<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดาหน้าโต้ไฟเซอร์วีไอพี คลังปลดล็อกซื้อ‘วัคซีน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สธ.ยืนยันฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสต้องเป็นไปตามกลุ่มเป้าหมาย หากพบนอกกลุ่มให้ คกก.โรคติดต่อจังหวัดเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วส่งมาที่ สธ. &amp;ldquo;กรมบัญชีกลาง&amp;rdquo; ปลดล็อกยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อวัคซีนของหน่วยงานรัฐกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือผู้ขายรายอื่น &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบกรมการแพทย์ทหารอากาศปมพิรุธวัคซีนเข็ม 3 ​ชาวสมุทรปราการนอนรอบัตรคิวฉีดไฟเซอร์ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเช้าวันที่ 15 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ 7 กลุ่มโรคเรื้อรังและหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ระบาด ให้ครอบคลุมตามเป้าหมายของพื้นที่ภายใน 30 วัน หรืออย่างน้อย 1.9 แสนคนต่อวัน โดยฉีดเข็ม 1 ใน 29 จังหวัดควบคุมสูงสุด และเข้มงวดให้ได้ 70% ซึ่งขณะนี้มีเพียง กทม.ที่ฉีดกลุ่ม 60 ปีขึ้นไปได้ 90% และบางจังหวัด ได้แก่ ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา ฉีดได้ต่ำ กว่า 20% สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่เหลือ ต้องฉีดให้ครอบคลุม 50%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า หลังจาก สธ.มีการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ล็อต 1.5 ล้านโดสที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุน ไปยังพื้นที่ต่างๆตามกลุ่มเป้าหมาย กลับพบว่าในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ มีการจัดสรรวัคซีนให้นอกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นสายงาน Back office ทำหน้าที่ด้านเอกสารได้รับวัคซีนก่อนบุคลากรด่านหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โดยตรงว่า กรมควบคุมโรคมีการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไฟเซอร์ เป็นไปตามจำนวนที่มีการสำรวจ และจัดสรรให้กับกลุ่มเป้าหมายตามที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อจัดส่งให้กับพื้นที่ต่างๆ ต้องดำเนินการตามนโยบายในการให้บริการวัคซีนไฟเซอร์กับกลุ่มเป้าหมายก่อน ดังนั้นเมื่อมีข้อร้องเรียนว่าพบการจัดสรรวัคซีนให้กับกลุ่มนอกเป้าหมายที่ไม่ได้กำหนดไว้ ขอให้ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ไม่ว่าจังหวัดใดก็ตาม หากมีเรื่องลักษณะนี้ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตรวจสอบแล้ว ขอให้รวบรวมข้อมูลส่งเรื่องเข้ามาที่ สธ. ซึ่งมีคณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กรณีวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์ &amp;nbsp;จะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป เนื่องจากตามนโยบายการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ล็อตนี้ต้องเป็นไปตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด &amp;nbsp;โดยต้องเน้นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโควิดก่อน และกลุ่มเสี่ยง&amp;rdquo; นายแพทย์โอภาส กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงว่า การฉีดวัคซีนในไทยเพิ่มจากเมื่อวานจำนวน 2.8 แสนคน สะสมแล้วกว่า 23.4 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 17.8 ล้านคน คิดเป็น 24% และในเข็มที่ 2 จำนวน 5.07 ล้านคน คิดเป็น 7% โดยแยกตามยี่ห้อซิโนแวคฉีดไปจำนวน 11 ล้านคน, แอสตร้าเซนเนก้า 10 ล้านคน, ซิโนฟาร์ม 1.8 ล้านคน และไฟเซอร์ 3.6 แสนคน โดยความครอบคลุม ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับเข็มที่ 1 แล้วจำนวน 8.5 แสนคน, &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ด่านหน้าอื่นๆ จำนวน &amp;nbsp;9.7 แสนคน, อสม.จำนวน 5.6 แสนคน, 7 กลุ่มโรคเรื้อรังจำนวน 1.9 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีข่าวการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า การฉีดที่ รพ.