<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อผมตั้งวงกับ 3 รมต. และ 3 อธิการบดี  วิเคราะห์วิกฤติ disruption!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสได้ตั้งวงเสวนากับรัฐมนตรีสามท่าน...และอธิการบดีจาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ...แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นเรื่องชาติบ้านเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปได้ว่าหากเราไม่ปรับ mindset หรือ &amp;quot;กระบวนคิด&amp;quot; ของผู้บริหารประเทศและสถาบันการศึกษาระดับสูง ประเทศไทยอาจจะฟันฝ่า &amp;quot;ความป่วน&amp;quot; อันเกิดจาก disruption ทางเทคโนโลยีได้ยากยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงแรกคือรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, รัฐมนตรีสาธารณสุข นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร และรัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ นายแพทย์อุดม คชินทร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงที่สองที่เชียงใหม่คือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต, อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดร.นิวัติ &amp;nbsp;แก้วประดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงแรกคุยกันในหัวข้อการปฏิรูประบบการสร้างบุคลากรทางสุขภาพ วงหลังเป็นการ &amp;quot;แลกเปลี่ยนเรียนรู้&amp;quot; ของบุคลากรทั้งสามมหาวิทยาลัยประจำปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นปัญหาคือเรื่อง &amp;quot;คน&amp;quot; และ &amp;quot;กระบวนคิด&amp;quot; เพื่อจะปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนในวงการสุขภาพและการศึกษา &amp;quot;ตระหนัก&amp;quot; ว่าจะต้องปรับต้องเปลี่ยนเพื่อให้ทันกับสังคมที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ยังไม่ &amp;quot;ตระหนก&amp;quot; หรือตกใจพอที่จะลุกขึ้นเปลี่ยน...ไม่ใช่เพียงแค่ยกเครื่องหรือปฏิรูประบบ แต่ต้องเริ่มจากการปรับการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการร่วมผลักดันความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ กับผู้ร่วมงานและ &amp;quot;ผู้มีส่วนได้เสีย&amp;quot; หรือ stakeholders ทั้งหลายทั้งปวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขว่า ในแวดวงสาธารณสุขและการแพทย์มีคนต่อต้านความพยายามที่จะเปลี่ยนจากวิธีการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมายาวนานหรือไม่ ได้คำตอบตรงๆ ง่าย ๆ แต่น่าเจ็บปวดว่า &amp;quot;ไม่มีคนคัดค้านครับ แต่ก็ไม่มีใครทำเหมือนกันครับ&amp;quot;!&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นย่อมแปลว่าคนส่วนใหญ่ที่ความรับผิดชอบต่อการผลักดันให้แวดวงของตัวเองปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ๆ นั้นแม้จะไม่ต้านสิ่งใหม่ แต่ก็ไม่มีความรู้สึกร้อนหนาวพอที่จะเห็นว่าจะต้องลงมือทำด้วยตนเองจึงจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างชาติได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัฒนธรรมไทยคือการนิ่งเฉย ไม่แสดงความเห็น ไม่คิดอะไรเอง และเมื่อมีผู้นำมาบอกกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนต้องแก้ไข ก็ยังอยู่เฉยๆ ไม่ต้องการทำอะไรที่ตัวเองไม่คุ้นชิน ไม่ยอมออกจาก &amp;nbsp;comfort zone ของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางคนบอกว่า &amp;quot;ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา&amp;quot; แต่ผมเพิ่มให้ว่า &amp;quot;เห็นโลงศพก็ไม่ทัน เพราะต้องเผาแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และกรรมการของ China Medical Board คือ Dr.Lincoln Chen มากล่าวปาฐกถาในงานนี้ แสดงความชื่นชมผลงานด้านสาธารณสุขของไทย แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการแพทย์ระดับสากล หนึ่งในอุปสรรคคือ Tribalism หรือที่ผมเรียกว่า &amp;quot;สัญชาตญาณแห่งการแยกตามเผ่าพันธุ์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเอ่ยถึงคำว่า Tribalism รัฐมนตรีทั้งสามและอธิการบดีทั้งสามต่างก็ร้องเกือบจะพร้อมกัน ต่างกรรมต่างวาระว่า &amp;quot;นั่นแหละปัญหาของไทยเราเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ว่าเป็นปัญหาของไทยเราเลยก็คือ การแยกหมู่แยกเหล่า ต่างคนต่างทำ พวกใครพวกมัน ไม่ยอมประสานกับ &amp;quot;เผ่า&amp;quot; อื่นๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะยังยึดถือเอาความเป็นพรรคเป็นพวก มองใกล้ไม่มองไกล กลัวว่าหากจับมือกับ &amp;quot;เผ่า&amp;quot; อื่นแล้ว ตนจะหมดอำนาจต่อรองหรือเสียพื้นที่ของตัวเอง โดยไม่ตระหนักว่าพลังที่จะขับเคลื่อนประเทศชาตินั้นจะต้องมาจากการรวมตัวของบุคลากรทุกกลุ่มก้อน ไม่แยกเขาแยกเรา มีเป้าหมายระดับองค์กรและชาติตรงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมือนที่เพื่อนคนจีนที่เคยอยู่เมืองไทยมายาวนานบอกผมว่า &amp;quot;คนไทยรักพวกพ้องมาก แต่ไม่รักชาติครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ สำหรับทุกวงการไม่มีข้อยกเว้นเป็นวิกฤติที่หนักหนาสากรรจ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ การจะฝ่าข้ามพายุร้ายแห่ง technological disruption ครั้งนี้ต้องอาศัยความกล้า ความเด็ดขาด และความเสียสละของทุกคนทุกกลุ่มก้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมหวังว่าการตั้งวงเสวนาในเวทีต่างๆ และการลงมือทำงานอย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่ &amp;quot;คิดนอกกรอบ&amp;quot; หากแต่ต้อง &amp;quot;คิดแบบไร้กรอบ&amp;quot; รวมถึงการแบ่งปันและพร้อมจะฟังความเห็นที่แตกต่างจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยน mindset ของคนทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามท่านรัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ ว่าท่านคิดว่านักการเมืองที่กำลังอาสามารับใช้ประเทศในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ มีความเข้าใจวิกฤติและพร้อมจะเป็นหัวหอกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านตอบอย่างไม่ลังเลว่า &amp;quot;ผมคิดว่าไม่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างนี้เรายังไม่ &amp;quot;ตระหนก&amp;quot; กันทั้งประเทศหรือครับ?.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22478</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต, นายแพทย์อุดม คชินทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
