<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 11:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดอกเตอร์กระทรวงการคลังเตรียมตกงาน!เพื่อไทยเล่นประเมินฐานะการคลังให้เสร็จสรรพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.2564 - นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย แถลงถึงสถานการณ์หนี้สาธารณะ ว่า 1.หนี้สาธารณะ (รวมเงินกู้ 5 แสนล้านบาท) ณ สิ้นเดือน ก.ย. 64 คาดว่าจะอยู่ที่ 9.2 ล้านล้านบาท GDP อยู่ที่ 16.02 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.4% แต่จำนวนนี้ไม่รวม 1. โควิด-19 ระลอก 3 ที่ยาวเกินคาดเสียหายอีกราวเดือนละ 100,000 ล้านบาท 2. กู้ชดเชยขาดดุลงบ 65 อีก 700,000 ล้านบาท และ 3. GDP ที่ต่ำกว่าประมาณการ หากรวมทั้ง 3 ข้อนี้ กรณีโควิดยืดกว่าคาด 2-3 เดือน หนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ 62-63% ทะลุเพดานทันทีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ให้จับตารัฐบาลขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP เป็น 65-70% ในการทบทวนกรอบวินัยการเงินการคลังของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ที่จะครบกำหนด 3 ปี ภายในเดือน มิ.ย. 64 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สัดส่วนนี้ขยายเพดานให้กันได้ ในเงื่อนไขที่เหมาะสมและรัฐบาลใช้เงินมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจโตเร็วกว่าหนี้ที่ก่อเพิ่ม แต่จาก 7 ปีของรัฐบาลปัจจุบัน GDP ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.88% ต่อปี แต่หนี้สาธารณะขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 7.07% ต่อปี หนี้โตเร็วกว่ารายได้ประเทศถึงกว่า 2 เท่าต่อปีโดยเฉลี่ย สะท้อนการกู้มาใช้จ่ายไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP พุ่งเกือบ 20% ในรัฐบาลชุดนี้ แนวโน้มเหล่านี้หากปล่อยไปเรื่อยๆ เป็นสัญญาณอันตรายยิ่ง ต่อการสร้างหนี้นอกระบบงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การขาดดุลงบประมาณ ปี 58-59 ขาดดุลเฉลี่ย 3-4 แสนล้านบาท ปี 60-63 ขาดดุลเฉลี่ย 5 แสนล้านบาทต่อปี และจะพุ่งเฉลี่ย 7 แสนล้านบาทต่อปีนับจากนี้ ไม่มีแนวโน้มลดลง งบปี 65 ก็ตั้งขาดดุล 7 แสนล้านบาท สุดเพดานตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ แนวโน้มเหล่านี้ส่งสัญญาณอันตราย ต่อภาวะการสร้างหนี้ในระบบงบประมาณที่มากขึ้นทุกปีๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ไทยจึงเข้าสู่ภาวะอันตรายในการสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งในและนอกระบบงบประมาณ การขยับเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้รัฐบาลนี้จะนำไปสู่อันตรายทางการคลังของประเทศ เพราะเป็นการสร้างหนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นอนาคต เสมือนให้ใบขับขี่แก่คนขับรถไม่เป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การเอาไทยไปเปรียบกับญี่ปุ่น แล้วคิดว่าไทยก่อหนี้แบบนั้นได้ นั้นผิด ญี่ปุ่นต่างจากไทย 1. ธุรกิจกระจายฐานในต่างประเทศสูง ส่งรายได้กลับประเทศสูง (GNP สูง) 2. ก่อหนี้มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่สูง 3. มีสัดส่วนคนอยู่ในระบบภาษีสูง ทั้ง 3 ข้อนี้ตรงข้ามกับไทย เพราะฉะนั้นคนละบริบท เทียบเคียงกันไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.หากเปรียบเทียบกับรัฐบาล ดร.ทักษิณ จากหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 54.05% ในปี 45 ลดลงสู่ 39.18% ลดลงเกือบ 15% ใน 4-5 ปี เทียบกับรัฐบาลปัจจุบันจาก 42.56% ในปี 58 พุ่งสู่ 57.4% ใน มี.