<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 12:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองอธ.ปราบทุจริตชี้ผอ.รพ.บางกรวยเรียกรับเงินโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต โชว์ระเบียบรับของเเถมถูกกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ส.ค.64 -&amp;nbsp; นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊คถึงกรณีข่าวจับ ผอ.โรงพยาบาลบางกรวย เรียกรับเงินผู้รับเหมาติดตั้งคอมฯ 35% อ้างเอามาใช้ในโรงพยาบาลว่าเรื่องนี้ สะเทือนวงการแพทย์ หมอเป็นอาชีพที่ทุกคนยกมือไหว้ ให้ความเชื่อถือให้ความเคารพ การแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ซึ่งร้องทุกข์กับทางสำนักงานป.ป.ท. ให้ช่วยตรวจสอบพฤติการณ์ของผอ.โรงพยาบาลบางกรวย หลังจากที่ผู้เสียหายเข้าไปประมูลจัดซื้อจัดจ้างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ภายในโรงพยาบาล ซึ่งมีมูลค่ากว่า 280,000 บาท แต่เจ้าตัวมีการเรียกรับเงินส่วนต่าง 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะขอขยับเพิ่มเป็น 35 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 93,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เสียหายจึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะจะทำให้ทางผู้รับเหมาขาดทุนเป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับ บก.ปปป. จากนั้นได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนทราบว่า จะมีการนัดมอบส่งเงินกันในวันนี้ จึงนำเงินของกลางที่ทำสัญลักษณ์ไว้ไปมอบให้ที่โรงพยาบาล และเมื่อผู้อำนวยการรับเงินของกลางแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโกศลวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการเรียกรับเงิน อัยการปราบปรามทุจริต ดำเนินคดีเป็นประจำ ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
มาตรา 151 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท โดยการแจ้งข้อกล่าวหาจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในการสอบสวนหรือไต่สวน การกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหา หลังจากถูกจับกุมแล้ว ทางป.ป.ท.จะไต่สวนหรือสอบสวนให้ได้ความจริง โดยผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิตามกฎหมายที่จะต่อสู้คดีต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอฝากแนวทางปฏิบัติ การจัดซื้อจัดจ้าง มีของแถมได้ แต่ต้องเป็นไปตามแนวทางปฎิบัติที่ถูกต้องคือบริจาคให้หน่วยงาน ห้ามรับไว้เอง เพราะโดยปกติแล้วไม่มีใครเชื่อว่าเงินที่รับไว้เองจะรับไว้เพื่อหน่วยงาน หรือในอนาคตจะมาใช้ประโยชน์กับหน่วยงาน จึงจะเรียกเงินใดใดเก็บไว้เองไม่ได้ ขอแนบแนวทางปฎิบัติของแถม ในการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ ให้ลองอ่านกันดู ใครที่ปฎิบัติหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ โปรดปฎิบัติตามประกาศครับ ทุจริตโดนจับ ถ้าจะรับของแถม มีประกาศแนวทางปฏิบัติให้ถูกกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างไว้ &amp;ldquo; รองอธิบดีอัยการปราบปราบทุจริตภาค 9 ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112395</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดซื้อจัดจ้าง, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, ผอ.รพ.บางกรวยเรียกรับเงิน, สำนักงานป.ป.ท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610cc9e6a287d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่านอยากรู้ใครต้องรับผิดชอบศพกลางถนน‘โกศลวัฒน์’กางกฎหมายอธิบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2564 - นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดี และโฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9 ให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีพบศพบุคคลเสียชีวิตอยู่กลางถนนนานนับ 10 ชั่วโมง ว่ากรณีดังกล่าว ทราบว่า ประชาชนแจ้งเจ้าหน้าที่แล้วก็ไม่มีใครมาเก็บศพหรือไม่มีใครมาตรวจสอบทำให้เกิดความสะเทือนใจ เกิดความไม่สบายใจและไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของใคร ประชาชนผู้พบเห็น หรือบ้านอยู่แถวนั้นควรต้องทำอย่างไร มีกฎหมายให้ต้องปฏิบัติอย่างไร ซึ่งตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 149 ความตายผิดธรรมชาติเกิดมีขึ้น ณ ที่ใด ให้เป็นหน้าที่ของสามี ภริยา ญาติ มิตร สหายหรือผู้ปกครองของผู้ตายที่รู้เรื่องการตายเช่นนั้นจัดการ ดังต่อไปนี้ 1.เก็บศพไว้ ณ ที่ซึ่งพบนั้นเองเพียงเท่าที่จะทำได้ 2.ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด หน้าที่ดังกล่าวในวรรคต้นนั้นมีตลอดถึงผู้อื่น ซึ่งได้พบศพในที่ซึ่งไม่มีสามีภริยา ญาติ มิตร สหาย หรือผู้ปกครองของผู้ตายอยู่ในที่นั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรา 149 วรรค 2 &amp;nbsp;บัญญัติว่าให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดก็ได้ที่พบศพหรือประชาชนทั่วไปให้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ก่อน คือแจ้งไปยังสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อตรวจดูศพเบื้องต้น โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาการชันสูตรพลิกศพ ผู้ใดละเลยไม่กระทำหน้าที่ดังบัญญัติไว้ในมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 148 เมื่อปรากฏแน่ชัด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งสำหรับการตายผิดธรรมชาติ ได้เเก่ 1.ฆ่าตัวตาย 2.ถูกผู้อื่นทำให้ตาย 3.ถูกสัตว์ทำร้ายตาย 4.ตายโดยอุบัติเหตุ และ 5.ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเละมาตรา 150 ในกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ทำการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ให้พนักงาน สอบสวนและแพทย์ดังกล่าวทำบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพส่งไปยังพนักงานอัยการโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมีการพบว่าศพดังกล่าวสงสัยจะติดเชื้อโควิด-19 ทางกระทรวงสาธารณสุขออกแนวทางปฏิบัติการจัดการศพว่า การติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วเสียชีวิต ถือเป็นการตายโดยธรรมชาติ เจ็บป่วยตายไม่จําเป็นต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เว้นแต่หากเป็นการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน เช่น การเสียชีวิตในห้องขัง ให้มีการชันสูตรพลิกศพ แต่อาจไม่จําเป็นต้องมีการผ่าชันสูตรศพ เพราะตายจากการติดเชื้อโควิด ถ้าผลแห่งการตายไม่ได้ตายเพราะถูกฆาตกรรมก็ต้องแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเพื่อยุติคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการจัดการศพเบื้องต้นในสถานที่พบศพ (ก่อนยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา) นิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค 1. เสียชีวิตโดยมิปรากฎเหตุ และมีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยง (นอกสถานพยาบาล) 2. เสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันโดยไม่ทราบเชื้อสาเหตุ (ในสถานพยาบาล) กรณีพบศพนอกสถานพยาบาล หากสงสัยว่าศพอาจมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้ผู้พบศพแจ้งไปยังแพทย์นิติเวช ซึ่งแพทย์นิติเวชออกชันสูตรเบื้องต้น ใส่ PPE สอบถามประวัติและบันทึกภาพ สถานที่พบศพโดยละเอียด เมื่อพิจารณาแล้วว่าเข้านิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค ประสานเจ้าหน้าที่ เคลื่อนย้ายศพมา ณ สถานพยาบาลที่สามารถเก็บตัวอย่างจากศพได้ โดยให้ทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ที่สถานพยาบาลเพื่อทําการเก็บตัวอย่าง พร้อมให้ปิดกั้นพื้นที่สถานที่พบศพ ห้ามบุคคลอื่นเข้าไปโดยเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับผลการตรวจยืนยันเชื้อ &amp;nbsp;กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา ให้งดการผ่าตรวจศพหรือสัมผัสศพ ติดป้ายสีแดงระบุชื่อหรือหมายเลขศพพร้อมระบุว่าติดเชื้อกลุ่มโคโรนา สามารถเคลื่อนย้ายประกอบพิธีทางศาสนากําจัดศพโดยการเผาศพและการฝังศพได้โดยห้ามเปิดถุงเก็บศพโดยเด็ดขาด เเต่กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา การเก็บศพ การทําความสะอาดหรือการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ให้ดําเนินการเหมือนศพปกติทั่วไป โดยยึดหลักการควบคุม และป้องกันการแพร่กระจายของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีผู้ถามว่าเป็นหน้าที่ใครที่ต้องไปเก็บศพ ม.149 (2) ให้ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด จึงเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นเจ้าภาพหรือแม่งานในการดูแลศพ ให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป หากมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยปกติก็จะประสานมูลนิธิต่างๆ เข้ามาช่วยเก็บ และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงควรตระหนักรู้ และสนับสนุนการเก็บศพให้กับพนักงานฝ่ายปกครองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องรับภาระแจ้งเหตุพบผู้ตายตามถนนสาธารณะมากขึ้น