<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 13:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิพานัน&#039;ฉะเพื่อไทยกลับไปกลับมา นายกฯไม่ลงพื้นที่ก็หาว่าไม่สนใจปชช.พอลงพื้นที่ก็บอกหาเสียง   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ต.ค.64- น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพือไทยกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมแค่สร้างภาพ หาเสียงหรือวัดกระแสกันเองภายในพรรคว่า พล.อ.ประยุทธ์มีความจริงใจในการทำงานในฐานะผู้นำ ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อหาเสียงหรือวัดกระแสภายในพรรคแต่อย่างใด เป็นการปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้นำ ยิ่งในสถานการณ์วิกฤติ นอกจากกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและแก้ไขปัญหาแล้ว การลงพื้นที่ยังสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องประชาชนและผู้ปฏิบัติ&amp;nbsp; เช่นเดียวกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำ หรือ กนช.โดยตรง การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เป็นการปฏิบัติภารกิจปกติ&amp;nbsp; และในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่มีบุคคลากรที่อยู่ในฝ่ายบริหารยังได้กำชับให้รัฐมนตรีในพรรคลงพื้นที่&amp;nbsp; ซึ่งจะเห็นว่ารัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐกระจายกันลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ แต่พรรคเพื่อไทยกลับมาโฟกัสที่พล.อ.ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตร เพื่อหวังเสี้ยมให้เกิดความขัดแย้งและเป็นเรื่องการเมือง อาจหวังกลบข่าวผลงานการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน แต่ไม่เป็นผลเชื่อว่าพี่น้องประชาชนไม่หลงเชื่อตามการชี้นำของนักการเมือง เพราะทุกวันนี้ตนลงพื้นที่ก็ได้รับแต่เสียงสะท้อนชื่นขอบมาตรการขช่วยเหลือของภาครัฐ
&amp;nbsp;
น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตของลุ่มน้ำสำคัญทั้งลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ที่มวลน้ำจากแม่น้ำชีจะไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อ.เมืองอุบลราชธานี ช่วงวันที่ 12-21 ตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจึงต้องติดตามสถานการณ์การเตรียมรับมืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคเพื่อไทยมีส.ส. จ.อุบลราชธานี น่าจะต้องทราบดีว่า จ.อุบลราชธานี มีโครงการสำคัญของรัฐบาลหลายโครงการ&amp;nbsp; ท่านนายกรัฐมนตรี จึงไปติดตามความคืบหน้ารวมถึงให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานและสอบถามข้อมูลในพื้นที่จริง ดังนี้ โครงการบริหารจัดการน้ำอุบลราชธานี &amp;ndash;โขงเจียม ระหว่างปี 2559-2564 จำนวน 34 โครงการ โดยมีครัวเรือนที่จะได้รับประโยชน์ 63,673 ครัวเรือน มีพื้นที่รับประโยชน์ราว 557,686 ไร่&amp;nbsp; ซึ่งในนี้จะเป็นโครงการป้องกันภัยน้ำท่วม จำนวน 10 โครงการ สามารถป้องกันพื้นที่น้ำท่วม 374,896.75 ไร่ และในระหว่างปี 2565-2567 อีก 129 โครงการ โดยพื้นที่ที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ 2.40 ล้านไร่ และในนี้จะเป็นโครงการป้องกันภัยน้ำท่วม จำนวน 20 โครงการ สามารถป้องกันน้ำท่วมราว 84,582 ไร่&amp;nbsp; ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้ มีผลสำเร็จและคืบหน้าอย่างไรบ้าง ติดขัดตรงไหนหรือไม่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง&amp;nbsp; ได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าและรวดเร็วที่สุด