ค. 64 และ 62-63% ในสิ้นปีนี้ พุ่งขึ้นเกือบ 20% ใน 7 ปี สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารประเทศที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104215</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย, รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, หนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607ba6ee76e12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2020 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2020 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เผ่าภูมิ&#039;เปิดแผนบันได4ขั้นสู้เศรษฐกิจหากผู้ชนะเลือกตั้งสหรัฐคือ&#039;ไบเดน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 พ.ย.63 -นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางด้านเศรษฐกิจไทย หากผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคือ โจ ไบเดนว่า หากผู้ชนะคือไบเดน รัฐบาลต้องเตรียมรับมือ มีทั้งโอกาส ทั้งอันตราย ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอแผนบันได 4 ขั้น เพื่อรับมือ ดังนี้
1. ต่อสู้กับบาทแข็งขึ้น : แม้ไบเดนจะใช้นโยบายภาษีที่ดุดัน แต่จะเพิ่มการลงทุนภาครัฐที่ดุดันกว่า ทำให้จะขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนตัว นั่นหมายถึงบาทแข็งขึ้น และมาตรการเงินที่ผ่อนคลายมาก ทั้งสองปัจจัยส่งผลทำให้บาทแข็งขึ้น ส่งผลเสียต่อส่งออกไทยอย่างหนัก ธนาคารแห่งประเทศไทยควรขยับบทบาทเชิงรุกเรื่องนโยบายการเงิน ที่ผ่านมาไทยใช้มาตรการเงินแบบปกติ สู้กับแบบ Unconventional ของมหาอำนาจ ผลคือบาทแข็งตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงโควิด ธปท.ต้องพิจารณาทำนโยบายการเงินที่ไม่ใช่แค่ด้านดอกเบี้ยอีกต่อไป เพราะ Policy Space แทบไม่เหลือ
2. รีบชิงห่วงโซ่การผลิต : โควิดทำให้ห่วงโซ่การผลิตโลกถูกจัดระเบียบใหม่ มีผู้แพ้ต้องหลุดไป และมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามา การมาของไบเดนทำให้สงครามการค้าเปลี่ยนรูปแบบไป และผ่อนคลายลง ส่งออกพุ่งขึ้น โอกาสทองจะเป็นของอุตสาหกรรมไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมต่อสินค้าจีนไปยังสหรัฐ และที่ส่งไปสหรัฐโดยตรง รัฐบาลต้องชิงช่องว่างตรงนี้ เพราะผู้เล่นในตลาดนี้ล้มตายไปมากจากโควิด และจะฟื้นเร็วจากการมาของไบเดน นี่คือโอกาสที่รัฐบาลต้องไขว่คว้า แต่ถ้าไม่ทำก็ตกขบวน
3. รีบแย่งดึงฐานการผลิต : นโยบายไบเดนเรื่องขึ้นภาษีนิติบุคคล และขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผลคือทุนและฐานการผลิตจะไหลจากสหรัฐสู่ประเทศเกิดใหม่ สิ่งที่รัฐบาลต้องรีบทำคือ เร่งเจาะเป้าหมาย เร่งดึงดูดอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเยอะ ได้รับผลกระทบด้านภาษีสูง ที่มีแนวโน้มย้ายฐานการผลิต พึงระลึกว่าการดึงฐานการผลิตไม่สามารถรอให้เขามาหา หรือแม้แต่การใช้สิทธิพิเศษล่อใจก็ไม่พอ แต่ต้องทำงานเชิงรุกวิ่งเข้าหา เจาะเป้าหมาย และเร่งเจรจา
