<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเลิกแจกเงินเที่ยว! อ้างศึกษาแล้วสั่งถอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คลังถอยกรูด ไม่เอาแล้ว แจกเงินให้เที่ยวเมืองรองหัวละ 1.5 พัน 10 ล้านคน &amp;quot;อภิศักดิ์&amp;quot; เผยศึกษารายละเอียดแล้วไม่คุ้ม หันไปเติมเงินบัตรจนคนหัวละ 500 บาทแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปีเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังปรับปรุงรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวอยู่ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่สุด โดยในส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เบื้องต้นจะไม่เสนอให้ทำมาตรการแจกเงินให้คนละ 1,500 บาท จำนวน 10 ล้านคน เพื่อไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อีเพย์เมนต์ในเมืองรอง 55 จังหวัดแล้ว เพราะเมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วพบว่าโครงการนี้อาจไม่คุ้มค่าได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว จะคงเหลือแต่มาตรการทางภาษี ได้แก่ การขยายมาตรการเปิดให้นำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ปีนี้ 15,000 บาทต่อคน และขยายระยะเวลาเปิดจุดให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปอีก 6 เดือน ถึงเดือนเม.ย.-ก.ย.2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้ จะเน้นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเหมือนเดิม โดยจะพิจารณาการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถนำไปเงินไปใช้ดำรงชีพได้ พร้อมกับเน้นมาตรการการช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ ขณะเดียวกันจะมีการออกมาตรการทางภาษีช็อปช่วยชาติ เพื่อให้นำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้ออุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์กีฬา หนังสือ มาลดหย่อนภาษีเงินได้ในปีนี้ได้เพิ่มด้วย&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า สาเหตุที่กระทรวงการคลังมีการยกเลิกการแจกเงิน 1,500 บาทให้ไปเที่ยวเมืองรอง เนื่องจากได้รับนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการทบทวนใหม่ หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นการส่งเสริมให้คนนำงบประมาณไปใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย รวมถึงยังไม่สบายใจที่มีกระแสข่าวหลุดมาก่อนที่จะนำเรื่องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จึงสั่งให้ชะลอและหาทางปรับปรุงมาตรการใหม่ให้เหมาะสม หรือจนกว่าจะมีความจำเป็นกว่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า กระทรวงการคลังได้ตัดสินใจยกเลิกโครงการดังกล่าวแล้ว โดยอ้างว่าไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องงบประมาณไว้ ทำให้มาตรการนี้ไม่สามารถนำงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินได้มาใช้ได้เนื่องจากการใช้งบกลางจะต้องเป็นเรื่องที่ฉุกเฉินเท่านั้น รวมทั้งการดำเนินมาตรการนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก กระทรวงการคลังจึงเปลี่ยนเป็นใส่เงินเพิ่มในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ให้ผู้มีรายได้น้อย จำนวน 14.5 ล้านคน นำเงินไปซื้อของในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐแทน โดยเพิ่มจำนวนเป็น 500 บาททุกราย ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.2562 จำนวน 2 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเดิมผู้ถือบัตรคนจนที่มีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จะได้รับการเติมเงิน 200 บาท และผู้ถือบัตรคนจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้รับการเติมเงิน 300 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากการเพิ่มมาตรการนี้ จะทำให้โครงการที่เติมเงินผ่านบัตรคนจนเพิ่มเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งจะใช้วงเงินรวมกันประมาณจำนวน 13,000 ล้านบาท ได้แก่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 1 ผู้ที่มีบุตรกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาคนละ 500 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน ในเดือน พ.ค.นี้ จำนวน 2.6 ล้านคน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้รับเงินซื้อปุ๋ยจำนวน 1,000 บาท จำนวน 4 ล้านคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 3 คนพิการ จำนวน 1 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มคนละ 200 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 4 คนจนที่ขึ้นทะเบียนไว้ 14.5 ล้านคน ได้รับเงินเพื่อนำไปซื้อของผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ เป็นคนละ 500 บาท.