สต. เป็นการจัดบริการให้ใกล้บ้าน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งในรายละเอียดคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก็จะมีการประกาศข้อกำหนดและข้อแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบว่าจะเข้าถึงได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการฉีดนอกสถานพยาบาลที่จะทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปฉีด ณ จุดให้บริการ เช่น วัด โรงเรียน หรืออาคารที่คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายหรือการฉีดตามบ้าน รถโมบาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมและบริบทของพื้นที่ เพราะต้องมีการจัดบริการที่มีมาตรฐานและครอบคลุม ทั้งอุปกรณ์การฉีดและอุปกรณ์กู้ชีพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ในส่วนของการบริจาคจำนวน 1.5 ล้านโดส มีการกำหนดปริมาณการจัดสรรตามกลุ่มเป้าหมายชัดเจน สามารถติดตามได้ ไม่มีวัคซีนส่วนไหนจะสูญหาย และไม่มีการฉีดวีไอพี หากประชาชนพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยสามารถรายงานมาได้ที่ สธ. เพื่อทำการตรวจสอบ&amp;quot; นพ.เฉวตสรรกล่าวย้ำ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (คณะกรรมการวินิจฉัย) พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการจัดซื้อวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่มีเงื่อนไขต้องจัดสรรวัคซีนบางส่วน หรือมีการแบ่งสัดส่วนเพื่อบริจาควัคซีนตามที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กำหนด หรือจากผู้ขายรายอื่นที่กำหนดเงื่อนไขในลักษณะเดียวกันได้ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา &amp;nbsp;29 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ข้อ 203 ข้อ 204 ข้อ 205 และข้อ 215 วรรคหนึ่ง (3) สำหรับการจัดซื้อวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือผู้ขายรายอื่นที่กำหนดเงื่อนไขในลักษณะดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ​ จรรยา​ เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย​ เปิดเผยว่า ตามที่มีพยาบาลด่านหน้ารายหนึ่งได้โพสต์ระบายว่าชื่อตกหล่น ไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 ได้ พร้อมกับปรากฏบัญชีรายชื่อบุคคลต่างๆ ที่มีรายชื่อซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าโฆษกกองทัพอากาศออกมาแถลงว่าเจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ ยืนยันว่าไม่มีการสวมสิทธิ์หรือแย่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของบุคลากรทางการ แพทย์ในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชแต่อย่างใด เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนั้น​ กรณีดังกล่าวมีข่าวแพร่งพรายออกมาว่ามีการเร่งสอบสวนคนปล่อยรายชื่อหลุด และมีการเรียกผู้ที่โพสต์ระบายดังกล่าวไปพบเจ้ากรมการแพทย์ฯ ซึ่งอาจจะถูกเตือน/ภาคทัณฑ์ หรือใดๆ ทั้งๆ ที่ควรตรวจสอบว่าใครทำให้มีชื่อซ้ำซ้อน ด่านหน้าคนไหนชื่อตกหล่นและยังไม่ได้วัคซีน อันควรต้องเร่งจัดหามาให้เป็นการเร่งด่วน ซึ่ง ผบ.ทอ.ควรจะตั้งกรรมการสอบเจ้ากรมการแพทย์ฯ มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้​ ยังมีข้อพิรุธของการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ของโรงพยาบาลแห่งนี้หลายอย่าง ทั้งที่ได้รับการจัดสรรมากว่า 1,860 โดส ซึ่งมากกว่าจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่ 700-800 คน แต่ก็ยังมีบุคลากรที่เป็นแพทย์และพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โดยตรงประมาณ 100-200 คน ไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนในครั้งนี้ แต่กลับมีการแถลงข่าวว่าจะขอรับการสนับสนุนวัคซีนเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้าอีก 400 โดส จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ที่มิอาจปล่อยผ่านไปได้​ ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงจะนำความดังกล่าวไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่ 16 ส.ค.64 เวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี เพื่อขอให้ไต่สวนและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อกระชากหน้ากาก VVIP หน้าด้านทั้งหลายออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่โรงพยาบาลสมุทรปราการได้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวสมุทรปราการ ที่มีชื่อบัตรประจำตัวประชาชนอยู่ใน จ.สมุทรปราการ และเป็นผู้ที่อยู่ใน 4 กลุ่ม เปิดให้มารับบัตรคิวเพื่อฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ที่ลานจอดหน้าห้างโลตัส สาขาสายลวด ต.ปากน้ำ ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต่างแห่กันมานอนรอรับบัตรคิวกันตั้งแต่ช่วง 22.00 น. ของเมื่อวานนี้ที่ 14 สิงหาคม 2564 ต่อเนื่องมาถึงเช้ามืดของวันที่ 15 ส.ค. ส่งผลให้ลานจอดรถหน้าห้างล้นทะลักไปด้วยผู้คน และยังทำให้การจราจรบริเวณถนนสายลวดทั้งสองฝั่งติดขัดยาวหลายกิโลเมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จนกระทั่งเวลา 07.00 น. ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ประกาศให้ผู้ที่มาต่อคิวทยอยเดินเข้ามารับบัตรคิวฉีดวัคซีน หลังและรับวัคซีนรวมถึงจำนวนบัตรที่สามารถแจกได้ทั้งหมดในวันนี้เพียง 4,500 คนเท่านั้น เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 ชั่วโมงบัตรคิวได้หมดไปอย่างรวดเร็ว โดยวันนี้สามารถฉีดวัคซีนได้ 2,000 คน และในวันที่ 16 ส.ค. อีก 2,500 คน ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวว่า เดินทางมารอต่อคิวตั้งแต่เช้ามืด เนื่องจากตนเองจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และ ไม่คิดว่าจะมีคนมามากขนาดนี้ หลังจากได้บัตรแล้วก็รู้สึกดีใจที่จะได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113417</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้องเป็นไปตามกลุ่มเป้าหมาย, นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สธ.ยืนยันฉีดวัคซีนไฟเซอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรคติดต่อจังหวัดเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210710/image_big_60e9392948157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.จมฝุ่นที่4โลก ดาราคิมเผยหน้าพัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กทม.ขึ้นอันดับ 4 ของโลกเมืองฝุ่นพิษ พบเกินค่ามาตรฐาน 59 พื้นที่ พีเอ็ม 2.5 สูงสุด 100 ไมโครกรัมที่ริมถนนดินแดง เตือนงดกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากาก ปลัด สธ.สั่งเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง ศกพ.ชี้สาเหตุลมสงบ ทำให้ฝุ่นควันครอบกรุงเหมือนฝาชี ด้านดาราสาว &amp;quot;คิมเบอร์ลี&amp;quot; โพสต์แพ้อากาศหน้าบวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ประจำวันที่ 14 ธันวาคม 2563 คุณภาพอากาศอยู่ในระดับดีถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 36-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เกินค่ามาตรฐานจำนวน 59 พื้นที่ โดยค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานสูงสุดในระดับวิกฤติสีแดง 1 พื้นที่ คือบริเวณริมถนนดินแดง กรุงเทพฯ 100 มคก./ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้นมีพื้นที่ใน กทม.ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานในระดับสีส้ม เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ บริเวณแขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี, ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน, แขวงบางนา เขตบางนา, แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา, ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน, ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี, ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง, แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม, เขตคลองสามวา, เขตจอมทอง, เขตบางแค ริมถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน, ริมถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง, ริมถนนสุขุมวิท เขตพระโขนง, ริมถนนราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ, ริมถนนพระราม 5 เขตดุสิต, ริมถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, ริมถนนตรีมิตร วงเวียนโอเดียน เขตสัมพันธวงศ์, ริมถนนพระราม 6 เขตพญาไท, ริมถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 95 เขตวังทองหลาง, ริมถนนพระรามที่ 4 หน้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน, ริมถนนนราธิวาส เขตบางรัก, แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร, ริมถนนพระราม 3 เขตยานนาวา, ริมถนนซอยสุขุมวิท 63 เขตวัฒนา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ริมถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง, ริมถนนบางนา-ตราด เขตบางนา, ริมถนนพหลโยธิน แยก ม.เกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร, เขตดอนเมือง, ริมถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม, ริมถนนนวมินทร์ แยกบางกะปิ เขตบางกะปิ, แยกสวนสยาม-รามอินทรา เขตคันนายาว, ริมถนนลาดกระบัง เขตลาดกระบัง, ริมถนนสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี, ริมถนนเลียบวารี เขตหนองจอก, ริมถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ, ริมถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เขตธนบุรี, ริมถนนเจริญนคร เขตคลองสาน, ริมถนนซอยนิคมบ้านพักรถไฟธนบุรี 5 เขตบางกอกน้อย, ริมถนนพุทธมณฑล 1 เขตตลิ่งชัน, ริมถนนคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา, ริมถนนเพชรเกษม เขตภาษีเจริญ, ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 8 เขตหนองแขม, ริมถนนเอกชัย เขตบางบอน, ริมถนนประชาอุทิศ เขตทุ่งครุ, ริมถนนสามเสน เขตพระนคร, เขตห้วยขวาง, แขวงคลองเตย เขตคลองเตย, แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ, เขตลาดพร้าว, แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่, ริมถนนพหลโยธิน เขตบางเขน, เขตสะพานสูง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนปริมณฑลที่มีปริมาณฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ระดับสีส้มคือ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ, ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี, ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร, ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;กทม.เมืองฝุ่นอันดับ 4&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในบริเวณพื้นที่สีแดง ขอประชาชนทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ ส่วนพื้นที่สีส้ม ประชาชนทั่วไปควรเฝ้าระวังสุขภาพ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ โดยสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ bangkokairquality.com แอปพลิเคชัน Air4ThaiและAirBKK.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน www.iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศและจัดอันดับเมืองมลพิษโลก รายงานแบบเรียลไทม์วันที่ 14 ธ.ค.63 เวลา 09.15 น. พบว่า กทม.ของไทยอยู่ในลำดับที่ 4 ของโลก คุณภาพอากาศอยู่ที่ 183 US AQI ขณะที่เมืองเชียงใหม่อยู่ในลำดับ 25 ของโลก คุณภาพอากาศอยู่ที่ 88 US AQI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในฐานะประธานศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า 14 ธ.ค. กทม.และปริมณฑล 58 พื้นที่ มีค่าฝุ่นละอองในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ระดับสีส้ม) และมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ระดับสีแดง) แล้ว 1 พื้นที่ บริเวณริมถนนดินแดง เขตดินแดง และพบค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) เกินมาตรฐานเช่นกันในระดับสีแดงอยู่ที่ 134 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สาเหตุเกิดจากการจราจรหนาแน่น ประกอบกับปัจจัยจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น และมวลอากาศเย็นอ่อนตัวลงจนเกิดการปะทะกัน ส่งผลให้อากาศอบอ้าว ขมุกขมัว และลมสงบยิ่งทำให้ฝุ่นละอองไม่กระจายตัวและสะสมในบรรยากาศมากขึ้น คาดว่าประมาณ 1-2 วันจะมีฝนตกลงมาจะช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นละอองดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิบดี คพ.กล่าวว่า จากการประเมินแบบจำลองช่วงวันที่ 14-16 ธ.ค.63 พบว่า วันที่15 ธ.ค.มีแนวโน้มฝุ่นละอองขนาดเล็กลดลง โดยรวมคุณภาพอากาศในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นเดียวกับวันที่ 16 ธ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;สธ.วาง 7 มาตรการรับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้มีข้อสั่งการไปก่อนหน้านี้ ขอให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่งเตรียมการดูแลผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก 7 ข้อ ดังนี้ 1.เฝ้าระวังแจ้งเตือนสถานการณ์ สื่อสารข้อมูลผลกระทบและการปฏิบัติตนแก่ประชาชน 2.สำรวจและจัดทำทะเบียนกลุ่มเสี่ยงจากฝุ่น PM 2.5 โดยให้ทีมหมอประจำตัว (3 หมอ) ลงพื้นที่ให้ความรู้คำแนะนำการป้องกันตัวและดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะ 4 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและเด็กเล็ก ให้โรงพยาบาลเปิดคลินิกมลพิษเพื่อให้คำปรึกษาและรักษา สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ บ้านเรือนประชาชน จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.เตรียมความพร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขในทุกระดับ ทั้งจังหวัด เขตสุขภาพ กรม และกระทรวง เพื่อติดตามสถานการณ์และยกระดับการปฏิบัติการหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น 4.เฝ้าระวังการเจ็บป่วยใน 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบผิวหนัง และระบบตา โดยรายงานผู้ป่วยที่มารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากมีเหตุการณ์ผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเข้ารักษาในห้องฉุกเฉินมากกว่าปกติให้รายงานทันที 5.