<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 17:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยไม่ทนจี้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯปลดรมต.ทำโควิดระบาด ขาดจริยธรรมร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.64 - นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ตั้งข้อหาแกนนำไทยไม่ทนสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทยและมีหมายเรียกให้ไปรายงานตัววันที่ 15-16 เมษายนนี้นั้น ตนเองและอีกหลายคนยังไม่ได้รับหมายและคงไม่ไปรายงานตัว เพราะการตั้งข้อหาละเมิด พรก.ฉุกเฉินฯ นั้นไม่ถูกต้อง รัฐบาลอ้างว่าผิดคำสั่งประกาศฉบับที่ 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาใน 6 จังหวัด ลงนามโดย พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา แต่คำสั่งดังกล่าวเขียนว่า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นการดำเนินการของทางราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน องค์กร ภาคเอกชน หรือหน่วยงานองค์กรอื่นใด ซึ่งมีมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลที่ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราทำตามเงื่อนไขคำสั่งฉบับที่ 5 ทั้งหมด ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงจากสน.ชนะสงครามและเขตพระนครถูกต้องตามกระบวนการ มีการตรวจวัดอุณหภูมิ แจกเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง และอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ญาติวีรชนก็ใช้จัดกิจกรรมเรื่อยมาโดยการขอสนับสนุนอุปกรณ์จาก กทม. เพราะเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมโดยพฤตินัย ดังนั้น ผมขอเรียกร้องให้มีการยกเลิกประกาศพรก.ฉุกเฉินฯ เพราะรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการห้ามการชุมนุมเท่านั้น ไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันโรคระบาดอย่างแท้จริง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา กล่าวว่า ยากถามว่า นายกฯ ประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ มีหนังสือแจ้งไปยังเลขาธิการสหประชาชาติหรือยังตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights &amp;ndash; ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ เพราะข้อ 4 ของกฎหมายดังกล่าวเขาให้รัฐที่เกิดภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติและรัฐประกาศสถานการณ์นั้นอย่างเป็นทางการแล้ว รัฐภายใต้ภาคีกติการะหว่างประเทศนี้ต้องใช้สิทธิเลี่ยงกติกาดังกล่าวโดยต้องแจ้งให้รัฐภาคีอื่นทราบโดยทันทีโดยให้เลขาธิการสหประชาชาติเป็นสื่อกลาง ดังนั้นทุกการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลถูกจับจ้องจากรัฐภาคีกว่า 172 ประเทศ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะถูกตรวจสอบโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ ผู้ไดเผด็จอำนาจเกินกฎหมายนี้ระวังจะถูกปฏิเสธวีซ่าไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ที่โควิดระบาดเพราะฝีมือประชาชนหรือรัฐบาลการ์ดตกกันแน่ ระบาดครั้งแรกมาจากสนามมวยทหาร ครั้งที่สองจากบ่อนและการค้าแรงงานข้ามชาติ ครั้งที่สามมาจากคณะรัฐมนตรีเอง รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไรที่ตนเองไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในได้ จนรัฐบาลเป็นตัวแพร่เชื้อโรคเสียเอง แล้วเอาความผิดมาโยนให้ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำต้องรับกรรมจากการบริหารผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมสงสัยที่ฉีดวัคซีนให้ ครม. ฉีดจริงหรือไม่ หรือแค่ฉีดน้ำเกลือ ทำไมรัฐมนตรีที่ฉีดแล้วถึงติดโควิด การระบาดครั้งนี้มาจากรัฐบาลใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์จากอำนาจมิชอบอย่างชัดเจน การอนุญาตให้เปิดไนท์คลับผับบาร์เกินเวลาล้วนเป็นช่องทางให้ตำรวจเก็บส่วยอย่างเป็นระบบแทบทุกพื้นที่ บางผับต้องจ่ายตำรวจเป็นหลักแสนบาทต่อเดือน เงินสีเทาหมุนเวียนในระบบจำนวนมากและเอามาใช้จ่ายซื้อขายตำแหน่งในฤดูโยกย้ายที่กำลังจะมา ตำแหน่งผู้กำกับก็มีตั้งแต่ 40 ล้าน 30 ล้าน 20 ล้าน และ 10 ล้านตามลำดับ มีการแจกซองในที่ประชุมประจำเดือน ระบบส่วยและหวยบ่อนซ่อง รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยแก้ปัญหาได้เลย เพราะทำเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา กล่าวอีกว่า การระบาดของโควิดรอบใหม่เป็นระฆังพักยกช่วยรัฐบาลไปในตัว เพราะภาคประชาชนให้ความร่วมมือเพื่อเอาประโยชน์ของสังคมเป็นตัวตั้ง