<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรือดำน้ำรำลึก (4) : ออกทะเล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือดำน้ำของอดีตสหภาพโซเวียตก่อนออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองเซสชิน ประเทศโปแลนด์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นเวลามืดค่ำแล้วตอนที่เราถึงตัวเมืองเซสชิน (Szczecin) ประเทศโปแลนด์ ปีเตอร์ขับตรงไปที่เรือลำหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านอาหารลอยน้ำในทะเลสาบดอมเบีย ส่วนหนึ่งของทะเลบอลติก คุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ เจ้าของเรือดำน้ำ U-194 คนใหม่ พร้อมคณะชาวไทยนั่งรออยู่แล้ว ในจำนวนนี้มีผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เดินทางมาด้วย 2 คน ทั้งหมดมาถึงตั้งแต่เมื่อวาน เสร็จมื้อค่ำแล้วเราก็เข้าพักที่โรงแรม Radisson&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือใหม่ที่เพิ่งถูกปล่อยจากคานในอู่ต่อเรือGryfia S.A. เมืองเซสชิน ประเทศโปแลนด์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช้าวันต่อมา 19 มกราคม 2550 พวกเราทั้งหมดเดินทางไปยังท่าเรือกรีเฟีย (Gryfia S.A.) แล้วลงเรือเฟอร์รี่ไปยังอู่ต่อเรือกรีเฟียที่ทำการซ่อมแซม U-194 อยู่ วันนี้คือฤกษ์ดีในการปล่อยตัวเรือดำน้ำ แต่เรือดำน้ำจะยังไม่ออกเดินทาง เพราะมีบางสิ่งบางอย่างยังไม่พร้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราได้ช่วยกันผูกป้ายไวนิลขนาดใหญ่บนตัวเรือดำน้ำ เขียนข้อความ &amp;ldquo;ทรงพระเจริญ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;LONG LIVE THE KING&amp;rdquo; พร้อมประดับธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 แชมเปญขวดยักษ์ถูกเปิดแจกจ่ายกันดื่มทั่วทุกคน พวกเรามีโอกาสได้ลงไปสำรวจภายในเรือดำน้ำ ในนั้นมีหุ่นที่เหมือนมนุษย์จริงๆ ในชุดทหารเรืออยู่ 2 คน เดินผ่านทีไรก็ต้องสะดุ้งตกใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผุดผาดน้อยและกัปตันแฮรี่ในห้องควบคุมเรือ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะของคุณเจษฎาที่เดินทางมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะได้กลับไปในตอนบ่าย ส่วนที่เหลือ ได้แก่ ผม, พี่หมู (ผุดผาดน้อย วรวุฒิ อดีตยอดมวยไทย), พี่หมี (ปัจจุบันคือ พระสุธรรม ฐิตธัมโม ที่เพิ่งสำเร็จภารกิจเดินธุดงค์รณรงค์สันติภาพจากตะวันตกไปยังตะวันออกของสหรัฐ ระยะทางกว่า 5 พันกิโลเมตร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) และพี่ธรรมนูญ ลูกชายอดีตทูตทหารลาว เจ้าหน้าที่ของเจษฎาเทคนิคมิวเซียม จะเดินทางไปกับเรือลากชื่อ EDI เรือลำนี้จะลากเรือดำน้ำ U-194 ไปยังประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือลากนี้ที่แท้ก็คือเรือล่าปลาวาฬ อายุอานามก็ปาเข้าไป 80 ปี (ในเวลานั้น) ต่อขึ้นตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นาน แก่กว่าเรือดำน้ำถึง 40 ปี เพราะเรือดำน้ำสร้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในยุคสงครามเย็น