<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยายเพดานหนี้รองรับฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ยันขยายเพดานหนี้เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังประเมินโควิดยังไม่จบ ชี้ประเทศยังจำเป็นต้องใช้เงินฟื้นฟู เยียวยาประชาชน และเศรษฐกิจ พร้อมชงมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมหนุนใช้จ่ายปลายปี 64-ต้นปี 65 จ่อขยายฐานภาษีเพิ่มรายได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีการขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทย เพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพี ว่าปี 2563-2564 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างมาก เงินงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอเพื่อใช้ดูแลช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชน และเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดซื้อวัคซีนไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้เงิน จึงเป็นที่มาของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน 2 ปี รวมกันที่ 1.5 ล้านล้านบาท และมีการประเมินว่าการกู้เงินดังกล่าวจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องขยับเพดานหนี้เพื่อรองรับเรื่องดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีการประเมินว่า ณ สิ้น ก.ย. 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะอยู่ที่ 58.96% ขณะที่สิ้น ก.ย. 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยเพดานหนี้สาธารณะของไทยที่ปรับเพิ่มขึ้น ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย ที่ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 78% ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และการกู้เงินของรัฐบาลไม่เพียงใช้เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีการกู้เงินเพื่อนำมาลงทุน ซึ่งจะช่วยต่อยอดและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การขยายเพดานหนี้ก็เพื่อรองรับการกู้เงินเพิ่ม เป็นการเตรียมพร้อมกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อแก้วิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ข้างหน้ายังไม่นิ่ง โควิด-19 ยังไม่จบ ระยะเวลาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 1 หรือ 2 ปี จึงเป็นที่มาของความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างจีดีพีให้เพิ่มขึ้น และการขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาเคยมีทั้งการขยายเพิ่มและปรับลดเพดานหนี้สาธารณะมาแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมเผยว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำควบคู่ไปด้วย คือการขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ อาทิ ภาษีอีคอมเมิร์ซและภาษีอีเซอร์วิส ที่จัดเก็บจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มต่างประเทศลงทะเบียนแล้วกว่า 90 บริษัท ตรงนี้จะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาล ซึ่งกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ต.ค.2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ กระทรวงการคลังจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะสืบเนื่องไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ และตรุษจีน รวมถึงยังมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การรักษาอัตราการจ้างงานในภาคธุรกิจต่างๆ ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะในภาคเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องในการรักษาอัตราการจ้างงาน และเม็ดเงินที่จะลงไปยังภาคชนบทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องพยุงเศรษฐกิจโดยเฉพาะในไตรมาส 4/2564 และปีหน้าให้ยังสามารถขยายตัวต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดอย่างให้รอก่อน ขณะที่โครงการที่ดำเนินการอยู่ เช่น ยิ่งใช้ยิ่งได้ ก็อาจจะขยายเวลาให้อีก โครงการที่หลายคนเรียกร้อง อย่างช้อปดีมีคืนหรือโครงการต่างๆ นั้น อยากให้รอดูอีกหน่อย&amp;quot; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบที่จะดำเนินการได้ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดช่องในการกู้เงินเพื่อรองรับสถานการณ์เร่งด่วน โดยการขยายเพดานหนี้ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องกู้เต็มเพดาน แต่เป็นการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 1% ส่วนปีหน้าหากต้องการให้เศรษฐกิจโตถึง 5% นั่นหมายความว่าจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่ในกรอบที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะค่อยๆ ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจหยุดชะงักหลายส่วน จากการปิดประเทศ ทำให้เงินหายหมด และเมื่อโควิด-19 ระลอก 4 มายิ่งทำให้คนทำมาหากินได้น้อยลง คนเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ตอนนี้คือรัฐบาล การขยายเพดานเงินกู้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกรัฐบาลและทุกประเทศต้องทำ เพราะเศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้น เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิชาการก็เห็นด้วย เพราะเศรษฐกิจแผ่ว รัฐก็จัดเก็บรายได้ไม่ได้ ก็เป็นปัญหา ยิ่งเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2565 ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อรองรับการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ เมื่อรัฐบาลกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนฟื้นตัว เงินรายได้ก็จะทยอยกลับมาในรูปของภาษี รัฐทยอยคืนหนี้ สัดส่วนหนี้ที่สูงก็จะปรับลดลง คลังก็จะค่อยๆ ถอย พวกนี้เป็นเรื่องของจังหวะทั้งสิ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาคเอกชนอยากเห็น ได้แก่ การเพิ่มเงินในโครงการคนละครึ่ง และการปัดฝุ่นโครงการช้อปดีมีคืน รวมถึงการเดินหน้าโครงการที่จะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ โดยภาคเอกชนมองว่าโครงการเหล่านี้กระจายความช่วยเหลือไปถึงทุกหย่อมหญ้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2564 หัวข้อ &amp;ldquo;สร้างภูมิคุ้มกัน ผลักดันเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ว่าความสามารถในการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ปัจจุบันไทยยังมีส่วนนี้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพอ จากการพึ่งพาต่างประเทศที่สูงในแทบทุกมิติ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวและเทคโนโลยี รวมถึงการพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่มากขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะสังคมสูงวัย ทำให้เศรษฐกิจไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้ยาก ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ก็ได้ซ้ำเติมความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญสูงในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่สูงและน่ากลัวในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นจากการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากวิกฤตสาธารณสุขและวิกฤตเศรษฐกิจมากกว่า ขณะที่ความสามารถในการฟื้นตัวน้อยกว่ากลุ่มอื่นในสังคม ความเสี่ยงที่ความตึงเครียดทางสังคมจะคุกรุ่น จึงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งที่ 4/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเน้นการรักษาการจ้างงานและมาตรการการจ้างงานใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน ทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรม และยังไม่มีการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการเห็นคนไทยมีงานทำ โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เพื่อรักษาระดับการจ้างงานให้ธุรกิจเอกชนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากฝากให้ทุกส่วนราชการช่วยกันหาแนวทางใหม่ๆ ต้องไม่ใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐในรูปแบบเดิม เช่น การจ่ายเงิน การเยียวยา ทั้งนี้ ประชาชนต้องได้รับประโยชน์มากขึ้น มีการพัฒนา สามารถพึ่งพาตนเอง วันนี้นายกรัฐมนตรีต้องการพลิกโฉมประเทศไทยทุกมิติ หลายอย่างที่รัฐบาลดำเนินการวันนี้ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อาจจะไม่เห็นผลทันที แต่จะส่งผลระยะยาวเพื่อให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118383</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ยันขยายเพดานหนี้เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน, รมว.การคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d66d916a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ยันปรับภาษีบุหรี่หวังลดสูบ ไม่เกี่ยวรีดรายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบนั้น ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลต้องกู้เงิน เพราะการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวรัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นไปที่รายได้เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะการรณรงค์ให้เลิกสูบบุรี่ ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ผ่านมาโครงสร้างภาษีบุหรี่ของไทยอาจจะไม่ค่อยถูกต้อง ทำให้มีการแบ่งตลาดบุหรี่ถูกกับบุหรี่แพง ส่งผลให้บุหรี่ในประเทศขายไม่ออก เพราะโดนบุหรี่ต่างประเทศแทรกแซง ตรงนี้กระทบกับการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ที่ส่วนแบ่งการตลาดบุหรี่ลดลง ทำให้ต้องลดการรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกร ส่งผลให้ที่ผ่านมากระทรวงการคลังต้องของบประมาณเพื่อชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกใบยา ซึ่ง ครม. ยังได้ได้กำชับให้กระทรวงการคลังไปดูเรื่องการสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการพิจารณาไปแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่สุขภาพของประชาชนมากกว่าเรื่องรายได้ จึงเป็นที่มาว่า ถ้าจะให้คนเลิกสูบบุหรี่ ราคาก็เป็นกลไกหนึ่งที่เป็นตัวกำหนด โดยราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่ออัตราการบริโภคบุหรี่ให้ปรับลดน้อยลงได้ โดยการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ในครั้งนี้ ครม. ได้มีการพิจารณาในหลายมิติ ดูว่าอัตราไหนเหมาะสมและเป็นธรรมที่สุด แม้ว่าอยากจะให้มีอัตราเดียวก็ตาม&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118328</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ, ขึ้นภาษียาสูบ, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa8f61da2d42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังปักธงจีดีพี64โต1.3% ธกส.จัดหมื่นล.