4. นายกฯ ลาออก แก้รัฐธรรมนูญ : การเอาชนะทางการค้าของสหรัฐจะเปลี่ยนรูปแบบไป จากการใช้ &amp;ldquo;ภาษีใช้สิทธิประโยชน์&amp;rdquo; บีบในยุคทรัมป์ จะเปลี่ยนเป็นการใช้เรื่อง &amp;ldquo;ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ&amp;rdquo; บีบในยุดไบเดน ซึ่งนี่คือจุดอ่อนที่สำคัญของไทย และจะกลายเป็นข้ออ้างใหญ่ที่ทำเศรษฐกิจไทยมีปัญหาในยุคไบเดน การแก้คือ เมื่อมีจุดอ่อน ก็ต้องลบจุดอ่อน นายกฯต้องลาออก ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82976</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, โจ  ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d37c5d0733a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ยกตัวเลขสับ&#039;รัฐบาลบิ๊กตู่&#039;ไร้น้ำยา! ทำคนจนพุ่งมากสุดในประวัติศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ย. 63 - นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพอใจภาพรวมผลการแก้ไขปัญหาความยากจน ภายหลังสภาพัฒน์รายงานสถานการณ์ความยากจนในปี 62 ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นว่า ศูนย์นโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การนำตัวเลขปีต่อปีในลักษณะนี้มาวิเคราะห์ จะนำไปสู่การตีความที่คลาดเคลื่อนและได้ข้อสรุปที่ผิดพลาด ซึ่งตามปกติแล้ว ตัวเลขคนจน หรือจำนวนคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนนั้น มีแนวโน้มลดลงอยู่แล้วโดยปรกติ จากปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา การพัฒนาของทุนและแรงงาน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่มีการรายงานมา ประเทศไทยมี คนจนเพิ่มขึ้น ทั้งหมด 5 ครั้ง และเป็นไปได้สูงที่จะมีครั้งที่ 6 จากวิกฤติโควิด ซึ่งได้แก่ 1.ปี 2541 จากวิกฤติต้มยำกุ้ง 2.ปี 2543 ผลพวงต่อเนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และวิกฤติ Dot-com 3.ปี 2551 จากวิกฤติซับไพรม์ 4.ปี 2559 รัฐบาล คสช. 5.ปี 2561 รัฐบาล คสช. และ6.คาดว่าปี 2563 จากวิกฤติโควิด รัฐบาลพลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลระยะยาวนี้บ่งชี้ว่า ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ คนไทยจะจนมากขึ้นถึง 3 ครั้ง จากทั้งหมด 6 ครั้ง มากครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์ มากกว่าผู้นำทุกคนของไทย ตั้งแต่มีการรายงานมา นอกจากนั้น 2 ครั้งในช่วงรัฐบาล คสช. ปี 2559 และ 2561 ไม่ได้เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่หากเกิดขึ้นจากปัญหาด้านประสิทธิภาพของรัฐบาลโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลควรจะใช้ข้อมูลระยะยาวลักษณะนี้ในการประเมินประสิทธิภาพ มากกว่าใช้ข้อมูลระยะสั้นปีต่อปี เพราะนอกจากจะทำให้เกิดข้อสรุปเชิงนโยบายที่ผิดพลาดแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าขาดความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์ตัวเลขหรือดัชนีดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82533</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, คนจน, บิ๊กตู่, พท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยโชว์แผนฟื้นศก.สู้โควิดแนะลุยโครงการก่อสร้างขนาดเล็ก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย. 2563 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการการคลังสำหรับระยะฟื้นตัวจากโควิดต้องตอบโจทย์ 3 ข้อ คือ 1. ต้องสรัางงานให้แรงงานที่ตกงานจำนวนมหาศาลในระยะสั้นได้ 2. ต้องผลักเศรษฐกิจในระยะกลางได้ 3. ต้องทำได้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบของโจทย์นี้ ไม่ใช่ภาคบริการ รวมถึงท่องเที่ยว เพราะยังไม่มีอุปทานมารองรับ ต่างชาติยังเที่ยวไม่ได้ และไม่ใช่ภาคเกษตรที่แม้รองรับคนตกงานได้มาก แต่แรงผลักต่อเศรษฐกิจมีน้อย และยังไม่ใช่การแจกเงิน เพื่อหวังเรื่องกำลังซื้อ การแจกเงินเยียวยาเป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำ แต่จะหวังให้เป็นตัวดันกำลังซื้อตลอดการฟื้นตัว คงไม่ใช่ คำตอบต่อโจทย์นี้ คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก หรือก่อสร้างขนาดเล็ก เพราะซึมซับแรงงานตกงานได้เยอะ ทำได้เร็ว ไม่ต้องใช้ทักษะมาก ส่งผลบวกต่อ ศก. สูง และมีห่วงโซ่อุปทานกว้าง ในประเทศกำลังพัฒนา ลงทุน 1 บาท สร้างเงินได้ถึง 4 บาท สูงกว่ามาตรการทางการคลังแบบอื่นมาก นั่นคือ ระยะสั้น ระยะยาว โจทย์คืออะไร พูดกันเยอะว่าไทยพึ่งพิงโลกมากไป ทั้งท่องเที่ยว ส่งออก ส่วนใหญ่เสนอว่า ก็หันมาพึ่งกำลังซื้อในประเทศ จะได้ไม่ต้องพึ่งพึงโลกเยอะ แต่กำลังซื้ออยู่ๆมันไม่เกิดขึ้นเอง ต้องสร้างมันขึ้นมา แต่การแจกเงิน กำลังซื้อเกิดขึ้นก็แค่ชั่วคราว คำตอบสำหรับระยะยาว คือ การสร้าง งานที่สร้างผลผลิตต่อหน่วยสูง งานแบบนี้ ไม่ใช่ภาคเกษตร หรือแม้แต่ภาคบริการรวมถึงท่องเที่ยว ที่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ สิ่งปลูกสร้าง ลองคิดภาพว่า อ้อยมีอายุเก็บเกี่ยว 10 เดือน ใช้เทคโนโลยีพัฒนายังไง อีก 20 ปี อายุเก็บเกี่ยวก็อยู่ราวๆนี้ ผลผลิตต่อหน่วยมันพัฒนาไม่ได้มาก แทบไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ใช้ภาคบริการ และภาคเกษตร ยกระดับตัวเองจากรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภาคอุตสาหกรรม สามารถทำได้ สินค้าจากที่เคยผลิต 1 เดือน สามารถพัฒนาให้ผลิตได้ใน 1 วันได้ ช่องว่างของการพัฒนามันแตกต่างกันมหาศาล&amp;nbsp; ถ้าเป้าหมายคือการยกระดับรายได้แบบก้าวกระโดด เพื่อสร้างงานรายได้สูงให้คนไทย เพื่อสร้างกำลังซื้อภายในประเทศให้ได้ อย่างที่หวัง บทบาทภาครัฐเชิงรุกต่อ ภาคอุตสาหกรรม คือ คำตอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68021</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, การรับมือโควิด, แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอาไงดี!เพื่อไทยค้านรัฐบาลงัดเคอร์ฟิวปิดทุกอย่างในประเทศหวั่นสร้างอีกปัญหาขึ้นมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;27 มี.ค.63- นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดการเคอร์ฟิวประเทศว่า เข้าใจความกังวลในมิติและมุมมองทางด้านสาธารณสุข ซึ่งเห็นพ้องและเคารพ แต่อีกมุมมองที่ควรพิจารณาคู่กันคือมิติด้านเศรษฐศาสตร์ เรากำลังมีอีกวิกฤติหนึ่งรออยู่ หากเราควบคุมวิกฤติทางโรคระบาดด้วยต้นทุนที่สูงเกินจริง มันเป็นการซื้อเวลาวิกฤติหนึ่ง ด้วยราคาของอีกวิกฤติหนึ่ง ซึ่งมีอันตรายไม่น้อยไปกว่ากันเลย สิ่งๆนั้น เรียกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการล้มตายของธุรกิจ การตกงาน และหากลามถึงปัญหาในระบบสถาบันการเงิน จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
&amp;nbsp;
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า บางแนวคิดอาจมองว่าเจ็บแต่จบ แต่ภาวะ จบแต่เจ็บจนเกินเยียวยา ก็อาจจะเกิดขึ้น ปัจจุบันที่รัฐบาลทำคือการปิดไม่ให้คนเข้าออกประเทศ แต่ยังไม่ได้หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด มีปิดห้าง ปิดโรงหนัง ร้านอาหารบ้าง ตามจำเป็น ฯลฯเห็นว่า ระดับนี้เป็นขั้นมากสุดที่เศรษฐกิจไทยจะรับไหวแล้ว หากเราเดินไปถึงขั้นหยุดทุกอย่างในประเทศ เรากำลังแก้ปัญหาหนึ่ง ด้วยการสร้างอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมา ญี่ปุ่น ใต้หวัน สิงค์โปร ก็ทำแบบเราที่ทำอยู่ในตอนนี้ เท่านั้น ไม่ได้ไปไกลแบบอู่ฮั่นโมเดล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ละประเทศมีกลไก เงินกองทุนของธนาคาร และกันชนทางการเงินของประเทศและธุรกิจที่ต่างกัน เรียกว่า สายป่านของประเทศ อเมริกา จีน ยุโรป มีสายป่านที่ยาว มีธนาคารกลางที่สามารถทำนโยบายการเงินแบบไม่จำกัดได้ สายป่านของไทย ไม่ได้สั้นมาก แต่ไม่ยาวพอที่จะรองรับการหยุดทุกอย่างในประเทศ แบบที่อู่ฮั่นทำแน่นอน การหยุดทุกการเคลื่อนไหวหรือเคอร์ฟิว เป็นการใช้บ้าน เป็น เครื่องป้องกัน ไม่ให้มนุษย์สัมผัสกับมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเกือบทุกอย่างในประเทศมันต้องหยุดลง เพราะบ้าน มันเคลื่อนที่ไม่ได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเราใช้ เครื่องป้องกัน ที่สามารถเคลื่อนที่ไปทำงานได้บ้างตามจำเป็น คือการใช้ กฎหมายควบคุม ให้ผู้คน 1.