<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สช.ซักซ้อม การรับเงิน 2 พัน ช่วยเหลือ ผปค.-นร. เผย มี นร. กว่า 5 พันคนไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ก.ย.64-นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ในการประชุมซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเพิกจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียน ด้านค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ผ่านระบบออนไลน์ ตนได้ชี้แจงให้ที่ประชุมเข้าใจ ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้รับการจัดสรรให้นักเรียน จำนวน 2,134,978 คน เป็นเงิน 4,269,956,000 บาท ซึ่งจากข้อมูลที่ตนตรวจสอบ พบว่ามีรายชื่อนักเรียนที่ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินจำนวน 2,000 บาทได้ จำนวน 5,107 คน แบ่งเป็นกลุ่มรายชื่อซ้ำซ้อน จำนวน 73 คน ไม่ระบุห้องเรียน 37 คน กรอกข้อมูลทีหลังจากที่มีการเสนอรายชื่อ 4,622 คน เด็กครบ 3 ขวบแต่ระบุเตรียมอนุบาล 375 คน ซึ่งนักเรียนในกลุ่มนี้จะได้รับเงินต่อเมื่อมีเงินเหลือจ่ายในกรณีที่มีผู้ปกครองสละสิทธิ์ไม่รับเงิน หรือเงินที่โรงเรียนตรวจพบว่าเด็กไม่มีตัวตนและคืนกลับมา และ สช.จะทยอยจ่ายโดยให้ไปตามลำดับเวลาที่กรอกข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการ คือ โรงเรียนจะต้องจัดทำข้อมูลนักเรียน ผ่านโปรแกรม Regis ของ สช. ตรวจสอบที่รับโอนเงินจาก สช./ศธจ.เข้าบัญชีโรงเรียน แจ้งช่องทางการจ่ายให้กับผู้ปกครอง ถ้ามีการสละสิทธิ์ให้รวบรวมหนังสือสละสิทธิ์จากผู้ปกครอง และตั้งผู้จ่ายเงินอย่างน้อย 2 คน โดยจะต้องมีคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อรับผิดชอบการจ่ายเงิน ทั้งนี้การดำเนินการจ่ายเงินให้ผู้ปกครอง จะต้องเป็นบัญชีของโรงเรียนเท่านั้น หรือกรณีรับเงินสด จะต้องทำหลักฐานการจ่ายและผู้รับ ภายใน 15 วัน หากผู้ปกครองคนใดที่ต้องการให้โรงเรียนโอนเงินและมีค่าธรรมเนียมการโอนผู้ปกครองต้องรับสภาพจ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวในส่วนของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสช.จังหวัด จะตรวจสอบการโอนเงินจาก สช.เข้าบัญชีเงินอุดหนุนรายบุคคล ออกใบเสร็จรับเงินส่งให้ สช.ภายใน 10 กันยายน โอนเงินเข้าบัญชีโรงเรียนภายใน 7 กันยายน จากนั้นรวบรวมใบเสร็จรับเงินของโรงเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 21 กันยายน หากเป็นไปได้ตนต้องการที่จะเห็นทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานติดตาม กำกับ การจ่ายเงินของโรงเรียน ส่วนกรณีที่ต้องส่งคืนด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ให้ ศธจ.ส่งคืนโดยเร็วอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมรับทราบว่ามีบางโรงเรียนใช้วิธีการจ่ายเงินในรูปแบบ Drive Thru คือ ผู้ปกครองขับรถมารับเงินที่โรงเรียนใส่ซองพลาสติกไว้ให้ ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจและป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้สำหรับกรณีที่มีการร้องเรียน ว่า มีการข่มขู่จากโรงเรียน และเตรียมหักเงินจำนวน 2,000 บาท เพื่อเป็นค่าที่ค้างการชำระค่าธรรมเนียมนั้น ตนต้องร้องขอโรงเรียนเอกชนเป็นพิเศษ เพราะการที่เราได้รับความช่วยเหลือจากรัฐไม่ง่าย และสังคมต่างจับตามอง รวมถึงมีความคาดหมายว่าเมื่อไรที่ได้รับเงิน จำนวน 2,000 บาท ก็เรียบร้อยโรงเรียนเอกชน ดังนั้นเราต้องช่วยกันอย่าให้เกิดปัญหานี้ ต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าไม่ได้ตะกละตะกลามที่จะเอาเงินส่วนนี้ ซึ่งการดำเนินการนี้ เป็นไปตามที่บอร์ด กช.