หน้าที่ต้องมากับการสนับสนุนทั้งบุคลากร ชุดป้องกันโรค และงบประมาณ ให้พร้อมปฎิบัติหน้าที่กันด้วย&amp;quot; รองอธิบดีอัยการ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110559</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, เสียชีวิต, โฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb0b572a43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่านอยากรู้ใครต้องรับผิดชอบศพกลางถนนน‘โกศลวัฒน์’กางกฎหมายอธิบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2564 - นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดี และโฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9 ให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีพบศพบุคคลเสียชีวิตอยู่กลางถนนนานนับ 10 ชั่วโมง ว่ากรณีดังกล่าว ทราบว่า ประชาชนแจ้งเจ้าหน้าที่แล้วก็ไม่มีใครมาเก็บศพหรือไม่มีใครมาตรวจสอบทำให้เกิดความสะเทือนใจ เกิดความไม่สบายใจและไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของใคร ประชาชนผู้พบเห็น หรือบ้านอยู่แถวนั้นควรต้องทำอย่างไร มีกฎหมายให้ต้องปฏิบัติอย่างไร ซึ่งตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 149 ความตายผิดธรรมชาติเกิดมีขึ้น ณ ที่ใด ให้เป็นหน้าที่ของสามี ภริยา ญาติ มิตร สหายหรือผู้ปกครองของผู้ตายที่รู้เรื่องการตายเช่นนั้นจัดการ ดังต่อไปนี้ 1.เก็บศพไว้ ณ ที่ซึ่งพบนั้นเองเพียงเท่าที่จะทำได้ 2.ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด หน้าที่ดังกล่าวในวรรคต้นนั้นมีตลอดถึงผู้อื่น ซึ่งได้พบศพในที่ซึ่งไม่มีสามีภริยา ญาติ มิตร สหาย หรือผู้ปกครองของผู้ตายอยู่ในที่นั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรา 149 วรรค 2 &amp;nbsp;บัญญัติว่าให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดก็ได้ที่พบศพหรือประชาชนทั่วไปให้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ก่อน คือแจ้งไปยังสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อตรวจดูศพเบื้องต้น โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาการชันสูตรพลิกศพ ผู้ใดละเลยไม่กระทำหน้าที่ดังบัญญัติไว้ในมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 148 เมื่อปรากฏแน่ชัด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งสำหรับการตายผิดธรรมชาติ ได้เเก่ 1.ฆ่าตัวตาย 2.ถูกผู้อื่นทำให้ตาย 3.ถูกสัตว์ทำร้ายตาย 4.ตายโดยอุบัติเหตุ และ 5.ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเละมาตรา 150 ในกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ทำการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ให้พนักงาน สอบสวนและแพทย์ดังกล่าวทำบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพส่งไปยังพนักงานอัยการโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมีการพบว่าศพดังกล่าวสงสัยจะติดเชื้อโควิด-19 ทางกระทรวงสาธารณสุขออกแนวทางปฏิบัติการจัดการศพว่า การติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วเสียชีวิต ถือเป็นการตายโดยธรรมชาติ เจ็บป่วยตายไม่จําเป็นต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เว้นแต่หากเป็นการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน เช่น การเสียชีวิตในห้องขัง ให้มีการชันสูตรพลิกศพ แต่อาจไม่จําเป็นต้องมีการผ่าชันสูตรศพ เพราะตายจากการติดเชื้อโควิด ถ้าผลแห่งการตายไม่ได้ตายเพราะถูกฆาตกรรมก็ต้องแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเพื่อยุติคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการจัดการศพเบื้องต้นในสถานที่พบศพ (ก่อนยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา) นิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค 1. เสียชีวิตโดยมิปรากฎเหตุ และมีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยง (นอกสถานพยาบาล) 2. เสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันโดยไม่ทราบเชื้อสาเหตุ (ในสถานพยาบาล) กรณีพบศพนอกสถานพยาบาล หากสงสัยว่าศพอาจมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้ผู้พบศพแจ้งไปยังแพทย์นิติเวช ซึ่งแพทย์นิติเวชออกชันสูตรเบื้องต้น ใส่ PPE สอบถามประวัติและบันทึกภาพ สถานที่พบศพโดยละเอียด เมื่อพิจารณาแล้วว่าเข้านิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค ประสานเจ้าหน้าที่ เคลื่อนย้ายศพมา ณ สถานพยาบาลที่สามารถเก็บตัวอย่างจากศพได้ โดยให้ทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ที่สถานพยาบาลเพื่อทําการเก็บตัวอย่าง