ต้องใส่หน้ากาก 2.ต้องใส่แว่น 3.ห้ามทานอาหารร่วมกัน 4. Social Distancing แค่ในช่วง 30-60 วันนี้ ควบคู่ไปกับการหรี่ไฟประเทศแบบที่ทำอยู่ตอนนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า มองไม่เห็นว่าถ้าเราควบคุมให้ทุกคนทำทั้ง 4 ข้อนี้ เราจะสามารถ แพร่เชื้อและติดเชื้อ ได้ในทางไหน และเรายังสามารถไปทำงาน ใช้ชีวิตตามปกติได้ เราทุกคนก็ไม่ต้องตกงาน ธุรกิจก็ไม่ต้องล้ม ไม่ต้องเดิมพันเศรษฐกิจประเทศทั้งประเทศ ฝากเป็นอีกหนึ่งความเห็นให้รัฐบาลพิจารณาว่า เราอย่าไปไกลจนถึงจุดนั้นเลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61093</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, ปิดประเทศ, ป้องกันไวรัสโควิด, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d37c5d0733a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยเสี้ยม!แนะปชป.ถอนตัว อย่าทนอาย ให้นึกถึงเกียรติภูมิที่มีอายุยืนยาวถึง 70 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.63- นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนที่เรียกร้องให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็ถอนไปสิ ว่า ถึงแม้จะเป็นคนละพรรค ในฐานะพรรคการเมืองด้วยกัน แนะนำให้พรรคประชาธิปัตย์ ควรพิจารณา 2 เรื่อง 1.เคารพตัวเอง การที่ผู้นำรัฐบาลกล่าวเช่นนั้น หากกล่าวจริงตามข่าว มองว่าพรรคประชาธิปัตย์ควรพิจารณาโดยคำนึงถึงเกียรติภูมิของพรรคตน มีอายุยืนยาวถึง 70 ปี เมื่อเขาไล่ถึงขนาดนี้ จะทนอยู่ไปมันน่าอับอายหรือไม่ คนเราจะมีค่า เมื่ออยู่ในที่ที่เขาตระหนักถึงคุณค่าของเรา 2. เคารพเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาลของตน ซึ่งได้แก่ 1) นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร 2) การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3) การบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นเพียงละครเรื่องหนึ่งที่ บทสรุปของการศึกษาจะเป็นเพื่อการรักษาอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งต่อออกไป ส่วนเรื่องความซื้อสัตย์สุจริต เสียงสะท้อนจากสังคมเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วในเวลานี้ เงื่อนไขข้อ 2-3 กำลังมีปัญหาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นข้ออ้างแก้เขินในการร่วมรัฐบาลในตอนแรก หากรัฐบาลทำตามเงื่อนไขไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ควรทบทวนตนเองในการร่วมรัฐบาล เพื่อรักษาเกียรติภูมิและคำสัญญาของตนต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59351</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, ปชป.