ดังนั้น รัฐบาลต้องทำเป็นตัวอย่างบ้าง ต้องปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ เอาคนที่ติดโควิดออกไปเพราะไม่รับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง ประมาทขาดจริยธรรมร้ายแรงทำให้คนอื่นได้รับผลกระทบวงกว้าง โดยระหว่างที่การระบาดของโควิดยังไม่คลี่คลายนี้ ขบวนการไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน จะจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบ New Normal Movement เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์และพวก จะมีการจัดเวทีและสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ โดยเน้นข้อมูลการทุจริตประพฤติมิชอบและเนื้อหาเชิงวิชาการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98950</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, นายเมธา มาสขาว, พรก.ฉุกเฉินฯ, รมต.ติดโควิด, ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210406/image_big_606c1ee85fc9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ครป.&#039;ผิดหวัง&#039;รบ.-วุฒิสภา&#039;แก้รธน.ขยับจัดเวทีแฉศก.ผูกขาดของกลุ่มทุนประชารัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.63-นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ผิดหวังกับการทำหน้าที่ของระบบรัฐสภาไทยที่ไม่สามารถหาทางออกให้ชาติบ้านเมืองได้ ผ่านการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย การเตะถ่วงเวลาออกไปอีก 1 เดือนเพื่อตั้งกรรมาธิการศึกษาเป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะรัฐบาลเคยตั้งกรรมาธิการศึกษามาแล้ว โดยมีนายพีระพันธ์ เป็นประธาน และผิดธรรมเนียมปฏิบัติของสภาที่ควรต้องรับหลักการในวาระที่ 1 ไปก่อน การอ้าง ส.ว.ไม่เห็นด้วยจึงเป็นการซื้อเวลาของรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ และหลอกลวงพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
&amp;nbsp;
&amp;quot;เกรงว่าเดือนตุลาคมนี้จะนำไปสู่การลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนที่ทนไม่ไหว กับการกระทำของรัฐบาลที่ไร้ความจริงใจ แม้แต่ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลเองยังถูกแช่แข็ง และวุฒิสภายังไม่ทราบว่าตนเองเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง แต่หลงในอำนาจวาสนาที่ได้มาโดยมิชอบจนยึดติด โดยไม่กลัวลูกหลานสาปแช่งประณามในอนาคตบ้างเลย ทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง พรรคพลังประชารัฐจะต้องไม่ยื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ ส.ว. ต้องพิจารณาตัวเอง เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเลยนอกจากโหวตรับใช้ผู้มีอำนาจจนกลายเป็นเผด็จการรัฐสภา&amp;quot;
&amp;nbsp;
เลขาฯครป.กล่าวว่า อยากเรียกร้ององคาพยพที่สนับสนุนรัฐบาลอยู่รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ได้ถอยห่างออกจากนาวาที่กำลังจม ได้เวลาสละเรือแล้ว มาร่วมกันแก้สร้างประชาธิปไตยทางการเมืองและเศรษฐกิจร่วมกันใหม่ ซึ่งกำลังจะล่มสลายเช่นกันจากการผูกขาดของกลุ่มทุนประชารัฐที่แอบอิงอำนาจฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์จากโครงสร้างความเหลื่อมล้ำ จนประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำอันดับหนึ่งของโลก
&amp;nbsp;
&amp;quot;โดย ครป.จะจัดเวทีอภิปรายสาธารณะเรื่องหยุดเศรษฐกิจผูกขาดและอำนาจเหนือตลาดในธุรกิจการค้าไทย ในวันพรุ่งนี้ภาคบ่ายร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ หยุดทุนธุรกิจผูกขาดและอำนาจเหนือตลาดในกลไกการค้า ร่วมกันตั้งคำถามกับทุนนิยมประชารัฐ และเศรษฐกิจผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ที่ผูกขาดเศรษฐกิจการเมืองไทยในปัจจุบัน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของรัฐบาล แอบอิงอำนาจจนประเทศชาติเสียหายย่อยยับ&amp;quot;
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ การทำธุรกิจแบบผูกขาดนั้นยังขัดทั้งรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน ขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศ รวมถึงพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจมีอํานาจเหนือตลาด และกําหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบธุรกิจอื่น หรือกีดกันการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม
&amp;nbsp;