มอบหมาย ดังนั้นหากมีโรงเรียนใดจ่ายเงินนอกลู่นอกทาง ทำผิดกติกาถือว่าเป็นการขัดคำสั่ง จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การสั่งหยุดกิจการ สั่งเพิกถอนใบอนุญาต เป็นต้น&amp;quot;เลขาฯ กช.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115271</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., นายอรรถพล ตรึกตรอง, เงินเยียวยานักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adefe1c5580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถพล&#039;วอนผู้ปกครองที่แจ้งความถูก รร.นานาชาติ 2 แห่ง หลอกลวง ติดต่อสช.รวบรวมหลักฐานดำเนินคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25 ส.ค.64-นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กช.ที่มีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการแจ้งความดำเนินคดีกับโรงเรียนเอกชน ประเภทโรงเรียนนานาชาติ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติ ย่านบางยี่เรือ พบมีเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครอง ว่า โรงเรียนปิดกิจการไม่สามารถเรียนต่อได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) จึงส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานจัดหางาน กทม.เขต 6 เข้าจับกุมชาวต่างชาติ จำนวน 6 ราย ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการทำงาน รวมถึงโรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียนนานาชาติจึงถือเป็นโรงเรียนเถื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนอีกแห่งคือ โรงเรียนนานาชาติ เขตสวนหลวง มีผู้ปกครองร้องเรียนว่าเมื่อเด็กจบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้แล้วไม่สามารถไปสมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ สช.จึงเข้าตรวจสอบข้อมูลพบว่าโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้อนุญาติให้เปิดสอนได้เฉพาะระดับอนุบาล แต่โรงเรียนกลับลักลอกเปิดสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ดังนั้นสช.จึงสั่งให้งดรับนักเรียนใหม่ และให้เจ้าหน้าที่หาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ขอให้ผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากโรงเรียนทั้งสองแห่งนี้ให้ติดต่อมาที่ สช.เพื่อรวบรวมข้อมูลในการดำเนินคดีอาญาต่อไป เพราะถือเป็นการเข้าข่ายหลอกหลวงผู้บริโภค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เปลี่ยนห้องเรียนพิเศษหรือ English Program (EP) ของโรงเรียนเอกชนในระดับประเภทสามัญ เป็นห้องเรียนพิเศษนานาชาติ (International Bilingual Program : IBP) และห้องเรียนพิเศษสองภาษา (BP) เนื่องจาก ที่ผ่านมาการเปิดห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนเอกชนจะให้กติกาเดียว กับการเปิดห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่เมื่อมี พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 เป็นของตัวเอง &amp;nbsp;จึงให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติปรับแก้ห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนเอกชนใหม่ ซึ่งการปรับเปลี่ยนคำเรียกห้องเรียนพิเศษนานานชาติ (IBP) และห้องเรียนสองภาษา (BP) ใหม่นี้จะเพิ่มความเข้มข้นของชั่วโมงเรียน และบูรณาการการเรียยกับเจ้าของหลักสูตรต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับห้ามโรงเรียนที่ไม่ได้รับการอนุญาตให้เปิดห้องเรียนพิเศษไปโฆษณาอวดอ้างให้ประชาชนเข้าใจว่าโรงเรียนได้รับอนุญาตให้เปิดห้องเรียนพิเศษ อย่างไรก็ตามโรงเรียนที่เปิดสอนห้องเรียนพิเศษขอให้มาทำเรื่องเปลี่ยนแปลงระบบภายใน 3 ปีด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เปิดสอนจาก สช.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114516</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., นายอรรถพล ตรึกตรอง, หลอกลวง, โรงเรียนนานาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adefe1c5580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สช. พบ รร.นานาชาติเถื่อนเปิดการเรียนการสอนในเขตพื้นที่กทม. เตรียมดำเนินการทางกม. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