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ทุกข้อที่เสนอมา 8 ข้อ นั้นหากหาข้อมูลจริงๆ จะพบว่ารัฐบาลกำลังทำอยู่แล้ว และขณะนี้ก็กำลังลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนอยู่&amp;nbsp; ซึ่งในยามวิกฤติเช่นนี้ จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคืออะไรกันแน่ หากนายกรัฐมนตรีไม่พบปะประชาชนหรือไม่ลงพื้นที่ก็กล่าวหาว่าไม่สนใจประชาชน พอลงพื้นที่ก็บอกหาเสียงแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้&amp;nbsp; การแสดงความคิดเห็นเช่นนี้กลับไปกลับมาไม่เอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะการลงพื้นที่ไปตามที่ต่างๆ ก็จะทำให้รัฐบาลทราบถึงปัญหามากขึ้น แล้วนำมาแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น&amp;quot; น.ส.ทิพานัน กล่าว
&amp;nbsp;
น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า สิ่งส.ส. พรรคเพื่อไทย ในจังหวัดอุบลฯ ก็น่าจะดีใจและให้ความร่วมมือสื่อสารถึงประชาชนในทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วยซ้ำ แต่วันนี้เหมือนต้องการขัดขวางระหว่างนายกฯกับประชาชนใช่หรือไม่&amp;nbsp; และเพราะเหตุใด หรืออาจรู้สึกหวั่นไหวกลัวจะเสียฐานเสียง จึงมองว่าพล.อ.ประยุทธ์ไปลงพื้นที่หาเสียง&amp;nbsp; หากเป็นเช่นนั้น พรรคเพื่อไทยต่างหากที่คิดเป็นแต่เรื่องทางการเมือง ไม่คิดถึงพี่น้องประชาชน ในขณะที่พล.อ.ประยุทธ์มุ่งทำงานเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในทุกๆพื้นที่&amp;nbsp; เก็บข้อมูลจากพื้นที่จริง และเยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชนที่เดือดร้อน เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ ว่านายกฯไม่ทอดทิ้ง&amp;nbsp; ที่สำคัญตามหลักการศาสตร์พระราชา คือ &amp;quot;เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา&amp;quot; เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คน ไม่ใช่รอรับรายงานและสั่งการอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทิพานัน ศิริชนะ, นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา, ลงพื้นที่น้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20211015/image_mid_61691893d39e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.อุบลฯเพื่อไทยดักคอ&#039;ประยุทธ์&#039;ลงพื้นที่ไม่ใช่แค่สร้างภาพ-หาเสียง แนะเร่งแก้ปัญหา 8 ข้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ต.ค.64-นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จะลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีวันนี้ ก็อยากให้พลเอกประยุทธ์ ได้เข้าไปสัมผัสปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง เหมือนที่ เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของพรรคเพื่อไทยที่ลงไปสัมผัสความเดือดร้อนของประชาชน และ ทราบถึงปัญหา และพร้อมหาทางแก้ไขให้เป็นรูปธรรม สิ่งที่ผู้แทนราษฎรได้ปรึกษาหารือในสภาผู้แทนฯขอให้ท่านนำมาทำให้เป็นรูปธรรมบ้าง ไม่ใช่จะลงไปแค่แจกถุงยังชีพ เพื่อสร้างภาพ เพื่อไปหาเสียง หรือไปเพิ่อวัดกระแสกันเองภายในพรรค เพราะที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ และพลเอกประวิตร ลงพื้นที่จังหวัดไหนโดยเฉพาะในภาคอีสาน จะมีประชาชนไปชุมนุมประท้วงเพื่อด่าทอขับไล่ แทบทุกจังหวัด ซึ่งแสดงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดจากความล้มเหลวในการบริหารราชการของพลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะวิกฤตปัจจุบัน ประเทศไทยต้องการผู้นำที่เก่งและรู้จริง สัมผัสปัญหาจริง และแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ผู้นำที่อยู่ในหอคอยงาช้างไม่เห็นหัวประชาชน ปัญหาราคาข้าวถูก ปุ๋ยแพง การจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรล่าช้าทุกอย่าง ถนนท้องถิ่นมีแต่หลุม ขาดงบประมาณซ่อมบำรุง ความทุกข์ร้อนหล่านี้ท่านควรรีบเร่งแก้ไข ไม่ใช่ยึดอำนาจมา แล้วมาเขียนกติกาเพื่อให้ตนสืบทอดอำนาจ ไม่เคยสัมผัสประชาชน จนกระทั่งมีความขัดแย้งกันในพรรค ถึงจะคิดลงพื้นที่เพื่อแย่งเสียงส.ส. และไม่ได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถ้าสนใจความเดือดร้อนของประชาชน ประชาชนคงไม่เดือดร้อนและลำบากกันขนาดนี้ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา และ เดือดร้อนเพิ่มขึ้นทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้พลเอกประยุทธ์ ลงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยขอเสนอ 8 ปัญหาให้พลเอกประยุทธ์ เร่งแก้ไขดังนี้ 1. ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวจะมีแผนแก้ไขอย่างไร การยกเลิกแผนการจัดการน้ำขนาดใหญ่ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอในอดีต ได้มีแผนงานใหม่มาแทนที่หรือไม่ 2. ความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะน้ำท่วม รัฐบาลจะมีแนวทางในการเยียวยาอย่างไร3. ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ทำให้รายได้ประชาชนลดลงมาก แถมโรงสีหลายแห่งจะหยุดรับซื้อข้าวเปลือก เพราะขาดสภาพคล่อง รัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาปุ๋ยกลับมีราคาสูงขึ้นมากพลเอกประยุทธ์ จะช่วยเหลือประชาชนอย่างไร 5. นโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่อง ราคาสินค้าเกษตร ที่ขายฝันไว้ เมื่อไหร่จะลงมือทำ เพราะใกล้จะยุบสภาแล้ว 6. ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกร มีหนี้สินล้นพ้นตัวพลเอกประยุทธ์ จะช่วยเหลืออย่างไร&amp;nbsp; 7. นักศึกษาที่จบการศึกษาตกงานเป็นจำนวนมากพลเอกประยุทธ์ จะหางานที่ไหนให้พวกเขาทำ8. สภาวะของประเทศเสื่อมถอยทุกด้าน ถนนท้องถิ่นเสื่อมโทรมชำรุด ประชาชนหมดหวังกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะแก้ไขอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;เป็นปัญหาพื้นฐานที่พลเอกประยุทธ์ จะต้องรับรู้ และจะต้องหาทางเร่งแก้ไข ไม่เหมือนที่รัฐบาลพูดว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี ซึ่งตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าพลเอกประยุทธ์ ไม่รู้ปัญหาก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ และถึงแม้รู้ปัญหาก็เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะขาดความรู้ความสามารถ ซึ่งพิสูจน์จาก 7 ปีที่ผ่านมา ถ้าพลเอกประยุทธ์ รู้ตัวก็ควรจะไปได้แล้ว อยู่ต่อไปประชาชนจะยิ่งออกมาขับไล่มากขึ้น ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยรู้ปัญหาดีและจะแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลงานในอดีตที่ประชาชนยังจำกันได้ดี&amp;quot;นายเอกชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119785</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลงพื้นที่น้ำท่วม, สินค้าเกษตรตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6168eecea3bdd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;เตือนระวังระเบิดเวลาชาวนาทนไม่ไหวเหตุข้าวถูก-ปุ๋ยแพง จวกปฏิรูปเกษตรล้มเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ต.ค.64-ที่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; สถานการณ์ข้าวในประเทศกำลังเข้าขั้นวิกฤต&amp;nbsp; เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือกำลังประสบปัญหา&amp;nbsp; ไม่มีผู้รับซื้อข้าวพันธุ์ กข.15 และข้าวหอมมะลิ ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ในจังหวัดพะเยาซึ่งมีพื้นที่ปลูกข้าว 6 แสนไร่ คาดว่าจะมีข้าวออกสู่ตลาด 3 แสนตันข้าวเปลือก จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกข้าว 1 ล้านไร่ คาดว่าจะมีข้าวออกสู่ตลาด 6 แสนตันข้าวเปลือก ทั้งหมดยังไม่มีโรงสีรับซื้อข้าวที่จะออกสู่ตลาดได้ เนื่องจากโรงสีกว่า 80% ได้ปิดกิจการลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจ จากเดิมที่พะเยามีโรงสี 30 แห่ง ปิดกิจการเหลือ 3 แห่ง เชียงรายเคยมีโรงสี 40 - 50 แห่ง ปิดกิจการจนเหลือ 6&amp;nbsp; แห่ง&amp;nbsp; ส่วนโรงสีที่ยังดำเนินกิจการอยู่ได้มีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะรับซื้อข้าวในระบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะยังมีข้าวค้างสต๊อกที่ไม่มีตลาดรับซื้ออยู่ในโรงสีอีกจำนวนมากซึ่งการเก็บข้าวคือต้นทุน&amp;nbsp; ขณะเดียวกันราคารับซื้อข้าวยังตกต่ำ จากเดิมราคารับซื้อข้าวหอมมะลิอยู่ที่กิโลกรัมละ 17 บาท ลดลงมาเหลือกิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย และค่าการขนส่งข้าว&amp;nbsp; สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดถือเป็นระเบิดเวลา&amp;nbsp; ที่กำลังจะบานปลายปะทุกลายเป็นปัญหาใหญ่ข้าวล้นประเทศจนยากจะแก้ไขได้&amp;nbsp; ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือการหาตลาดรับซื้อข้าวให้กับเกษตรกร สนับสนุนต้นทุนการผลิตและการขนส่ง รวมทั้งสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรและโรงสีโดยด่วน โดยในระยะเร่งด่วนควรชดเชยดอกเบี้ยสินเชื่อ ธ.ก.ส.เดิมให้กับเกษตรกรก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินตลอด 7 ปี ไม่เคยมีพี่น้องประชาชน และเกษตรกรอยู่ในหัวใจแม้แต่น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เคยเข้ามาดูแลเอาใจใส่&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้สร้างรายได้เข้าประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่ปัญหาโรคระบาดในโคกระบืออย่างลัมปีสกิน&amp;nbsp; ราคาลำไยและผลไม้ตกต่ำ ล่าสุดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ปริมาณข้าวล้นตลาด พลเอกประยุทธ์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการได้ เช่นเดียวกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; ที่ไม่มีความสามารถในการหาตลาดให้กับสินค้าเกษตรได้เลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทยรู้ปัญหาแล้ว&amp;nbsp; แต่รัฐบาลไม่เคยขยับ ผมรับคำสั่งจากพี่น้องชาวนาให้มาบอกปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวแก้ไขปัญหา อยากให้ท่านหยุดก่อนครับใครจะเป็นตำแน่งนั้นตำแหน่งนี้ ชาวนาอยากรู้เพียงว่ารัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวอย่างไรมากกว่า ระวังระเบิดเวลาของชาวนาจะประทุ&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส.อุบลราชธานี โฆษกคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลล้มเหลวอย่างยิ่งในการปฏิรูปด้านการเกษตร 7 ปีตั้งแต่รัฐประหารยึดอำนาจ&amp;nbsp; ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ประเทศไทยไม่มีการพัฒนาด้านพันธุ์ข้าว คุณภาพ และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่แต่อย่างใด ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่เป็นความบกพร่องของรัฐบาล ที่ปล่อยให้ราคาข้าวถูก ปุ๋ยแพง&amp;nbsp; ตรงข้ามกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและอินเดีย ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; ทำให้ประเทศไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวในตลาดโลก จากอันดับ 1 ตกมาอยู่อันดับ 3 เรียบร้อยแล้วในปี 2563 จากที่เป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องมาหลายปี ทั้งที่มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 66 ล้านไร่ซึ่งมากกว่าเวียดนามซึ่งอยู่ที่ 46 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเคยมีนักวิจัยพันธุ์ข้าวที่ได้รับรางวัลมากมาย&amp;nbsp; มีความสามารถในการแข่งขันอยู่ในระดับต้นๆของอาเซียน แต่วันนี้รัฐบาลมองเพียงแต่การแก้ไขปัญหาระยะสั้น ซึ่งไม่ใช่ทางออกของปัญหา เป็นเพียงการเยียวยาชั่วคราวในระยะสั้นเท่านั้น&amp;nbsp; ไม่เคยวางแผนในระยะยาว&amp;nbsp; ทั้งยังนิ่งนอนใจกับปัญหาของนโยบายประกันราคาข้าว ซึ่งรัฐบาลจ่ายเงินส่วนต่างประกันราคาให้ชาวนาก็มีปัญหามาโดยตลอด ทั้งการจ่ายเงินที่ล่าช้า ราคาขายข้าวของชาวนาที่อยู่ห่างไกล&amp;nbsp; ขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่รัฐบาลประกาศ อย่างปีที่แล้ว รัฐบาลประกาศราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 11-12 บาทต่อกิโลกรัม ชาวนาได้รับเงินจ่ายชดเชยจากการประกันรายได้เพียง 2 บาท แต่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลในหลายพื้นที่ ขายได้ในราคาเพียงแค่ 8-9 บาท เมื่อรวมกับเงินส่วนต่างที่ได้&amp;nbsp; กลับได้ไม่ถึง12 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาประกันที่รัฐบาลประกาศ ทั้งถูกหักความชื้นและสิ่งเจือปนต่าง ๆ อีก หากจะไม่ขายก็ต้องเสียค่าขนส่งเอง เป็นความลำบากของพี่น้องเกษตรกรอย่างยิ่ง เช่น ราคาข้าวเปลือกที่อำเภอเดชอุดม ปัจจุบันรับซื้อที่ 800 บาท ต่อ 120 ก.