&amp;quot;แม้มีกฎหมายห้ามไว้ แต่นโยบายรัฐบาลไทยกลับสวนทางและถูกอุ้มชูโดยกลุ่มทุนผูกขาดที่ได้รับประโยชน์จากอำนาจ ผ่านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ แผนงาน EEC และการสนับสนุนเป็นพิเศษจาก BOI ที่ตามใจผู้มีอำนาจทุกทาง และนี่คือปัญหานานัปประการในระบบเศรษฐกิจผูกขาดและอำนาจเหนือตลาดในธุรกิจการค้าไทย&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78795</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครป., จัดเวทีอภิปรายสาธารณะ, นายเมธา มาสขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f707210b3699.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่!เลขาฯครป.โต้กองทัพจัดงานรำลึก&#039;กบฎบวรเดช&#039;ไม่เหมาะสม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 มิ.ย.63- นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงกรณีพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)มอบหมายให้พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รอง ผบ.ทบ. ผู้แทนกองทัพบก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่ พลเอกพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช&amp;nbsp; และบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของนายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ว่า การที่กองทัพบกจัดงานพิธีรำลึกกบฎบวรเดชนั้น ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมในฐานะบทบาทของกองทัพ หากอยากจัดงานรำลึกควรเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลมากกว่า ไม่ใช่ในฐานะกองทัพบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทัพบกในประเทศประชาธิปไตยอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน ต้องพึงระวังการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่เหมาะสม และขัดกับบทบาทหน้าที่ การจัดงานรำลึกกบฎบวรเดชในวันรำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรในวันที่ 24 มิถุนายน นั้น ยิ่งเป็นการเมืองอย่างยิ่ง เอกสารของสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ซึ่งถือเป็นแถลงการณ์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรถือเป็นการรัฐประหารเพื่อล้มราชบัลลังก์ นับเป็นคำประกาศที่น่าละอายและสร้างความแตกแยกของกองทัพในศตวรรษที่ 21 และจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ของคณะราษฎร เป็นการปฏิวัติสยามซึ่งเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการปกครองจากระบอบกษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันเป็นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ Constitutional Monarchy ทำให้เกิดระบบรัฐสภา และรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้เช่นเดียวกับ อังกฤษ เดนมาร์ก สวีเดน นอรเวย์ ฟินแลนด์ และญี่ปุ่น และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ ไม่ใช่การรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตยเหมือนในช่วงหลัง 88 ปีประชาธิปไตยไทยที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลับกันกบฎบวรเดชคือการพยายามทำรัฐประหาร แต่ทำไม่สำเร็จจึงกลายเป็นกบฎ คณะผู้ก่อการนำทหารจำนวนมากจากหัวเมืองเข้ามายึดพื้นที่ดอนเมือง จับกุมคนฝ่ายรัฐเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกหรือปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของคณะกู้บ้านเมืองโดยมีข้ออ้างให้รักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ ดังนั้น ประชาสัมพันธ์ของกองทัพบกจึงตั้งใจสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม กองทัพบกจึงควรตรวจเอกสารให้ดีก่อนออกมาและสอบสวนภายในว่ามีใครตั้งใจบิดเบือนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะราษฎรส่วนใหญ่ล้วนเป็นนายทหารประชาธิปไตย และตั้งใจรักษาชาติบ้านเมืองไว้ในสถานการณ์วิกฤตหลายยุค คุณูประการของคณะราษฎรมีมากมาย ทั้งการรักษาสถาบัน ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ จัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ จัดตั้งกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย สร้างรัฐไทยที่ทันสมัยมาจนถึงวันนี้ ผลงานของเสรีไทยส่วนหนึ่ง ร่วมปกป้องชาติบ้านเมืองทำให้ประเทศไทยไม่เป็นผู้แพ้สงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทหารที่ดีอย่ามีแต่ความอิจฉาริษยาและรู้แต่รักษาตัวรอดอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ในยุคใหม่ หากกองทัพต้องการรักษาและดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ต้องรับฟังคำสั่งรัฐบาลพลเรือนอย่างเคร่งครัด