28ก.ค.64- นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ประกอบการโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 โดยเรื่องนี้มีผู้ปกครองกลุ่มหนึ่ง ร้องเรียนเกี่ยวกับโรงเรียนกังกล่าวมายัง สช. ซึ่งเมื่อมีการตรวจสอบ พบว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเถื่อน เคยทำหนังสือขออนุญาตใช้ชื่อมายัง สช. แต่ไม่ผ่านเนื่องจากเอกสารเกี่ยวกับที่ดินไม่พร้อม และขณะนี้ปรากฏว่า มีนักเรียนศึกษาจบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งที่โรงเรียนดังกล่าวยังไม่ได้รับการอนุญาตให้จัดตั้ง อย่างไรก็ตาม สช.ได้มีการดำเนินการทางกฎหมายแล้ว และจะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทั้งหมด

&amp;quot;สำหรับผู้ปกครองที่มีความต้องการจะส่งบุตร หลาน เข้าศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการศึกษาในโรงเรียนเอกชน นอกระบบ ขอให้มีการตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนที่ต้องการที่จะเข้าศึกษามายัง สช.ก่อน หรือจะตรวจสอบข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่น สช.On Mobile เพื่อที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรงเรียนที่สนใจเข้าศึกษา เพราะจากการที่เรามีการตรวจสอบยังพบ โรงเรียนที่เปิดจัดการเรียนการสอนโดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่&amp;quot;เลขาฯ กช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111429</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รร.นานาชาติ, #สช., นายอรรถพล ตรึกตรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adefe1c5580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สช. ตั้งวอร์รูมพิจารณาเรื่องร้องเรียน รร.เอกชนเก็บค่าเล่าเรียน  ย้ำช่วงนี้ควรตรึงค่าเล่าเรียนไว้ก่อน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12 ก.ค.64-นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวถึงมาตราการการดูแลการคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะทำหน้าที่เป็นคนกลาง เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายต่างของโรงเรียนเอกชนและผู้ปกครอง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ข้อยุติโดยไม่มีเรื่องขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะ ศธ.จะไม่สามารถไหลไปตามกระแสเรียกร้องเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ สช.เข้าใจดีว่าทุกฝ่ายมีความทุกข์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ด้วยกันทั้งสิ้น และหากมองในมุมผู้ปกครอง เราเข้าใจถึงสภาวะที่ผู้ปกครองก็ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นเราจึงพยายามหาจุดที่ลงตัวในการแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด ขณะที่ฝ่ายโรงเรียนเอกชนเองก็ไม่มีใครรู้สถานะภาพของโรงเรียนเอกชนได้ดีเท่ากับ สช. โดยขณะนี้โรงเรียนเอกชนมีอยู่ 4,000 แห่ง โดยในจำนวนนี้มีโรงเรียนเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐหรือรับเงินอุดหนุนเพียง ร้อยละ 70 ของค่าใช้จ่ายรายของหัวภาครัฐ ประมาณ 3,000 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลที่รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ร้อยละ 