<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมัครอบจ.ช้างชนช้างอื้อ &#039;กกต.&#039;ปลื้มตื่นตัวเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมัครนายก-ส.อบจ.วันแรกคึกคัก! ช้างชนช้างหลายจังหวัด &amp;quot;บิ๊กแจ๊ด&amp;quot; หวังโค่นแชมป์เก่าชิงเก้าอี้ปทุมธานี &amp;quot;ตู่ นันทิดา&amp;quot; ซิวเบอร์ 1 สนามปากน้ำ พท.ส่ง &amp;quot;ส.ว.ก๊อง&amp;quot; สู้ศึก &amp;quot;บุญเลิศ&amp;quot; เจ้าของพื้นที่เชียงใหม่ ตระกูลไกรวัตนุสสรณ์นำลูกทีมป้องกันแชมป์ กกต.ปลื้มประชาชนตื่นตัวเลือกตั้ง แนะหาเสียงยึดมาตรา 65 แจงใช้โลโก้พรรค-ภาพนักการเมืองไม่ผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน วันแรกของการเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 2-6 &amp;nbsp;พ.ย. และกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค.63 นั้น บรรยากาศภาพรวมเป็นไปอย่างคึกคัก &amp;nbsp;เนื่องจากไม่มีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นมานานกว่า 6-9 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมปทุมชาติ อบจ.ปทุมธานี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.เดินทางไปสังเกตการณ์การรับสมัครเลือกตั้งเป็นวันแรก โดยเจ้าหน้าที่ตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ เจลล้างมือ และประชาสัมพันธ์ให้ผู้สมัครและมวลชนที่มาให้กำลังใจสวมหน้ากากอนามัยก่อนเข้าสู่ภายในห้องประชุม &amp;nbsp;เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งผู้สมัครนายก อบจ.และสมาชิกพร้อมทีมงานเดินทางมาตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น.เพื่อยื่นใบสมัครลงทะเบียนก่อนเวลา 08.00 น. โดยมีผู้มาสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี จำนวน 2 คน คือ นายชาญ พวงเพชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี 3 สมัย &amp;nbsp;และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทั้งนี้ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัคร ปรากฏว่านายชาญได้หมายเลข 1 ส่วน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือบิ๊กแจ๊ด ได้หมายเลข 2 ภายหลังรู้หมายเลขแล้วบรรดากองเชียร์ที่มารอด้านนอกต่างส่งเสียงให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพรเปิดเผยว่า เห็นความคึกคักความตื่นตัวของผู้สมัครและผู้สนับสนุนแล้ว เป็นภาพที่ดีที่สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวของประชาชนต่อการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งนี้ภายหลังปิดการรับสมัครในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย.นี้ ขั้นตอนจากนั้นอีก 3 วันจะมีการประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส่วนแนวทางการหาเสียงนั้น ให้ยึดมาตรา 65 ของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 เป็นหลัก ซึ่งห้ามหาเสียงในลักษณะคล้ายกับการหาเสียง ส.ส. อาทิ ห้ามซื้อเสียง ห้ามแสดงมหรสพ ขอแนะนำให้ผู้สมัครและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญมาตรานี้เป็นพิเศษ สำหรับมาตรา 34 ที่ทำให้นักการเมืองกังวลนั้น เกี่ยวกับการห้ามไม่ให้ข้าราชการการเมือง ส.ส., ส.ว., ผู้บริหารท้องถิ่น, สมาชิกท้องถิ่น กระทำการโดยมิชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ เป็นการกลั่นแกล้งผู้สมัคร หรือดำเนินการใดๆ ที่จะให้คุณให้โทษแก่ผู้สมัคร เป็นการห้ามกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไม่ให้ทำเช่นนั้น แต่ไม่ได้ห้ามคนอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่า การที่กฎหมายเขียนแบบนี้เป็นการบั่นทอนสถาบันพรรคการเมืองนั้น &amp;nbsp;ประธาน กกต.กล่าวว่าคงไม่เกี่ยวกัน เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นสมัครในนามตัวเอง พรรคการเมืองสามารถให้การสนับสนุนได้ ไม่ได้มีใครห้าม ไม่ได้มีการบั่นทอน
ป้ายหาเสียงติดรูป ส.ส.ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าสามารถเอาโลโก้พรรคการเมืองติดป้ายหาเสียงผู้สมัครได้หรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่าเข้าใจว่าทำได้ แต่จะเอาไปใช้ตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องได้รับความยินยอมจากพรรคให้ใช้โลโก้พรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่าสามารถนำภาพ ส.ส.หรือรัฐมนตรีติดไว้ในป้ายหาเสียงได้หรือไม่ ประธาน กกต.ตอบว่า &amp;quot;ในความเห็นเบื้องต้นไม่น่าจะเกี่ยวกัน หากไม่กระทบจริงๆ ไม่ได้ห้าม ส่วนจะได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับที่เรามองว่าผู้สมัครคนนั้นมีใครเป็นผู้สนับสนุนแล้วจะได้เปรียบผู้สมัครรายอื่น แต่จริงๆ ไม่ได้ห้าม ทั้งนี้ต้องย้อนกลับไปที่มาตรา 34 เรื่องบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอความเห็นจากคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย กกต. และ กกต.จะมีการพิจารณาในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เพื่อให้ความชัดเจน &amp;nbsp;และตอบคำถามพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยที่ทำข้อซักถามมายัง กกต. ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลาที่ กกต.จะต้องตอบคำถามพรรคการเมืองไม่เกิน 30 วัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลาประชาคมจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครนายก อบจ.และสมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ ซึ่งมีทั้งหมด 36 เขตเลือกตั้ง จำนวน 36 คน บรรยากาศช่วงเช้าเต็มไปด้วยกองเชียร์กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าของนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ที่ยกขบวนถือดอกกุหลาบแห่มาให้กำลังใจผู้สมัครเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่ง น.ส.นันทิดา (ตู่) แก้วบัวสาย อายุ &amp;nbsp;60 ปี ดารานักแสดงชื่อดัง และเป็นรองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ลงสมัครนายก อบจ.สมุทรปราการ รวมทั้งส่งผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ.ครบ 36 เขต 36 คน โดยยังไม่มีคู่แข่งมาสมัคร ทำให้ &amp;nbsp;น.ส.นันทิดาและกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าได้หมายเลข 1 ทั้งผู้สมัครนายก อบจ.และ ส.อบจ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.นันทิดากล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจลงสมัครนายก อบจ.ในครั้งนี้ เพื่อสานนโยบายของกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า รวมทั้งอยากจะเน้นการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการจัดทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและหอชมเมือง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรปราการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงาน อบจ.ชลบุรี ก่อนเวลาเปิดรับสมัคร 08.30 น. นายวิทยา คุณปลื้ม อดีตนายก อบจ.ชลบุรีเดินทางมาสมัครในนามกลุ่มเรารักชลบุรีเป็นคนแรก จากนั้น น.ส.พลอยลภัสร์ หรือจูน สิงห์โตทอง บุตรสาวของนายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เดินทางมาสมัครเป็นคนที่สอง ในนามคณะก้าวหน้าเปลี่ยนชลบุรี ที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำคณะก้าวหน้าให้การสนับสนุนส่งชิงนายก อบจ.ชลบุรี และส่งผู้สมัคร ส.อบจ.ชลบุรีครบทั้ง 42 เขต จากนั้นได้ทำการล้วงไข่ในไหเลือกหมายเลขผู้สมัคร ปรากฏว่านายวิทยาได้หมายเลข 1 ท่ามกลางความดีใจของกองเชียร์ ส่วน น.ส.พลอยลภัสร์ ได้หมายเลข 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทยาเผยว่า ต้องการพัฒนาให้คนชลบุรีกินดีอยู่ดี พร้อมกับพัฒนาการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ &amp;nbsp;การศึกษา การรักษาพยาบาล และการคมนาคมของ จ.ชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับอาเซียน &amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มเรารักชลบุรีและในฐานะนายก อบจ.ชลบุรี ได้ทำงานกันเต็มที่ ทุ่มแรงกายแรงใจเพื่อพัฒนาให้ชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจดีอยู่ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.พลอยลภัสร์กล่าวว่า ตนและนายธนาธรมีความคิดไปทิศทางเดียวกัน คือต้องการเปลี่ยนจังหวัดชลบุรี ให้ชาวชลบุรีทุกคนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และมีความยุติธรรม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาจังหวัดด้วยกัน พร้อมกับจัดกระจายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกอำเภอทุกตำบล
ลูกเฮียม้อลงแทนพ่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ อบจ.สมุทรสาคร มีผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.สมุทรสาคร 4 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 &amp;nbsp;นายเชาวรินทร์ ชาญสายชล ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นายไพศาล สำราญทรัพย์ จากทีมรักษ์สาคร อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร หมายเลข 3 นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ อดีต ส.ส.สมุทรสาคร จากทีมคนทำงาน บุตรชายนายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ หรือเฮียม้อ อดีตนายก อบจ.สมุทรสาคร โดยหวังจะครองตำแหน่งนายก อบจ.แทนบิดา และหมายเลข 4 นายอวยชัย จาตุรพันธ์ &amp;nbsp;จากคณะก้าวหน้า เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุม อบจ.