<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ขอความร่วมมือประชาชนใช้หน้ากากผ้า ส่วน N95 ขอให้บุคลากรการแพทย์  เตรียมใช้รังสียูวีฆ่าเชื้อโควิดหน้ากากN95 มาใช้ซ้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;31มี.ค.63-นพ. สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะ แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า วันนี้ มีผู้ป่วยกลับบ้านได้ 342 ราย ยังรักษาในโรงพยาบาล 1,299 ราย เสียชีวิต 10 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,651 ราย สำหรับทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยใน 198 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 2 เรือสำราญ พบผู้ป่วย 768,466 ราย เสียชีวิต 36,914 ราย ส่งผลให้ความต้องการใช้ยา อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหน้ากาก N95 และชุดป้องกันร่างกาย (PPE.) ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่อยู่ในต่างประเทศ ไทยต้องสั่งซื้อเข้ามา เมื่อเกิดการระบาดของโรคการสั่งซื้อทำได้ยากขึ้น ต้องใช้ระยะเวลานานขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งหน้ากาก N 95 ให้โรงพยาบาลทุกสังกัดแล้ว 183,910 ชิ้น ยังมีสำรองที่โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กว่า 200,000 ชิ้น ได้มีแผนการจัดหาเพิ่มอีกประมาณ 700,000 ชิ้น โดยสั่งซื้อจากบริษัท 3 M ประเทศอเมริกา 2 แสนชิ้น บริษัท สยามโคเค็น จำกัด เดือนละ 1 แสนชิ้น และจะนำเข้าจากประเทศจีน โดยอภ. อีก 4 แสนชิ้น ทั้งนี้ จากการคาดประมาณหากมีผู้ป่วย 10,000 ราย ต้องใช้หน้ากาก N95 ประมาณ 17,000 ชิ้นต่อวัน สำหรับบุคลากรที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยกับโรคโควิด-19 หรือต้องทำหัตถการ จึงขอความร่วมมือประชาชนใช้หน้ากากผ้า ประชาชนที่มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือกระทรวงสาธารณสุข โทร 0 2590 2078-9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนอุปกรณ์ป้องกันและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ได้รับจากรัฐบาลจีน ได้กระจายให้เขตสุขภาพแล้ว ประกอบด้วย หน้ากากอนามัย 100,000 ชิ้น หน้ากาก N95 จำนวน 10,000 ชิ้น ชุด PPE. 2,000 ชิ้น และที่ได้รับบริจาคจากมูลนิธิแจ็ค หม่า และมูลนิธิอาลีบาบา ประกอบด้วย หน้ากากอนามัย (protective mask, face shield) กว่า 550,000 ชิ้น และชุดป้องกันตนเอง (protective suit) จำนวน 50,000 ชุด ขณะนี้ ศูนย์ปฏิบัติการกระจายเวชภัณฑ์ในภาวะโควิด-19 ได้จัดสรรให้สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ. สุขุมกล่าวต่อว่า หน้ากาก N 95 และหน้ากากอนามัย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการป้องกันการติดเชื้อที่แพร่ผ่านละอองฝอยหรืออากาศ ปกติไม่แนะนำให้ใช้ซ้ำ แต่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการขาดแคลน จึงได้หาวิธีในการนำหน้ากาก N 95 และหน้ากากอนามัยกลับมาใช้ซ้ำ โดยผลการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ และ BRIA LAB ได้ศึกษาวิจัยพบว่าการฉายรังสี UV-C สามารถกำจัดเชื้อโคโรนาไวรัสได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมการแพทย์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิชาการ สมาคมวิชาชีพ โรงเรียนแพทย์ต่างๆ ปรับแนวทางทางการรักษาผู้ติดเชื้อล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2563 ดังนี้ 1.ผู้ติดเชื้อทุกราย ไม่ว่ามีหรือไม่มีอาการต้องอยู่โรงพยาบาลในช่วงแรก 2-7 วัน เพื่อสังเกตอาการหรือรับการรักษา เมื่ออาการปกติแล้วอาจดูแลและสังเกตอาการต่อในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่จัดไว้ให้จนครบ 14 วัน 2.เมื่อหายดีแล้วและครบ 14 วัน สามารถกลับบ้านได้ และไปทำงานได้ แต่ต้องใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างจากผู้อื่น แยกรับประทานอาหารและของใช้กับผู้อื่นจนครบ 1&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61604</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, หน้ากากเอ๋น95</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e831634c2c44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ติวเข้มทีมสาธารณสุขจังหวัด เร่งติดตามคนกรุงเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ให้กักตัว 14 วัน ฝากปชช.ช่วยสอดส่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;24 มี.ค.63-ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน ด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย &amp;nbsp;ปลัดสธ. &amp;nbsp;พร้อมด้วยทีมผู้บริหารสธ.ครบทุกหน่วยงาน &amp;nbsp;ประชุมทางไกลศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.สุขุมกล่าวว่า ในการสร้างการรับรู้ประชาชนต่อสถานการณ์โรคโควิด-19 ในแต่ละจังหวัด ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ที่จะให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าว ทั้งกรณีผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยอาการหนัก ความก้าวหน้าในการรักษา และส่งข้อมูลมายังส่วนกลางโดยเร็ว ด้านการรักษาขอให้ทำงานเป็นเครือข่าย ปรึกษาผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพหรือโรงเรียนแพทย์ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจของผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยสธ. ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการใน 3 ด้าน คือ 1.การควบคุมป้องกันโรค ลดการแพร่ระบาด ซึ่งเดิมเราควบคุมได้ดี แต่มีจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น มาจากสนามมวย และสถานบันเทิง และแรงงานที่กลับจากต่างประเทศ 2.ด้านการรักษา ต้องมีความพร้อม เตียง อุปกรณ์การแพทย์ ยา ชุดป้องกันตนเอง (PPE.) &amp;nbsp;รวมทั้งเตรียม รพ.สนาม หอผู้ป่วยแยกเฉพาะโรค (Cohort Ward) สถานที่ หรือโรงแรมรองรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย และ3. ขวัญกำลังใจของบุคลากร ค่าเสี่ยงภัยได้โอนไปตามเขตสุขภาพเรียบร้อย ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่าย และให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงรับผิดชอบการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ขณะนี้ประชาชนที่ทำงานในกทม.และปริมณฑล ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อ ได้ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ในฐานะคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เฝ้าระวังติดตาม โดยสำรวจผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา และให้อาสาสมัครสาธารณสุข ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว แยกตนเองอยู่บ้าน 14 วัน งดกิจกรรมรวมกลุ่ม สังสรรค์ หากพบมีคนป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแจ้งข้อมูลข่าวสารมายังส่วนกลางโดยเร็ว ขอให้เร่งประชาสัมพันธ์มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม &amp;nbsp;(Social Distancing) โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุควรอยู่บ้าน เพื่อลดการติดเชื้อ ลดการเสียชีวิต รวมทั้งฝากให้ชุมชนช่วยกันสอดส่องดูแล หากเจ็บป่วยอย่าปกปิด ควรให้รายละเอียดข้อมูล เพื่อจะได้วินิจฉัย รักษาได้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากรสาธารณสุขเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดูแลป้องกันตนเอง รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หากเจ็บป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัด สามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ฟรี&amp;rdquo; นายแพทย์สุขุมกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60848</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สาธารณสุขจังหวัด, #โควิด-19, นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, ผู้เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7af2ccc661c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2020 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2020 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอสุขุม &quot;ลั่น&quot; เราเตรียมพร้อม 100% ไม่อยากให้เกิดเหมือนอิตาลี&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.63- ในการแถลงสถานการณ์ &amp;nbsp;ไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อวันที่17 มีนาคม 2563 พบผู้ป่วยเพิ่ม 30 ราย &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ. และคณะแถลง ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ สธ.ได้เตรียมความพร้อมการระบาดเดือนในเดือนเมษายน อย่างเต็มที่ ประการแรกจะคัดกรองประชาชนมากขึ้น &amp;nbsp;โดยฉพาะผู้ที่เคยมีประวัติไปสนามกีฬา ผับ สนามมวย ที่มีคนหนาแน่น แออัด &amp;nbsp;และถ้าเกิดอาการป่วย แม้มีเพียงอาการเล็กน้อย เช่น ไข้ ไอ จาม ก็สามารถแจ้งกับสถานพยาบาลทุกแห่งเพื่อขอตรวจว่าติดเชื้อโควิด 19 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ๆทั้งสิ้น หรือแม้แต่ผู้ที่ไปร้านอาหาร สนามมวย ผับ &amp;nbsp;ในช่วง2 อาทิตย์ที่ผ่านมาแล้วมีอาการผิดปกติ ก็สามารถมาตรวจได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประการต่อมา ขณะนี้ สธ.ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณบดีคณะแพทย์ โรงเรียนแพทย์ต่างๆ เจ้ากรมการแพทย์ ทหารเรือ ทหารบก ทหารอากาศ มาทำแผนการเตรียมความพร้อมการระบาดและรับผู้ป่วยร่วม ถ้ามีการเพิ่มจำนวนผู้ป่วย ตลอดจนทำแผนจำนวนเตียงที่จะมารองรับ การจัดการเตรียมการระบบการส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งต้องมีความพร้อมที่จะผ่องถ่ายเตียงผู้ป่วยปกติให้เป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด ได้ แม้กระทั่ง รพ.สุขภาพจิต เช่นรพ.ศรีธัญญา รพ.สมเด็จเจ้าพระยา รพ.รักษาโรคมะเร็ง รพ.โรคทรวงอก &amp;nbsp;รพ.ทุ่งสีกัน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกก็จะปรับพื้นที่ส่วนหนึ่งให้ มารองรับผู้ป่วยคิดเชื้อโควิดได้ทันที ตลอดจนเช็คจำนวนเครื่องช่วยหายใจว่าแต่ละรพ.มีกี่เครื่อง ถ้ามีการขาดแคลนก็มีงบฯพิเศษส่วนกลาง ดำเนินการจัดซื้อได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ในว้นศุกร์นี้ เราจะมีการทำแผนจำนวนเตียงร่วมกัน ที่กระทรวงกลาโหม เรือ่งการรองรับผู้ป่วยถ้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เตรียมเรื่องยา เตรียมเรื่องระบบส่งต่อ&amp;quot;ปลัด สธ.กล่าว