100 จึงไม่จำเป็นต้องไปเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีก ซึ่งดำเนินการคล้ายกับโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายต้องการให้มีการลดค่าเทอมมากกว่าค่าธรรมเนียมการศึกษานั้น ต้องชี้แจงว่าประเด็นนี้โรงเรียนเอกชนยังมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนในจำนวนที่สูงไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างครูต่างชาติ เงินเดือนครูเอกชน เพราะเมื่อจัดการเรียนการสอนไม่ได้ตามสถานการณ์ปกติแต่โรงเรียนยังมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าจ้างครูผู้สอนอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาระดับสูงจะอยู่ในกลุ่มโรงเรียนเอกชนประเภทนานาชาติกับโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญที่เปิดหลักสูตร English Program หรือห้องเรียนพิเศษ ซึ่งผู้ปกครองเองคงพอใจคุณภาพที่จะเลือกให้บุตรหลานเข้าเรียนมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 เมื่อปี 2563 จนส่งกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดย สช.ได้เก็บข้อมูลการคืนเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาของโรงเรียนเอกชนให้แก่ผู้ปกครอง พบว่า มีการคืนเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นเงินจำนวน 600 กว่าล้านบาทแล้ว ซึ่งจะคืนในจำนวนที่มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนในปีการศึกษา 2564 โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญใน กทม.ได้ส่งประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษามาเสนอ ให้ สช.รับทราบแล้วจำนวน &amp;nbsp;404 แห่ง ซึ่งตนกำชับไปแล้ว ว่า หากเป็นไปได้ขอให้ลดค่าธรรมเนียมการศึกษา หรือหากลดค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่ได้ก็ให้ตรึงราคาไว้ก่อน รวมถึงหากไม่สามารถตรึงราคาได้ สช.อนุญาตให้ขึ้นราคาค่าธรรมเนียมการศึกษาได้กับนักเรียนใหม่เท่านั้น ซึ่งเท่าที่ทราบการรับนักเรียนชั้น ม.1 ในปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนเอกชนจำนวนนักเรียนไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ยังมีการสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนเท่าเดิม ขณะเดียวกันในส่วนที่ผู้ปกครองยังค้างค่าธรรมเนียมการศึกษากับโรงเรียนนั้นโรงเรียนจะต้องไม่นำเรื่องนี้ให้มามีผลกระทบต่อการเรียนของเด็กอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากนี้ สช.ยังพบโรงเรียนเอกชนใน กทม.จำนวน 2 แห่งที่ไม่ยอมลดค่าธรรมเนียมการศึกษา โดย สช.จะทำหนังสือเสนอนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 34 ของพ.ร.บ.การศึกษาเอกชน พ.ศ.2554 ที่ระบุว่า รมว.ศธ. สามารถสั่งปรับลดค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ หากเห็นว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นภาระแก่ประชาชนเกินควร อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ สช.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองพบว่า มีโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในจ.ชลบุรี ไม่ได้มีการลดค่าธรรมเนียมการศึกษา แต่กลับมีการขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาในส่วนอื่นแทน โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก สช.ซึ่งขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ อย่างไรก็ตามขณะนี้สช.