<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เวิลด์แบงก์’หั่น จีดีพีไทยโตแค่1% คนจนเพิ่มนับแสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เวิลด์แบงก์&amp;rdquo; หั่นจีดีพีไทยปีนี้โตแค่ 1% พิษโควิดกระทุ้งคนจนเพิ่มอีก 1.7 แสน ประเมินท่องเที่ยวยังอ่วม แซนด์บ็อกซ์ไม่แรงดึงต่างชาติเข้าไทยได้แค่หลักแสน ประเมินเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวปี 66 ช้ากว่าเดิม 1 ปี หนุนขยับเพดานหนี้ช่วยประคอง ศก.ระยะสั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% และปีหน้าอยู่ที่ 3.6% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ได้ในปี 2566 ล่าช้ากว่าคาดการณ์เดิมประมาณ 1 ปี จากปัจจัยเรื่องการกระจายวัคซีน ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับภาคครัวเรือน ทำให้อัตราการว่างงาน และภาคธุรกิจเอสเอ็มอีขาดรายได้ ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีความยากจนเพิ่มขึ้น 1.7 แสนคน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปีนี้มองว่าจะยังไม่ฟื้นตัว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการแซนด์บ็อกซ์ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะอยู่ที่ 1.6 แสนคน ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะที่ปี 2565 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านคน ถือเป็นการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาคการส่งออกตอนนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและสินค้าเพื่อการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตลาดในประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่เข้ามากดดัน เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักๆ อาจจะมีการชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากมาตรการลดการเดินทางและการบริโภคที่อาจจะยังมีข้อจำกัดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตค่อนข้างยาว&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) นั้น มองว่าอาจจะส่งผลกระทบให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนบ้าง แต่มองว่าตลาดการเงินในหลายประเทศเริ่มมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกับข่าวดังกล่าวแล้ว ขณะที่ไทยเองจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพีนั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาครัฐในการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น และจะช่วยเพิ่มการลงทุนในโครงการสำคัญ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะปานกลาง และมองว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น โดยหากสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดี มีการลงทุนที่ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยหลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 60% ของจีดีพีแน่นอน เพราะหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นความเสี่ยงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศจึงต่ำกว่ามาก อย่างไรก็ตาม การกู้เงินและการใช้จ่ายเงินในการลงทุนและมาตรการเยียวยาต่างๆ ต้องมีความโปร่งใส เป็นมาตรการที่เฉพาะเจาะจง ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจริงๆ เม็ดเงินดังกล่าวจะได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะนั้นถือเป็นมาตรการที่สุขุม เป็นการสร้างความสมดุล และมองว่านโยบายการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือในช่วงที่มีความเปราะบาง และจำเป็นต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อรักษาระดับการเติบโตที่ยั่งยืน และถือเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการลงทุน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส, นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efbe8718627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวิลด์แบงก์&#039;หั่นจีดีพีไทยปีนี้โตแค่1%โควิดกระทุ้งคนจนเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2564 นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% และปีหน้า อยู่ที่ 3.6% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ได้ในปี 2566 ล่าช้ากว่าคาดการณ์เดิมประมาณ 1 ปี จากปัจจัยเรื่องการกระจายวัคซีน ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับภาคครัวเรือน ทำให้อัตราการว่างงาน และภาคธุรกิจเอสเอ็มอีขาดรายได้ ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีความยากจนเพิ่มขึ้น 1.7 แสนคน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปีนี้ มองว่าจะยังไม่ฟื้นตัว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการแซนด์บ็อกซ์ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย จะอยู่ที่ 1.6 แสนคน ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะที่ปี 2565 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านคน ถือเป็นการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคการส่งออกตอนนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและสินค้าเพื่อการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตลาดในประเทศใหญ่ ๆ เช่น จีน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่เข้ามากดดัน เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ๆ อาจจะมีการชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากมาตรการลดการเดินทางและการบริโภคที่อาจจะยังมีข้อจำกัดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตค่อนข้างยาว&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) นั้น มองว่า อาจจะส่งผลกระทบให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนบ้าง แต่มองว่าตลาดการเงินในหลายประเทศเริ่มมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกับข่าวดังกล่าวแล้ว ขณะที่ไทยเอง จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพีนั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาครัฐในการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น และจะช่วยเพิ่มการลงทุนในโครงการสำคัญ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มองว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น โดยหากสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดี มีการลงทุนที่ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยหลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 60% ของจีดีพีแน่นอน เพราะหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นความเสี่ยงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศจึงต่ำกว่ามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากแบบจำลองของธนาคารโลกมองว่าไทยมีโอกาสที่จะเพิ่มเพดานหนี้มากกว่า 60% ต่อจีดีพี ซึ่งการเพิ่มเพดานหนี้นี้จะช่วยให้ไทยสามารถขยายการกู้เงินเพิ่มเติมได้ ในกรณีที่การระบาดแย่ลง ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะปานกลางได้ แต่การกู้เงินและการใช้จ่ายเงินในการลงทุนและมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ต้องมีความโปร่งใส เป็นมาตรการที่เฉพาะเจาะจง ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจริง ๆ เม็ดเงินดังกล่าวจะได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะนั้นถือเป็นมาตรการที่สุขุม เป็นการสร้างความสมดุล และมองว่านโยบายการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือในช่วงที่มีความเปราะบาง และจำเป็นต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อรักษาระดับการเติบโตที่ยั่งยืน และถือเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการลงทุน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการศึกษา และด้านพลังงานสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาไทยยังดำเนินการในส่วนนี้ค่อนข้างน้อย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118096</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, ธนาคารโลก, ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์), นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efbe8718627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกขยายตัว &#039;เวิลด์แบงก์&#039;ลุ้น ศก.