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34602</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, บัตรคนจน, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์, เที่ยวเมืองรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190427/image_big_5cc4551747462.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรลุยรีดภาษีดอกเบี้ยฝากตั้งแต่ 2 หมื่นขึ้นไป ขุนคลังชี้ประชาชน 99% ไม่ได้รับผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย. 62 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากรมสรรพากรออกประกาศการเก็บภาษีเงินฝากจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สำหรับผู้ที่ได้รับดอกเบี้ยฝาก 2 หมื่นบาทต่อปี จากเดิมที่มีการผ่อนผันให้ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลการรับดอกเบี้ยให้กรมสรรพากร ว่า กฎหมายเรื่องการเก็บภาษีจากดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นั้นเป็นเรื่องปกติที่มีมานานแล้ว และมองว่าสิ่งที่กรมสรรพากรดำเนินการนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้วเช่นกัน เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีของผู้ที่มีเงินฝากจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมสรรพากรจึงได้ประสานไปยังสถาบันการเงินต่าง ๆ ในการให้เจ้าของบัญชีเงินฝากลงทะเบียนเพื่อยินยอมให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลบัญชีเงินฝากของลูกค้าทั้งหมดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มายังกรมสรรพากรเพื่อให้มีการตรวจสอบ หากพบว่ารายได้มีรายรับจากดอกเบี้ยเงินฝากเกิน 2 หมื่นบาทต่อคน ก็จะให้มีการหักภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนรายได้ที่มีรายรับจากดอกเบี้ยเงินฝากไม่เกิน 2 หมื่นบาทก็จะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ไม่เคยคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปคุย แม้ว่าปัจจุบันมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งที่เอื้อประโยชน์ให้ลูกค้ารายใหญ่ในการหลบเลี่ยงภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ที่เกิดจากรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก โดยตามกฎหมายคนที่มีเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์รวมกันตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป จะมีรายได้จากดอกเบี้ย 2 หมื่นบาทต่อปี โดยสถาบันการเงินจะบอกลูกค้าให้มีการปิดบัญชีเมื่อมีรายได้จากดอกเบี้ยใกล้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี โดยให้ไปเปิดบัญชีใหม่ หรือกระจายบัญชีออกจากกัน ซึ่งกลายเป็นปัญหาในปัจจุบัน&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม เพราะกฎหมายนี้มีใช้กันมาอยู่แล้ว และมีข้อกำหนดในการยกเว้นในการคำนวณภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า หลังจากนี้สถาบันเงินจะต้องไปหาแนวทางเพื่อจัดสงข้อมูลดอกเบี้ยของบัญชีออมทรัพย์ของลูกค้ามาให้กรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะต้องส่งข้อมูลให้กรมฯ ปีละ 2 ครั้ง คือ เดือน พ.ค.และเดือน พ.ย. ทุกปี เพื่อให้กรมฯ นำมาตรวจสอบรายได้จากดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์มาคำนวณภาษี และเสียภาษีในช่วงสิ้นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระหว่างนี้กรมขอให้ประชาชนที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ มาให้ความยินยอมกับสถาบันการเงินที่มีบัญชีเงินฝากอยู่ทุกแห่ง ให้ส่งข้อมูลทางบัญชีให้กรมสรรพากร แม้ว่าประชาชนกว่า 99% จะไม่ได้รับผลกระทบก็ตาม แต่ควรมาแสดงความยินยอมไว้ เพราะหากไม่ดำเนินการ ผู้ฝากทุกรายจะมีภาระการเสียภาษี ณ ที่จ่าย จากรายได้จากดอกเบี้ย 15% ทันทีโดยอัตโนมัติ แม้รายได้ดังกล่าวไม่เกิน 2 หมื่นบาทก็ตาม และค่อยไปขอคืนภาษีดังกล่าวในช่วงปลายปีได้&amp;rdquo; นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีรายได้จากดอกเบี้ย ปีละประมาณ 1 พันล้านบาท การดำเนินการในส่วนนี้ถือเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้อีก 1 เท่าตัว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33980</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, เก็บภาษีเงินฝากจากบัญชีเงินฝาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51bb1624862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 00:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สมคิด” จี้รัฐวิสาหกิจเร่งลงทุนเป็นเสาหลักดันเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 มี.