ขนาดของเรือลากที่อ็อตโต ผู้รับจ้างชาวสวีดิชวัย 29 ปี ซึ่งทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย โม้เอาไว้ว่ายาว 60 เมตร แต่พอเจอตัวจริงกลับหดเหลือแค่ 42 เมตร และนี่ก็คือภารกิจสุดท้ายของเรือลำนี้ เมื่อถึงเมืองไทยจะไม่มีการล่องกลับ ขณะที่เรือดำน้ำยาว 76 เมตร ระวางขับน้ำ 1,050 ตัน และ 1,340 ตันเมื่ออยู่ใต้น้ำ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัปตันเรือลากชื่อแฮรี่ อายุ 54 ปี อาจพอเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจหน่อย เพราะมีประสบการณ์ออกทะเลมาตั้งแต่อายุ 14 ขวบ ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันเรือตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน กัปตันแฮรี่มีสระน้ำผ้าใบ วางแผนว่าวันไหนอากาศดีจะได้ย่างบาร์บีคิว ปาร์ตี้สระน้ำกันบนเรือลากลำนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คืนแรกในเรือลากที่ยังจอดริมฝั่ง พวกเราทั้งหมดที่จะลงเรือลำเดียวกันได้ทำความรู้จักกันด้วยเครื่องดื่มละลายพฤติกรรม มีสวีดิช 2 คน คือกัปตันและกุ๊ก ชาวรัสเซีย 1 คน เป็นหัวหน้าช่างเครื่อง ชาวอินโดนีเซีย 3 คน ประกอบด้วย ผู้ช่วยกัปตัน ช่างเครื่อง และกะลาสีคนขยัน ชาวไทย 3 คน คือผมทำหน้าที่บันทึกการเดินทาง พี่หมูและพี่หมีคอยบรรยายเหตุการณ์ประจำวันกับกล้องวิดีโอที่ผมถ่าย ชาวลาว 1 คน คือพี่ธรรมนูญทำหน้าที่ประสานงาน คืนนี้กัปตันแฮรี่ดื่มเบียร์เดนมาร์กยี่ห้อ FAXE ไปหลายกระป๋องจนเมาพับคาห้องครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันถัดมา กัปตันแฮรี่อบรมปฐมนิเทศการใช้ชีวิตในเรือลาก ข้อห้ามต่างๆ การรับมือเหตุฉุกเฉิน และที่สำคัญเมื่อเรือจะจมหรือกัปตันมีคำสั่งสละเรือจะต้องใส่ชุดชูชีพในเวลาอันรวดเร็วไม่ถึง 1 นาที ในสภาพเรือที่ถูกคลื่นเหวี่ยงไปมา และเมื่อใส่ชุดชูชีพแล้วก็ปลดเรือชูชีพทิ้งลงทะเล ซึ่งจะพองลมโดยอัตโนมัติ คนจึงกระโดดตามลงไป แล้วตะกุยตะกายว่ายน้ำเข้าไปอยู่ในเรือชูชีพให้ได้ ในนั้นจะมีไฟฉายขอความช่วยเหลือ ขนมปังแครกเกอร์พอประทังชีวิตสักวันสองวัน ถ้าไม่หนาวตายเสียก่อน แต่หากเหตุการณ์เลวร้ายถึงขั้นปลดเรือชูชีพไม่ทัน ก็ให้กระโดดลงทะเลไปในลักษณะหงายหลังลง และลอยตัวแหงนหน้าขึ้น ในชุดชูชีพมีสิ่งจำเป็นสำหรับยังชีพอยู่นิดหน่อย แล้วรอโชคชะตาว่าจะเอาอย่างไร ถ้าอากาศหนาวเหมือนในเวลานี้อาจทนได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หากเกิดเหตุการณ์วิกฤติขั้นสุดนี้ขึ้นมาจริงๆ กัปตันจะเป็นคนสุดท้ายที่สละเรือ ซึ่งน่าจะพอมีเวลาส่งข่าวสารไปขอความช่วยเหลือได้ทัน กัปตันให้ผมลองใส่ชุดชูชีพสีส้มหลายครั้ง ใช้เวลามากกว่า 1 นาทีทุกครั้งแม้เรือจะจอดนิ่ง ชุดชูชีพนี้อยู่ในห้องที่เรียกว่า Hospital ซึ่งมีความหมายไปทางห้องรับแขกตามความหมายดั้งเดิม ภายหลังได้กลายเป็นห้องที่พวกเราคนไทย 3 คนใช้เล่นไพ่ 3 กองก่อนอาหารเย็น และเป็นห้องนอนสำหรับผมและพี่หมูในคืนที่คลื่นแรง ด้วยคิดว่าหากกัปตันสั่งสละเรือก็จะได้คว้าชุดชูชีพได้ทัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนบ่าย