<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่มีกั๊ก‘หลานมาร์ค’ร่ายยาวหนุนยกเลิกมาตรา112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.2564 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในรูปแบบบทความในหัวข้อ &amp;ldquo;#ยกเลิก112 : กระดุมเม็ดแรก สู่สังคมที่ประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ร่วมกันได้ในโลกยุคใหม่&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ปีที่แล้ว (10 สิงหาคม 2563) แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ประกาศ 10 ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 1 ปี ผ่านมา ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกพูดถึงโดยหลายกลุ่มอย่างกว้างขวางขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะคิดเห็นอย่างไร ทุกข้อเสนอมีความสำคัญยิ่งต่อโครงสร้างทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอด้านกฎหมาย (เช่น การแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) ข้อเสนอด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (เช่น การปรับลดงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือข้อเสนอด้านประเพณีปฏิบัติ (เช่น การบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะถูกเสนอโดยใครหรือด้วยวิธีใด ทุกข้อเสนอมักถูกโจมตีจากบางกลุ่มที่คัดค้านการปฏิรูปสถาบันฯว่าเป็น &amp;lsquo;การล้มล้าง-เปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rsquo; ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่หากเราวิเคราะห์ตัว &amp;ldquo;แก่น&amp;rdquo; หรือใจความสำคัญของข้อเสนอทั้งหมด เราจะสังเกตเห็นว่าข้อเสนอต่างๆ ล้วนเป็นข้อเสนอ ที่ไม่เพียงแต่อยู่ภายในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและสอดคล้องกับหลักสากลของหลายประเทศทั่วโลกที่ปกครองด้วยระบอบนี้ แต่ยังเป็นการพยายามยืนยันและยับยั้งไม่ให้ประเทศเราไถลหลุดจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตยที่มีประชาธิปไตยเป็นเพียงไม้ประดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริหารประเทศภายใต้ระบอบประยุทธ์ทำให้หลายคนเกิดข้อกังขามากขึ้นต่อสถานะ &amp;lsquo;เหนือการเมือง&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; ที่ควรจะเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพราะการกระทำของระบอบประยุทธ์ที่ตั้งใจลาก หรือปล่อยให้สถาบันฯ ไหลเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการกล่าวอ้างและผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับตนเพียงผู้เดียว จนทำให้เกิดคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะรัฐประหาร ผ่านความไม่กล้าหาญของนายกรัฐมนตรีที่จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการกระทำใดที่สุ่มเสี่ยงจะขัดกับหลักระบอบประชาธิปไตย หรือผ่านการไม่สามารถชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงการตัดสินใจสนับสนุนงบประมาณแก่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เพื่อผลิตวัคซีนโควิด จนเกิดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ปีผ่านมา แม้กลไกนอกระบบจะทำให้เมล็ดพันธุ์ทางความคิดถูกหว่านไปกว้างขวางทั่วประเทศจากความตื่นตัวของภาคประชาชนทั้งบนท้องถนนและในโซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่มีต้นใดเติบโตแข็งแรงจนก้าวข้ามหรือทะลุกำแพงของกลไกในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมาย การพิจารณางบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการพิจารณางบประมาณของหน่วยงานอื่น ความกล้าหาญของสื่อหลักในการนำเสนอข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมแม้เป็นประเด็นอ่อนไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผนวกกับที่ฝ่ายอำนาจรัฐมีมุมมองต่อผู้เสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ว่าเป็น &amp;ldquo;ภัยต่อความมั่นคงของชาติ&amp;rdquo; ที่ต้องถูกจับกุมดำเนินคดี ก็ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม โดยข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า นับตั้งแต่มีการเผยแพร่รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 