<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 22:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เผยกระจายวัคซีน &#039;ไฟเซอร์&#039; ตามเกณฑ์และความจำเป็นของพื้นที่ เตรียมส่งอีก 68 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 - นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเกี่ยวกับแผนการกระจายวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส ที่ได้รับบริจาคจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดส่งในลอตแรกระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2564 เพื่อฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศในช่วงเดือนสิงหาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์โอภาส กล่าวว่า &amp;nbsp;ได้ดำเนินการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ให้เป็นไปตามเกณฑ์และความจำเป็นของพื้นที่ &amp;nbsp;โดยส่งให้หน่วยให้บริการรักษาพยาบาลต่างๆ โดยตรง และส่งให้สำนักอนามัย กรุงเทพฯ เพื่อนำไปกระจายให้หน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของ กทม. หรือหน่วยงานอื่นที่แจ้งความประสงค์ไว้กับ กทม. อาทิ สถานพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกรพ.จุฬาลงกรณ์, ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาคลินิกเวชกรรม การกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ การฉีดให้ครอบคลุมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การควบคุมป้องกันโรค การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาวิชาการเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ ซึ่งมีโอกาสและมีความเสียงสูงต่อการติดเชื้อจากการปฏิบัติงานทั้งสิ้น เพื่อป้องกันการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคโควิด 19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า ภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด 19 เข็มที่ 3 เพื่อใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ฯ ทั่วประเทศ ขณะนี้ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็มแล้ว ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2564 &amp;nbsp;มีบุคลากรทางการแพทย์ฯ ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 เข็มที่ 3 แล้วรวมจำนวน 175,190 ราย แบ่งเป็นวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 1,422 ราย และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 173,768 ราย หากบุคลากรรายใดที่รายชื่อตกหล่นสามารถแจ้งความต้องการได้ที่สถานพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งกรมควบคุมโรคพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;เพื่อให้ทันและสอดคล้องกับสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาดในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการกระจายวัคซีนในช่วงวันที่ 6-7 สิงหาคม 2564 นี้ มีเป้าหมายจัดส่งให้ 68 จังหวัดและ กทม. ด้วย โดยได้รับแจ้งจากทางจังหวัดว่าวัคซีนถึงแล้ว เช่น สมุทรปราการ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เป็นต้น ซึ่งแต่ละแห่งที่ได้รับวัคซีนได้ทยอยฉีดแล้ว อาทิ โรงพยาบาลชลบุรี, โรงพยาบาลพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา, สถาบันบำราศนราดูร, โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี เป็นต้น และจะเริ่มทยอยฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ฯ ตามความพร้อมของสถานบริการต่างๆ ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112465</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์, วัคซีนไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d4dc808588.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2018 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2018 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ – สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯร่วมมือ ปกป้องนักกีฬายกน้ำหนักไทย กินอยู่ปลอดภัย ไร้สารกระตุ้นและสารต้องห้าม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เมื่อเร็วๆนี้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรีหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านสุขภาพของนักกีฬายกน้ำหนัก ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ปนปลอมสารต้องห้าม เพื่อป้องกันนักกีฬายกน้ำหนักใช้อาหารเสริมที่ปนปลอมสารต้องห้ามโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า&amp;nbsp; กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆให้เป็นไปตามกฎหมาย ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นด้านเครื่องมือทดสอบที่ทันสมัย และประสบการณ์ในการทดสอบสิ่งปนปลอมสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรต่างๆ ทำให้สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นในศักยภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หน่วยงานทั้งสองจึงได้จัดทำโครงการ &amp;ldquo;ความร่วมมือด้านสุขภาพของนักกีฬายกน้ำหนัก&amp;rdquo;เพื่อป้องกันนักกีฬาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ปนปลอมสารต้องห้ามโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์&amp;nbsp; รวมทั้งเป็นการส่งเสริมความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องด้านอาหารและการปนเปื้อนสารอันตรายให้แก่นักกีฬา ซึ่งนอกจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆที่ไม่ปลอดภัยแล้วยังได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์สารเสพติดชนิดใหม่ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลนักกีฬาประเภทอื่นๆรวมถึงประชาชนต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อธิบดีกรมวิทย์ฯยังบอกอีกว่าสารต้องห้ามที่เคยตรวจพบและเป็นสารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพนักกีฬามีอยู่หลายชนิด ขณะนี้สามารถตรวจได้อย่างน้อย 5 กลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสารลดน้ำหนัก กลุ่มสารเพิ่มสมรรถนะของกล้ามเนื้อ&amp;nbsp; กลุ่มฮอร์โมนต่างๆ อย่างเช่นเพรดนิโซโลน (Prednisolone) และไซบูทรามีน (sibutramine)ซึ่งทางอย.