&amp;nbsp;ในส่วนพื้นที่ปริมณฑล ทั้งนนทบุรี ปทุทธานี สมุทรปราการ นครปฐม ก็ยังเตรียมความพร้อมที่จะรองรับ ส่งต่อผู้ป่วยด้วยเช่นกันส่วนรพ.เอกชนที่อาจเป็นรพ.ขนาดเล็ก และไม่มีความพร้อม รับผู้ป่วยไว้ดุแล ก็จะให้มารวมศูนย์ที่รพ.ที่อยู่ใกล้ๆ ที่มีความพร้อมและมีขนาดใหญ่ &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือรับมือกับผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ยังมีการเจรจา ภาคเอกชนอื่น ๅทั้งสนามกีฬา หอพัก โรงแรม ประมาณ 4,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจัดเเตรียมป็นสถานที่รองรับผู้ป่วยที่รอการพักฟื้น ซึ่งส่วนนี้กระทรงวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ช่วยเหลือ ในการเตรียมการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในด้านเตรียมบุคคลาการทางการแพทย์ ได้ระดมพล เชื้อเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาด ที่เกษียณไปแล้ว หลายคนด้วยกัน รวมทั้ง หมอสาขาด้านอื่น ๆทั้งหมอมะเร็ง หมอโรคทรวงอกให้มาช่วยกันทำงานในภารกิจนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราเตรียมความพร้อม 100% เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนอิตาลี คนป่วยทุกคนต้องได้รับการดูแล&amp;quot;นพ.สุขุมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมกมาแพทย์กล่าวเสริมว่า วันนี้ถ้าถามมีจำนวนเตียงพอหรือไม่ เราเตรียมทั้งที่รพ.บางขุนเทียน ทั้งรัฐ เอกชน ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์เรามี 230เตียง แต่วันนี้เรามีเข้ามาเพิ่มอีกหลายแห่ง เป็น 400 เตียง ทั้งที่อยู่ในปริมณฑล เช่น รพ.บางบัวทอง 2และรพ.อืนๆ ที่เราไปสำรวจมาแล้่ว &amp;nbsp;และรพ.เอกชนต่างๆ ตลอดจนเตรียมยาฟาวิพิราเวียร์ ที่ใช้ต้านไวรัสจากประเทศญี่ปุ่นจำนวน 40,000 เม็ด สามารถรักษาคนไข้ที่อาการหนัก700-800 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ขณะที่ในส่วนของรพ.เอกชน ได้มีการหารือตกลงกันแล้วว่าให้ทำการลดผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วน ไม่ต้องมารพ. เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ และให้มีการจัดคลินิกโรคหวัดโดยเฉพาะไม่ให้ปะปนกับส่วนอื่น ซึ่งตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคมได้มีการจัดไปแล้ว 500 แห่ง เพื่อแยกคนไช้เสี่ยงออกมาต่างหาก จากคนไข้ปกติ นอกจากนี้ จะไม่ให้เกิดประเด็นดรามา ที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ให้คนไข้ที่ติดเชื้อโควิด ไปรอฟังผลที่้่บ้าน มาตรการใหม่คือ รพ.เอกชนที่มีคนไข้ตรวจหาเชื้อ ต้องรับคนได้ดังกล่าวไว้เป็นผู้ป่วยในทันที แม้ผลการตรวจจะยังไม่ออกมาว่าติดเชื้อหรือไม่ เนื่องจาก ในช่วง48ชั่วโมง ที่รอผลจากรพ.คนไข้อาจมีอาการปอดบวมเกิดขึ้นได้ &amp;quot;อธิบดีกรมการแพทย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพโสภณ &amp;nbsp;เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เหตุที่ต้องเตรียมการรับผู้ป่วยในเดือนเมษายน เพราะ ถ้าดูจากผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;ที่เป็นกลุ่มก้อน พบว่า 1ใน &amp;nbsp; 3 &amp;nbsp;มาจากต่างประเทศ และ 2 &amp;nbsp; ใน 3 มาจากผู้ป่วยในประเทศ จากเหตุการณ์เวทีมวยเมื่้อวันที่ 6 ม่ีนาคม ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง ตลอดจน ปัจจัยทางด้านสถานบันเทิง ก็ทำให้เกิดผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน ดังนั้น ถ้าในช่วงต่อไป เกิดมีผู้ป่วยวันละ 20-30คน เรื่อยๆ ถ้าไม่มีการเตรียมการเรื่องสถานพยาบาล เราก็จะรองรับไม่ไหว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60032</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #โควิด-19, นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, แผนรับมือโควิดระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e706fa0adc88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2020 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมค่ายทหาร  สัตหีบ เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบ ฯกักตัว&quot;ผีน้อย&quot;ที่มาจาก2เมืองเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6มี.ค.63-นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัส &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โคโรนา 2019 ว่า ในวันนี้ได้รับรายงานพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 1 ราย และรอผลยืนยันอีก 1 ราย เป็นแรงงานนอกระบบจากเกาหลีใต้ &amp;nbsp;โดยผู้ป่วยยืนยัน รายที่ 48 เป็นชายชาวอังกฤษ อายุ 43 ปี อาชีพที่ปรึกษาบริษัท เดินทางมาจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ระหว่างทางได้เปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 ด้วยอาการไข้ มีเสมหะ ส่งตัวรักษาต่อที่สถาบันโรคทรวงอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนการคัดกรองกลุ่มแรงงานนอกระบบจากประเทศเกาหลีใต้ พบหญิงไทย อายุ 30 ปี ตรวจพบอาการไข้ ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวานนี้ (5 มีนาคม 2563) ส่งมารักษาตามระบบที่สถาบันบำราศนราดูร ตรวจพบเชื้อจากห้องปฏิบัติการ 1 แห่ง อยู่ระหว่างการยืนยันจากห้องปฏิบัติการอีกแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปวันนี้ มีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 31 ราย ยังรักษาตัวอยู่ใน โรงพยาบาล 16 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยขณะนี้ 48 ราย สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 1 ราย ที่รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร ตรวจไม่พบเชื้อแล้ว แต่ยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ขณะนี้สถานการณ์ผู้ป่วยในประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 24 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปลัดสธ. กล่าวอีกว่า เมื่อวานนี้ (5 มีนาคม 2563) ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) พ.