116 ราย ใน 115 คดี ล่าสุดคือทนายอานนท์ นำภา ที่เมื่อวานนี้ได้เข้ามอบตัวตามหมายจับ กรณีการปราศรัยหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำเช่นนี้ นอกจากสะท้อนว่ารัฐไม่ใจกว้างมากพอจะเปิดใจเจรจารับฟัง ยังต้องการจะบดขยี้ผู้เห็นต่างให้อยู่อย่างยากลำบาก ทำให้หนทางในการเรียกร้องของผู้ชุมนุมหดแคบลงเรื่อยๆ และกำลังบีบให้พวกเขาต้องเลือก ระหว่างการทนอยู่ในระบอบปัจจุบันที่มีปัญหา หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว (ที่มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มี &amp;ldquo;คำตอบ&amp;rdquo; อยู่ในใจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทย์ของวันนี้จึงไม่ต่างจาก 1 ปีที่ผ่านมา คือจะทำอย่างไรให้เรื่องที่ถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นอยู่นอกระบบ มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนจากทุกฟากฝ่ายมาร่วมถกเถียง และถูกผลักเข้าไปพิจารณาเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระบบ โดยไม่ต้องรอให้ &amp;ldquo;จุดต่ำสุด&amp;rdquo; เดินทางมาถึงและเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าหรือเกิดความสูญเสีย แม้จะริบหรี่ลงไปมาก แต่ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังพอมีโอกาสตอบโจทย์นี้ให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การพูดคุยเรื่องนี้จะทำไม่ได้เลย หากเราไม่ติดกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญอย่างการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขัดหลักสากลถึง 3 มิติ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึก &amp;ldquo;ไม่ปลอดภัย&amp;rdquo; ในการพูดคุยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 1 &amp;nbsp;= ปัญหาในเชิงการบังคับใช้ มาตรา 112 ไม่ได้วางขอบเขตชัดเจนระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต กับการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเชิงกฎหมาย การวิจารณ์โดยสุจริตไม่น่าจะเข้าข่ายความผิด เพราะมาตรา 112 เขียนถึงแค่ความผิดจากการที่ &amp;ldquo;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย..&amp;rdquo; แต่ในทางปฏิบัติ หลายคนที่แม้จะวิจารณ์โดยสุจริต ก็ยังถูกตัดสินว่าผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความคลุมเครือและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้ก็ปรากฎให้เห็นมาโดยตลอด เช่น กรณีการแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซี ซึ่งผู้แชร์ (คุณไผ่ ดาวดิน) ถูกตัดสินว่าผิดมาตรา 112 (ทั้งที่ไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท) แต่สำนักข่าวก็ไม่ได้โดนข้อหานี้แต่อย่างใด (ซึ่งถูกต้องแล้วที่ไม่โดนข้อหา และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเนื้อหาในบทความไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเพิ่มความชัดเจนตรงนี้ ไม่ควรเป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะการเขียนกฎหมายให้แยกแยะอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่มีตัวอย่างอยู่แล้วในกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ในขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 329, 330 ระบุไว้ชัดเจนสำหรับการหมิ่นบุคคลธรรมดา ว่าการ &amp;lsquo;วิจารณ์โดยสุจริต&amp;rsquo; หรือการกล่าว &amp;lsquo;ความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน&amp;rsquo; เป็นข้อยกเว้นที่ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่ข้อยกเว้นเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกเขียนกำกับกรณีการหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ทั้งที่จริงแล้วการเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตอาจเป็นประโยชน์ต่อสถาบันเองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 2 = ความหนักของโทษ มาตรา 112 ของไทยกำหนดโทษจำคุกอยู่ที่ 3-15 ปี ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก ไม่ว่าจะเทียบกับมิติไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ของไทย จะเห็นว่าโทษของมาตรา 112 