ร่วมจำกัดทุจริตคอร์รัปชันภายในทุกรูปแบบ หยุดการสนับสนุนทหารไปเล่นการเมืองและหาผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจและธุรกิจความมั่นคงนอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเป็นชาติไทยสมัยใหม่ กองทัพไม่อาจเอาตนเองเป็นศูนย์กลางความมั่นคงอีกต่อไป กองทัพควรเสนอแผนปฏิรูปตนเองทุก 5 ปี เสนอรัฐสภา เพื่อก้าวทันปัญหาความมั่นคงในยุคโลกาภิวัตน์ อย่าไปติดกับดักอำนาจในยุคสงครามเย็นที่กองทัพถูกใช้เป็นเครื่องมือในอุดมการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ภัยคอมมิวนิสต์หมดไปแล้วเมื่อสหรัฐฯ ผู้นำโลกเสรีจับมือกับจีนยุคใหม่ที่กลายเป็นทุนนิยมโดยรัฐ แต่สถาบันกองทัพไทยกลับไม่พัฒนาไปข้างหน้าเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียดายที่เค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดีหรือสมุดปกเหลืองไม่ถูกนำมาใช้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงไม่เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากเช่นทุกวันนี้ นายพลขุนศึกทั้งหลายกลายมาเป็นลูกน้องนายทุนผูกขาด สังคมกลับตาลปัตรไปหมดเพราะผลประโยชน์มากกว่าจิตสำนึกเพื่อชาติบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากกองทัพบกยังจำได้ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2479 ได้มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์ปราบกบฏหรืออนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญขึ้นที่บริเวณหลักสี่ บางเขน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สู้รบเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นนักโทษทางการเมืองส่วนหนึ่งถูกส่งไปเกาะตารุเตา และต่อมามีการนิรโทษกรรมทางการเมืองทั้งหมด แต่วันนี้อนุสาวรีย์หายไปไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในผู้นำกบฎบวรเดช คือพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม เป็นบิดาของนางอัมโภชน์ ท่าราบ ซึ่งเป็นมารดาของพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานท์ ประธานองคมนตรี บิดาของท่านก็เป็นถึงคณะกรรมการกลางแกนนำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในอดีต ซึ่งเกิดสงครามกลางเมืองมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งไทยเปิดความสัมพันธ์กับจีนในปี 2518 และแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในด้วยการเมืองโดยใช้นโยบาย 66/2523 บ้านเมืองจึงสงบลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กองทัพบกอย่าสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งภายในขึ้นมาใหม่เลย มองไปข้างหน้า ร่วมพัฒนาประเทศไทยร่วมกันใหม่ในฐานะและบทบาทที่ถูกต้อง แก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทยในอดีต ซึ่งในอนาคตอันใกล้คงต้องมีการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิดทั้งหมดเพื่อการปรองดองแห่งชาติและแก้ไขความขัดแย้งเรื้อรังที่ผ่านมา 10 กว่าปี เหมือนเช่นที่เกิดนโยบายการเมืองนำการทหารในช่วง 40 ปีก่อนหน้านี้ และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่อย่างมีส่วนร่วมทุกฝ่าย เพื่อประกันการใช้อำนาจรัฐและเป็นกลไกในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69758</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบฎบวรเดช, คณะราษฎร, ครป., นายเมธา มาสขาว, พล.อ.อภิรัชต์  คงสมพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca48ef893a7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.จวกส.ว.สรรหาป.ป.ช.สนองอำนาจการเมืองทำลายบรรทัดฐานเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มิ.ย. 63 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตีความอดีตสมาชิกสถานิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า เป็นการตีความที่ทำลายบรรทัดฐานเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์และธรรมาภิบาล เป็นการเมืองแบบอำนาจนิยมระบบอุปถัมภ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องขาดจิตสำนึกในการปฏิรูปการเมือง และเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.พิชาย กล่าวว่า ที่จริงตนไม่คาดหวังอะไรมากจาก ส.ว. ชุดนี้อยู่แล้ว เพราะถูกตั้งขึ้นโดยกลุ่ม คสช. แต่เมื่อเห็นความคิดและพฤติกรรมที่กระทำล่าสุด โดยลงมติเลือกอดีต สนช. เป็น กรรมการป.ป.