ได้มีการประกาศเป็นสารต้องห้ามแล้ว แต่บางครั้งก็ยังพบปนเปื้อนอยู่ในอาหารเสริมบ้าง &amp;nbsp;ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถตรวจหาการปนเปื้อนของสารต่างๆในอาหารเสริมได้เกือบทุกชนิด และถ้าหากมีสารใหม่ๆเกิดขึ้นก็จะพัฒนาและจะทำการตรวจให้ได้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันนักกีฬาให้มีความปลอดภัย และมีความสบายใจ ในการบริโภคอาหารต่างๆรวมทั้งอาหารเสริมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านนางบุษบา ยอดบางเตย นายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทยกล่าวว่ากีฬายกน้ำหนักนับเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับประเทศไทย &amp;nbsp;จากผลงานการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติที่ผ่านมาของสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย สามารถคว้าเหรียญรางวัล จากการแข่งขันได้หลายปีติดต่อกัน &amp;nbsp;ทางสมาคมฯ จึงอยากพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬาให้มากยิ่งขึ้น และหาทางป้องกันปัญหาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของนักกีฬาที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณทั้งด้านความสวยงาม ลดน้ำหนัก บำรุงร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อ โดยไม่ทราบว่ามีการปนปลอมสารต้องห้ามหรือไม่ เพราะกว่าที่พวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬายกน้ำหนักระดับทีมชาติได้ พวกเขาต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนัก เกือบจะทุกวันจนแทบไม่มีวันหยุดพัก ต้องฝึกการใช้กล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งต้องควบคุมอาหารการกินเพื่อสุขภาพที่ดีอีกด้วย ซึ่งหลายต่อหลายครั้งนักกีฬาอาจได้รับสารกระตุ้นหรือได้รับสารต้องห้าม ปนเปื้อน จากอาหารการกินอาหารเสริมที่รับประทานเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญในสุขภาพของเหล่านักกีฬายกน้ำหนักทัพไทย สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทยจึงได้ขอความร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจปนปลอมสารต้องห้าม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักกีฬาที่ใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกยึดเหรียญรางวัลและการถูกห้ามเข้าแข่งขันเป็นระยะเวลาหนึ่ง การตรวจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่นักกีฬาสงสัยก่อนการบริโภคจะเป็นวิธีสร้างความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจมีสารต้องห้ามโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการยืนยันถึงชัยชนะของกีฬายกน้ำหนักของไทย ให้สมกับคำว่า &amp;ldquo;ชัยชนะอย่างขาวสะอาด ปราศจากสารต้องห้าม&amp;rdquo; และเป็นการสร้างความมั่นใจว่านักกีฬายกน้ำหนักทัพไทยจะปลอดภัยจากสารต้องห้ามและไม่พลาดหวังจากเหรียญต่างๆ&amp;rdquo;นายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23771</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กระทรวงสาธารณสุข, กินอยู่ปลอดภัย, คุ้มครองผู้บริโภค, นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, สมาคมกีฬายกน้ำหนัก, สารต้องห้าม, ไร้สารกระตุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181208/image_big_5c0b3fed3b317.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุ!!กัญชาของกลางทุกตัวอย่างที่ส่งตรวจ คุณภาพยังไม่เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นยารักษาผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวในงานแถลงข่าว&amp;ldquo;ผลการตรวจวิเคราะห์กัญชา ของกลางเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์&amp;rdquo;ว่าองค์การเภสัชกรรมได้ประสานความร่วมมือในการตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบกัญชาของกลางจากกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) จำนวน 100 กิโลกรัม เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ในโครงการวิจัยและพัฒนาสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยในวันที่ 25 ตุลาคม 2561 ได้ส่งตัวอย่างวัตถุดิบกัญชาแห้ง จำนวน 3 ตัวอย่าง มาตรวจที่ห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2 แห่ง คือ ห้องปฏิบัติการสำนักยาและวัตถุเสพติด เพื่อทำการวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของยาฆ่าเชื้อรา difenoconazole และ propioconazole และห้องปฏิบัติการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร เพื่อทำการวิเคราะห์ตรวจสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 60 ชนิด