ปล่อยกู้อปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ปักธงจีดีพีไทยปี 64 โตฝ่าโควิดที่ 1.3% ยอมรับระบาดหลายรอบกระทบสาหัส ลุยอัดมาตรการหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว ยก 6 แนวทางปูพรมเติบโตระยะยาว &amp;ldquo;ธ.ก.ส.&amp;rdquo; จัด 1 หมื่นล้านบาทปล่อยกู้ อปท. &amp;nbsp;หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างรายได้-อาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันวันจันทร์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวในฐานะประธานและสักขีพยานในการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ &amp;ldquo;Sustainable Thailand&amp;rdquo; รวมพลังนักลงทุนสถาบันและภาคธนาคาร &amp;nbsp;ร่วมกันประกาศเจตจำนงสร้างประเทศไทยยั่งยืนว่า กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 1.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขค่อนข้างดี ขณะที่ปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 4-5% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญและต้องรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดหลายรอบ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง มีการกู้เงินและใช้นโยบายด้านการคลังเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงาน มีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ เพื่อรักษาการบริโภคภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในระยะต่อไปภายหลังสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;คลี่คลาย รัฐบาลวางแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ซึ่งในแผนดังกล่าวจะมีการวางแนวทางสำหรับประเทศไทยในการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน 2-3 มาตรการ อาทิ การเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งภาคธุรกิจและประชาชน การจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้หลายส่วนมีรายได้มากขึ้น &amp;nbsp;และการวางนโยบายการคลังเพื่อช่วยเหลืออย่างฉุกเฉิน ควบคู่กับการเร่งกระจายวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการฟื้นตัวในระยะยาวนั้น ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งผ่าน 6 แนวทาง &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) ซึ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ 12 เป้าหมาย &amp;nbsp;รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในอีอีซี ที่ในอนาคตจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน 3. การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 4.การให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายรับรองทางสังคม &amp;nbsp;5.การลดความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาความยากจน และ 6.บทบาทของตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพยากรทางการเงินในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) ที่รองรับธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ธนาคารได้จัดทำโครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ อัตราดอกเบี้ย &amp;nbsp;MLR ไม่เกิน 2.25% ต่อปี (ปัจจุบัน MLR เท่ากับ 4.875% ต่อปี เพื่อให้องค์กรภาครัฐทั่วประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานคืนถิ่น ให้มีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ และยังเป็นการป้องกันปัญหาทางสังคม หลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ อปท.ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, &amp;nbsp;(อบต.), เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร โดยนำสินเชื่อดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุน อาทิ &amp;nbsp;การสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยหรืออาหารสัตว์ โรงสีข้าวชุมชน &amp;nbsp;ตลาดจำหน่ายสินค้า การส่งเสริมพัฒนากลุ่มอาชีพต่างๆ &amp;nbsp;ปรับปรุงพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวของชุมชน การศึกษา &amp;nbsp;อบรม สัมมนา ดูงานหรือฝึกงานในด้านการส่งเสริมอาชีพ &amp;nbsp;หรือเพื่อการศึกษาของบุคคลในครอบครัว การสร้างสนามกีฬา สวนสาธารณะ ศูนย์การแพทย์ชุมชน การเสริมสร้างการเข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงความต้องการทางด้านการแพทย์ การจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อปท.จะต้องดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนสินเชื่อต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา อปท.และมีการตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้คืนแก่ธนาคาร วงเงินกู้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงินกู้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118042</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ปักธงจีดีพีไทยปี 64, รมว.การคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d66d916a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 09:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มวันนี้ ลดคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท  คลังยันแบงก์แข็งแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป วงเงินคุ้มครองเงินฝากที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะให้ความคุ้มครองจะกลับเข้าสู่ระดับ 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นวงเงินการคุ้มครองเงินฝากที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยวงเงินความคุ้มครองเงินฝากดังกล่าว สามารถคุ้มครองกลุ่มผู้ฝากเงินรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างครอบคลุมถึงกว่าร้อยละ 98 จากผู้ฝากเงินทั้งหมดของระบบสถาบันการเงินซึ่งพบว่าสัดส่วนของจำนวนผู้ฝากเงินที่ได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวนตามวงเงินที่กฎหมายกำหนดของประเทศไทยมีความใกล้เคียงกันกับค่าเฉลี่ยสัดส่วนจำนวนผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวนตามกฎหมายของประเทศต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินความคุ้มครองเงินฝากของไทยเป็นไปตามหลักการสำคัญของระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิผล (Core Principle for Effective Deposit Insurance Systems) ซึ่งเป็นหลักการสากล โดยครอบคลุมกลุ่มผู้ฝากเงินรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ของประเทศ และส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ระบบการเงินทั้งระบบทั้งในส่วนของผู้ฝากเงินจะเกิดความตระหนักในการบริหารจัดการความเสี่ยง และในส่วนสถาบันการเงินที่จะต้องบริหารจัดการการดำเนินกิจการให้มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ปัจจุบันสถาบันการเงินในประเทศไทย ยังคงมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ทั้งในส่วนของระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ระดับร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ประกอบกับการมีสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง และสามารถรองรับความผันผวนของสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาวงเงินความคุ้มครองเงินฝากเดิมออกไปอีกนอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเกิดความเชื่อมั่นในระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสรุปว่า กระทรวงการคลัง สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการประเมินร่วมกันแล้วว่า การคุ้มครองเงินฝากดังกล่าวมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่สถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112911</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a89f3595f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อาคม’จี้ยืดเวลาพักหนี้ยาวประคองเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ &amp;ldquo;THAILAND ECONOMIC MONITOR&amp;nbsp;เส้นทางสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ที่จัดโดยธนาคารโลก&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;nbsp;ว่า ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจากภาคการส่งออก ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่าน แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของไทยยังสามารถดำเนินการได้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลได้เริ่มโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และโครงการสมุยพลัส ซึ่งเป็นโมเดลในการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด ถือเป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลมองว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวยังเป็นรายได้หลักของประเทศ ดังนั้นการเร่งดำเนินการด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กับการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อในประเทศ ก็เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากจนเกินไป&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลได้วาง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะถัดไป ได้แก่&amp;nbsp;1.&amp;nbsp;มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาในระยะสั้นยังมีความจำเป็น ทั้งมาตรการด้านการเงิน ผ่านโครงการพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ ยังเป็นโครงการที่ต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว แม้ว่าปัจจุบันสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการพักหนี้ให้เป็นเวลา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน แต่เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ได้เร็วอย่างที่คิด รายได้ของผู้ประกอบการอาจจะไม่มีเข้ามาทันทีเพื่อชำระหนี้ได้ ดังนั้นต้องมาติดตามดูว่าการช่วยเหลือด้านการเงินจะสามารถยืดเวลาออกไปได้อีกหรือไม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งในและนอกระบบมีลมหายใจต่อชีวิตการทำธุรกิจในระยะถัดไปได้ ส่วนมาตรการด้านการคลังก็ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น ถือเป็นมาตรการจำเป็นที่ต้องดำเนินการตั้งแต่ก่อนเศรษฐกิจฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp;(BCG Economy Model)&amp;nbsp;ภายใต้นโยบายสำคัญ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จำเป็น มุ่งลดการใช้พลังงาน หรือใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น,&amp;nbsp;การผลักดันดิจิทัลอีโคโนมี เป็นจุดที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในภาครัฐและเอกชน,&amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ด้วยการให้ความสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ สนับสนุนโครงการรถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;(EV)&amp;nbsp;และมุ่งเน้นธุรกิจเฮลแคร์ ซึ่งไทยมีจุดแข็งอย่างมาก โดยรัฐบาลต้องเข้ามาให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในระยะต่อไปภาระภาคการคลังจะมีมากขึ้น ดังนั้นการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจึงมีความจำเป็นว่าจะทำอย่างไรให้การจัดเก็บรายได้มีความยั่งยืน สามารถรองรับวิกฤติต่าง ๆ และไม่กระทบกระเทือนความน่าเชื่อถือของประเทศ และ&amp;nbsp;4.