ค. 2562 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาถกฐาในงานสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3 (SOE CEO Forum) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ว่า ในช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกตั้ง ต้องการให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งเข้ามาช่วยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า โดยต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจยังมีความท้าท้ายเกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากส่งออกไม่ดี เศรษฐกิจโลกมีปัญหา เอกชนมีความไม่แน่นอนในการลงทุน เพราะรอดูความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น รัฐวิสาหกิจไทยต้องเป็นแรงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตไปได้ ไม่ว่าจะเป็น บมจ. ปตท., บมจ. การบินไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทุกอย่างจะต้องเดินหน้า ต้องทำให้ได้ตามแผน &amp;nbsp;เพราะสังคมไทยยังจำเป็นต้องให้รัฐวิสาหกิจเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่เหมือนกับต่างประเทศที่ให้ภาคเอกชนเป็นคนขับเคลื่อน โดยปัจจุบันสถานะทางการเมืองระหว่างประเทศของไทยกับชาติมหาอำนาจของโลกอย่าง จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ทุกประเทศให้ความสำคัญต่อไทย ล่าสุดเกาหลีใต้ก็ชวนให้รัฐบาลไปเยือนเพื่อดึงนักลงทุนเกาหลีใต้เข้ามา ถือเป็นโอกาสดีมากที่ไทยต้องเร่งคว้าไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวอีกว่า ในยุคประชาธิปไตยเต็มตัวรัฐวิสาหกิจมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมากมีการทำโครงการออกมาช่วยมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยคนจน ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์อัพ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ผมเข้ามาทำการเมืองยุคแรกที่มีโครงการออกมาจากรัฐวิสาหกิจน้อย เพราะขณะนั้นมีพรรคการเมืองหลายพรรค แบ่งกันคุมกระทรวงต่าง ๆ ทำให้การทำงานไม่เป็นไปทิศทางเดียวกัน ส่วนยุคนี้เวลาทำโครงการอะไร จะช่วยกันทำได้พร้อมกัน ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวว่า ต้องการให้การขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งเดียวกัน มองที่ผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ต่างคนต่างไป บางหน่วยงานที่มีผลงานดี มีกำไรสูง ก็ควรเอาเม็ดเงินเหล่านั้นมาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เอาไปลงทุนในหุ้น หรือบางหน่วยงานเอาเงินที่เป็นรายได้จากในประเทศไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ ตรงนั้นไม่ใช่การพัฒนาประเทศ รัฐวิสาหกิจจะคิดแบบเอกชน คือนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศไม่ได้ เงินเหล่านี้ควรอยู่ในประเทศ การลงทุนในประเทศก็เพื่อให้ประเทศเข้มแข็งมากขึ้น นี่ถือเป็นการรวมพลังเพื่อสร้างประเทศ จึงอยากฝากผู้บริหารรัฐวิสาหกิจต้องร่วมกันคิด พยายามช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประเทศเจริญขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มองว่า รัฐวิสาหกิจไทยต้องเร่งทำใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพ หากทำได้ดีสิ่งนี้จะช่วยตอบโจทย์ว่ารัฐวิสาหกิจไทยสามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ แต่รัฐวิสาหกิจไม่เหมือนกับภาคเอกชน เพราะมีส่วนหนึ่งที่เป็นของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่ต้องคำนึงถึงกำไรสูงสุด แค่พอมีกำไรเลี้ยงตัวเองให้สามารถทำตามนโยบายได้ และสามารถดูแลสังคมในส่วนที่ต้องดูแลได้ก็พอ เช่น ภาคการเงิน ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้คนด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ ทำอย่างไรจะทำให้คนจนมีบ้านเป็นของตัวเอง เหล่านี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เรื่องการคอร์รัปชัน การรั่วไหล ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่รัฐวิสาหกิจไทยต้องเร่งแก้ไข เพราะที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจถูกตราหน้าว่าเป็นจุดที่มีการคอร์รัปชัน การรั่วไหลอยู่เป็นประจำ โดยการรั่วไหลนั้นมี 2 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับนโยบาย ที่จะมีคนดูแลทางการเมืองเข้ามาสั่งการ และรัฐวิสาหกิจบางส่วนก็จำเป็นต้องทำ และ 2. ระดับล่าง สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในขณะที่ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกับเศรษฐกิจเราไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ปัจจัยเหล่านั้นไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ปีละ 4 แสนล้านบาท จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วยที่ภาวะอื่น ๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง เม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดความมั่นคงในด้านการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31296</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนรัฐวิสาหกิจ, คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ, นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, สคร., สมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190313/image_big_5c88c08d6fff5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 23:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อภิศักดิ์” อัด ธปท. ห่วงหนี้ครัวเรือนแล้วขึ้นดอกเบี้ยทำไม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวถึงกระแสวิจารณ์กรณีหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ ว่า ก่อนอื่นต้องแยกก่อนว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมาจากอะไร หากเป็นหนี้ที่กู้ไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ซื้อที่อยู่อาศัย ก็ถือเป็นหนี้ที่มีคุณภาพดี แต่ในทางกลับกันหากเป็นหนี้เพื่อซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น เช่น โทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ ไม่ใช่หนี้ครัวเรือนที่มีคุณภาพ เพราะเป็นการกู้แบบใช้แล้วหมดไป ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นห่วงเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ขอถามว่าถ้าเป็นห่วงจริงๆ แล้วจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทำไม เพราะเท่าที่ติดตามดู เมื่อขึ้นดอกเบี้ยสิ่งที่ขึ้นเลย คือดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อย แล้วมาพูดว่าเราทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จริง ๆ แล้วคุณก็ทำให้มันเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรายย่อย รายใหญ่ ในเมื่อคุณทำแบบนี้ มันยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นหรือเปล่า ส่วนอีกเรื่อง คือ สิ่งที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น คือ หนี้นอกระบบที่ปัจจุบันถูกแปลงเข้ามาเป็นหนี้ในระบบ ซึ่งหนี้ส่วนนี้มีค่อนข้างมาก จึงทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องนำให้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบให้มีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31104</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51bb1624862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2019 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังดันใช้ “คิวอาร์โค้ด อาเซียน” สแกนจ่ายได้ทุกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 มี.ค. 2562 &amp;nbsp;- นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะผลักดันความร่วมมือการใช้ระบบชำระเงินผ่าน ยูนิเวอร์ซัล คิวอาร์ โค้ด ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันในภูมิภาคอาเซียน ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ครั้งที่ 23 วันที่ 3-5 เม.ย.นี้ ซึ่งระบบนี้ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ เช่น คนกัมพูชามาใช้จ่ายในไทยและชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด ระบบกลางก็จะตัดบัญชีในประเทศกัมพูชาที่ใช้บริการอยู่ เช่นเดียวกับ คนไทยหากมีการใช้จ่ายในกัมพูชาระบบก็จะตัดบัญชีเงินฝากในประเทศไทย ซึ่งไม่มีใครได้เปรียบใคร ทุกคนได้ประโยชน์หากมาใช้ระบบการชำระเดียวกันในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีการพูดคุยไปแล้ว 3-4 ประเทศ เช่น กัมพูชา สิงคโปร์ สปป.