พร้อมให้ปิดกั้นพื้นที่สถานที่พบศพ ห้ามบุคคลอื่นเข้าไปโดยเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับผลการตรวจยืนยันเชื้อ &amp;nbsp;กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา ให้งดการผ่าตรวจศพหรือสัมผัสศพ ติดป้ายสีแดงระบุชื่อหรือหมายเลขศพพร้อมระบุว่าติดเชื้อกลุ่มโคโรนา สามารถเคลื่อนย้ายประกอบพิธีทางศาสนากําจัดศพโดยการเผาศพและการฝังศพได้โดยห้ามเปิดถุงเก็บศพโดยเด็ดขาด เเต่กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา การเก็บศพ การทําความสะอาดหรือการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ให้ดําเนินการเหมือนศพปกติทั่วไป โดยยึดหลักการควบคุม และป้องกันการแพร่กระจายของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีผู้ถามว่าเป็นหน้าที่ใครที่ต้องไปเก็บศพ ม.149 (2) ให้ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด จึงเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นเจ้าภาพหรือแม่งานในการดูแลศพ ให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป หากมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยปกติก็จะประสานมูลนิธิต่างๆ เข้ามาช่วยเก็บ และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงควรตระหนักรู้ และสนับสนุนการเก็บศพให้กับพนักงานฝ่ายปกครองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องรับภาระแจ้งเหตุพบผู้ตายตามถนนสาธารณะมากขึ้น หน้าที่ต้องมากับการสนับสนุนทั้งบุคลากร ชุดป้องกันโรค และงบประมาณ ให้พร้อมปฎิบัติหน้าที่กันด้วย&amp;quot; รองอธิบดีอัยการ ระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110558</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, เสียชีวิต, โฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb0b572a43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการโกศลวัฒน์&#039;ไม่สบายใจจี้เคลียร์ล่อซื้อน้ำส้มขวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.64 - นายโกศลวัฒน์ อินทุ จันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการ ทุจริตภาค 9 โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ &amp;ldquo;เห็นข่าว..ล่อซื้อน้ำส้ม ?&amp;rdquo; ระบุว่า มีคนส่งข่าวล่อซื้อน้ำส้มขวด มาให้ผมอ่านแล้วไม่สบายใจอย่างยิ่ง ในยุควิกฤติโควิด พี่น้องประชาชนตกงาน ครอบครัวได้รับผลกระทบกันไปถ้วนหน้า ต่างออกมาดิ้นรนหาอาชีพเสริม ทำของขาย หวังได้รายได้มาช่วยจุนเจือ ครอบครัว อัยการพบคนผ่อนบ้านไม่ไหว ผ่อนรถไม่ไหว แต่กลับตกงานไม่มีเงินไปผ่อนตามสัญญา มาขอปรึกษา ปัญหากฎหมายเพราะจะถูกฟ้องยึดรถยึดบ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจับกุมเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชน มีคนถามมาว่าจับอย่างนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ อัยการคงตอบไม่ได้ครับเพราะไม่ทราบรายละเอียดในการจับกุมเลย ไม่ทราบว่าข้อหาอะไรด้วย ไม่มีข้อมูลตามความจริง ที่เจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม ครับ และสถานที่เกิดเหตุเป็นอย่างไรคงได้อ่านจากข่าวเหมือนกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เข้าจับกุม ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะคนที่ทำน้ำส้มน้ำผลไม้ขายมีอยู่บนถนนแทบทุกสาย โดยเฉพาะใช้คำว่าล่อซื้อ มีการโทรสั่งให้ผลิต 500 ขวด ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นข่าวย่อมกระทบต่อจิตใจของประชาชนในยามเศรษฐกิจมีปัญหาแทบทุกครัวเรือน ออกมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจเถอะครับ ปฏิบัติให้ถูกต้องว่าถ้าต้องขายน้ำผลไม้ต้องทำอย่างไร ต้องผลิตอย่างไร กรอบของกฎหมายทำได้แค่ไหนอะไรที่ประชาชนชาวบ้านธรรมดาไม่มีโรงงานสามารถทำขายได้เอง ยามนี้ประชาชนที่ออกมาช่วยตัวเอง เขาคือคนที่ลดภาระให้รัฐ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม โปรดออกมาอธิบายให้ความรู้กับประชาชน เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องและไม่ผิดกฎหมายจะได้ทำมาหากินกันต่อไปได้ ความขัดแย้งในสังคมทุกวันนี้เกิดจากความไม่เข้าใจ ไม่รู้กฎหมาย ผู้ใช้กฎหมาย ใช้อำนาจรัฐในการจับกุม เราช่วยกันอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ จะได้ลดความขัดแย้งในสังคมได้โดยเฉพาะภาครัฐกับประชาชน&amp;hellip; ช่วยกันสร้างสังคมแห่งความเข้าใจ &amp;nbsp;เพื่อสังคมไทยไม่ขัดแย้ง&amp;hellip;!!
