกือบหมดแล้ว (Facebook, Google etc.) ทำให้งบโฆษณาเกือบทั้งหมดถูกโอนไปที่บริษัทเหล่านี้ ในอนาคต data การใช้จ่ายทั้งหมดของไทยจะอยู่ในมือต่างชาติอีกด้วย การบริการทางการเงินจะย้ายตามไป &amp;nbsp;รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ลดความเสียเปรียบในจุดนี้ให้กับผู้ประกอบการไทย&amp;quot; นายกรณ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความเห็นต่อผลกระทบของอาลีบาบาและยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอื่นๆ อย่าง JD.com, Amazon, Shoppee, 11Street, Lazada ต่อเศรษฐกิจว่า จะส่งผลให้เกิดการเติบโตและขยายตัวเพิ่มขึ้นของธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบก้าวกระโดด การที่แพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกขยายการลงทุนมาประเทศไทย หวังจะใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ไปสู่การขยายตลาดในภูมิอาเซียน จะทำให้ไทยพัฒนาเป็นศูนย์กลางของการกระจายสินค้าและบริการในภูมิภาคได้ผ่านดิจิทัลฮับต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ด้านหนึ่งจะเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและช่องทางในการกระจายสินค้าให้กับผู้ผลิตของไทยสู่ตลาดโลก อีกด้านหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ของไทย และที่มีผลกระทบหนักคือธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์ทั้งหลาย โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดกลางและร้านค้าปลีกรายย่อยและโชห่วยของไทย หากธุรกิจไทยทั้งออฟไลน์และออนไลน์ไม่สามารถปรับตัวให้แข่งขันได้ โอกาสและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมตกแก่ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมเข้ามาลงทุน&amp;quot; นายอนุสรณ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประกาศลงทุนของอาลีบาบาด้วยเม็ดเงิน 11,000 ล้านบาทในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปตื่นเต้นจนเกินเหตุ เพราะเป็นเงินเพียงแค่ 5% ของกำไร 200,000 ล้านบาทของอาลีบาบาเมื่อปีที่แล้ว หากหวังว่าอาลีบาบาจะมาช่วยเกษตรกรรายย่อยของไทย ขายข้าว ขายผลไม้โดยเขาไม่ได้กำไรหรือไม่ได้ผลประโยชน์ที่จูงใจเพียงพอน่าจะเป็นการเล็งผลเลิศมากเกินไป สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ทำให้ผู้ผลิตของไทย โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย มีอำนาจต่อรองและได้รับแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมมากขึ้น ภายใต้โครงสร้างตลาดที่ถูกครอบงำจากทุนยักษ์ใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ธนาคารและกิจการธุรกิจทางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ต้องปรับตัวด้วย เพราะจะได้ผลกระทบ เนื่องจากการลงทุนของอาลีบาบาและยักษ์ใหญ่ค้าปลีกออนไลน์จะมาพร้อมกับระบบขนส่งและระบบการจ่ายเงินออนไลน์แบบครบวงจร เช่น Alipay, E-Wallet, E-Finance จะแย่งส่วนแบ่งตลาดของการบริการทางการเงินจากธนาคาร ขณะที่การท่องเที่ยวของชาวจีนอาจเพิ่มขึ้นจากระบบการจองผ่าน Digital Platform ของ อาลีบาบา กระทบต่อกิจการท่องเที่ยวที่ทำหน้าที่เป็นเอเยนต์หรือคนกลางของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ ใน 3 เดือนแรกของปี พ.ศ.2561?&amp;rdquo; จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.92 ระบุว่าเศรษฐกิจแย่ลง รองลงมาร้อยละ 37.52 เท่าเดิม, ร้อยละ 16.24 เศรษฐกิจดีขึ้น และร้อยละ 0.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละด้านที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่ พบว่า ด้านเพิ่มรายได้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.08 ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมาร้อยละ 25.28 &amp;nbsp;แย่ลง ร้อยละ 21.76 ดีขึ้น, ด้านลดค่าครองชีพ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.76 ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมาร้อยละ 33.76 แย่ลง ร้อยละ 18.08 ดีขึ้น, ด้านลดภาระหนี้สิน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.32 ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมาร้อยละ 25.92 แย่ลง ร้อยละ 10.08 ดีขึ้น, ด้านเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.80 ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมา ร้อยละ 39.84 แย่ลง ร้อยละ 14.72 ดีขึ้น, ด้านเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.60 ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมาร้อยละ 37.52 ดีขึ้น ร้อยละ 14.16 &amp;nbsp;แย่ลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระดับความสุขจากนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.92 ระบุว่ามีความสุขเท่าเดิม รองลงมา ร้อยละ 21.12 มีความสุขลดลง และร้อยละ 20.96 &amp;nbsp;มีความสุขเพิ่มขึ้น เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ร้อยละ 49.44 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 42.24 เชื่อมั่น และร้อยละ 8.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทยหลังจากที่มีการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ร้อยละ 58.96 คาดว่าจะดีขึ้น รองลงมาร้อยละ 16.88 &amp;nbsp;เหมือนเดิม ร้อยละ 5.92 คาดว่าจะแย่ลง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7627</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี้รัฐบาลออกยุทธศาสตร์อุดช่องโหว่, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, นิด้าโพล, ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาลีบาบา, แจ็ก หม่า, ไทยเสียเปรียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc99bc5b4dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