เรา 3 คนขึ้นเรือข้ามฟากไปฝั่งตัวเมือง รอรถรางประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อขึ้นไปปรากฏว่าไม่ต้องจ่ายค่าโดยสาร เนื่องจากผู้โดยสารเกือบทั้งหมดใช้ตั๋วเดือน ส่วนผู้ที่ประสงค์จะนั่งเป็นครั้งคราวต้องซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถ ซึ่งเราไม่รู้มาก่อน แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว และคนขับก็ไม่ว่าอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ Galaxy Centrum ห้างใหญ่ของเมืองเซสชินมีคนเดินเที่ยวหนาตา โดยเฉพาะสาวๆ ที่ส่วนใหญ่หน้าตาจะออกมาคล้ายๆ กัน คือตัวสูง จมูกโด่ง ตาคม ดูรวมๆ สวยเกือบทุกคนก็ว่าได้ พวกเราอยากดูฟุตบอลอังกฤษที่กำลังเตะกันอยู่ เข้าไปถามคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในร้านขายเสื้อผ้า พอเธอหันมาก็พบว่าหน้าตาดีอีกเช่นกัน บอกให้ขึ้นไปบนชั้น 2 ของห้าง ข้างๆ โรงหนังจะมีบาร์เบียร์ เปิดทีวีจอใหญ่ให้ลูกค้าชม ผมสั่งเบียร์ LECH มาดื่ม 1 แก้วกับอีก 1 ขวด สำหรับครึ่งหลังของคู่แรก และครึ่งแรกของคู่สอง พี่หมูไม่ดื่มเบียร์ ส่วนพี่หมีไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปกติอยู่แล้ว เกมน่าเบื่อมากเราจึงชวนกันกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราเรียกแท็กซี่ไปยังท่าเรือกรีเฟีย โชเฟอร์ไม่ยอมกดมิเตอร์ บอกว่าราคามาตรฐานคือ 20 ซลอตี เงิน 1 ซลอตีของโปแลนด์อยู่ที่ประมาณ 8 บาท นั่งไปสักพักก็อาสาเป็นสารถีขับไปหาหญิงบริการให้ ระบุค่าใช้จ่าย 180 ซลอตี พอปฏิเสธก็บอกให้กลับไปคิดดู ว่าแล้วก็ยื่นนามบัตรให้ แนะนำตัวเอง ชื่อ &amp;ldquo;ริชาร์ด&amp;rdquo; ก่อนเราจะลงจากรถเขาพูดว่าเจอกันพรุ่งนี้ 6 โมงเย็น พวกเราได้แต่ยิ้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อกลับถึงเรือ EDI ก็กินมื้อเย็นฝีมือของกุ๊กใหญ่ชาวสวีดิชวัย 55 ปี แกสูบบุหรี่จัดแบบมวนต่อมวน ทำให้หน้าตาแก่เกินวัยไปเยอะ บอกว่าเป็นฝรั่งคนแรกที่ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอาหารไทย มีภรรยาเป็นคนไทยระดับหม่อมหลวง ตอนนี้บ้านอยู่บางแสน ตัดสินใจมาลงเรือครั้งนี้เพราะอ็อตโต-ผู้รับจ้างลากเรือ ชักชวนตอนแกเมาอยู่ที่บาร์แห่งหนึ่งแถวบางแสน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อากาศที่หนาวและมีลมพัดทำให้ผมเริ่มไม่สบาย เช้าวันต่อมาตื่นกินมื้อเช้าแล้วนอนต่อ ช่วงบ่ายก็ต้องฝืนตื่น เพราะอยากเข้าเมืองไปดูฟุตบอลอีกคู่ ซึ่งเป็นบิ๊กแมตช์ของอังกฤษ ผมเรียกแท็กซี่ คันนี้กดมิเตอร์เรียบร้อย ถึงห้าง Galaxy Centrum ค่าโดยสารแค่ 15 ซลอตี ดูฟุตบอลจบก็นั่งแท็กซี่กลับ ราคาเท่าขาไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 22 มกราคม เวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง เรือลากค่อยๆ พาเรือดำน้ำออกจากอู่ต่อเรือกรีเฟีย มีเรือเล็กอีกลำพยุงท้ายเรือดำน้ำ โดยที่เรือดำน้ำจะโผล่มาประมาณครึ่งลำ เพื่อให้แหวกน้ำเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างคล่องแคล่ว จากทะเลสาบดอมเบีย ออกสู่ทะเลบอลติก