ลาว และอินโดนีเซีย ซึ่งทุกประเทศให้ความสนใจที่จะทำร่วมกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันไม่มีระบบการชำระเงินเป็นของตัวเอง แต่ใช้ระบบเครือข่ายการชำระเงินของจีน &amp;nbsp;อินโดนีเซียจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษหากในอาเซียนสามารถมีระบบการชำระเงินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะแม้แต่ประเทศจีนเอง ปัจจุบันยังไม่สามารถเป็นระบบเดียวกันได้ โดยยังคงแยกเป็น 2 ระบบ คือ อาลีเพย์และ วีแชท &amp;nbsp;ซึ่งหากสามารถผลักดันให้เกิด ใช้ในอาเซียนได้ทุกคนจะได้ประโยชน์&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ระบบนี้เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากระบบพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบการชำระเงินที่เกิดขึ้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน และค่อยยอดมาสู่คิวอาร์โค้ด ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินบนอิเล็กทรอนิกส์ จนทำให้ไทยเป็นประเทศในอาเซียนที่ก้าวหน้าที่สุดในด้านการชำระเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในเดือนเมษายนนี้เราจะเสนอเรื่อง ยูนิเวอร์ซัล คิวอาร์โค้ดในที่ประชุมอาเซียน เพราะที่ผ่านมาได้คุยกับหลายๆ ประเทศเห็นชอบและอยากทำให้เกิดขึ้น เช่น อินโดนีเซีย ที่ใช้ระบบเพย์เมนต์ผ่านจีนหมด หากเราผลักดันให้เกิดการใช้อันเดียวในภูมิภาคอาเซียนจะทำให้ระบบการชำระเงินในภูมิภาคแข็งแรงและมีประสิทธิภาพ โดยที่ทุกคนได้ประโยชน์&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30862</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, ภูมิภาคอาเซียน, ยูนิเวอร์ซัล คิวอาร์ โค้ด, รมว.การคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.หั่นภาษีรถอีวี-กระบะไร้ฝุ่น หวังกระตุ้นให้ผลิตยานยนต์รักสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า รถยนต์กระบะ และรถยนต์กระบะ 4 ประตู ตามที่กระทรวงคลังเสนอ โดยส่วนแรกจะยกเว้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้าลงเหลือ 0% เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 &amp;ndash; 31 ธ.ค.2565 และรถยนต์กระบะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ที่มีค่าฝุ่นพีเอ็มไม่เกิน 0.005 กรัมต่อกิโลเมตร หรือเครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 5 และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ได้ จะปรับลดภาษีลงตามประเภทเครื่องยนต์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้รถยนต์ดังกล่าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการดำเนินการทั้งหมด คาดว่ารับจะสูญรายได้ไม่เกินปีละ 1.5 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการที่ออกมาจะทำให้เกิดการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เดิมมาตรการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 2% ในปี 2566 แต่เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและช่วยส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประเภทนี้เร็วขึ้นจึงปรับลดเหลือ 0% และเมื่อถึงปี 2566 ก็ให้กลับไปใช้มาตรการของบีโอไอต่อไปที่เก็บภาษีอยู่ที่ 2%&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี ในฐานะรองโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การที่ ครม.เห็นชอบมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการลดมลพิษพีเอ็ม คาดว่าจะทำให้ต้นทุนทางภาษีของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในปี 2563-2565 รวมถึงผู้ผลิตรถกระบะที่ใช้เครื่องยนต์ยูโร 5 ที่ปล่อยฝุ่นพีเอ็มไม่เกิน 0.005 กรัมต่อกิโลเมตร และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ลดลง โดยประเมินว่าหากรถราคาคันละ 1 ล้านบาท จะลดลงคันละ 2-3 หมื่นบาท และหากค่ายรถมีการทำโปรโมชั่นราคาก็จะลดลงได้อีก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า รายละเอียดการลดภาษีในส่วนรถกระบะ มีดังนี้ รถกระบะแบบไม่มีแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัมต่อกม. หากปล่อยพีเอ็มไม่เกิน 0.005% จะลดภาษีจาก 2.5% เหลือ 2% รถยนต์กระบะแบบไม่มีแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจาก 4% เหลือ 3% รถยนต์กระบะสเปซแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจาก 4% เหลือ 3% รถยนต์กระบะสเปซแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจาก 6% เหลือ 5% รถยนต์กระบะ 4 ประตูที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจาก 10% เหลือ 9% รถยนต์กระบะ 4 ประตู ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจาก 13% เหลือ 12% รถยนต์กระบะ 4 ประตูแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 175 กรัมต่อกม. ลดภาษีจาก 8% เหลือ 6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์พัฒนามาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลให้มีประสิทธิภาพในการลดฝุ่นพีเอ็มตามมาตรฐานยูโร 5 ได้เร็วยิ่งขึ้น และจะลดค่าเฉลี่ยรถยนต์ที่ปล่อยฝุ่นพีเอ็มลง 5 เท่า เหลือ100 กรัมต่อคันต่อปี และส่งผลให้รถยนต์ปล่อยฝุ่นพีเอ็มลดลงในแต่ละปีลดลง 76 ล้านกรัมต่อปี และที่สำคัญจะลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนและค่าใช้จ่ายภาครัฐเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30609</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, นโยบายการลดมลพิษพีเอ็ม, บลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า, รถยนต์กระบะ และรถยนต์กระบะ 4 ประตู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ขุนคลัง&quot; ไม่ติดใจรร.