รายงานสถานการณ์ทุกสัปดาห์ตลอดช่วงเวลาเฝ้าระวัง กรณีสถานการณ์วิกฤติ (สีแดง) ให้รายงานทุกวัน 6.จัดทำหน่วยงานสาธารณสุขต้นแบบองค์กรลดฝุ่นละออง 7.บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากที่ได้ประชุม ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในช่วงวันที่ 14-17 ธ.ค. สภาพทางอุตุนิยมวิทยามีข้อจำกัดในเรื่องการหมุนเวียนอากาศ โดยเฉพาะความกดอากาศ ลม การยกตัวของมวลอากาศ ทำให้อากาศในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความนิ่ง ทำให้มลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดต่างๆเช่น รถยนต์ รถบรรทุก จะเหมือนกับกรุงเทพฯ มีฝาชีครอบอยู่ จนมีมลพิษทางอากาศในบางจุดที่สูงมาก อนุกรรมการฯ จึงประสานงานแจ้งไปทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ ขอความร่วมมือกรมการขนส่งทางบก กทม. กรมควบคุมมลพิษ ช่วยกันตรวจสอบรถควันดำ โดยเฉพาะรถบรรทุกเล็ก และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำมันดีเซล นอกจากนี้ยังพบว่าจุดที่มีสภาพ PM 2.5 หรือฝุ่นพิษค่อนข้างสูงหรือสูง ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณการจราจรหน้าแน่น จึงประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กทม. ช่วยพยายามทำให้เกิดการไหลลื่น นอกจากนี้ขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;คิมเบอร์ลีเผยหน้าพัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันเดียวกัน นักแสดงสาว &amp;ldquo;คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ&amp;rdquo; ได้โพสต์ผ่านอินสตาแกรมรูปใบหน้าตนเองที่แพ้อากาศพร้อมข้อความว่า &amp;ldquo;คิดอยู่นานว่าจะเผยรูปให้ดูดีไหม แต่คิดว่าฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ไว้ดีกว่าค่ะ ว่านอกจากโควิด-19 แล้ว ที่เราต้องระวังตัวให้มากๆ ยังต้องระวังเรื่องฝุ่นและ มลพิษของบ้านเราด้วยนะคะ นี่คิมไม่ได้ตาอักเสบนะคะ แต่เกิดจากการแพ้ล้วนๆ เลยค่ะ ตอนนี้ทานยากลุ่มสเตียรอยด์ และแก้แพ้แก้บวมเลยดีขึ้นมาบ้างแล้ว ยังไงก็ฝากให้ทุกคนดูแลสุขภาพตัวเองกันดีๆ นะคะ ใส่แมสก์ตลอด ใส่แว่นได้ก็ใส่นะคะ งดกิจกรรม outdoors ก็ดีนะคะ #คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86848</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ, ธีรภัทร ประยูรสิทธิ, นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อรรถพล เจริญชันษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201214/image_big_5fd753256cca1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ห่วงการ์ดตก ปชช.กังวลลดลง โควิดเพิ่ม10ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศบค.เผยติดเชื้อเพิ่ม 10 ราย กลับจากต่างประเทศอยู่ในสถานกักกันทั้งหมด ปลัด สธ.ห่วงคนไทยการ์ดตก สวมหน้ากากอนามัยเหลือ 68.4% พบวิตกกังวลโควิดลดลง &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; เยี่ยมสาธารณสุขนครพนม ชื่นชม อสม.ปราการด่านสำคัญสกัดไวรัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวันว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 10 ราย โดยเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกัน ได้แก่ รายที่ 1 เป็นเพศชาย อายุ 55 ปี สัญชาติดัตช์ อาชีพนักธุรกิจ เดินทางมาจากเยอรมนี, รายที่ 2 เป็นเพศหญิง อายุ 30 ปี สัญชาติไทย อาชีพอิสระ เดินทางมาจากสวีเดน, รายที่ 3 เป็นเพศชาย อายุ 56 ปี สัญชาติสวิส อาชีพวิศวกร เดินทางมาจากสวิตเซอร์แลนด์, รายที่ 4 เป็นเพศหญิง อายุ 43 ปี สัญชาติไทย อาชีพพนักงานนวด เดินทางมาจากสาธารณรัฐเช็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่ 5 เป็นเพศชาย อายุ 32 ปี สัญชาติเบลเยียม อาชีพวิศวกร เดินทางมาจากเบลเยียม, รายที่ 6 เป็นเพศหญิง อายุ 15 ปี สัญชาติไทย อาชีพนักเรียน เดินทางมาจากอินเดีย, รายที่ 7-8 เดินทางมาจากเนเธอร์แลนด์ เพศหญิง อายุ 52 ปี เป็นแม่บ้าน และเพศหญิง อายุ 22 ปี เป็นนักศึกษา, รายที่ 9-10 เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา เป็นเพศชาย อายุ 61 ปี สัญชาติไทย เกษียณอายุ เดินทางมาถึงไทยเมื่อ 14 พ.ย. เข้าพัก SQ กทม.รพ.เอกชน ตรวจพบเชื้อเมื่อ 18 พ.