ได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษากว่า 50 ฉบับ ดังนั้นจึงได้มีการจัดตั้งวอร์รูมขึ้น เพื่อพิจารณเรื่องดังกล่าวโดยจะให้ความเป็นธรรมกับผู้ปกครองและโรงเรียนอย่างดีที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงเรียนเอกชนกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะการที่โรงเรียนยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติยิ่งทำให้ผู้ปกครองมาจ่ายค่าเทอมล่าช้า &amp;nbsp;ซึ่งเท่าที่สำรวจมีผู้ปกครองมาจ่ายค่าเทอมให้แก่โรงเรียนยังไม่ถึงร้อยละ 50 เนื่องจากผู้ปกครองมีความรู้สึกว่า การเรียนออนไลน์ยังไม่ถือว่าเป็นการเปิดภาคเรียน ขณะที่โรงเรียนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนเท่าเดิม เช่น ค่าจ้างครู เป็นต้น ดังนั้นจากผลกระทบเหล่านี้จึงส่งผลให้ ศธ.ต้องหารือกับกระทรวงการคลังให้ใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) โดยหาแหล่งเงินกู้ เช่น ธนาคารต่างๆ มาให้โรงเรียนเอกชนที่ประสบปัญหาได้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำในวงเงินที่สูง เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่โรงเรียนเอกชน&amp;quot;นายอรรถพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;เลขาธิการ สช. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สช.ยืนยันว่าจะไม่ให้โรงเรียนเอกชนขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาอย่างเด็ดขาด และเป็นปีแรกที่โรงเรียนจะต้องส่งประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษามาให้ สช.พิจารณา เพราะโรงเรียนต้องเขียนประกาศค่าธรรมเนียมให้ชัดเจนว่ารายการไหนเก็บได้หรือรายการไหนไม่ควรเรียกเก็บ เช่น ค่าเรียนพิเศษ ค่าเรียนว่ายน้ำ โรงเรียนจะบังคับเรียกเก็บในส่วนนี้จากผู้ปกครองไม่ได้ จะต้องเป็นความสมัครใจในการเลือกเรียนเอง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ปกครอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109463</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รร.เอกชน, ค่าธรรมเนียมการศึกษา, นายอรรถพล ตรึกตรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec09b64d988.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สช. แจ้งความแล้ว รร.อนุบาล ขายเฟรนไชส์โรงเรียนกวดวิชา &quot;ตรีนุช&quot; สำทับต้องกวาดล้าง รร.เถื่อน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.64 - จากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้ตรวจสอบพบเรื่องร้องเรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี เป็นโรงเรียนเอกชนที่อ้างเป็นโรงเรียนอนุบาลแต่กลับจดทะเบียนในรูปแบบโรงเรียนกวดวิชานั้น เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกยังพบว่า โรงเรียนแห่งนี้มีการขายแฟรนไชส์ในรูปแบบการเปิดเป็นโรงเรียนอนุบาล และมีการคิดหลักสูตรขึ้นมาเอง &amp;nbsp;โดยมีการโฆษณาอวดอ้างมาแล้ว 6 ปี ซึ่งขณะนี้โรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวได้สร้างแฟรนไชส์ไปแล้วจำนวน 38 แห่งใน 31 จังหวัดนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ตนได้แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) อุบลราชธานีได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับโรงเรียนแม่หรือสำนำงานใหญ่ของโรงเรียนอนุบาลคือโรงเรียนสร้างเสริมทักษะภาษาอังกฤษแอมโกร์วอิง ที่ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากมีการโฆษณาอวดอ้างเกินจริง และมีการดำเนินกิจการที่ผิดจากการขอนุญาตจัดตั้ง ซึ่ง สช.จะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ต่อไป ดังนั้นโรงเรียนอนุบาลที่เป็นโรงเรียนสาขาหากรู้ตัวว่าผิดให้ปิดตัวเองชั่วคราวไว้ก่อน ทั้งนี้โรงเรียนเองก็มีสิทธิที่จะมาดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของ สช.