ช. และอธิบายตีความรัฐธรรมนูญเพื่อตอบสนองเป้าหมายของตนเองอย่างน่าเกลียดเกินกว่าจะยอมรับได้ ก็อดไม่ได้ที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์โดยมี 4 ประเด็นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เป็นการตีความกฎหมาย เพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองแบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์ ซึ่งทำลายบรรทัดฐานที่สังคมไทยเพียรพยายามสร้างในช่วงสองทศวรรษนี้ นั่นคือ หลักการขัดกันของผลประโยชน์ หลักการนี้วิญญูชนที่มีความคิดและจริยธรรมอยู่บ้างย่อมศึกษา รับรู้และตระหนักดีว่าเรื่องใดที่ควรทำ เรื่องใดที่ไม่ควรทำ แม้จะไม่มีการเขียนไว้อย่างชัดเจน หรือเขียนไว้แล้วแต่ไม่ชัดเจนก็ตาม ส่วนอวิญญูชน แม้กฎหมายจะเขียนเอาไว้อย่างไรก็พยายามหาช่องโหว่ตีความเพื่อรับใช้เป้าหมายของตนเองให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.การลงมติ กระทำไปโดยขาดสำนึกแห่งการปฏิรูปการเมืองและสำนึกแห่งธรรมาภิบาล แต่เป็นสำนึกของความล้าหลังที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เป็นการลงมติตามแบบแผนความคิดแบบเก่า การเมืองแบบเก่า น่าเสียดายว่าหลายคนใน ส.ว. ชุดนี้เคยพูดถึงการปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นตุเป็นตะ แต่พฤติกรรมที่แสดงออกนับวันก็ยิ่งเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาว่า ที่พวกเขาต้องการคงไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง แต่น่าจะเป็นอำนาจเสียมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.การลงมติเช่นนั้นป็นการถมก้อนหินใส่ลงในจิตใจของประชาชน ซึ่งสร้างความอึดอัดคับข้องใจแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เป็นการสะสมเชื้อเพลิงของความขัดแย้งทางสังคม และเร่งให้ความขัดแย้งเกิดการปะทุออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การตีความและการลงมติแบบนี้เป็นหลักฐานชัดเจน ซึ่งจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า ส.ว. ชุดนี้น่าจะมีเป้าหมายในการทำหน้าที่เพื่อตอบสนองกลุ่มอำนาจนำทางการเมืองเป็นหลัก และบั่นทอนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. กล่าวว่า เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของ ส.ว. ที่ได้มาโดยมิชอบธรรมและหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ จึงลงมติเลือกอดีต สนช.ที่พ้นตำแหน่งมาเพียง 1 ปี มานั่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. คนใหม่ เป็นการตีความพิทักษ์สถานะอำนาจของพวกพ้อง เพื่อเข้าไปยึดกุมการเมืองการปกครองทั้งระบบผ่านกลไกองค์กรอิสระต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเมืองไทยทุกวันนี้จึงเป็นลักษณะคณาธิปไตย พยายามสืบทอดอำนาจที่วางไว้ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ 60 แม้ว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้ สนช. ทำหน้าที่ ส.ส. ส.ว. ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภา เรื่องนี้จึงขัดรัฐธรรมนูญในตัวเองเรื่องคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะมาเป็นองค์กรอิสระ เจตนารมณ์ให้เว้นวรรค 10 ปีก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา กล่าวว่า&amp;nbsp; เราจะตีความตามตัวอักษรอย่างเดียวไม่ได้ ไม่ใช่เรียกชื่อหรือตำแหน่งต่างกัน แต่ต้องถือว่าได้ทำหน้าที่นั้นหรือไม่ เป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญที่ไปเขียนไว้ไม่ให้เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มตน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็ไม่ก้าวไปข้างหน้าเสียที ติดหล่มกับดักอำนาจ สร้างลัทธิพวกใครพวกมัน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญปกครองให้ ส.ว.สืบทอดอำนาจไปอีก 5+5+5+5 ไปอีก 20 ปีเลยก็แล้วกัน ภาคประชาชนจะได้ไม่ต้องเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นผมเห็นว่าคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. และ ส.ว.ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ อย่าตีความตามอำเภอใจ และควรสรรหาผู้มีบทบาทตรวจสอบการทุกจริตคอร์รัปชันเป็นที่ประจักษ์ พิทักษ์ผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีฝักฝ่ายทางการเมือง ส่วนคณะกรรมการสรรหา กสม. วินิจฉัยถูกต้องแล้ว และผู้ที่จะมาเป็น กสม. ควรมาจากผู้ที่มีบทบาทการทำงานพิทักษ์และปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะกลไก กสม. คือการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจรผู้ร้ายเพราะนั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จึงไม่ควรเอาอดีตข้าราชการมาทำงานผิดหน้าที่แบบในปัจจุบัน&amp;quot;นายเมธา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67874</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัดกันแห่งผลประโยชน์, ครป., ธรรมาภิบาล, นายเมธา มาสขาว, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, สรรหาปปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล่าช้ามาก!