ถอนตัว, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; ชำแหละความล้มเหลวทางการคลัง 4 ระยะ เศรษฐกิจไทยเสื่อมถอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค.63 - นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความล้มเหลวของมาตรการทางการคลังของรัฐบาล คสช. ที่ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลปัจจุบันว่า ต้องอย่ามองว่ารัฐบาลนี้ทำงานมาแค่ 6 เดือน แต่อยากให้มองความเชื่อมโยงจากรัฐบาล คสช. มาถึงรัฐบาลปัจจุบัน และแนวทางการบริหารประเทศที่ผิดพลาดเรื้อรังและต่อเนื่องตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ขอฉายภาพว่าทำไมเศรษฐกิจไทยของเราจึงเสื่อมถอย ผมมองไปที่ความผิดพลาดเรื้อรังของมาตรการทางการคลังของรัฐบาล คสช. เชื่อมต่อมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงหลักของมาตรการการคลังที่ผ่านมา สามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วงใหญ่ๆ แห่งความผิดพลาด&amp;nbsp;ระยะที่ 1 พ.ศ. 2557-2558 ช่วงทำลายเศรษฐกิจฐานราก ช่วงแรกหลังการรัฐประหาร ยกเลิกมาตรการสนับสนุนสินค้าราคาเกษตรเกือบทั้งหมด ติดกับดักคำว่าประชานิยม โดยไม่เข้าใจว่าแก่นแท้ของว่าการสนับสนุนสินค้าการเกษตรเป็นสิ่งที่จำเป็นและช่วยประคองในช่วงที่การปรับโครงสร้างการผลิตยังไม่บรรลุผล ต้องทำควบคู่กันไป การยกเลิกมาตรการเหล่านั้นแบบกระทันหัน สะเทือนและทำลายเศรษฐกิจฐานรากแบบไม่ทันตั้งตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหากำลังซื้อที่ล้มแล้วยังไม่ฟื้นจนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 2 พ.ศ. 2559-2560 ช่วง คสช. เถลิงอำนาจ มาตรการทางการคลังในช่วงนั้นถูกสังคมตั้งข้อสังเกตอย่างหนักถึงการเอื้อกลุ่มทุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ EEC โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการยืมมือคนจนเป็นทางผ่านของเงินไปสู่คนรวยหรือไม่ เงินไม่ได้ถูกหมุนเวียนอยู่ในฐานรากแบบที่ควรจะเป็น ไม่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงโครงการ Mega Project ต่างๆ โดยละเลยการก่อสร้างขนาดเล็กแต่กระจายตัวที่สามารถสร้างงาน และการหมุนเวียนของห่วงโซอุปทานได้มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 3 พ.ศ. 2561-2562 ช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง เป็นช่วงสารพัดแจกมั่วซั่ว การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในระยะหลัง โครงการชิมช็อปใช้เฟสต่างๆ โครงการแจกเงินเที่ยว โครงการบ้านดีมีดาวน์ เหล่านี้เป็นการใช้งบประมาณแบบใช้ครั้งเดียวแล้วหมดไป ไม่มีผลเชิงโครงสร้าง ศก. และยังเป็นการใช้ระบบคัดกรองอย่างเจาะจง (Targeting) ที่คุณภาพต่ำ กลายเป็นการแจกหว่านงบประมาณไปทั่ว ไร้ทิศทาง ซึ่งการแจกเงินแบบหว่านแบบนี้เป็นการใช้เงินที่มีตัวคูณทางเศรษฐกิจต่ำ มีผลต่อเศรษฐกิจต่ำ ไม่ใช่การใช้เงินอย่างชาญฉลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 4 พ.ศ. 2562-2563 ช่วงทุ่มให้สินเชื่อแต่ไร้กำลังซื้อ ไม่ว่าจะเป็นโครงการประชารัฐสร้างไทย มาตรการต่อเติมเสริมทุน SMEs สร้างไทย เป็นมาตรการการคลังที่ไม่ถูกกับช่วงเวลา ปัญหาของประเทศคือด้านอุปสงค์ คนไม่มีกำลังซื้อ ผู้ผลิตจึงไม่ผลิตของมาขาย แต่การทุ่มเงินจำนวนมากให้สินเชื่อแก่ภาคเอกชนในช่วงที่ไม่มีกำลังซื้อนั้น ผลประโยชน์จึงตกอยู่ในมือของเอกชนที่แข็งแกร่งและเป็นรายใหญ่อยู่แล้ว เอกชนรายย่อยไม่ได้ประโยชน์ เอกชนที่แข็งแรงอยู่แล้วกลับได้ประโยชน์&amp;nbsp;การใช้มาตรการทางการคลังที่ผิดพลาดเรื้อรังเป็นเวลาต่อเนื่องนั้นเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจประเทศ คนเสียประโยชน์คือประชาชนและประเทศ อยากฝากว่าการรับฟังและแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54158</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, คณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, มาตรการทางการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