ได้ แต่ที่ผ่านมาความผิดสำเร็จไปแล้วเราจึงดำเนินการตามอำนาจของสช. อย่างไรก็ตาม นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มีความห่วงใยและสั่งการให้ สช.ดำเนินการกวาดล้างโรงเรียนเถื่อนให้หมดไป เพราะจะต้องทำให้ผู้เรียนได้ประโยชน์อย่างสูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ผมยังได้ลงพื้นที่ตรวจโรงเรียนเตรียมวิทย์พัฒนา ย่านรามอินทรา กทม.อีกครั้ง หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบแต่กลับโฆษณาว่าเป็นโรงเรียนเตรียมแพทย์ด้วยนั้น จนในที่สุด สช.สั่งปรับเงินจำนวน 60,000 บาท และให้เวลาโรงเรียนปรับปรุงแก้ไข ซึ่งขณะนี้พบว่าโรงเรียนดังกล่าวได้ปรับปรุงแก้ไขตามข้อสั่งการของ สช.แล้ว อีกทั้งการเป็นโรงเรียนเตรียมแพทย์เป็นเพียงวิสัยทัศน์หนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp;เนื่องจากโรงเรียนไม่รับเงินอุดหนุนจาก สช.และมีมาตรฐานการจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียนนานาชาติ ดังนั้นจึงมั่นใจว่าโรงเรียนแห่งนี้จะเป็นโรงเรียนความหวังอีกแห่งหนึ่งของโรงเรียนเอกชนต่อไป&amp;quot;เลขาฯ กช.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104375</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., นายอรรถพล ตรึกตรอง, รร.อนุบาลขายแฟรนไชส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adefe1c5580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สช.พบรร.อนุบาล แปลงร่างเป็น รร.กวดวิชา ขายแฟรนไชส์ไป 38แห่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค. 64 - นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้รับข้อสั่งการจากนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ให้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเบื้องต้น เป็นโรงเรียนเอกชน ที่อ้างเป็นโรงเรียนอนุบาลเมื่อเราตรวจสอบในสาระบบของ สช.แล้ว กลับไม่พบข้อมูลโรงเรียนแห่งนี้ &amp;nbsp;โดยการจัดตั้งเป็นโรงเรียนอนุบาลแต่กลับเป็นการสอนในรูปแบบ โรงเรียนกวดวิชาแทน ซึ่งตามระเบียบแล้วหากต้องการจัดตั้งเป็นโรงเรียนกวดวิชาจะต้องขออนุญาตการจัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชนนอกระบบ แต่หากเป็นโรงเรียนอนุบาล &amp;nbsp;จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มการขอจัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้ สช.ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ทั่วประเทศ จนพบสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จ.อุบลราชธานี และใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;โรงเรียนสร้างเสริมทักษะภาษาอังกฤษแอมโกร์วอิง&amp;rdquo; ถูกขอจัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชนนอกระบบตามระเบียบอย่างถูกต้อง แต่ประเด็นที่พบคือ เมื่อเป็นโรงเรียนเสริมทักษะกวดวิชาแทนที่จะทำกิจการตามระเบียบการขออนุญาตจัดตั้ง &amp;nbsp; แต่กลับไปขายแฟรนไชส์ในรูปแบบการเปิดเป็นโรงเรียนอนุบาล และมีการคิดหลักสูตรขึ้นมาเอง &amp;nbsp;โดยมีการโฆษณาอวดอ้างมาแล้ว 6 ปี ซึ่งถือว่าเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค และสช.ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการของ สช.ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการพบโรงเรียนเถื่อนลอตใหญ่ที่ไม่ได้รับให้อนุญาตจัดตั้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สช.