ก. หรือเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.60 บาทเท่านั้น&amp;nbsp; นอกจากราคาข้าวตกต่ำ ต้นทุนการผลิตอย่างปุ๋ยก็เพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าปุ๋ยยูเรีย ราคาปรับเพิ่มขึ้นจาก 560 บาทต่อกระสอบ เป็น 885 บาทต่อกระสอบ จะเห็นได้ว่าเงิน 800 บาทที่ขายข้่าวได้ ยังซื้อปุ๋ยได้ไม่ถึงกระสอบ&amp;nbsp; แต่ซื้อข้าวเปลือกได้ถึง 120 กิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีกข้าวสารปัจจุบัน อยู่ที่ราคา 1,000 บาทต่อ 48 กิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 20- 22 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นชาวนาจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร&amp;nbsp; ลูกหลานจะมีเงินเพียงพอจะดำเนินชีวิตได้อย่างไร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายเอกชัย กล่าวว่า วันนี้ชาวนาต้องการให้รัฐบาลพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณลักษณะที่ดีแบบข้าวหอมมะลิหรือดีกว่า แต่ผลผลิตมากกว่า เวียดนามที่เคยล้าหลังประเทศไทยเรื่องการปลูกข้าวการส่งออกข้าว วันนี้แซงประเทศไทยไปแล้ว หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย&amp;nbsp; จะส่งผลต่อรายได้ของชาวนา และงบประมาณที่ต้องสนับสนุนในโครงกันประกันราคาของรัฐบาลต้องใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกที่พลเอกประยุทธ์เคยประกาศไว้แต่ไม่เคยดำเนินการหรือใช้นโยบายทางการทูตเพื่อเจรจาการซื้อขายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังรัฐประหารการพัฒนาด้านการเกษตรหยุดนิ่ง การทำงานที่เชื้องช้า ไม่สนใจเกษตรกรของรัฐบาล ส่งผลให้ราคาข้าวของไทยไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป&amp;nbsp; การไม่สนใจในการแก้ปัญหาเกษตรกรมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้วันนี้เกษตรกรไทยมองไม่เห็นอนาคต ความสามารถในการแข่งขันถดถอย&amp;nbsp; ท่านถามชาวนาเลยครับ ว่าวันนี้คิดถึงนายกฯคนไหนมากที่สุด นายกฯคนไหน ที่ทำให้สินค้าเกษตรมีราคา ทำให้ชาวนามีรายได้จาก ข้าวเปลือกหอมมะลิไปแตะที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม&amp;rdquo; นายเอกชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยขอเป็นปากเป็นเสียงเพื่อพี่น้องประชาชน ติดตามสอบถามรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการดูแลข้าวที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาดในอีกไม่กี่วันนี้ รวมทั้งอยากสอบถามรัฐบาลว่าเคยดูแลและแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างจริงจังบ้างหรือไม่ ปัญหาพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาดิน ปัญหาปุ๋ย ปัญหาความชื้น ปัญหาเกษตรกรขายข้าวแล้วถูกเอารัดเอาเปรียบการช่างน้ำหนักข้าว และการสัดความชื้นที่เอารัดเอาเปรียบชาวนา รัฐบาลควรดูแลอย่างจริงจังได้แล้ว พรรคเพื่อไทยไม่เคยปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจแย่ขนาดนี้ แม้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันเกษตรกรไทยยังได้ไม่ถึง รัฐบาลรักษาไม่ถูกอาการที่ป่วย อาชีพเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพหลักของประเทศไทยกำลังลำบาก อย่าบริหารจนล้มเหลว ทำให้อาชีพเกษตรกรหายไปจากสังคมไทยเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118438</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ, ปฏิรูปการเกษตร, ราคาข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156b3df50270.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