เรือที่คอยพยุงท้ายก็จากไป นับจากนี้เป็นเวลาแห่งความระทึกอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเลือกที่จะไม่กินมื้อเย็น เพราะรู้ว่าอีกประเดี๋ยวมันก็ต้องกลับออกมาสู่โลกภายนอก และก็เป็นดังคาด หลังมื้ออาหารไม่นานก็ได้เวลารับน้องโหด เรือค่อยๆ โคลงเคลง และเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในครัวล้มระเนระนาด ผมเดินขึ้นไปยังห้องควบคุมเรือ หรือ Bridge ห้องที่สูงที่สุดของเรือ มองดูยอดคลื่นสาดซัดเข้ามาในตัวเรือด้านล่างส่วนหน้าที่เป็นพื้นโล่ง ยอดคลื่นบางลูกพุ่งทะยานสูงฟาดเอากระจกห้องควบคุมเรือ แต่ผู้ควบคุมดูไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครบกะ 6 ชั่วโมง กัปตันแฮรี่เปลี่ยนให้อูดิน-ผู้ช่วยกัปตันชาวอินโดนีเซียขึ้นมากุมบังเหียนแทน ผมถามเขาตอนหลังว่าคลื่นคืนนี้สูงเท่าไหร่ เขาตอบว่าประมาณ 3-4 เมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านเกิดของอูดินอยู่บนเกาะซูราบายา จบการศึกษาจากโรงเรียนการเดินเรือแล้วก็ทำงานกลางทะเลมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 เล่าให้ฟังว่าภรรยาตั้งท้องได้ 7 เดือนแล้ว เขากลัวจะไม่ได้กลับไปดูหน้าลูกตอนคลอด ซึ่งเป็นไปได้สูง เขามารับงานนี้ตั้งแต่ 3 เดือนก่อน ตอนนั้นคำนวณแล้วว่าจะกลับไปทัน แต่การเดินทางได้ถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ คงเพราะเรือดำน้ำซ่อมอยู่นานไปหน่อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลื่นยังคงโยกแรง อูดินเห็นสีหน้าผมไม่ค่อยดีเลยบอกให้เปิดประตูด้านหลังออกไปสูดอากาศ ผมเดินยังไม่ทันจะถึงประตู ลมในท้องดันเอาสิ่งตกค้างจากมื้อเที่ยงขึ้นมา ล้วงถุงพลาสติกในกระเป๋าที่ขอกุ๊กมาก่อนหน้านี้ เปิดปากถุงในจังหวะเดียวกับที่อาเจียนพุ่งออกมา แต่อาเจียนกลับไหลลงพื้นห้อง กุ๊กใหญ่เอาถุงรั่วให้ผม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แรงดันจากท้องในรอบที่ 2 และรอบที่ 3 ผมสามารถเปิดประตูทัน ปล่อยอาเจียนลงสู่ทะเลลงไปผสมกับน้ำเค็ม อูดินส่งผ้ามาให้ ผมเช็ดปากแล้วเช็ดพื้น เพราะทราบว่าเพิ่งเปลี่ยนพรมผืนใหม่เมื่อเช้านี่เอง อูดินแนะให้ผมนอนลง อาการจะดีกว่านั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลื่นแรงขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยโยกเรือในทิศทางด้านหน้า-ด้านหลัง แผลงฤทธิ์ไปโยกซ้าย-ขวา ข้าวของตกกระจัดกระจาย เรือโยกซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง และกลายเป็นหมุนวนเป็นวงกลม กล่องน้ำตาลเติมกาแฟของกัปตันตก น้ำตาลเกลื่อนพื้นห้อง มีเสียงออกมาจากส่วนต่างๆ ของเรือ ทั้งเอี๊ยดอ๊าด โครมคราม และปัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราวเที่ยงคืนอูดินลงไปนอน กัปตันแฮรี่ขึ้นมาอีกครั้ง หยิบผ้าห่มมาให้ผมด้วย ถึงตอนนี้คลื่นซาลงไปบ้างแล้ว ผมขอบคุณแฮรี่แล้วกลับลงไปหวังจะนอนในห้อง Hospital แต่ 2 เตียงถูกจับจองเรียบร้อยแล้วโดยพี่หมูและพี่หมี ตู้ใส่ชุดชูชีพกองอยู่กับพื้น สรุปได้ว่านี่คือที่มาของเสียง &amp;ldquo;ปัง&amp;rdquo; นั้น แล้วผมก็เดินลงไปนอนในห้องนอนข้างล่าง