&amp;nbsp;การให้ความสำคัญกับระบบการคุ้มครองทางสังคม ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและประชาชน เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองทางสังคมอย่างทั่วถึง และไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐมากจนเกินความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;กล่าววว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นมาตรการด้านการคลังในช่วงนี้จึงเน้นช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างครอบคลุม และรวดเร็วที่สุด โดยจะมี&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มาตรการสำคัญที่ดำเนินการในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทั้งมาตรการคนละครึ่ง มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ มาตรการเติมเงินสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการเติมเงินให้กลุ่มเปราะบางที่ไม่มีสมาร์ทโฟน เพื่อกระตุ้นและช่วยเหลือด้านกำลังซื้อแก่ประชาชนอย่างครอบคลุม โดยรัฐบาลตั้งเป้า&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนผลักดัน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มาตรการนี้ ยังไม่เห็นเรื่องล็อกดาวน์ วัตถุประสงค์ของมาตรการจึงเน้นให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม เป้าหมายถึง&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านคน แต่ปัจจุบันมีเข้าโครงการมาแล้ว&amp;nbsp;44&amp;nbsp;ล้านคน แต่พอมีการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;หนัก ๆ เข้ามาอีก ก็กระทบตัวเล็กเม็ดเงินที่เดิมคาดว่าจากทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โครงการจะมีเม็ดเงินเข้าระบบ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แสนกว่าล้านบาท ก็อาจจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เพราะมีมาตรการล็อกดาวน์ ส่วนที่ถามว่าเมื่อมีล็อกดาวน์แล้วทำไมรัฐบาลไม่ชะลอโครงการไปก่อน อยากชี้แจงว่า มาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นแค่ในบางพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ล็อกดาวน์ ดังนั้นมาตรการก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่รัฐบาลไม่ได้เร่ง ดูจากมาตรการที่ยาวไปจนถึงสิ้นปีนี้ และเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลับมาได้แล้ว กระทรวงการคลังก็จะเน้นเรื่องการฟื้นฟูอีกครั้ง&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวยืนยันว่านโยบายการคลังยังมีช่องว่างให้สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อยู่ โดยเม็ดเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.&amp;nbsp;กู้เงินฉุกเฉิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ได้ทยอยเบิกจ่ายใกล้ครบแล้ว และยังมีเม็ดเงินใหม่จาก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนล้านบาทที่เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ในระยะถัดไปอีก ส่วนความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงต้องดูตามความเหมาะสมและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจด้วย โดยกรณีเลวร้ายหากคลังต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมในสถานการณ์วิกฤติ ก็สามารถขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มจาก&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ของจีดีพีได้ และในระยะถัดไปก็ต้องกลับมาดูเรื่องการสร้างวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการทั้งหมดต้องควบคู่ไปกับการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะการถมเงินไปเรื่อย ๆ ต้องไปคู่กันทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายนโยบายการคลังในระยะปานกลางนั้น จะต้องเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง ผ่านการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ ส่งเสริมรายได้รัฐให้ยั่งยืน การควบคุมการจัดสรรงบประมาณ การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการใช้จ่ายในระดับพื้นที่ ตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการบริหารหนี้สาธารณะ ที่จะต้องทำให้มีภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริหารความเสี่ยงภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะนี้ยังไงประเทศไทยก็ต้องใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ยังเห็นการขาดดุลงบประมาณอยู่ แต่ในระยะยาวถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ รัฐบาลสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง รายได้ รายจ่าย ก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่รัฐบาลจะทยอยปรับลดขนาดการขาดดุล และมุ่งสู่การจัดทำงบสมดุลในที่สุด แต่คงเป็นแผนในระยะยาวพอสมควร&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า