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกยังอีกพบว่า โรงเรียนแห่งดังกล่าวมีการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีค่าแฟรนไชส์ในการลงทุนอยู่ที่ 390,000 บาท พร้อมให้สิทธิ 1 อำเภอ 1 สาขา โดยจากการโฆษณามีการขายแฟรนไชส์ไปแล้ว 64 แห่ง สอนภาษาอังกฤษเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-12 ปี แบ่งเป็น หลักสูตรเริ่มต้น ABC อายุ 5-6ปี หลักสูตรละ 2,900 บาท หรือ Kinder Club หลักสูตรละ 1,500 บาท ซึ่งขณะนี้โรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวได้สร้างแฟรนไชส์ไปแล้วจำนวน 38 แห่งใน 31 จังหวัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สช.จึงได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับแจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) 31 แห่ง เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีที่สถานที่ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบที่เป็นอำนาจการสอบสวนที่มีการจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งภายใน 7 วันด้วย &amp;nbsp;อีกทั้ง สช.ยังดำเนินการแจ้งกรมสรรพากรตรวจสอบการชำระภาษี &amp;nbsp;แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ให้ตรวจสอบครูผู้สอนชาวต่างชาติ แจ้งกรมการจัดหางานให้ตรวจสอบ Work Permit ของครูผู้สอนชาวต่างชาติ &amp;nbsp;อีกทั้งโรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวไม่ได้มีการยื่นขอจัดตั้งการเป็นโรงเรียนเอกชนนอกระบบจากสช.จึงต้องมีความผิดตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนพ.ศ.2550 ในมาตรา 120 การจัดโรงเรียนเอกชนนอกระบบต้องได้อนุญาตจากผู้อนุญาต &amp;nbsp;มาตรา 147 ผู้ใดจัดตั้งโรงเรียนนอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม ผมขอฝากถึงประชาชนหากจะซื้อเฟรนไชส์โรงเรียนให้ตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตจัดตั้งจากเว็บไซต์สช.ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย &amp;quot; นายอรรถพลกล่าว.&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104239</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., นายอรรถพล ตรึกตรอง, โรงเรียนสร้างเสริมทักษะภาษาอังกฤษแอมโกร์วอิง, โรงเรียนอนุบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adefe1c5580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบ รร.เอกชน เลิกกิจการ ถูกทิ้งร้าง  74แห่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
10 พ.ค.64- นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดทั่วประเทศให้ทำการตรวจสอบสถานะการดำเนินกิจการโรงเรียนในระบบว่ายังดำเนินกิจการโรงเรียนตามปกติหรือไม่นั้น เบื้องต้นมีการรายงานพบโรงเรียนที่ต้องสงสัยว่าไม่ได้จัดการเรียนการสอนเป็นเวลานาน หรือถูกทิ้งร้างจนไม่มีสภาพ หรือไม่พบสถานที่ตั้งของโรงเรียนตามที่ได้รับอนุญาต จำนวน 74 โรงเรียน ตนจึงมอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดเร่งดำเนินการ ดังนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงภายใน15 วัน ทั้งนี้หากมีเหตุตามกรณีต้องสงสัย หรือมีเหตุแห่งการควบคุมเกิดขึ้นจริง ให้ผู้อนุญาตออกคำสั่งควบคุมและรายงานให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ทราบภายใน 15 วัน พร้อมทั้งให้คณะกรรมการควบคุมดำเนินงานตามแผนการควบคุมและจัดทำรายงานการควบคุมเสนอผู้อนุญาตพิจารณาสั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้แล้วเสร็จก่อนวันเปิดภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2564 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับโรงเรียนที่ตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีการจัดการเรียนการสอนเป็นเวลานาน หรือถูกทิ้งร้างจนไม่มีสภาพ หรือกรณีไม่พบสถานที่ตั้งของโรงเรียนตามที่ได้รับอนุญาต จำนวน 74 โรงเรียน มีดังนี้ 1.โรงเรียนปลูกรัก จ.นครราชสีมา 2.โรงเรียนตายุตตอลิบีน จ.