ปี61แตะ4.1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ธนาคารโลก&amp;quot; คาดเศรษฐกิจไทยปี 61 ท็อปฟอร์ม ลุ้นจีดีพีโตสุดแจ่มแตะ 4.1% สูงสุดนับแต่ปี 55 ชี้ส่งออกตัวขับเคลื่อนหลักพ่วงอานิสงส์เอกชนลงทุน บริโภคภายในประเทศเริ่มขยับ ห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนยังสูงเป็นข้อจำกัดการใช้จ่าย ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอีกระยะ ยันไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อหวังประโยชน์ทางการค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอูลริก ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาเลเซีย และความร่วมมือในภูมิภาค (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์นี้ว่า รายงานติดตามเศรษฐกิจไทยปี 2561 ของธนาคารโลกมีข่าวดีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.1% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งจากการติดตามการขยายตัวเศรษฐกิจไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจขยายตัวได้จากการขับเคลื่อนการส่งออก แต่ปีนี้มีสัญญาณดีจากการขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชนด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีรายได้ปานกลาง ทำให้ไทยต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใน 3 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปเรื่องการศึกษาและทักษะ ให้เด็กได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แต่กลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้ลงมือเรื่องด้านคมนาขนส่ง ทั้งรถไฟฟ้าในเมืองและโครงการอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงในระยะยาว และปฏิรูปการแข่งขันให้มีการเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ดีเพราะมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 6% ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจากสงครามการค้าแต่คาดว่าไม่กระทบประเทศไทยมาก เนื่องจากการส่งออกไปในกลุ่มประเทศ CLMV ขยายตัวดี สามารถชดเชยการส่งออกที่จะลดลงจากผลกระทบได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ดี โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.58 รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่กระเตื้องขึ้น จากที่หยุดนิ่งมาหลายปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2561 จะขยายตัวได้มากกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;เนื่องจากการเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้า โครงการลงทุนต่างๆ ในปีที่แล้วสามารถเริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ดี เพราะนอกจากการส่งออกจะขยายตัวได้ดีแล้ว &amp;nbsp;การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ไม่ได้เห็นมานานก็ขยายตัวได้ดีขึ้น&amp;quot; นายเกียรติพงศ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายเกียรติพงศ์มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีอุปสรรคจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 80% ของจีดีพี การกระจายตัวของเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้จ่าย นอกจากนี้ยังล่าช้าในการพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระยะยาว โดยการพัฒนาด้านนวัตกรรมของไทยอยู่ลำดับที่ &amp;nbsp;51 ตามหลังประเทศคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา The &amp;nbsp;Symbol of your Visionary ในหัวข้อ &amp;quot;แนวโน้มเศรษฐกิจโลก-ทิศทางการลงทุนปี 2018&amp;quot; ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง โดยเห็นได้จากเศรษฐกิจโลกปี 60 ที่ปรับตัวดีที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งการบริโภค การส่งออก ภาคผลิต ภาคแรงงาน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 4.1% จากเดิม 3.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยมีแรงกดดันที่มาจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งการดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ รวมถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจนจำเป็นต้องคำนึงถึงภาพรวม และความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวด้วย นอกจากนี้มองว่าการดำเนินนโยบายด้านดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องปรับตามประเทศอื่น เพราะโครงสร้างในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่สหรัฐอเมริกาจับตาไทยเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้านั้น นายวิรไทกล่าวว่าได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ แล้ว โดยยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ส่วนการดูแลค่าเงินบาทก็เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และต้องการให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้ทัน เนื่องจากบางช่วงเวลามีเงินทุนไหลเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังต้องติดตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อีกครั้งแม้จะชี้แจงไปแล้วก็ตาม เพราะที่ผ่านมาไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ มานานทั้งทางด้านความสัมพันธ์การค้าและการลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยในปี 61 คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวที่ชัดเจนและมีระดับเหนือกว่า 3.9% จากที่ทำได้ในปี 60 ตามแรงส่งจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ตลอดจนปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการลงทุนของภาครัฐ ในการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่บางส่วนถูกเลื่อนมาจากปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมาจากการที่รัฐบาลทยอยผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอีอีซีและการเลือกตั้งต่างๆ &amp;nbsp;น่าจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาตินำเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI) เข้าสู่ไทย เสริมให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้เดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพตามที่ได้วางแผนไว้ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะส่วนที่มาจากปัจจัยนอกประเทศที่อยู่เหนือการควบคุมซึ่งมี 3 กระแสเด่น ได้แก่ กระแสกีดกันทางการค้า การโยกย้ายเงินทุน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศแกนหลักของโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6794</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระแสกีดกันทางการค้า, การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย, การโยกย้ายเงินทุน, ธนาคารโลก, นายวิรไท สันติประภพ, นายอูลริก ซาเกา, นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทยยังล้าหลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb76006f582.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