เป็นเคบินเล็กๆ เตียง 2 ชั้นติดผนัง มี 2 ฝั่ง เท่ากับทั้งหมดมี 4 เตียง ห้องนี้สำหรับคณะจากเจษฎาเทคนิคมิวเซียมทั้ง 4 คน เวลานอนจะได้ยินเสียงน้ำตีตัวเรืออยู่ใกล้ๆ เป็นจังหวะๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตื่นขึ้นมาตอนสายๆ เรือไม่ค่อยโคลงแล้ว สำหรับมื้อเช้านั้นกุ๊กจะไม่ทำอาหาร จะมีขนมปัง เนย ไข่ต้ม กาแฟ หรือถ้าจะทำเองก็มีบะหมี่โปแลนด์ให้ต้มกิน จนตอนหลังมีคนกินบะหมี่โปแลนด์นี้บ่อย ศาสตราจารย์อาหารไทยของเราเลยบอกว่า You&amp;rsquo;re gonna die if you eat instant noodle every day กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวันเดี๋ยวก็ตาย เพราะนอกจากแป้งแล้วก็แทบไม่มีสารอาหารอะไรเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อากาศในเรือค่อนข้างสบาย เพราะมีฮีทเตอร์ทำความร้อน แต่พอเดินออกไปข้างนอกตัวเรือก็หนาวจับหัวใจ และถ้าวันไหนคลื่นแรงก็นอนอย่างเดียว เพราะนั่ง ยืน เดินไม่ได้ เครื่องในเหมือนจะพุ่งออกมา จะกินข้าวก็ต้องจับจานไว้ให้ดี พอจะตักทีจานย้ายไปซ้าย จ้องจะตักใหม่ก็ย้ายไปขวา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันไหนอากาศดี พี่หมูจะเริ่มดื่มไวน์ตั้งแต่เย็นเพื่อรอมื้ออาหาร แล้วก็ดื่มไปพร้อมกับอาหาร กระทั่งจบมื้อจนเข้านอน ผมก็นั่งเป็นเพื่อนแกทุกคืน พวกกัปตันและลูกเรือจะดื่มเบียร์ กัปตันซื้อ FAXE มาตุนไว้ในห้องเก็บของหลายลังเหมือนกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัปตันแฮรี่ตอนทำงานจะกินกาแฟตลอดเวลา มีหม้อกาแฟประจำอยู่ในห้องควบคุมเรือ สูบบุหรี่ไปด้วยกินกาแฟไปด้วย พอกาแฟหมด กุ๊กก็จะเอาหม้อใหม่มาเปลี่ยน พอหมดกะให้ผู้ช่วยเข้าเวรแทน ก็จะซัดเบียร์ต่อ ซัดยาวจนกระทั่งหลับ ตื่นมาก็กาแฟ นี่คือกิจวัตรของกัปตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องที่เป็นปัญหาในการอยู่เรือก็คือเรื่องน้ำ จะต้องใช้กันอย่างประหยัด กัปตันออกกฎให้อาบวันเว้นวัน และซักผ้าอาทิตย์ละหน ช่วงแรกๆ ไม่มีปัญหา เพราะอากาศหนาว สามสี่วันหนก็ยังได้ ส่วนเรื่องซักเสื้อผ้าก็ไม่มีปัญหา เพราะเสื้อผ้าพวกเรายังอยู่กับติโม เจ้าของเรือคนเก่า ที่จะขับรถตามลงมาส่งให้ที่เฮลซิงบอร์ก ไม่มีใครโกนหนวด เพราะในเรือที่มีชายล้วน มาดเหี้ยมจะรู้สึกอุ่นใจกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนหลังมีคนไปล็อกประตูห้องอาบน้ำ เพราะกลัวน้ำจะหมดก่อนการเติมครั้งต่อไป เกือบจะมีปัญหาทะเลาะกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ย่ำค่ำของการเดินทางวันที่สอง เมื่อเข้าใกล้โคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ก ขณะที่ผมนั่งอยู่ในห้อง Hospital กุ๊กใหญ่เปิดประตูเข้ามาแจ้งข่าวว่าเรือดำน้ำหายไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงแรกข้อมูลยังสับสนว่าเรือเล็กที่จะเข้ามาประคองเรือดำน้ำเพื่อเข้าช่องแคบโอเรซุนด์ได้แล่นตัดผ่านเชือกระหว่างเรือลากและเรือดำน้ำทำให้เชือกขาด เชือกนี้ยาวเกือบ 200 เมตร จนกัปตันบ่นอยู่หลายครั้งและอยากจะตัดเหลือเกินแต่ตัดไม่ได้ บางครั้งผู้ถูกลากเกือบจะแซงผู้ลาก เพราะเมื่อ EDI กระตุกเชือกทีหนึ่ง U-194 ที่แหวกคลื่นดีกว่าก็จะขึ้นมาเทียบกับ EDI ออกทางซ้ายที ขวาที กระตุกครั้งหนึ่งก็จะพุ่งขึ้นมาครั้งหนึ่ง คงสมใจกัปตันที่เชือกขาดเสียได้ แต่ข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้องในภายหลังก็คือเชือกได้เข้าไปพันกับใบพัดท้ายเรือลากทำให้เชือกขาด และยังมีเศษติดอยู่ใต้ท้องเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านไปราว 2 ชั่วโมง มีเสียงชนเรือลากโครมใหญ่จนเรือสะเทือน เมื่อออกไปดู วัตถุที่เช้ามาชนก็คือเรือดำน้ำที่หายไปนั่นเอง แม่นาง U-194 ค่อยๆ ครูดคราดกับเรือลากจากด้านขวาไปออกด้านซ้าย เสียงดังออดแอดๆ อามินลูกเรืออินโดคนขยันเห็นเชือกยังติดอยู่กับส่วนหัวของเรือดำน้ำ ทำท่าจะกระโดดคว้าเชือกเพื่อไม่ให้เรือดำน้ำหนีไปได้ โชคดีที่พี่หมูคว้าแขนอามินทัน เราอาจจะไม่เสียเรือดำน้ำ แต่คงต้องเสียกะลาสีแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลาประมาณเที่ยงคืน เรือเล็กลำหนึ่งควบคุมตัว U-194 ไว้ได้ ส่วนเรือลากไม่สามารถไปต่อ วันรุ่งขึ้นกัปตันแฮรี่จะโทร.ตามนักประดาน้ำเพื่อให้ดำลงไปเอาเชือกที่ติดอยู่ออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คืนนี้ก็ได้แต่มองสะพานโอเรซุนด์ เชื่อมสองเมืองระหว่างช่องแคบโอเรซุนด์ คือโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กและมัลโมของสวีเดน เห็นแสงสว่างสีเหลืองทองยาวหลายกิโลเมตร ส่วนที่ไม่เห็นเป็นสะพานก็คืออุโมงค์ที่มุดลงทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองสะพานนี้แล้วก็สลับไปมองความเวิ้งว้างดำมืดของทะเลและท้องฟ้า เกิดความคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะไปได้ไกลสักแค่ไหน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40897</URL_LINK>
                <HASHTAG>U-194, นายเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์, เบื้องหน้าที่ปรากฏ, เรือดำน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห้ามพลาด! พิพิธภัณฑ์รถโบราณชวนเที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเด็กปีนี้พ่อแม่ผู้ปกครองมีแผนพาลูกหลานไปเที่ยวที่ไหนหรือยัง เจษฎาเทคนิคมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ยานพาหนะแห่ง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จัดกิจกรรมสนุกสนานเพื่อน้องๆ เยาวชนเหมือนเดิม โดย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ประธานเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดเผยว่า วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. เจษฎาเทคนิคมิวเซียมจะจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 13&amp;nbsp;ติดต่อกันภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ โดยจะมีการแสดงยานพาหนะทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ การแสดงโชว์ของไมโครคาร์หรือรถโบราณขนาดจิ๋ว มีดารานักร้องชื่อดังหลายคนมาร่วมสร้างสีสัน อาทิ ติ๊ก ชีโร่, เจมส์ เรืองศักดิ์, โจนัส แอนเดอร์สัน, คริสตี้ กิ๊บสัน, ซานิ เอเอฟ นอกจากนี้ก็ยังมีเกมชิงของรางวัลมากมาย กิจกรรมขี่ม้าแคระ ปั่นจักรยานหนวดปลาหมึก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่พิเศษสุดคือ กิจกรรมอากาศยานเพื่อการเรียนรู้ เด็กๆจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเดินทางโดยเครื่องบินในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ถ่ายรูปทำพาสปอร์ต รับพาสปอร์ตไปขอวีซ่า จากนั้นผ่านเครื่องสแกนสิ่งของต้องห้ามตามมาตรการรักษาความปลอดภัย มีห้องผู้โดยสารให้นั่งรอขึ้นเครื่องบิน ก่อนจะขึ้นโดยสารเครื่องบินYS-11&amp;nbsp;ของญี่ปุ่นความจุ 60 ที่นั่ง ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ซึ่งบนเครื่องบินก็จำลองสถานการณ์เสมือนการโดยสารเครื่องบินจริงๆ มีกัปตัน นักบินผู้ช่วย และพนักงานต้อนรับบนเครื่อง เราจะให้บริการทั้งวันจนน้องๆ ทุกคนได้ขึ้นโดยสารครบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานเจษฎาเทคนิคมิวเซียม กล่าวต่อว่า งานวันเด็กปีนี้พิพิธภัณฑ์ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ที่จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดงานเวลา 09.30 น. ก่อนจะให้โอวาทเยาวชน และขึ้นโดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ อีกทั้งท่านจะจับสลากแจกรางวัลใหญ่จำนวนหนึ่งให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางพิพิธภัณฑ์ยังได้เตรียมอาหารจากบรรดาผู้สนับสนุนไว้บริการภายในงานประมาณ 50 ร้าน ในส่วนของที่จอดรถก็สามารถรองรับได้เป็นจำนวนมาก มีรถจีปนีย์จากฟิลิปปินส์และรถโรงเรียนจากญี่ปุ่นคอยรับส่งระหว่างลานจอดรถและพื้นที่จัดงาน รายละเอียดเพิ่มเติม&amp;nbsp;www.facebook.com/jesadatechnikmuseumfanpage&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจษฎาเทคนิคมิวเซียมเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงยานพาหนะหายากหลากหลายประเภทจากทั่วโลก โดยรถประเภทที่เรียกว่าไมโครคาร์นั้นมีมากกว่า 300 คันเลยทีเดียว เคยนำมาจัดกิจกรรมไมโครคาร์พาเหรดเฉลิมพระเกียรติในหลายโอกาสมหามงคล พิพิธภัณฑ์เป็นจุดสนใจของสังคมเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549 กรณีจัดแถลงข่าวซื้อเรือดำน้ำโซเวียต รุ่นวิสกี้คลาส จากยุคสงครามเย็น ทว่าน่าเสียดายที่ภารกิจลากจูงจากทะเลบอลติกมายังแม่น้ำเจ้าพระยาตามแผนการเดินทางประมาณ 5 เดือนประสบความล้มเหลว เมื่อเรือดำน้ำจมลงสู่ก้นทะเลเหนือในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550&lt;/p&gt;

&lt;p&gt; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26162</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานวันเด็กแห่งชาติ2562, นครปฐม, นายเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์, พิพิธภัณฑ์ยานพาหนะ, พิพิธภัณฑ์รถโบราณ, วันเด็กแห่งชาติ, อำเภอนครชัยศรี, เจษฎาเทคนิคมิวเซียม, เที่ยวงานวันเด็กที่ไหน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c35c350d162c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