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106558</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, น้ำส้ม, รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9, ล่อซื้อ, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210413/image_big_60756b249a2da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2020 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2020 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โกศลวัฒน์&#039;นั่งโฆษกอัยการฯปราบทุจริตภาค 9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค.63-นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการแจ้งคำสั่ง สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 ที่ 15/2563 เรื่องแต่งตั้งโฆษกสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 &amp;nbsp;โดยหนังสือคำสั่งดังกล่าว มีเนื้อหาว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในการจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรวดเร็วสุจริตและเที่ยงธรรม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) บัญญัติว่า ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติวินิจฉัยว่ามีมูลความผิดทางอาญา ให้ส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานสำเนาอิเล็กทรอนิกส์และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุดภายใน 30 วัน เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อไป และมาตรา 94 บัญญัติว่า เมื่อศาลที่มีเขตอำนาจพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องแล้ว ถ้าอัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์หรือฎีกา ให้อัยการสูงสุดหารือกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อน ในกรณีที่มีความเห็นต่างกันและไม่อาจหาข้อยุติได้ ให้อัยการสูงสุดพิจารณาดำเนินการต่อไปโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญก่อน และชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2562 ข้อ 22 กำหนดให้อธิบดีอัยการดำเนินการชี้แจงเหตุผลของอัยการสูงสุดในการไม่โต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 ในการชี้แจงคำพิพากษาและเหตุผลของคำพิพากษาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ประกอบกับสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 มีความประสงค์ที่จะสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเกิดทัศนคติในความประพฤติซื่อสัตย์สุจริต การไม่ประพฤติทุจริตหรือประพฤติมิชอบเพื่อให้เห็นผลของการกระทำมิชอบและทุจริตดังกล่าว ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบดังกล่าว และเป็นการเผยแพร่ให้ประชาชนทราบถึงโทษของการประพฤติทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการ ซึ่งเป็นรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดอยู่ก่อนแล้วตามคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 144/2560 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2560 ให้เป็นผู้ทำหน้าที่โฆษกสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 ด้วย โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.แถลงข่าวและชี้แจงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ได้รับไว้พิจารณาและอ่านคำพิพากษาโดยเปิดเผยแล้ว โดยเฉพาะชี้แจงเหตุผลของอัยการสูงสุดในการไม่โต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปราบปรามการทุจริตภาค 9 ให้ประชาชนทราบทางสื่อสาธารณะที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2.รับฟังข้อมูลข่าวสาร และข้อคิดเห็นจากประชาชนหรือสื่อมวลชนที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน 3.ประสานการปฏิบัติหรือบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เช่น สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสงขลา หน่วยงานราชการอื่นที่ร้องขอมา เพื่อร่วมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ค้นหาความจริง ทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในการประพฤติปฏิบัติตนตามหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประพฤติตนหรือตามหน้าที่ของตนโดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เป็นสังคมที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ขจัดข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทที่จะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม มีประสิทธิภาพ 4.