ได้แก่กลุ่มออร์กาโนคลอรีน(organochlorine group)กลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส(organophosphorus group) กลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ (pyrethroid group) และกลุ่มคาร์บาเมต (carbamate group) และโลหะหนักปนเปื้อน ได้แก่ ตะกั่ว (lead) ปรอท (mercury) สารหนู(arsenic)และแคดเมียม (cadmium)การวิเคราะห์มีผลการตรวจดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ตรวจไม่พบการปนเปื้อนของยาฆ่าเชื้อรา difenoconazole และ propioconazole ในตัวอย่างวัตถุดิบ กัญชาแห้งทั้ง 3 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ตรวจพบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช chlorpyrifos และ cypermethrin ในตัวอย่างวัตถุดิบกัญชาแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้ง 3 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ตรวจพบโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม ในตัวอย่างวัตถุดิบกัญชาแห้งทั้ง 3 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 องค์การเภสัชกรรมได้ส่งสารสกัดกัญชา 1 ตัวอย่าง เพื่อตรวจวิเคราะห์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง และโลหะหนักดังกล่าว ผลการตรวจพบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช chlorpyrifos และ cypermethrin และพบโลหะหนัก 2 ชนิด คือ ปรอท และสารหนู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สรุปได้ว่า วัตถุดิบกัญชาของกลางทุกตัวอย่างมีคุณภาพไม่เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นยาเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย จะสังเกตเห็นได้ว่าทุกตัวอย่างมียาฆ่าแมลง Chlorpyrifos ซึ่งยาฆ่าแมลงชนิดนี้เป็นที่นิยมของเกษตรกร หากร่างกายได้รับสาร Chlorpyrifos จะมีพิษต่อร่างกายมนุษย์ เช่น มีผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก มีผลต่อความผิดปกติทางอารมณ์ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหดตัว แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องเดิน และระบบหายใจล้มเหลว เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การตรวจพบสารปนเปื้อนนั้น นับเป็นเรื่องดีเพราะทำให้ทราบถึงคุณภาพของกัญชาของกลางที่จับกุมมาได้ว่ายังไม่ได้คุณภาพที่จะนำมาใช้สำหรับทำเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การฯ ยึดถือมาตลอดในกระบวนการวิจัยและผลิตยาที่จะไม่ยอมให้สิ่งที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัยถึงผู้บริโภคอย่างเด็ดขาด ข้อดีของการ นำกัญชาของกลางมาใช้ในการวิจัยคือนักวิจัยสามารถทดลองพัฒนากรรมวิธีการสกัดเพื่อให้ได้กระบวนการสกัด ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์และเพื่อวิจัยและพัฒนาสูตรตำรับต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;แต่อย่างไรก็ตาม องค์การฯ ได้ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้การวิจัยได้สารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์เดินหน้าต่อไปไว้ 2 แนวทาง คือ 1) องค์การฯจะคัดเลือกวัตถุดิบกัญชาของกลางจาก บช.ปส. เพิ่มเติม โดยในเบื้องต้นได้ประสานงานให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้ตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนก่อนที่จะรับวัตถุดิบกัญชาของกลางจาก บช.ปส.เพื่อให้ได้วัตถุดิบกัญชาของกลางที่มีคุณภาพไม่มีการปนเปื้อน ด้วยเล็งเห็นว่ากัญชาของกลางยังน่าจะมีประโยชน์มากกว่าการนำไปเผาทำลาย&amp;nbsp; 2) เร่งดำเนินการปลูกกัญชาในพื้นที่ขององค์การฯ เอง ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ จะดำเนินงานคู่ขนานพร้อมกัน เพื่อให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ที่มีคุณภาพโดยเร็วสำหรับใช้ในการศึกษาวิจัยกับกลุ่มผู้ป่วยในโครงการต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;องค์การฯก็ยังคงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์โดยเร็ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทุกฝ่ายคาดหวังและรอคอยอยู่&amp;nbsp; ซึ่งองค์การฯ ยังต้องมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องเร่งดำเนินการ อาทิ การวิจัยพัฒนาสารสกัดจากกัญชาของกลางในระดับห้องปฏิบัติการ การพัฒนาสายพันธุ์กัญชาและการปรับปรุงอาคาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่องค์การเภสัชกรรม คลอง 10 จ.ปทุมธานี สำหรับใช้เพาะปลูก คัดเลือกสายพันธุ์ ปรับปรุงสายพันธุ์&amp;nbsp; และผลิตสารสกัดในระดับกึ่งอุตสาหกรรม การสำรวจพื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูก สกัด และผลิตกัญชาทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรม อย่างครบวงจรที่ อ.หนองใหญ่ จ ชลบุรี นอกจากนั้นคณะทำงานทั้ง 4 คณะจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้า เป็นประจำทุกเดือนและอาจจะต้องมีการประชุมกันมากขึ้น เพราะคาดว่าการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้กัญชา&amp;nbsp; ใช้ทางแพทย์ได้จะทยอยออกมาในเร็วๆ นี้&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22804</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล, นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์, ยาฆ่าเชื้อรา, องค์การเภสัชกรรม, อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfba9185378d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