ขอนแก่น มีผู้สมัครนายก อบจ. 6 ราย ได้แก่ นายภัทรพันธุ หงษ์วัฒนาพิเชฐ &amp;nbsp;ได้หมายเลข 1 น.ส.ณัฎฐณิชา สารบรรณ ได้หมายเลข 2 น.ส.กรชฎาพิชญ์ ภูมิเขต ได้หมายเลข 3 นายอัษฎางค์ แสวงการ ได้หมายเลข 4 นายชัยอนันต์ วูดเลย์จูเนียร์ ได้หมายเลข 5 และนายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ อดีตนายก อบจ.ได้หมายเลข 6 นอกจากนี้มีคนเด่นดังมาสมัครสมาชิกสภาของแต่ละเขต &amp;nbsp;อาทิ นายพิทักษ์ชน ช่างเหลา อดีตรองนายก อบจ.ขอนแก่น บุตรชายนายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายตระกูล เจริญเชื้อ น้องชายนายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภินันท์ จันทร์อุปละ ผอ.กกต.ขอนแก่น กล่าวว่า การหาเสียงต้องอยู่ในกรอบกติกาของกฎหมาย คือมาตรา 66 ที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบวิธีการหาเสียงข้อห้ามต่างๆ ให้พึงระวัง โดยวันที่ 11 พ.ย.ได้นัดผู้สมัครทุกคนมารับทราบกฎระเบียบข้อบังคับ จะชี้แจงรายละเอียดอันไหนที่ควรกระทำ &amp;nbsp;อันไหนไม่ควรกระทำ ห้ามกระทำเลย การติดป้ายการติดประกาศ การหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ทางเฟซบุ๊ก ทางกลุ่มไลน์ แต่มีข้อห้ามบางประการที่จะต้องสื่อสารกัน เช่น ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง &amp;nbsp;ห้ามนายกท้องถิ่น นายกเทศบาล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล แม้แต่สมาชิกก็ห้ามมาเกี่ยวข้องกับการช่วยหาเสียงเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา วันแรกมีผู้สมัครนายก อบจ.จำนวน 4 คน ประกอบด้วย ดร.สาธิต ปิติวรา คณะก้าวหน้านครราชสีมา ได้หมายเลข 1, &amp;nbsp;ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล กลุ่มสร้างโคราชโฉมใหม่ ได้หมายเลข 2, นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก &amp;nbsp;กลุ่มรักษ์โคราช ได้หมายเลข 3 และนายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ ได้หมายเลข 4 นอกจากนี้มีผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ. โดยผู้สมัครส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มการเมืองที่มีพรรคการเมืองให้การสนับสนุน คือ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงาน อบจ.เชียงใหม่ มีผู้สมัครนายก อบจ. 2 ราย คือ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายก อบจ.คนเดิมที่มาพร้อมผู้สมัคร ส.อบจ.ทั้ง 42 เขตในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ได้หมายเลข 2 และนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร หรือ ส.ว.ก๊อง ในนามพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้หมายเลข 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการส่งผู้สมัคร อบจ.แล้ว 29 จังหวัด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82613</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล, ดร.สาธิต ปิติวรา, นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก, พิชัย เลิศพงศ์อดิศร, วิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภินันท์ จันทร์อุปละ, อรุณี กาสยานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201102/image_big_5fa014c8be12d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2019 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2019 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.จับตาปอดอักเสบจากบุหรี่ไฟฟ้า พบบทเรียนจากสหรัฐตาย 37ราย ส่วนเยาวชนไทยฮิตสูบเพิ่ม3เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7พ.ย.62-นพ.สำเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (คผยช.) ครั้งที่ 4/2562 และให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนสหรัฐอเมริกาในปี 2556 - 2557 เพิ่มขึ้น 2 - 3 เท่า จากความอยากรู้ อยากเห็น ถูกใจรสชาติและกลิ่นควัน ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจเจ็บป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ โดยข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) ล่าสุด ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2562 พบผู้ป่วยอาการปอดอักเสบรุนแรงมีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 1,888 ราย เสียชีวิต 37 ราย ในส่วนของประเทศไทย เยาวชนกลุ่มอายุ 15 - 18 ปีที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มใช้บุหรี่ไฟฟ้า/บารากู่เพิ่มขึ้น 3 เท่า และจากการสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบของเยาวชนไทยที่สูบบุหรี่พบว่าร้อยละ 20 สูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเจ็บป่วยด้วยโรคปอดอักเสบที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าได้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกรอบแนวทางการเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้า และมอบสถานพยาบาลทุกแห่งเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ในฐานะกรรมการและเลขานุการ คผยช. กล่าวว่า ประชาชนทั้งที่เป็นผู้สูบและผู้ที่มีโอกาสได้สัมผัสหรือรับละอองไอจากบุหรี่ไฟฟ้า หากมีอาการหายใจถี่ เจ็บหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง มีไข้ หรืออาจมีอาการน้ำหนักลดร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาทันที ณ สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านท่าน ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค 0 2590 3850 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินเหลว ส่งผลต่อสมองของทารก เด็ก และเยาวชน ด้านความจำ สติปัญญา และพฤติกรรม เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ควันและละอองควัน มีอันตรายต่อปอดและเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ส่วนอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า อาจมีเชื้อรา/เชื้อโรคจากนิโคตินเหลวที่ไม่ได้มาตรฐาน และสารเสพติดอื่น ๆ รวมทั้งมีรายงานการระเบิดของบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกามากถึง 2,035 ครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49761</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก, บุหรี่ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191107/image_big_5dc3e6853e44d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.โชว์แนวคิด&quot;บัตรทอง&quot;ในเวทีประชุมยูเอ็น ว่า&quot;สุขภาพคือการลงทุน&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24ก.ย.62-นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ให้ร่วมอภิปรายการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (High-level Meeting on Universal Health Coverage &amp;ndash; UHC) ณ ห้องประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC Chamber) สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 โดยมีนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สำเริงกล่าวว่า ได้เข้าร่วมอภิปรายใน 2 หัวข้อ คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในฐานะผู้ผลักดันความเท่าเทียม การพัฒนาอย่างทั่วถึง ซึ่งประเทศไทยได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ จากความเชื่อเดิมที่ว่า สุขภาพคือค่าใช้จ่าย มาเป็นสุขภาพคือการลงทุน โดยเริ่มจากประชากรกลุ่มชายขอบและเปราะบาง ทำให้หลักประกันสุขภาพของไทยจึงเริ่มจากประชากรที่มีรายได้น้อยก่อนในปี 2518 และขยายมายังกลุ่มแรงงานในระบบด้วยระบบประกันสังคมในปี 2533 ก่อนจะบรรลุหลักประกันสุขภาพได้อย่างถ้วนหน้าในปี 2545 โดยมีวิสัยทัศน์ ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็นโดยไม่มีอุปสรรคด้านการเงินมาขวางกั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหัวข้อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและผู้มีส่วนได้เสียในการลงทุนเพื่อบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ประเทศไทย มีระบบการกำกับดูแลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ &amp;nbsp;30 คน ประกอบด้วยตัวแทนร่วมจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม (เป็นสตรี 4 ใน 5 คน) ผู้ให้บริการสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อดีตข้าราชการ และผู้เชี่ยวชาญอิสระ ร่วมกันกำกับดูแลแบบเข้มแข็งและมีส่วน ทำให้เกิดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ หลักนิติธรรม ความเป็นธรรมและความเพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สำเริงกล่าวต่อว่า ได้หารือทวิภาคีนายแพทย์ซเวลลินิ แอล มไคซ์ (Dr.Zwelini L Mkhize) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประเทศแอฟริกาใต้ เกี่ยวกับความร่วมมือพัฒนาหลักประกันสุขภาพระหว่างประเทศ โดยแอฟริกาใต้ต้องการเรียนรู้บทเรียนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยที่ประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบสาธารณสุขของโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นที่ปรึกษาการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับหลายประเทศ ล่าสุดคือสาธารณรัฐเคนยา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46490</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก, ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d89d1d66c801.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