ย. ไม่มีอาการ และเป็นเพศชาย อายุ 25 ปี สัญชาติไทย เป็นนักศึกษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมในประเทศอยู่ที่ 3,902 ราย เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อภายในประเทศ 2,453 ราย และผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 1,449 ราย ส่วนผู้ป่วยรักษาหายแล้วเพิ่มอีก 11 ราย รวมเป็น 3,756 ราย ยังมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 86 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมที่ 60 ราย ทั้งนี้ จำนวนผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้าประเทศไทยถึงวันที่ 21 พ.ย.63 รวมทั้งสิ้น 131,912 ราย และมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 943 ราย คิดเป็นอัตราการติดเชื้อ 0.71 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดทั่วโลกล่าสุดมียอดผู้ติดเชื้อรวม 57,902,489 ราย รักษาอยู่ 102,207 ราย เสียชีวิต 1,377,539 ราย โดยประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุด อันดับแรก สหรัฐอเมริกา 12,274,726 ราย, อันดับสอง อินเดีย 9,050,613 ราย, อันดับสาม บราซิล 6,020,164 ราย, อันดับสี่ ฝรั่งเศส 2,109,170 ราย และอันดับห้า รัสเซีย 2,039,926 ราย ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 151 จำนวนผู้ติดเชื้อ 3,902 ราย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และยุโรป รวมทั้งประเทศโซนเอเชีย เช่น บังกลาเทศ มาเลเซีย ปากีสถาน ที่มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น สำหรับประเทศไทย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ซึ่งทุกคนต้องเข้ากักตัวในสถานที่กักตัวที่รัฐจัดให้ และสถานที่กักตัวที่รัฐกำหนด และยังคงเข้มมาตรการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามเป้าหมาย ค้นพบผู้ติดเชื้อได้รวดเร็ว จำกัดวงการแพร่กระจายเชื้อ ควบคุมโรคได้ เพื่อคงสถานการณ์ให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อยังเป็นวัคซีนที่ดีที่สุด เนื่องจากพบว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หากละเลยการป้องกันตัวก็จะมีโอกาสแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว โดยผลสำรวจการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเรื่องโรคโควิด-19 (ดีดีซีโพล) ออนไลน์ ของกรมควบคุมโรคครั้งล่าสุด วันที่ 7-20 พฤศจิกายน 2563 ผู้ตอบแบบสอบถาม 3,140 คน พบว่า ประชาชนมีแนวโน้มพฤติกรรมสุขภาพลดลง ทั้งการสวมหน้ากากเมื่อไม่มีอาการป่วยลดลงมาอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงร้อยละ 68.4 จากที่เคยสูงสุดร้อยละ 96.2 ในช่วงเดือน พ.ค. สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วยเพียงร้อยละ 88.6 จากที่เคยสูงถึงร้อยละ 94.9 ในช่วงที่พบการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และร้อยละ 55.3 ยังคงจะสวมหน้ากากต่อเนื่อง พร้อมทั้งเว้นระยะห่างเมื่อไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนมีความวิตกกังวลลดลงเกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยกังวลระดับมากลดลงจากร้อยละ 27.9 เหลือร้อยละ 24.5, กังวลปานกลางจากร้อยละ 35.8 เหลือเพียงร้อยละ 24.5 ซึ่งหากความกังวลที่ลดลงเกิดมาจากความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่มีมากขึ้นก็นับเป็นสิ่งที่ดี พร้อมทั้งการ์ดอย่าตก แนะให้ยึดหลัก DMHT โดย D : Distancing เว้นระยะห่าง, M : Mask wearing สวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ, H : Hand washing ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และ T : Rapid Testing การตรวจเร็ว รักษาเร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว และปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเกราะป้องกันโควิด-19 แก่ตนเองและคนรอบข้าง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่แออัด และลงทะเบียนเข้า-ออกสถานที่ ด้วยแพลตฟอร์มไทยชนะ ทุกครั้งที่ใช้บริการสถานที่/ร้านค้าต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษฏ์ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านสาธารณสุข เพื่อติดตามการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันโรคโควิด-19 ของอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จังหวัดนครพนม ทั้งนี้ นายอนุทินได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจ อสม.ที่เป็นปราการด่านสำคัญในการสกัดกั้นโรคโควิด-19 จึงไม่มีการแพร่ระบาดเหมือนประเทศอื่นๆ จากนั้น ได้มอบเข็มให้แก่ อสม.ที่ปฏิบัติงานครบ 40 ปี จำนวน 12 คน พร้อมได้ชมบูธนิทรรศการผลงานดีเด่นของ อสม.จังหวัดนครพนม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84614</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201121/image_big_5fb910e77478b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