สงขลา 3.โรงเรียนส่องแสงอนุสรณ์ จ.สงขลา 4.โรงเรียนสันติชนวิทยา จ.สงขลา5.โรงเรียนอนุบาลณัฐพันธุ์ จ.ชัยภูมิ 6.โรงเรียนอนุบาลปรีญาภัทร จ.ชัยภูมิ 7.โรงเรียนอนุบาล ไพโรจน์วิทยา จ.ชัยภูมิ8.โรงเรียนจิราภรณ์ จ.สงขลา 9.โรงเรียนชุมชนศึกษาอัล-ฟุรกอน จ.สงขลา 10.โรงเรียนนุกูลวิทยาสรรค์ จ.สงขลา11.โรงเรียนพัฒนาเยาวชน จ.สงขลา 12.โรงเรียนมูหัมมาดียะต์วิทยา จ.สงขลา 13.โรงเรียนสตรีวชิรานุกูล จ.สงขลา14.โรงเรียนสุขเกษมวิทยา จ.สงขลา 15.โรงเรียนแสงใหม่วิทยา จ.สงขลา 16.โรงเรียนหาดใหญ่อำนวยวิทย์ จ.สงขลา17.โรงเรียนอนุบาลเด็กน่ารัก จ.สงขลา 18.อิรชาตุลอิสลามีย๊ะห์ จ.สงขลา 19.โรงเรียนตารุลศาสน์วิทยา (กน.) จ.สงขลา 20.โรงเรียนพิทักษ์ภูเบนทร์ 4 จ.นครราชสีมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21.โรงเรียนรัตโนภาสสุรนารี จ.นครราชสีมา 22.โรงเรียนศรีนภาอนุบาล จ.นครราชสีมา 23.โรงเรียนสุรปัญญาวิเทศศึกษา จ.นครราชสีมา 24.โรงเรียนอนุบาลสมฤทัยวิทยาจ.นครราชสีมา 25.โรงเรียนกอดีรุตดีน จ.สงขลา &amp;nbsp;26.โรงเรียนผดุงศาสตร์วิทยา จ.สงขลา 27.โรงเรียนอิสลามอนุศาสน์วิทยา จ.สงขลา 28.โรงเรียนบุญสมบูรณ์ศึกษาจ.ชุมพร 29.โรงเรียนอนุบาลเปรมฤทัย จ.นครศรีธรรมราช 30.โรงเรียนรัตน์ฉัตร จ.ขอนแก่น 31.โรงเรียนอนุบาลเพชรรัตน์ จ.ขอนแก่น 32.โรงเรียนสาธิตคำนวณ จ.กระบี่ 33.โรงเรียนพรธิตา จ.นครศรีธรรมราช 34.โรงเรียนอนุบาลดำรงค์ศาสน์ จ.นครศรีธรรมราช 35.โรงเรียนอนุบาลบ้านพิชญรัตน์ จ.นครศรีธรรมราช 36.โรงเรียนอนุบาลภิญญูรัตน์จ.นครศรีธรรมราช 37.โรงเรียนอนุบาลวิบูลย์สุข จ.นครศรีธรรมราช 38.โรงเรียนอุบลวิทยา จ.นครศรีธรรมราช39.โรงเรียนอนุบาลราชภานุสรณ์ จ.ตรัง 40.โรงเรียนดารานุกูลนนทบุรี จ.นนทบุรี 41.โรงเรียนฤกษบุตร์ (สอิ้งอนุสรณ์) 42.โรงเรียนอนุบาลเด็กดี จ.นนทบุรี 43.โรงเรียนอนุบาลธศภรณ์ จ.น่าน 44.โรงเรียนอนุบาลสุวรรณรัตน์ จ.น่าน45.โรงเรียนพิทักษ์นครานุสรณ์ จ.นนทบุรี 46.โรงเรียนอนุบาลแสนเก่ง จ.อุทัยธานี 47.โรงเรียนอนุบาลบ้านเด็กเชียงราย จ.เชียงราย 48.โรงเรียนสกาวรัตน์ จ.ปทุมธานี 49.โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข จ.ปทุมธานี 50.โรงเรียนอนุบาลอรพัฒน์ จ.เลย 51.โรงเรียนศรีทองวิไลวิทยา จ.อุบลราชธานี 52.โรงเรียนอนุบาลเทพปทุมทิพย์ จ.อุบลราชธานี53.โรงเรียนอนุบาลวีรนุช จ.อุบลราชธานี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
54.โรงเรียนอเนกวิทยา จ.อุบลราชธานี 55.โรงเรียนอดุลวิทยา (กน.) จ.นราธิวาส 56.โรงเรียนอนุบาลเขื่อนภูมิพลจ.ตาก 57.โรงเรียนอนุบาลพัฒนาแม่สอด จ.ตาก 58.โรงเรียนมัธยมพัทลุงวิทยา จ.พัทลุง 59.โรงเรียนอนุบาลเขื่อนอุบลรัตน์ จ.สระแก้ว 60.โรงเรียนอนุบาลปิยะรัตน์ จ.ปทุมธานี 61.โรงเรียนมัธยมเจริญศึกษาจ.อุบลราชธานี62.โรงเรียนมัธยมพิบูลวิทยาลัย จ.อุบลราชธานี 63.โรงเรียนอนุบาลสมศิรินทร์ จ.เชียงใหม่ 64.โรงเรียนอนุบาลเตรียมพัฒน์ จ.บุรีรัมย์ 65.โรงเรียนอนุบาลอลินดาวัฒนา จ.ปราจีนบุรี 66.โรงเรียนอินทุภูติพิทยา(หนองตม) จ.พิษณุโลก67.โรงเรียนคีรีหรรษา จ.ชลบุรี 68.โรงเรียนศึกษาดีเด่น จ.ชลบุรี 69.โรงเรียนอนุบาลภาษาศาสตร์ จ.ชลบุรี70.โรงเรียนอาลาวีวิทยพัฒน์ จ.ปัตตานี 71.โรงเรียนอนุบาลเพลินศิลป์ จ.สุรินทร์ 72.โรงเรียนอนุบาลแสงตะวันจ.กาฬสินธุ์ 73.โรงเรียนอนุบาลศรีมณี จ.ชลบุรี 74.โรงเรียนพระกุมารยโสธร จ.ยโสธร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102403</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โรงเรียนเอกชน, นายอรรถพล ตรึกตรอง, โรงเรียนเอกชนเลิกกิจการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_60795c2c46f9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