เทียบเท่ากับการฆ่าคนโดยไม่เจตนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับกฎหมายของไทยในอดีตที่มีลักษณะเดียวกัน โทษของมาตรา 112 ในปัจจุบันหนักกว่าโทษในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่กำหนดโทษไว้ที่จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ 7 ปี (แล้วแต่ช่วงเวลา) เสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือหากเทียบกับกฎหมายลักษณะเดียวกันของประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 112 ของเราก็มีโทษหนักกว่าหลายประเทศ เช่น สเปน 0-2 ปี, เดนมาร์ก 0-8 เดือน, เนเธอร์แลนด์ 0-4 เดือน ส่วนสหราชอาณาจักร นอร์เวย์ และญี่ปุ่น ไม่ได้กำหนดเป็นกฎหมายอาญา แต่เป็นกฎหมายแพ่ง จึงไม่มีโทษจำคุก มีแต่การเรียกร้องค่าเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 3 = ใครฟ้องก็ได้ การที่มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงทำให้เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ ใครๆ จึงสามารถกล่าวโทษและฟ้องคนอื่นได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายปัญหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนบางกลุ่มอาจตัดสินใจฟ้องมาตรา 112 ด้วยเจตนาที่ต้องการปกป้องสถาบันฯ แต่เมื่อจำเลยถูกตัดสินว่าผิด ความคับแค้นใจก็ไปตกอยู่ที่สถาบันฯ &amp;nbsp;ส่งผลให้สถาบันฯ กลายเป็นคู่กรณีโดยอัตโนมัติ แม้ในบางครั้งสถาบันฯ อาจจะไม่รับรู้ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหา คือการที่สถาบันฯ ถูกนักการเมืองบางกลุ่มจงใจนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองกลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม หรือการนำสถาบันฯ ไปใช้ปกปิดการทุจริต เช่น การระบุว่าเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ จนทำให้คนไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ หลายประเทศจึงมีการระบุ &amp;lsquo;ผู้ฟ้อง&amp;rsquo; อย่างชัดเจน อาทิ พระมหากษัตริย์ต้องมีพระราชกระแสรับสั่งหรือยินยอมให้ดำเนินคดีผ่านสำนักราชเลขาธิการ (สหราชอาณาจักร นอร์เวย์) การให้อำนาจนายกรัฐมนตรี (ญี่ปุ่น) หรือกระทรวงยุติธรรม (เดนมาร์ก) เป็นคนฟ้องเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า การยกเลิกมาตรา 112 ไม่ใช่ข้อเสนอของ &amp;ldquo;ผู้ไม่หวังดี-คิดล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rdquo; และไม่ใช่เรื่องที่น่าหวั่นวิตก - หากไม่มีมาตรา 112 พระมหากษัตริย์ยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโลกที่ไม่มีมาตรา 112
1. ประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต สามารถทำได้ ไม่มีความผิด (เช่นเดียวกับข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329-330) แต่หากเป็นการหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย ก็ยังเอาผิดได้เช่นเดิม
2. ในการฟ้องร้อง จะต้องได้รับการอนุมัติจากพระมหากษัตริย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้เสียหาย
3. หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดทำผิดจริง บุคคลนั้นก็ยังได้รับโทษทางอาญาเช่นเดียวกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป (ซึ่งข้อนี้สามารถถกเถียงกันได้ว่าโทษจำคุก 0-2 ปี ฐานหมิ่นประมาท ณ ปัจจุบัน เป็นระยะเวลาที่สูงไปแล้วหรือไม่ ไม่ว่าสำหรับใครก็ตาม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากทั้งหมดนี้ยังไม่ทำให้รู้สึกสบายใจ หรือ กังวลว่าการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ยังไม่ครอบคลุม ก็สามารถเพิ่มเติมข้อความต่อจากกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายลักษณะมาตรา 112 ที่อยู่ในหมวดความมั่นคง เช่น ที่ญี่ปุ่น เมื่อกังวลว่าข้อ 2 อาจทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมาดำเนินการฟ้องร้องประชาชนเอง จึงระบุเพิ่มเติมในกฎหมายหมิ่นประมาทไปว่า หากผู้เสียหายคือพระมหากษัตริย์ นายกฯ (ในฐานะผู้นำรัฐบาล) จะเป็นผู้รับผิดชอบการฟ้องร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 จะไม่เพียงแต่ทำให้กฎหมายของไทยสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากล คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และปกป้องเสถียรภาพ-เกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สง่างาม &amp;nbsp;แต่ยังเป็นหนทางเดียวด้วยซ้ำที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาก 1 ปีที่แล้ว การกล่าวถึงประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอที่ &amp;ldquo;ทะลุเพดาน&amp;rdquo; มาถึงวันนี้ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนมองว่าการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ควรเป็น &amp;ldquo;ข้อเสนอพื้นฐาน&amp;rdquo; ที่สังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันให้สำเร็จ ทั้งเพื่อยุติสังคมแห่งความหวาดกลัว เพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญของการคลี่คลายวิกฤติการเมือง และเพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานที่ว่า การวิจารณ์โดยสุจริต หรือ เผยแพร่ความจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้ไม่ถูกใจผู้ฟังทุกคน แต่กฎหมายต้องคุ้มครองอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ล. ผมเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ใครสนใจอ่านต่อได้ครับ https://www.the101.world/parit-wacharasindhu-interview-2021/ &amp;nbsp;#ยกเลิก112
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112910</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, ยกเลิก 112, อดีตนายกรัฐมนตรี, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a90638df906.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 22:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จตุพร’ต้องทนต่อ ฎีกาพิพากษายืน คุก11เดือน16วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่รอด! &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ต้องทนต่อ &amp;nbsp;ศาลฎีกาพิพากษายืนคดีหมิ่น &amp;quot;อภิสิทธิ์&amp;quot; หาว่าเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน จำคุกทันที 11 เดือน 16 วัน ที่หมายคือเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เจ้าตัวประกาศฝากม็อบไทยไม่ทนไว้กับ บก.ลายจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ศาลอ่านคำสั่งฎีกาในคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2561 ขอให้ยกเลิกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ซึ่งออกโดยศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ในคดีที่นายอภิสิทธิ์เป็นโจทก์ ในคดีหมายเลขดำ อ.4176/2552 (คดีหมายเลขแดง อ.240/2558) ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ประวิงเวลาในการทำความเห็นเสนอต่อสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษคดีจำคุกนายจตุพรต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 (หมายเลขดำ อ.1962/2552) กรณีกล่าวหาเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคำร้องอุทธรณ์ของนายอภิสิทธิ์ดังกล่าวระบุว่า เมื่อคดีหมิ่นประมาท หมายเลขดำ อ.4176/2552 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษคดีจำคุกนายจตุพร ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 (หมายเลขดำ อ.1962/2552) แล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้นับโทษนายจตุพรต่อ แต่จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นและศาลฎีกา ไม่มีอำนาจพิพากษาให้นับโทษจำคุกนายจตุพรต่อจากอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 จำเลยจึงขอให้ศาลแก้ไขคำพิพากษายกเลิกหมายจำคุกถึงที่สุดฉบับเก่า (ที่ให้มีการนับโทษต่อ) และให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วก็มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เพราะว่ายกเลิกคำพิพากษาเดิมที่ให้นับโทษต่อไม่ได้ โดยศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีการออกหมายตามคำพิพากษาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอีก โดยศาลชั้นต้นก็ได้เรียกตัวจำเลยมาสอบถาม ซึ่งแถลงว่าหมายที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นตรวจสอบรายงานกระบวนพิจารณาใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าในคดีหมิ่นประมาทนั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้ให้นับโทษจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์มีการย่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าให้นับโทษจำเลยต่อ ซึ่งไม่ถูกต้อง จนเมื่อผลคดีถึงที่สุด ก็เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกถึงที่สุดโดยผิดหลงด้วยการให้นับโทษต่อ ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง และเป็นธรรมกับตัวจำเลย โดยให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ไม่ต้องนับโทษนายจตุพร จำเลย ต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวน ซึ่งระบุวันนับโทษตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.2560 โดยไม่หักวันต้องขังให้จำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โจทก์เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลย ต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้หมายเรียกจำเลยมารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ต้องนับโทษคดีอาญาต่อ ขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของนายอภิสิทธิ์แล้ว ให้ยกคำร้อง โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย.62 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้การออกหมายจำคุกถึงที่สุดจะเป็นเรื่องการบังคับโทษตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจดำเนินการก็ตาม แต่การออกหมายบังคับตามโทษนั้นจะต้องให้ถูกต้องกับโทษที่จำเลยควรได้รับตามความเป็นจริงด้วย ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ให้นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญา หมายเลขแดง อ.4907/2555 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นได้ยกเลิกหมายจำคุกดังกล่าวแล้วออกหมายบังคับโทษใหม่ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 โดยอ้างว่าหมายจำคุกเดิมที่ศาลชั้นต้นออกนั้นทำโดยผิดหลง เนื่องจากศาลชั้นต้นที่เคยมีคำพิพากษาคดีนั้น ไม่ได้ให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญา หมายเลขแดง อ.4907/2555 แต่ศาลอุทธรณ์ย่อคำพิพากษาว่า ศาลชั้นต้นให้นับโทษคดีต่อกันกับอีกสำนวนหนึ่งนั้น ความจริงศาลชั้นต้น (คดีหมายเลขดำ อ.4176/2552) พิพากษาให้นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 ตรงตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาย่ออยู่แล้วไม่ได้เป็นข้อผิดพลาด ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นเคยยกเลิกหมายจำคุกถึงที่สุดฉบับเก่านั้น น่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนผิดหลงของศาลชั้นต้นเอง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงพิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555 และให้ยกเลิกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลย ลงวันที่ 19 ก.พ.2561 กับให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป (ที่ให้นับโทษจำคุกนายจตุพร คดีหมิ่นประมาทหมายเลขดำ อ.4176/2552 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือให้นับโทษคดีที่ 2 ต่อจากคดีเเรกเมื่อคดีเเรกถึงที่สุด โดยระหว่างนี้ศาลอาญาอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าโทษต่อจากคดีเเรกที่ให้นับต่ออีก 12 เดือน ซึ่งจะนับจำนวนอีกเท่าไหร่ต้องรอตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้นับโทษต่อคดีหมายเลขดำ อ.4176/2562 ที่หมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 2 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวม 12 เดือน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 โดยทางศาลอาญาได้ออกหมายขังจำคุกคดีถึงที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้นายจตุพร เคยถูกจำคุกคดีนี้แล้ว 14 วัน จึงต้องนำมาหักจากโทษจำคุก 12 เดือน รวมต้องจำคุกนายจตุพรอีก 11 เดือน 16 วัน โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะนำตัวนายจตุพรไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำสั่งศาลฎีกา นายจตุพรมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ก่อนคำมีพิพากษาเขาให้สัมภาษณ์ว่าตัวเองติดคุกมาแล้ว 4 ครั้ง เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์คุกคนหนึ่ง รู้แล้วว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไร ในส่วนของคณะไทยไม่ทน ต่อให้ไม่มีตัวเองก็จะต้องเดินหน้าต่อ เบื้องต้นจากการที่พูดคุยการชุมนุมในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ จะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนายสมบัติ บุญงามอนงค์.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109100</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายทักษิณ ชินวัตร, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีตนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6910beccdc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อภิสิทธิ์&#039;เสียดายรัฐสภาคว่ำร่างรธน.รับแก้รายมาตราทำยาก หวั่นเป็นระเบิดเวลารอการปะทุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มี.ค.64 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกเสียดายต่อการคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา เพราะเห็นว่าควรใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อจากนี้เป็นเรื่องที่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขทั้งฉบับ หรือรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขรายมาตราก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะมีการผูกโยงกันไว้ จึงเป็นเรื่องอันตราย เพราะมีคนจำนวนมากเห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ จะเกิดสภาพความอึดอัด แทนที่สภา หรือแม้แต่ประชาชนจะเลือกคนมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ยังทำไม่ได้ จะทำให้เกิดความตึงเครียดและมีเสียงต้องทำอย่างไรจึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ ในเมื่อกลไกตามรัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้ทำภายใต้รัฐธรรมนูญนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า มีโอกาสเพิ่มแรงส่งให้ผู้ชุมนุมมากขึ้นจากการคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ากลไกตามรัฐธรรมนูญถูกจำกัดไปเสียหมด คนก็จะต้องแสดงพลังหรือแสดงออกในทางอื่น จึงน่าเสียดายเพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะสร้างความปรองดองและลดความตึงเครียดความขัดแย้ง เพราะจะเป็นเวทีที่นำความคิดต่างมาคุยกันในระบบได้ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ตรงนี้ไม่เดินต่อ จึงอยากให้รัฐบาลคิดถึงหลักความถูกต้อง มองโครงสร้างระยะยาว อย่าเอาความสะดวกการเมืองระยะสั้นมาเป็นตัวชี้ว่าอยากทำหรือไม่อยากทำอะไร เพื่อประโยชน์ของตัวเองและเพราะจะยิ่งเป็นอันตรายและทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้ว่าพลังการเคลื่อนของมวลชนอาจจะดูอ่อนกำลังลง แต่ผมเห็นว่าคนที่มีความคิดสนับสนุนข้อเรียกร้องแม้จะไม่ทั้งหมด ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิด นับวันคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาก็จะโน้มเอียงไปในทิศทางที่เห็นด้วยกับกลุ่มที่เคลื่อนไหว หากไม่ตอบสนองอะไรเลย ก็เหมือนกับรอเป็นระเบิดเวลา ยิ่งสะสมประเด็นความขัดแย้ง ทำให้สถานการณ์ในอนาคตยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น&amp;rdquo; อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า สโลแกนเลือกความสงบจบที่ลุงตู่ วันนี้ถ้าทัศนคติผู้นำยังเป็นอย่างนี้ความสงบจะจบที่ตรงไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้การที่สถานการณ์การเคลื่อนไหวของมวลชนอาจดูเบาบางลง แต่สังคมกลับไม่ได้ขัดแย้งน้อยลง แม้ผู้ชุมนุมจะจำนวนน้อยลง แต่คนที่เห็นว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือระบบในหลายจุดมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายผู้มีอำนาจอาจพึงพอใจ บรรยากาศเอื้อให้ตัวเองรักษาอำนาจได้ และการเกิดเหตุรุนแรงแบบสุดโต่งระหว่างการชุมนุมมากขึ้น ก็จะเพิ่มความชอบธรรมในการหาความนิยมคือ ต้องเลือกเพื่อความสงบ แต่ทั้งหมดมันเป็นความสงบผิวเผินไม่ยั่งยืน มีแต่สะสมปัญหาสำหรับอนาคตประเทศ ถ้าคิดแต่การรักษาอำนาจ ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ประเทศอยู่แล้ว จึงอยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจจะตัดสินใจอย่างไร เป็นบททดสอบว่าเอาผลประโยชน์ของใครเป็นที่ตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96563</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา, โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604f3a5904f06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่ยกปชป.