เศรษฐกิจประเทศไทยช่วงนี้เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด กำลังจะฟื้นตัวก็มาเจอการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ และยังมีข่าวร้ายเรื่องการจัดหาวัคซีน แต่ก็ยังมีความโชคดีที่ภาคการเงินมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง ทำให้ตอนนี้ภาคการเงินถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ กรณีที่หลายประเทศมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้น ในส่วนของไทยคงต้องบอกว่าอีกระยะ เพราะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าต่างประเทศมาก ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจึงจำเป็นต้องอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วง&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ปีนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัวเค&amp;nbsp;(K)&amp;nbsp;คืออุตสาหกรรมหนึ่งจะฟื้นตัวได้เร็ว แต่อีกกลุ่มหนึ่งจะฟื้นตัวได้ช้า ดังนั้นหน้าที่รัฐบาลคือการพยุงให้อุตสาหกรรมขาล่างฟื้นตัวได้ดีขึ้น รวมทั้งประเมินว่าเศรษฐกิจไทยหลังปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;จะฟื้นตัวปีละประมาณ&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;จากปีนี้ที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัว&amp;nbsp;1.8%&amp;nbsp;และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;3.9%&amp;nbsp;โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่แนวโน้มเดิม&amp;nbsp;(เทรนด์)&amp;nbsp;จนกว่าจะถึงปี&amp;nbsp;2570&amp;nbsp;ดังนั้นยอมรับว่า โควิด-19&amp;nbsp;ส่งผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าในขณะนี้&amp;nbsp;ถือเป็นข้อดีหนึ่งของเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19&amp;nbsp;ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ หรือใกล้ระดับ&amp;nbsp;0&amp;nbsp;จึงทำให้แรงกดดันของบาทแข็งค่าไม่มี เพราะหากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยคงรับไม่ไหว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109946</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, พักชำระหนี้, ยืดหนี้, รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60810322de358.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 22:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!บิ๊กตู่เคาะ‘เยียวยา’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ตื่น! เรียกทีมเศรษฐกิจถกด่วน &amp;nbsp;หารือเคาะเยียวยาล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว 10 จังหวัด คาดชงเข้า ครม.อนุมัติอังคาร 13 ก.ค.ทันที หอการค้าฯ ชงเพิ่มคนละครึ่ง-อุ้มเอสเอ็มอี &amp;ldquo;อนุสรณ์&amp;rdquo; ชี้ 14 วันสูญเสียเฉียด 7 หมื่นล้าน
มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล​แจ้งว่า ในวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจในเวลา 15.30 น.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น &amp;nbsp;รมว.แรงงาน, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ &amp;nbsp;(ศบศ.) เพื่อหารือถึงแนวทางการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง ศบค.ที่ &amp;nbsp;9/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูงตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 &amp;nbsp;แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ใน 10 จังหวัด ซึ่งมีการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลา 21.00-04.00 น. พร้อมกำหนดการปิดและเปิดกิจการ กิจกรรมต่างๆ อย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.
นายธนกรกล่าวว่า การประชุมวันที่ 12 ก.ค.ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อหารือแนวทางการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งและข้อกำหนดห้ามต่างๆ ซึ่งนายกฯ ได้ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 โดยจะเร่งช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม &amp;nbsp;เพราะเข้าใจความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างดีและจะทำทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า มาตรการเยียวยาประชาชนที่จะออกมาเบื้องต้นอาจมีการแจกเงินเยียวยาให้ผู้ขาดรายได้ รวมไปถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ใน 10 จังหวัด โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์จัดทำข้อเสนอทั้งหมดมาให้พิจารณาในวันที่ 12 ก.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 13 ก.ค.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเยียวยาว่า กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ได้ประชุมหารือเบื้องต้นไปแล้ว โดยมีนายสุพัฒนพงษ์เป็นประธานการประชุม ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติและต้องประชุมกันต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ส่วนข้อเสนอผ่อนปรนให้โครงการคนละครึ่งสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มสั่งอาหารทางออนไลน์นั้น กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องการเชื่อมระบบถึงกันด้วยเพื่อป้องกันการทุจริต รวมถึงให้แพลตฟอร์มผู้เข้าร่วมมีแนวทางช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงล็อกดาวน์ เช่น ลดค่าส่วนแบ่งกำไร (จีพี) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ &amp;nbsp;ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานที่ปรึกษานายกฯ, เลขาธิการสภาพัฒน์, ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้แทนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม &amp;nbsp;โดยได้เสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น รวมทั้งให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบ เพื่อให้สถาบันทางการเงินสามารถใช้ดุลยพินิจปล่อยสินเชื่อได้