ศ. 2563 ให้ 4 ประเทศ ได้แก้สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน (รวมมาเก๊า และฮ่องกง) สาธารณรัฐอิตาลี และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายเนื่องจากมีผู้ป่วยกเน 1พันคน และอัคราเพิ่ม 300-400 รายต่อวัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกกลุ่ม 9ประเทศที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ จีน ฮ่องกง &amp;nbsp;มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ &amp;nbsp;อิหร่าน อิตาลี &amp;nbsp;ฝรั่งเศส &amp;nbsp;เยอรมัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อีกกลุ่มที่เพิ่มเติม/ผู้ป่วยเกิน 50ราย/วัน ได้แก่ &amp;nbsp;สเปน สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา &amp;nbsp; ฝรั่งเศส &amp;nbsp;และเนเธอร์แลนด์ ถ้า 14วันหลังกลับจากประเทศเหล่านี้มีอาการ ให้รีบมาโรงพยาบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;พื้นที่ระบาดเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ การประกาศราชกิจจา พื้นที่นอกราชอาณาจักร &amp;nbsp;ว่าเป็นเขตโรคติดต่ออันตราย สามารถเปลี่ยนได้ ถ้ามีผู้ป่วยสะสมในประเทศต่างๆ &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุขุมกล่าวอีกว่า สำหรับ ปัญหากักตัวแรงงานไทยที่ทำงานผิดกฎหมายที่ประเทศเกาหลีใต้ และเดินทางกลับประเทศไทย ขณะนี้ ได้หารือกับทหารเตรียมพื้นที่การกักตัวที่ค่ายทหาร &amp;nbsp;ที่สัตหีบ &amp;nbsp; เพชรบุรี &amp;nbsp;ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ โดยเมื่อวันที่ 5 มี.ค.สธ..ได้ประชุมประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย ให้ส่งหนังสือถึงผู็ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด &amp;nbsp;ในฐานะผู้มีอำนาจให้ดำเนินการกับแรงงานกลุ่มดังกล่าว ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยมีแนวทางดำเนินงาน &amp;nbsp;เริ่มตั้งแต่ การคัดกรองที่ท่าอากาศยาน ทุกแห่ง ถ้าคนไหนมีอุณหภูมิ มีไข้เกิน 37.5 องศาขึนไป ร่วมกับไอ มีน้ำมูก ให้พามาตรวจหาเชื้อที่รพ.กรณี ผู้มาจาก2 เมืองของเกาหลีใต้ ที่มีความเสี่ยงสูง คือ แทกู กับคยอนยังเหนือ เจ้าหน้าที่จะประสานงานตัวกับเจ้าหน้าที่่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานตัวเพือกักกัน ในพื้นที่ควบคุมโรคที่รัฐบาลกำหนดดังกล่าว &amp;nbsp;ถ้ามาจากเมืองอื่น ที่ไม่ใช่ 2เมืองจะส่งไปในสถานที่ ที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดกำกับไว้ การเฝ้าระวังนี้มีไม่น้อยกว่า 14 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;สถานการณ์การระบาดทั่วโลก มีแต่เพิ่มขึ้น ในแต่ละประเทศ เราขอความร่วมมือ &amp;nbsp;ขอร้องให้กักตัวท่านไว้ที่บ้าน ถ้่าไม่ทำตาม เหมือนอย่างที่มีการโพสต์ไปกินหมูกระทะ เราก็จะให้ นายแพทย์จังหวัด ดำเนินการพาท่านไปเข้่าตัวยังสถานที่กักตัว ที่จังหวัดกำหนด &amp;nbsp; ส่วนผีน้อยเกาหลีที่มาจากเมืองอื่น ไม่ใช่ 2เมือง จะต้องอยู่ในสถานที่ตามภูมิลำเนา ที่ทางจังหวัดจัดไว้ให้ &amp;nbsp; แต่ถ้าเป็นผีน้อย ที่มาจาก 2เมือง จัดสถานที่รวมให้ ทั้งสัตหีบ เพชรบุรี ประจวบฯ ราชบุรี เป็นค่ายทหารดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59035</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนโควิด-19, นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, ผีน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200306/image_big_5e6224a48691f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบเพิ่มอีก1ราย ติดไวรัสโคโรนา สธ.แจกหน้ากาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในไทยเพิ่้มอีก 1 ราย เป็นชายอาชีพเซลส์แมน สัมผัสใกล้ชิดชาวต่างชาติ รวมผู้ป่วย 14 ราย หายแล้ว 28 คน &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; เผยวันที่ 2 มี.ค.