โต้พวกจิตป่วย!ยัน&#039;มาร์ค&#039;เป็นผู้มีจริยวัตรปฏิบัติดีงามชอบด้วยธรรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค.63- นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มชาวไทยหัวใจรักสงบ แม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กKanjanee Valyasevi ว่าเห็นมีคนไปป่วนในเพจคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่โพสต์เรื่องท่านได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีคนใจทรามไปแสดงความเห็นกล่าวหาคุณอภิสิทธิ์ .. จึงขอชี้แจงว่า ..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณอภิสิทธิ์ได้รับการสรรหาเสนอต่อสภา มจร. ได้รับการพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นผู้มีจริยวัตรปฏิบัติดีงาม ชอบด้วยธรรม สร้างคุณูปการเป็นประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติ พระศาสนา &amp;nbsp;สมควรได้รับการยกย่องให้ปรากฎเป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรมความดี . . จึงได้รับการเสนอให้ได้รับดุษฎีบัณฑิตเป็นกิตติมศักดิ์สืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปชช.ได้ชื่นชม ยินดีกับคุณงามความดีที่ทำมา และอนุโมทนาสาธุด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86892</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, มจร., แม่ยกประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd823256f147.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2020 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2020 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองโฆษกปชป.จวก&#039;บิ๊กตู่-ลุงป้อม&#039;เล่นสองหน้าปล่อย&#039;สิระ&#039;ลามปาม&#039;มาร์ค&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ย.63-นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก Chao Meekhuad เรื่อง ยิ่งปล่อยส.ส.&amp;rdquo;แกลบ&amp;rdquo; นอกแถว ชี้หน้าด่าใครต่อใครอยู่ซ้ำซาก ยิ่งเร่งวันถอยหลังพังทลายของ&amp;rdquo;รัฐบาลประยุทธ์&amp;rdquo; ระบุว่า ผมเห็นข่าวนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ทำตามนายสั่ง ออกมาด่ากราดผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีความปรารถนาดีเสนอความเห็นหาทางออกให้กับประเทศ ลามปามให้ร้ายไปถึงทั้งประธานสภาชวน หลีกภัย และอดีตนายกอภิสิทธิ์ แบบระรานไม่เลิก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;พล.อ.ประวิตร&amp;rdquo; กำลังเล่นสองหน้ากับมิตรร่วมรบ ซึ่งพฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกแจ้งชัดอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชาว์ กล่าวว่า การหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลของนายกฯ พร้อมแสดงท่าทีไม่พอใจต่อพฤติกรรมของนายสิระ และนางสาวปารีณา เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่ปาหี่ทางการเมือง ก็ยิ่งตอกย้ำว่า พลเอกประยุทธ์คุมนักการเมืองในพลังประชารัฐไม่ได้ และพลเอกประวิตร ก็ปากว่าตาขยิบ พูดอย่างทำอย่าง ปล่อยให้ส.ส.&amp;rdquo;แกลบ&amp;rdquo;อย่างนายสิระและนางสาวปารีณาออกมาชี้หน้าด่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอยู่ซ้ำซาก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น เพราะผู้มีอำนาจต้องเปิดใจกว้าง รับฟังทุกข้อเสนอ กลั่นออกมาเป็นทางออกให้บ้านเมือง ไม่ใช่คอยยื่นด้ามธงให้ลิ่วล้อ ไล่ตีคนเห็นต่างที่เสนอทางออกไม่ถูกใจตัวเอง ทัศนคติแบบนี้ มีแต่พาชาติพัง ไม่มีวันเห็นแสงสว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นบรรยากาศเดียวกับปลายยุคทักษิณไม่มีผิด ผมก็แค่หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่มีจุดจบในต่างแดนเหมือนนายทักษิณ &amp;nbsp;แต่ถ้าวันนี้พวกท่านยังติดอยู่ในวังวนแห่งอำนาจ กับดักของความสอพลอ ไม่มองดูความเป็นจริงว่า สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่ แต่มันเป็นการต่อสู้กับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน ถ้าไม่กุมบังเหียนให้ดี มันก็ออกนอกลู่ นอกทาง ตกเหวกันไปทั้งหมด อดีตนายกอภิสิทธิ์ พยายามสร้างทางสายกลาง ชี้ให้เห็นปัญหาว่าสุดโต่งทั้งสองทางมีแต่พาชาติล่มสลาย ซึ่งในวันเลือกตั้งผู้คนยังมองไม่เห็น จึงไม่ได้เสียงสนับสนุนที่มากพอ แต่วันนี้ทุกอย่างเป็นไปตามที่อดีตนายกอภิสิทธิ์ เตือนไว้แล้วทั้งสิ้น ก่อนเลือกตั้งทุกคนกลัว จึง&amp;rdquo;เลือกความสงบจบที่ลุงตู่&amp;rdquo; แต่วันนี้มาไกลถึงสถาบันแล้ว ถ้าพวกท่านยังไม่ยอมตบปากส.