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น หอการค้าไทยเห็นด้วยกับการเติมเงินเข้าระบบ เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่ขอให้เพิ่มวงเงินจาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท &amp;nbsp;ส่วนมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่ยุ่งยาก ไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้เสนอให้ปรับเงื่อนไขใหม่หรือเสนอโครงการใหม่ในรูปแบบเดียวกับช้อปดีมีคืน
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การประเมินในเบื้องต้นคาดว่าการล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.จะทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณอย่างต่ำวันละ 3,500-4,500 &amp;nbsp;ล้านบาท เมื่อรวมสองสัปดาห์จะอยู่ที่ประมาณ &amp;nbsp;49,000-63,000 ล้านบาท ซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจครั้งนี้น้อยกว่าการล็อกดาวน์ในช่วงปี 2563 &amp;nbsp;แต่ก็เป็นการซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือนที่รายได้น้อย ผู้ใช้แรงงานรายวัน และเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109395</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายดนุชา พิชยนันท์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9dc30183a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังรับถังแตก!จำเป็นต้องกู้5แสนล้านมาสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - ที่รัฐสภามีการประชุมเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ วงเงิน 5แสนล้านบาท โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้แก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 มาต่อเนื่องผ่านแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ แต่พบว่ายังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการระบาดในระลอกใหม่ได้ เงินทุนสำรองจ่ายที่เหลืออยู่ มีไม่เพียงพอ ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2564 นั้น รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ปี 2564 มีข้อจำกัดและได้รับผลกระทบจากการระบาดจากเชื้อโควิด-19 หากจะรอแหล่งเงินจากงบประมาณปี 2565 จะไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดเชื้อโควิด ซึ่งงบประมาณดังกล่าวไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีงบประมาณปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีจำเป็นเร่งด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลในการตราพ.ร.ก.ฉบับนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีสาระสำคัญคือ การให้อำนาจกระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 ก.ย.2565 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายใน 3 แผนงานคือ 1.แผนงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการระบาดเชื้อโควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน วงเงิน 3หมื่นล้านบาท 2.แผนงานที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชย แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ วงเงิน 3แสนล้านบาท 3.แผนงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 วงเงิน 1.7แสนล้านบาท การตราพ.ร.ก.ฉบับนี้ รัฐบาลตระหนักถึงวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า ความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ มีการกำหนดกรอบการใช้เงินที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างรอบคอบรัดกุม รัฐบาลไทยและรัฐบาลทั่วโลกได้กู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้สิ้นปี2564 ระดับหนี้ภาครัฐบาลของโลกคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 92 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,760 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ตัวเลขหนี้ของไทย &amp;nbsp;สิ้นเดือน เม.ย.2564 อยู่ที่ร้อยละ 50.69 ต่อจีดีพี ยังต่ำกว่ากรอบเพดานหนี้สากล โดยระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ ไม่มีระดับตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบทและปัจจัยที่แตกต่างกัน ดังนั้นการกู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลมีเจตนาเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปให้ได้ การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังจะทำด้วยความรอบคอบ อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105764</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 แสนล้านบาท, กู้เงิน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, พระราชกำหนด, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c04845e6e75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