เริ่มแจกหน้ากากอนามัย 3 ชิ้นต่อคน ประกาศเป็นโรคติดต่ออันตรายมีผลบังคับใช้แล้ว &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; งดบินไปอเมริกา เลื่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน-อเมริกาไม่มีกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า วันนี้ได้รับรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้ง 2 แห่ง (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี) ยืนยันพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่ม 1 ราย ผู้ป่วยเป็นเพศชาย อายุ 21 ปี อาชีพพนักงานขาย สัมผัสใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ เริ่มป่วยวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ขณะนี้รับไว้รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ด้วยอาการไข้ ไอ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อ ขณะนี้ได้ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด ทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้มีผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 14 ราย รักษาหายแล้ว 28 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 42 ราย โดยเป็นผู้ป่วยที่มาจากการเฝ้าระวัง 28 ราย (เป็นคนจีน 16 ราย คนไทย 12 ราย) และเป็นผู้ป่วยที่มาจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 14 ราย (เป็นคนจีน 9 ราย คนไทย 5 ราย) ทำให้ขณะนี้ไทยมีรายงานผู้ป่วยอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 2 รายที่สถาบันบำราศนราดูร ขณะนี้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อแล้ว รอร่างกายฟื้นตัว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ในวันที่ 2 มี.ค. กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มมอบหน้ากากอนามัยให้ประชาชนจำนวน 3 ชิ้นต่อคน เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันโรค ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและการจัดหา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า ในวันนี้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2563 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ ในรายที่อาการรุนแรง จะมีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและอาจถึงขั้นเสียชีวิต ภายหลังจากที่ประกาศมีผลบังคับใช้ จะออกมาตรการต่างๆ ภายใต้อำนาจของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อยืดระยะเวลาการเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดของโรคให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า ในส่วนการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 COVID-19 หากเป็นผู้ที่เข้าข่ายสงสัยฯ ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ไปรับการตรวจที่ รพ.ตามสิทธิ (ไม่เสียค่าใช้จ่ายค่าตรวจ) หากยังไม่มีอาการใดๆ หรืออาการไม่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ ไม่แนะนำให้ไปตรวจเอง (หากอยากตรวจต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง) ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่เข้าข่าย แต่เป็นผู้เดินทางมาจากประเทศที่เสี่ยง แม้จะตรวจไม่พบเชื้อ ในครั้งแรกขอให้สังเกตอาการป่วยอยู่ที่บ้าน/ที่พัก จนครบ 14 วัน
นายกฯ งดบินไปอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกำหนดการเดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ หรือ ASEAN-U.S. Special Summit เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13-16 มี.ค. โดยขณะนี้ นายกฯ ได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า สหรัฐอเมริกาแจ้งเลื่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ ในวันที่ 14 มี.ค.ออกไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้นายกฯ ต้องยกเลิกการเดินทางไปสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องจากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาราชการ พ.ศ.2555 ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันอาจมีข้าราชการที่ต้องลาหยุดราชการเพื่อเฝ้าระวังและดูอาการหลังกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือเป็นผู้ใกล้ชิดผู้มีอาการป่วยดังกล่าว ตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข จึงได้มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจแนวทางปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2555 ที่มีอยู่แล้ว หากมีข้าราชการที่อาจต้องเข้าสู่มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว จะไม่นับเป็นวันลาตามจำนวนวันที่ไม่มาปฏิบัติราชการได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรภัทรกล่าวว่า ขณะนี้ส่วนราชการทุกกระทรวงและหน่วยงานเทียบเท่า รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน ได้ให้ความสำคัญต่อการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการออกมาตรการต่างๆ มาเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ในสังกัด เช่น การงดหรือเลี่ยงการเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง การปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข การสวมหน้ากากอนามัย การจัดเจลล้างมือภายในบริเวณอาคารสำนักงานและห้องประชุม การทำความสะอาดสำนักงานและพื้นที่ที่มีประชาชนมาใช้ส่วนรวมอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปยังหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.), กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดแล้วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่องซักซ้อมความเข้าใจแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการลาของข้าราชการ กรณีปฏิบัติตามการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโรคดังกล่าว&amp;nbsp;