ปฏิบัติงานอื่นที่มอบหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยนายอนุรักษ์ สวัสดิ์บุรี อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภาค 9 ได้แจ้งผลคำสั่งดังกล่าวในที่ประชุมเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86743</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, โฆษกสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb0f575624.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด้วยความห่วงใย!อัยการเตือน April Fool&#039;s Dayปีนี้ไม่ขำ แชร์ข้อมูลโควิด-19เท็จ เจอคุก 2 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.63-นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเตือนประชาชนก่อนถึงวันที่ 1 เม.ย. ซึ่งทางสากลถือเป็นวันโกหก ว่า April Fool&amp;#39;s Day หรือ &amp;quot;วันโกหก&amp;quot; เมื่อถึง &amp;#39;วันโกหก&amp;#39; ที่ไม่ขำ เสี่ยงมีโทษหนัก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ห้ามแชร์ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จำคุกไม่เกิน 2 ปีปรับไม่เกิน 40,000 บาท&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหลายประเทศในวันที่ 1 เมษายนของทุกปี โดยผู้คนจะเล่นมุกตลกและเรื่องหลอกลวงต่อกัน มุกตลกและคนที่ถูกหลอกจะเรียกว่าเป็น &amp;quot;คนโง่เดือนเมษา&amp;quot; ตามสำนักพิมพ์หรือสื่อต่าง ๆ อาจรายงานเรื่องหลอกลวงในวันที่ 1 เม.ย. และออกมาเฉลยในวันต่อมา เป็นเรื่องที่ต่างประเทศเค้าทำกัน ประเทศไทยทำไม่ได้นะครับ อย่าเผยแพร่ อย่าแชร์ข่าวลวง ข่าวเท็จ ผิดกฎหมายโทษหนัก เตือนกันด้วยความ &amp;rdquo;ห่วงใย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61547</URL_LINK>
                <HASHTAG>April Fool&#039;s Day, คุก 2ปี, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e82ae17ba19a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2019 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2019 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการยันคดีเกาะเต่าผลนิติวิทยาศาสตร์มีมาตรฐานนานาประเทศยอมรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ส.ค.62- นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิตจำเลยคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า ว่า คดีเกาะเต่าปิดสมบูรณ์ แล้วแต่ยังมีคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญเกิดกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวม อัยการจะทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกฝ่ายสรุปสำนวนสั่งคดีที่มาจากพนักงานสอบสวนไม่ให้เกิดข้อบกพร่อง คดีเกาะเต่าแม้ไม่มีประจักษ์พยาน มีแต่พยานนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งผ่านการกลั่นกรองจากคณะเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยตรวจคานกัน
&amp;quot;อัยการได้บอกกับบอกกับแม่จำเลยในวันที่มาร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการสูงสุดว่า ผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มีมาตรฐาน หากผลเป็นอย่างไรอัยการต้องเชื่อ จนศาลฎีกาพิพากษามาผลเป็นดังที่ทราบ อัยการมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ นอกจากการฟ้องคดีอาญา คดีที่กระทำกับนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐได้เร่งดำเนินคดีและมีกระบวนการยุติธรรมที่พิสูจน์ความจริงที่มีมาตรฐาน ทำให้นานาอารยประเทศยอมรับและมั่นใจในประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมไทย การท่องเที่ยวของไทย&amp;quot;นายโกศสวัฒน์ กล่าว
ด้านนายวีระศักดิ์ โชติวานิช ทนายความของจำเลยชาวเมียนมาร์ในคดีเกาะเต่า เปิดเผยว่า ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมาร์ เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของแต่ละประเทศ แต่หากการเมืองภายในของเมียนมาร์จะมีใครหยิยยกมาขยายผลหรือไม่ก็ตามดู ตนมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมาร์ยังดีอยู่ เมื่อคำพิพากษามาถึงชั้นที่สุด ทางแก้เท่าที่ทำได้ คือแก้โดยช่องทางตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นเรื่องพระราชอำนาจ ในส่วนของการรับฟังพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของศาล ตนจะไปศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาและหาทางปรับแก้ไขสำหรับคดีต่อๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44629</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเกาะเต่า, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์, วีระศักดิ์ โชติวานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb0f575624.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