เลขาครป.จี้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินประกันสังคมและเยียวยาภาคแรงงานเนื่องในวันแรงงานสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 เม.ย.63-นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย (ครป.) โพสต์โพสต์ข้อความเนื่องในวันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม 2563 มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจ่ายเงินประกันสังคมล่าช้ามาก ทั้งที่เป็นเงินของแรงงานผู้ประกันตนและไม่ทราบว่ากองทุนประกันการว่างงานเหลือเงินจริงๆ เท่าไหร่ เงินกองทุนทั้งหมดนำไปลงทุนแล้วเจ๊งหรือไม่ ใครจะรับผิดชอบเงินกองทุนที่หายไปจากทั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาท ถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่ตอบว่ายืมเงินไปหมุนเวียนเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ หรือเพราะไม่สามารถบอกความจริงได้เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของเงินกองทุนประกันสังคมใช่หรือไม่ เรื่องนี้ผมอยากให้กรรมาธิการแรงงาน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงกรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบโดยเร็ว โดยเฉพาะการเอาเงินกองทุนไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สูญหุ้นไปเท่าไรในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไหวอย่าบอกไหว ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจออกได้แล้ว หรือไม่ก็ลาออกไปเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤติ อย่าปล่อยให้ประชาชนอดอยากยากแค้นจนต้องฆ่าตัวตายเป็นตราบาปร้ายอีก และเรื่องนี้รัฐบาลอย่าไปนับเป็นสถิติเปรียบเทียบเลย เพราะคุณค่าคนหนึ่งคน หนึ่งชีวิต ก็ไม่สมควรต้องตายและกลายเป็นเหยื่อ รัฐบาลต้องหาทุกวิถีทางแก้ปัญหาและเยียวยาจัดการ ไม่ใช่ให้ พม.ไปจ่ายเงินชดเชยศพ 3-5 พันบาทแล้วบอกว่าตายน้อยกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง อย่าเห็นชีวิตคนเป็นใบไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงวันนี้จะต้องปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องทำ แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ อย่าให้ใครมาผูกขาดระบบเศรษฐกิจ และหาผลประโยชน์ในทรัพยากรสาธารณะ พลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า สาธารณูโภคพื้นฐานต้องเป็นสมบัติส่วนรวม อย่าขอความร่วมมือกับมหาเศรษฐีโดยไม่แก้ไขระบบ และต้องตอบคำถามว่า รัฐบาลออก พรก.เงินกู้ไปใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง ต้องกางบัญชีออกมาอย่างโปร่งใสให้ประชาชนเห็นและตรวจสอบได้ เพราะคือหนี้ในอนาคตของประชาชนทุกคน รวมถึงที่รัฐบาลใช้เงินจนเกลี้ยงคลัง และงบกลาง 5 แสนล้านบาทใช้อะไรหมดบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องในวันแรงงานสากล ผมอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคแรงงานให้มากขึ้น การเยียวยา &amp;quot;แรงงานนอกระบบ&amp;quot; โดยให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพจ่ายเงิน 5,000 บาทเยียวยาเป็นเรื่องดีแต่ต้องมีการจัดการบิ๊กดาต้าให้มีประสิทธิภาพ จะได้ไม่มีคนที่ถูกลืมและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะบางคนที่ผมรู้จักยังไม่มีบัญชีธนาคารเลย แล้วจะได้รับการเยียวยาได้อย่างไร ส่วน &amp;quot;แรงงานในระบบ&amp;quot; ผมอยากเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินประกันสังคมโดยเร็ว อย่าชักช้าเพราะป็นสิทธิของเขา และต้องมีมาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาลด้วย ได้ข่าวว่ากระทรวงแรงงานจะให้แรงงานกู้เงินได้จากประกันสังคมต้องทำโดยเร็วและทำเป็นระบบธนาคารแรงงานไปเลย ภาคแรงงานจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบดอกเบี้ยโดยนายเงินในภาคธนาคารอีก นอกจากนี้แรงงานภาคเกษตรกรรมควรมีการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนหนทาง ตึกราม บ้านเมือง ล้วนถูกสร้างจากมือชนชั้นแรงงาน อย่าให้เขาเป็นเพียงชนชั้นล่างในสังคมไทยอีกต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64762</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนประกันสังคม, จ่ายเงินเยียวยา, นายเมธา มาสขาว, วันแรงงานสากล, แรงงานนอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d270fd1ef0e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครป.&#039;เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ60หาทางออกประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.63-นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 &amp;nbsp;และทางออกประเทศไทยระบุว่า ครบรอบ 29 ปีการรัฐประหาร รสช. เมื่อปี 2534 รัฐธรรมนูญไทยถูกฉีกและร่างใหม่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารและไม่รู้ว่าจะมีการฉีกและร่างใหม่อีกกี่หน ดังนั้น รัฐธรรมนูญไม่มีความจำเป็นต้องเขียนไว้ยาวและมีหลายมาตราเกินความจำเป็น แต่ควรออกแบบแค่เพียงความเป็นรัฐและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐบาลและประชาชน ส่วนสถาบันและกลไกต่างๆ ก็ไปออกแบบอำนาจหน้าที่ไว้ในกฎหมายทั่วไป สหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญแค่เพียง 7 มาตรา ที่กำหนดหลักการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และกรอบสหพันธรัฐ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่าง ๆ &amp;nbsp;ส่วนอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร (Unwritten Constitution) รัฐธรรมนูญของอังกฤษเกิดจากหลักการและเอกสารหลายๆ ฉบับที่จัดทำขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการปฏิวัติ เขาก็ยังสร้างชาติเจริญรุ่งเรืองจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยมีข้อบกพร่องมากมาย เพราะถูกออกแบบและเขียนขึ้นโดยกลุ่มคณาธิปไตย และใช้สืบทอดอำนาจคณะบุคคลในรัฐบาลชั่วคราวเพื่อจะเป็นรัฐบาลถาวร ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เงื่อนไขรัฐธรรมนูญเหล่านี้จะนำไปสู่วิกฤตการเมืองไม่จบสิ้นหากไม่แก้ไขหรือร่างขึ้นใหม่จากการมีส่วนร่วมของพลเมือง โดยกมธ.วิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 256 หมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง (ส.ส.ร.) ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะเสนอแก้ไขรายมาตราเพื่อเสนอต่อรัฐสภาโดยตรงก็ได้ ดังข้อเสนอต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.รัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง (ส.ส.ร.) เพื่อมาออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย หรือกรรมาธิการที่มาจากหลายพรรคและสะท้อนเสียงของประชาชนสามารถเสนอแก้ไขรายมาตราที่เป็นปัญหาได้เลยเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการพัฒนาในระยะยาว โดยกำหนดเงื่อนไขการปฏิรูปประเทศและกรอบเวลาการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การปฎิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบการศึกษาให้มีคุณภาพและการพัฒนาพลเมือง (Civic Education) ตลอดจนการปฏิรูปพลังงานและทรัพยากรด้านต่างๆ ทางสังคม เพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและรัฐสวัสดิการ เพื่อความมั่นคงของประเทศท่ามกลางระบบระหว่างประเทศที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 2.ยกเลิกบทเฉพาะกาลที่สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารทั้งหมด รวมถึงการบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตร่วมของรัฐสภา ทำให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีอำนาจเลือกผู้บริหารประเทศโดยไม่ยึดโยงเจตจำนงค์ของประชาชนผ่านการเลือกตั้งผู้แทน ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องมาจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ก็ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรงไปเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 3.ควรพิจารณายกเลิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ยกเลิกการบังคับ ส.ส.สังกัดพรรคและกฎหมายพรรคการเมืองที่เป็นระบบธนาธิปไตยและต้องใช้เงินจำนวนมาก นอกจากนี้ควรปรับลดจำนวน ส.ส.ลงมาเพื่อประหยัดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องมีมากเหมือนเก่า เนื่องจากประชาชนเข้าถึงผู้แทนของตนเองง่ายกว่าในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ระบบการเลือกตั้งแบบผสมผสานควรกลับมาใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนเดิม เพื่อให้ประชาชนเลือกคนที่รักและพรรคที่นโยบาย แยก ส.ส.เขตเลือกตั้ง กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคออกไปให้เป็นระบบ นอกจากนี้ควรยกเลิกสัดส่วนระหว่างบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คนกับ ส.