นานาชาติเข้าตลาดหุ้นได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษี ชี้ภาษี กับ ระดมทุน เป็นคนละเริ่องกัน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29พ.ย.61-นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงกรณีโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ว่า เรื่องการเก็บภาษี กับเรื่องการระดมทุนคนละอย่างกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าสถานศึกษาจะอยู่ในสถานะอย่างไร ก็สมควรที่จะต้องส่งเสริมในเรื่องของภาษี เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าคุณอยู่สถานะหนึ่งต้องส่งเสริม และอีกสถานะหนึ่งไม่ส่งเสริม มันทำไม่ได้&amp;nbsp;
สำหรับเรื่องการระดมทุน ปัจจุบันมีหลายช่องทาง ซึ่งส่วนใหญ่สถานศึกษาก็ลงทุนกันเอง ส่วนพวกไม่มีทุน ก็ไปกู้มาบ้าง ซึ่งปกติก็ต้องบอกว่าหากู้ยาก เพราะสถาบันการเงินค่อนข้างเข้มงวดกับการปล่อยกู้ให้กับโรงเรียน เวลาเกิดปัญหา มันไปเรียกคืนไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับสังคมเยอะ สถาบันการเงินจึงไม่ค่อยให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่บริษัทต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อสร้างโรงเรียนกลุ่มบริษัทของเขาเอง เพื่อที่จะสนับสนุนธุรกิจของเขา อย่างเช่นของกลุ่มใหญ่ๆที่ตั้งโรงเรียน ตั้งมหาวิทยาลัยของเขา อย่างของ ปตท. ก็มี ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะสร้างนักวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศไทย อันนั้นเป็นเรื่องของซีเอสอาร์ที่เขาทำขึ้นมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ ก็ถือเป็นวิธีการระดมทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งการให้เอกชนระดมทุนและเข้าตลาดได้หรือเข้าไม่ได้ คนที่จะตอบได้ดีที่สุด ต้องเป็น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า อนุญาตให้เขาเป็นมหาชน มีความเห็นอย่างไร ซึ่งอาจจะมีแผนงานที่ดีก็ได้ เป็นเรื่องที่เราไม่รู้ คงต้องไปดูแผนงานเขาคืออะไร เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชนอย่างไร อันนี้คงต้องไปดู แต่จะไปตัดสินด้วยว่าเป็นโรงเรียน และไประดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ อย่างเดียวคงไม่ใช่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ส่วนจะมีข้อห้ามเรื่องการนำสถานศึกษาเข้ามาระดมทุนในตลาดหรือไม่นั้น ต้องถาม ก.ล.ต. กฎเกณฑ์คืออะไร และถ้ามีคงเข้าไม่ได้แล้ว คงต้องไปดู และการระดมอย่างนี้ ทำให้ส่วนรวมเสียหายไหม หากไม่เสียหายก็ไม่เป็นไร ส่วนกรณีที่ รมว.ศึกษาธิการ มองว่าไม่เหมาะสมนั้น มองว่า แล้วมันทำให้ใครเสียหายหรือไม่ &amp;rdquo;รมว.การคลัง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รมว.การคลัง กล่าวว่า กรณีที่หลายฝ่ายมองว่า หากด้านการศึกษาไม่เสียภาษี จะเกิดความลักลั่นกันกับบริษัทจดทะเบียนอื่นนั้น ยืนยันว่า เรื่องการส่งเสริมการศึกษา เป็นอีกเรื่อง ไม่ว่าอยู่สถานะอะไร การส่งเสริมการศึกษาก็คือการส่งเสริมทางการศึกษา มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เจ้าของโรงเรียนจะรวยเราก็สนับสนุนเหมือนกัน เจ้าของจนเราก็ให้เหมือนกัน มันดูสิ่งที่เขาทำ และเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับประเทศไทยและเราอยากจะช่วย และเรื่องการศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกสำหรับประเทศไทยอันดับแรก โดยเฉพาะการที่เราจะก้าวข้ามไป 4.0 การศึกษาจะสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23098</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., กระทรวงศึกษาธิการ, นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, ภาษีโรงเรียน, โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์, โรงเรียนระดมทุนในตลาดหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180719/image_mid_5b509b5c30607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