ส.&amp;rdquo;แกลบ&amp;rdquo;นอกแถวพวกนี้ให้หยุดลามปาม ไม่ให้เกียรติผู้หลักผู้ใหญ่ ผมคิดว่าสักวันหนึ่งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่ทนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวเหมือนกัน เพราะจิตวิญญาณแห่งประชาธิปัตย์คงไม่ใช่มีบทบาทเป็นแค่ลูกไล่ให้กับพรรคพลังประชารัฐและผู้มีอำนาจ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83915</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายเชาว์ มีขวด, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ปชป., สิระ เจนจาคะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3b983f2f811.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77705</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่ยกปชป.ถามเมื่อไหร่คนไทยจะเห็นคุณค่าของ&#039;อภิสิทธิ์&#039;ผู้นำแบบนี้ที่ประเทศต้องการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.63- &amp;nbsp;นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มชาวไทยหัวใจรักสงบ แม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กKanjanee Valyasevi ว่า เวลาเห็นผู้นำเช่นสหรัฐอเมริกา ปราศรัยแสดงวิสัยทัศน์ ทำให้คิดถึงคุณอภิสิทธิ์ทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไหร่คนไทยจะเห็นคุณค่าของคุณอภิสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;# # ว่าผู้นำแบบนี้ที่ประเทศต้องการ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะท่านฉลาด เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ ไหวพริบและความรู้รอบตัว ทันต่อสถานการณ์โลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่ใกล้ชิดจะรู้ดีว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นผู้รอบรู้ทุกด้าน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ การเมือง .. คนบางกลุ่มยังตามไม่ทันความคิดของคุณอภิสิทธิ์ จึงมองข้ามคนดีพร้อมเช่นคุณอภิสิทธิ์ ที่พร้อมจะทำงานให้ประเทศชาติในยามวิกฤติเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;# เรื่องนี้แม่ยกพูดความจริง ไม่ต้องถึงหูครูอังคณา ดูได้จากสมัยท่านเป็นนายกฯ ประเทศไทยและทั่วโลกเกิดวิกฤติทางการเงิน แต่รบ.อภิสิทธิ์ก็สามารถกอบกู้วิกฤตินั้นได้ในเวลาไม่นาน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77705</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาญจนี วัลยะเสวี, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, แม่ยกประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdcef7fea005.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2020 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขึ้นเลย!&#039;เทพไท&#039;เห็น&#039;โฆษกพปชร.&#039;สวน&#039;อภิสิทธิ์&#039;ลั่น13ก.ค.จะเปิดคอร์สอบรมให้นักการเมืองรุ่นน้องดู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.63-นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;ผมเห็นข่าวการให้สัมภาษณ์ ของอดีตโฆษก พปชร.กับโฆษก พปชร.คนปัจจุบันพาดพิงคุณอภิสิทธิ์แล้ว ในฐานะที่เคยเป็นโฆษกฯมาก่อน พรุ่งนี้จะเปิดคอร์สอบรม การเป็นโฆษกที่ดีให้ฟังเป็นเบื้องต้น เพื่อวิทยาทานให้แก่นักการเมืองรุ่นน้อง ยินดีจัดให้จัดเต็ม เพื่อให้คอการเมืองได้รับฟังกัน อดใจรอกันนะครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71211</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายเทพไท เสนพงศ์, รองโฆษก พปชร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efbf238841f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