ส.เขต 350 คน เพราะหาตรรกะไม่ได้และไม่มีความสมดุลกัน ในหลายประเทศทั่วโลกมีตัวอย่างระบบผสมแบบครึ่งต่อครึ่ง หรือระบบบัญชีรายชื่อระบบเดียว หรือระบบ ส.ส.เขตระบบเดียวที่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ยกเลิกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นเสมือนคณะโปลิตบูโรและรัฐบาลเงาอยู่เหนือรัฐบาลพลเรือน จะต้องไม่มีองค์กรใดอยู่เหนือองค์กรที่มาจากประชาชนและยึดโยงกับพลเมือง ยุทธศาสตร์ชาติทำให้รัฐบาลขาดอิสรภาพที่จะพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามบริบทการพัฒนาที่รุดหน้าไปตามเทคโนโลยี สำหรับการพัฒนาที่ขาดธรรมาภิบาล แก้ปัญหาได้โดยให้มีการประชามติทุกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ในรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องเขียนหน้าที่และนโยบายรัฐทั้งหมด เพราะทำให้อุดมการณ์พรรคการเมืองและข้อเสนอทางนโยบายไร้ความหมาย อีกทั้งบริบทโลกและบริบทประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การกำหนดหน้าที่และนโยบายแบบแข็งตัว (Rigid) จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ต้องมีกฎหมายการกระจายอำนาจการปกครอง โดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ถ่ายโอนราชการส่วนภูมิภาคขึ้นกับจังหวัด กระจายอำนาจและความรับผิดชอบจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพื่อเปิดปริมณฑลการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงระบบภาษีที่ประชาชนเสียภาษีที่ไหนให้ใช้พัฒนาที่นั่น เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ประเทศไทยต้องกระจายอำนาจการปกครองจากรัฐราชการรวมศูนย์ไปสู่การพัฒนาเมืองต่างๆ ให้เติบโตยั่งยืนด้วยตนเองและส่งเสริมให้ท้องถิ่นจัดการตนเองด้วยระบบราชการสมัยใหม่ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกเมืองได้พัฒนาทรัพยากรในท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของคนในท้องถิ่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.องค์กรอิสระควรมีการปฏิรูปยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ทั้งคณะกรรมการสรรหา คุณสมบัติของผู้สมัคร และการให้ความเห็นชอบ ซึ่งทั้งหมดต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาที่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งผู้สมัครต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต้องผ่านการฝึกอบรมในเรื่องพลเมืองประชาธิปไตย (Civic Education) และยกเลิกการตั้งเงื่อนไขคุณสมบัติว่า ต้องเป็นข้าราชการหรือเรียนจบปริญญาตรี เป็นต้น รวมถึงการลดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการองค์อิสระ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จาก 7 ปี เหลือแค่ 5 ปี เนื่องจากยาวนานเกินไป องค์กรอิสระ องค์กรศาลฯ หรืออื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน ต้องยุติหลักสูตรพิเศษที่จัดขึ้นในองค์กรซึ่งระบอบอุปถัมภ์จะทำให้ความเป็นธรรมถูกเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ควรจัดตั้งให้มีองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน ให้ทำหน้าที่เหมือน กพ. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อไม่ให้ออกกฎระเบียบกันเองตามอำเภอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.รัฐธรรมนูญควรสร้างกลไกการป้องกันเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด และสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลทำหน้าที่อย่างแท้จริงในการตรวจสอบการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มนายทุนผูกขาดทั้งหลาย เนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มทุนธุรกิจผูกขาดมีอำนาจเหนือตลาด ขัดกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าและผูกขาดตลาดเกินกึ่งหนึ่งตามกฎหมายจำนวน รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีโดยให้มีกฎหมายการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าเหมือนนานาอารยประเทศ ยกเลิกนโยบายส่งเสริมการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลดหย่อนภาษีเงินได้และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มทุนรายใหญ่ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57940</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, นายเมธา มาสขาว, แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e52316e8ec22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