เฝ้าระวังผู้ป่วยรายใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการตรวจคัดกรองผู้เดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุน สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสิงคโปร์ มาเลเชีย เป็นต้น ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังผู้ป่วยรายใหม่ไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาดโดยทางตรงหรือทางอ้อมไปยังผู้อื่นได้ และในการตรวจคัดกรองอาจมีการแยกกักหรือกักกันผู้เดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังกล่าวจนกว่าจะพ้นระยะติดต่อของโรค ประกอบกับคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้มีมติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดขอโรคติดเชื้อไววัสโคโรนา 2019 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของราชการ พ.ศ.2555 กำหนดกรณีข้าราชการที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือข้าราชการผู้ซึ่งสัมผัสโรคหรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยดังกล่าว ไม่ว่าจะได้เข้ารับการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังเชื้อโรคดังกล่าว ที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากปรากฏผลการตรวจคัดกรองยืนยันว่า มีภาวะเสี่ยงหรือติดเชื้อโรคหรือถูกแยกกักหรือกักกันตัว หรือปฏิบัติตามมาตรการที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกำหนด จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถมาปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งตามปกติ ให้พิจารณาดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2555 ข้อ 15 โดยให้ข้าราชการดังกล่าวรีบรายงานพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งอุปสรรคขัดขวางที่ทำให้ไม่สามารถมาปฏิบัติราชการได้ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง หรือหัวหน้าส่วนราชการทันที โดยให้ถือว่าข้าราชการดังกล่าวไม่สามารถมาปฏิบัติราชการอันเนื่องมาจากพฤติการณ์พิเศษ และให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้การหยุดราชการของข้าราชการผู้นั้นไม่นับเป็นวันลาตามจำนวนวันที่ไม่มาปฏิบัติราชการได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากพฤติการณ์ซึ่งเป็นเหตุแห่งการไม่สามารถมาปฏิบัติราชการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อหรือความผิดของข้าราชการผู้นั้นเอง ให้ถือว่าวันที่ข้าราชการผู้นั้นไม่มาปฏิบัติราชการเป็นวันลากิจส่วนตัว จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และแจ้งส่วนราชการในสังกัดทราบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง การรับรู้ของประชาชนต่อโรคโควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,115 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
พอใจรัฐบาลแก้ไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.6 รับรู้ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มากถึงมากที่สุด รองลงมาคือร้อยละ 12.2 รับรู้ปานกลาง และร้อยละ 4.2 รับรู้น้อยถึงน้อยที่สุด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.4 ให้ความสำคัญต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มากถึงมากที่สุด รองลงมาคือ ร้อยละ 12.3 ให้ความสำคัญระดับปานกลาง และร้อยละ 8.3 ให้ความสำคัญน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความตระหนักดูแลสุขภาพช่วงระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.9 ตระหนักดูแลสุขภาพมากถึงมากที่สุด รองลงมาคือร้อยละ 16.3 ดูแลสุขภาพระดับปานกลาง และร้อยละ 1.8 ดูแลน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงความพอใจของประชาชนต่อ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 จริงจัง พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.3 พอใจมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 15.5 พอใจปานกลาง และร้อยละ 20.2 พอใจน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ในเกาหลีใต้ ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงต่อเนื่องว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งชาติเกาหลีใต้แถลง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเกาหลีใต้เพิ่มอีก 594 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 จนถึงช่วงประมาณ 13.00 น. ของวันเสาร์ที่ 29 ก.พ. ตามเวลาในไทย ปรับเพิ่มเป็น 2,931 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 17 รายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ขอร้องให้ประชาชนควรอยู่แต่ในอาคารบ้านพักอาศัย พร้อมเตือนว่าขณะนี้เกาหลีใต้อยู่ในช่วงเวลาวิกฤติของการต่อสู้กับเชื้อโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวยอนฮัพสื่อในเกาหลีใต้รายงานว่า ทางการเกาหลีใต้เตือนว่าจะพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมากในเมืองแทกู ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดในประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 594 คนนั้นอยู่ที่เมืองแทกู ซึ่งห่างจากกรุงโซลราว 300 กิโลเมตร ถึง 476 คน ส่วนอีก 60 คน อยู่ในจังหวัดคย็องซังเหนือ ติดกับเมืองแทกู โดยขณะนี้ มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในเมืองแทกูนับ 2,000 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในเกาหลีใต้ ส่วนที่จังคย็องซังเหนือ มีผู้ติดเชื้อ 469 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการคาดการณ์จะพบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมากในอีกไม่กี่วันข้างหน้าในเกาหลีใต้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้เริ่มตรวจสุขภาพสาวกนิกายชินชอนจี จำนวนกว่า 210,000 คน ว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ หลังจากโบสถ์คริสต์ของนิกายนี้ในเมืองแทกูคือศูนย์การการระบาด โดยขณะนี้ได้ตรวจเช็กสาวกนิกายชินชอนจีแล้วประมาณ 88% ซึ่งในจำนวนนี้ราว 2% มีอาการป่วยจากโรคโควิด-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58524</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, ธีรภัทร ประยูรสิทธิ, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200229/image_big_5e5a50eb4358a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมดเวลายื้อ! &#039;อนุทิน&#039; นำสธ.แถลงจุดยืนย้ำ 1 ธันวา 62 ต้องแบนสารพิษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย. 62 - ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำทีมผู้บริหาร อาทิ นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวง, นายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวง ร่วมประชุมทางไกลกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ แถลงจุดยืนสนับสนุนการแบนสารพิษ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นไปตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขทราบถึงผลกระทบของการใช้สารเคมี อาทิ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกรโฟเซต ซึ่งไม่ได้เพียงสร้างผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกร เกิดแผลพุพอง ทุกข์ทรมาน แต่ยังตกต้างในผักผลไม้ กระทบต่อผู้บริโภค มีผลวิจัยยืนยันข้อมูล ทั้งนี้ สารดังกล่าวเมื่อถูกชะลงน้ำ จะเข้าไปปนเปื้อนในพืชผักผลไม้ สร้างอันตรายเป็นวงกว้าง

&amp;quot;จุดยืนของเรามีเพียงอย่างเดียวคือแบนสารพิษ และต้องแบนในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ไม่เห็นควรให้เลื่อนออกไปอีก ขอให้รับทราบโดยทั่วกัน&amp;quot;

ด้านนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด เกิดผลกระทบต่อสุขภาพแก่ประชาชนอย่างมากมาย ดังเช่นผู้ป่วยที่มีการรายงาน รวมทั้งมีผลกระทบต่อประชากรรุ่นใหม่ของประเทศ จุดยืนกระทรวงสาธารณสุขคือสนับสนุนการยุติการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้ง 3 ชนิด เพื่อสุขภาพทรดีขึ้นของคนไทย

ด้านนายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2561 พบผู้ป่วยโรคจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลวิชาการพบว่า พาราควอต เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง ปัจจุบันไม่มียาถอนพิษ สำหรับไกลโฟเซต สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศภายใต้องค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งได้ ส่วนคลอร์ไพริฟอส งานวิจัยต่างประเทศพบว่าเป็นสารที่รบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ระบบไทรอยด์ กระตุ้นการเจริญเติบโตเซลล์มะเร็งลำไส้ มีผลต่อความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองของเด็กที่แม่ได้รับสารระหว่างตั้งครรภ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51057</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191122/image_big_5dd76145a927e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสธ. ผนึกเครือข่าย “พลิกโฉมระบบสุขภาพปฐมภูมิด้วยดิจิทัล” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษาและจัดทำต้นแบบ (Prototype) ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID) และ Health Information Exchange (HIE) Platform ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ โดยจะมีการจัดระบบการให้ข้อมูล การคุ้มครองข้อมูล การจัดการข้อมูลด้านสุขภาพของผู้รับบริการ และการเข้าถึงข้อมูลของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว รวมทั้งการส่งข้อมูลผู้รับบริการกลับไปยังหน่วยบริการต้นสังกัดเพื่อการบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพ รวมทั้ง มีการจัดทำระบบข้อมูลการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ และการขอรับค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (31 ตุลาคม 2562) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร อาคาร 1 ชั้น 2 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร. มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หม่อมหลวงจิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการบริษัท บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ในการศึกษาและจัดทำต้นแบบ (Prototype) ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID) และ Health Information Exchange (HIE) Platform ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 เรื่องข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการ ให้มีการบริหารข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการที่เหมาะสม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขโดยสำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศ ในการยกระดับการบริการระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน จากการที่มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ส่งต่อได้รวดเร็ว ผู้ให้บริการและผู้รับบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายแพทย์สุขุม กล่าวต่อว่า การปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการข้อมูลโดยการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบบริการให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงานเหมือนในอดีต ที่ทำงานซ้ำซ้อนและขาดความเชื่อมโยงของข้อมูล โดยระยะแรก จะนำร่อง 4 จังหวัด คือ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ สระบุรี และตรัง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการยืนยันตัวตนของประชาชนผู้รับบริการ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึงการจัดส่ง การคุ้มครอง และการจัดการข้อมูลสุขภาพของประชาชนผู้รับบริการ ก่อนขยายการดำเนินงานในระดับจังหวัด เขต ภาค และทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ ที่ขณะนี้มีจำนวน 1,180 แห่ง ครอบคลุมประชากร 13 ล้านคน และจะมีเพิ่มขึ้นเป็น 26 ล้านคน ในปี 2563 (ร้อยละ 40 ของประชากร) และมีหน่วยบริการเพิ่มขึ้นเป็น 2,600 แห่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน ดร.มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอที ขอขอบคุณและภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงสาธารณสุขในการจัดทำต้นแบบระบบยืนยันตัวตน Digital ID และ Health Information Exchange Platform เพื่อสนับสนุน พรบ. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ซึ่งจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลด้านสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลของแพทย์เพื่อการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพทำให้การรักษาพยาบาลปลอดภัย ถูกต้อง แม่นยำ และต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทีโอที ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านบริการดิจิทัล จะเป็นผู้พัฒนาระบบ Digital ID และ Health Information Exchange Platform ด้วยเทคโนโลยี Blockchain บนมาตรฐานที่กำหนดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA&amp;nbsp; โดยการสนับสนุนจาก บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด หรือ NDID &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.มนต์ชัย กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาต้นแบบระบบ Digital ID และ Health Information Exchange Platform จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการให้บริการสาธารณสุข โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมีชื่อคู่กับประชาชน แพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลสุขภาพ และประวัติการรักษาของประชาชนที่มีชื่อคู่กัน รวมทั้งจาก รพ. อื่นที่ประชาชนไปรับการรักษาด้วย โดยต้องยืนยันตัวตนของแพทย์และประชาชนผ่านระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID Platform) ด้วยความยินยอมการให้ใช้ข้อมูลของประชาชน นอกจากนี้ ข้อมูลสุขภาพ และประวัติการรักษา จะถูกส่งไปยังแพทย์ด้วยช่องทางที่ปลอดภัยเพื่อจัดทำให้อยู่ในรูปแบบ Global Medical Record ซึ่งจะทำให้แพทย์มีข้อมูลสำคัญเพื่อสื่อสารและวางแผนสุขภาพกับประชาชนที่มีคู่ชื่อต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;หม่อมหลวงจิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการบริหารบริษัท NDID ชี้แจงว่า ทาง NDID มีความยินดีเป็นอย่างสูงที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำระบบข้อมูลการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความถูกต้อง แม่นยำในการยืนยันตัวตน รวมถึงได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ซึ่งจะเป็นก้าวแรกของความเชื่อมั่น ทั้งในเรื่องการเข้าถึงข้อมูล&amp;nbsp; การจัดเก็บและการโอนย้ายข้อมูลด้านสาธารณสุข และบริการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้รับบริการมีความมั่นใจในมาตรฐานของระบบ ว่าข้อมูลสุขภาพ และประวัติการรักษานั้น ได้รับการดูแลและจัดการอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เชื่อถือได้ และการส่งต่อข้อมูลสุขภาพ และประวัติการรักษา จะถูกส่งไปยังหน่วยงานที่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น โดยบริษัท NDID เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า จาก Platform และความเชี่ยวชาญของ NDID จะสามารถต่อยอด และเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว อันจะเป็นประโยชน์ต่อความสำเร็จของโครงการนี้ต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49485</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมทีโอที-กสท., ดร.มนต์ชัย หนูสง, นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, หม่อมหลวงจิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dbfb669d8e59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
