<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 19:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 19:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอดีบี&quot;เตรียมตีพิมพ์ วิธีส่งเสริมทักษะความรู้ด้านการเงินเพื่อตัดตอน ไม่ให้จนข้ามรุ่น ของกสศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
2ธ.ค.62-นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (รองผู้จัดการ กสศ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา กสศ. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปี 2019 ของสถาบันวิจัยแห่งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADBI) ครั้งที่ 22 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในปีนี้เป็นการประชุมหัวข้อ Financial Inclusion, Financial Education and Fintech โดย กสศ.ได้นำเสนอนวัตกรรมส่งเสริมทักษะความรู้ทางด้านการเงิน (Financial Literacy) จากการลงมือปฏิบัติจริงให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในโครงการเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข เพื่อสนับสนุนการขจัดปัญหาความยากจนข้ามชั่วคน โดยทาง ADBI เตรียมจะตีพิมพ์เผยแพร่ผลการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในประเด็นดังกล่าวของ กสศ. ใน Policy Report ของ ADBI ประจำปี 2563 ต่อไป ซึ่งโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขของ กสศ. ไม่เพียงแต่จัดสรรเงินช่วยเหลือเท่านั้น แต่ได้พัฒนานวัตกรรมส่งเสริมทักษะความรู้ทางด้านการเงินของนักเรียนทุนเสมอภาคจากการลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 &amp;ndash; มัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมระยะเวลา 9 ปีตลอดการศึกษาขั้นพื้นฐาน แก้ไขปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนของครัวเรือนยากจนพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนทุนเสมอภาคจาก กสศ. อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า ความร่วมมือหลังจากนี้ ADBI พร้อมสนับสนุนเครื่องมือ และหลักสูตรทักษะทางการเงินให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคของ กสศ. ในขณะที่นักวิชาการจากสถาบันนานาชาติหลายประเทศสนใจ ร่วมวิจัยพัฒนามาตรการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ผลลัพธ์เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมุ่งไปสู่ครอบครัวของนักเรียนยากจนพิเศษด้วย เพื่อการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยแห่งธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นห่วงประชากรในสังคมจะมีทักษะความรู้ด้านการเงินไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากส่งเสริมให้คนยากจนด้อยโอกาสมีทักษะความรู้ทางการเงินจะสามารถวางแผน และบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการใช้จ่าย การเก็บออม และการจัดการหนี้สิน จะเป็นภูมิคุ้มกันทางการเงินที่สำคัญเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว ทำให้สามารถก้าวออกจากกับดักความยากจนข้ามชั่วคนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ที่ใช้เวลาเพียง 20 ปี ก็สามารถมีความก้าวหน้าในการลดปัญหาความยากจนได้อย่างรวดเร็วที่สุดในโลก โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การที่ภาครัฐและเอกชนของจีนร่วมกันลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีทางการเงิน รวมทั้งมุ่งให้ความรู้และทักษะการเงิน และการ Fintech แก่คนยากจนอย่างจริงจังนั่นเอง จนปัจจุบันคนจีนแทบจะไม่ได้ใช้เงินสดในการทำธุรกรรมและการประกอบอาชีพแล้ว&amp;rdquo;รองผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51612</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ADB, นายไกรยส  ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de4fe9aa2a1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กสศ.&quot;จับมือ&quot;คลัง&quot;หยุดยากจนข้ามชั่วคน พบเด็กพ่อแม่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน 1.7ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
25พ.ย.62-กสศ. หารือ กระทรวงคลัง &amp;nbsp;ขยายผลความร่วมมือการทำงานด้านฐานข้อมูล &amp;nbsp;หลังพบเด็กกลุ่มพ่อแม่มีรายได้ ต่ำกว่าเส้นความยากจน 1.7ล้านคน &amp;nbsp; และ8.8แสนคนในจำนวนนี้ มีรายได้ปีละไม่เกิน1หมื่นบาท &amp;nbsp;เชื่อการประสานความร่วมมือ จะช่วยหยุดความยากจน &amp;nbsp;ไม่ให้ข้ามชั่วคน &amp;nbsp;ส่งต่อไปถึงรุ่นลูกหลานได้


นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง กสศ. จะจัดสัมนาหัวข้อ &amp;quot;ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ&amp;quot; โดย กสศ. ตั้งใจจะทำงาน คือ ร่วมมือกับภาคีให้มากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการทำงานวิจัยที่มีความลุ่มลึกมากขึ้น การจัดสรรความช่วยเหลือไปถึงมือเด็กไม่ใช่เป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมมีมิติหลายอย่างไม่ใช่แค่โจทย์เฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ ยังจะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมถึงความร่วมมือ องค์การสหประชาชาติ องค์การยูเนสโก และ ศูนย์วิจัย J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านการประเมินผลโครงการด้วยกระบวนการที่มีมาตรฐานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อนำกลับมาปรับปรุงการทำงานของ กสศ. ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น และในอนาคต กสศ. จะเข้าพบปลัดกระทรวงการคลังและผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) &amp;nbsp;เพื่อขยายผลความร่วมมือการทำงานด้านฐานข้อมูล ทั้งในส่วนฐานข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 7 แสน คนจากระบบสารสนเทศ เพื่อความเสมอภาคทางกาศึกษาของ กสศ. และฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงคลัง

&amp;quot;ทั้งนี้เมื่อข้อมูลของทั้ง 2 หน่วยงานเชื่อมต่อกันจะสามารถติดตามและตรวจสอบความถูกต้อง ได้ตลอดวงจรความช่วยเหลือ ทั้งครอบครัว พ่อแม่ลูก เช่น เราเคยพบกรณีที่ครูในโครงการทุนเสมอภาคของ กสศ. ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและพบครัวเรือนยากจนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐอันเนื่องมาจากไม่มีค่าเดินทางไปที่ธนาคารในตัวเมือง ทาง กสศ. ก็พร้อมที่จะส่งข้อมูลให้แก่กระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดตกหล่นแม้แต่คนเดียว เรื่องนี้เป็นก้าวสำคัญของการจับมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อช่วยกันหยุดความยากจนข้ามชั่วคน ไม่ให้ส่งต่อไปถึงรุ่นลูกหลาน นอกจากนั้น กสศ. ยังสนใจที่จะร่วมทำงานด้านข้อมูลกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โดยเฉพาะการใช้ Big Data ของทั้ง 2 หน่วยงานมาบูรณาการปรับปรุงมาตรการลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น&amp;quot;รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว

ด้านนายพงศ์นคร &amp;nbsp; &amp;nbsp; โภชากรณ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค (สศค.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ.ได้เชิญกระทรวงการคลังไปให้ข้อเสนอแนะเรื่องการดำเนินการช่วยเหลือเด็กยากจนมาโดยตลอด และได้มีการหารือร่วมกัน โดยเฉพาะแนวทางการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยจำนวน 14.6 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้ราว 10.8 ล้านคน เป็นกลุ่มที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนคือระหว่าง และในจำนวนนี้ ราว 1. 2 ล้านคนได้มาลงทะเบียนระบุว่ามีบุตร โดยจำนวนประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เป็นบุตรของพ่อแม่ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนกลุ่มนี้ มีอยู่ประมาณ 1.7 ล้านคน กระจายตัวอยู่ในกลุ่มครอบครัว ดังนี้ &amp;nbsp;1.กลุ่ม A รายได้ครอบครัว 0-10,000 บาทต่อปี &amp;nbsp;มีจำนวน 888,000 คน 2.กลุ่ม B รายได้ครอบครัว 10,001-20,000 บาทต่อปี มีจำนวน 360, 000 คน และ 3.กลุ่ม C รายได้ครอบครัว 20,001-30,000 บาทต่อปี มีจำนวน 450,000 คน

&amp;ldquo;ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มีข้อมูลพ่อแม่ และชื่อ ที่อยู่ของเด็กทั้งหมด ในอนาคต เมื่อหารือกับท่านปลัดกระทรวงการคลัง และมีการ MOUร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและกสศ. ก็สามารถนำข้อมูลกระทรวงการคลังไปศึกษาวิเคราะห์ ออกนโยบายลดความเหลื่อมล้ำร่วมกัน จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองหน่วยงาน ทางกสศ. จะได้ชื่อของพ่อแม่ของเด็กๆที่ยากจนในทุกพื้นที่ &amp;nbsp;กสศ.ที่ช่วยเหลือ ซึ่งอาจเกิดการตกหล่น ถ้าเอารายชื่อกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;ไปเทียบตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง กสศ.สามารถเดินเคาะประตูบ้าน ถึงตัวเด็กได้จริง เราอยากช่วยให้สวัสดิการที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่านหน่วยงานต่างๆ ไปถึงพ่อแม่ของเด็กยากจนจริงๆ เพื่ออานิสงค์จะไปถึงลูกของคนกลุ่มนี้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รวมถึงเป็นการขจัดความยากจนไม่ให้ส่งต่อไปถึงรุ่นลุกรุ่นหลานอีกด้วย&amp;quot;ผอ.ส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51049</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., นายไกรยส  ภัทราวาท, พงศ์นคร โภชาภรณ์ ผอ.ส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค (สศค.), สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddb67979523e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 21:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วง นร.ยากจนพิเศษกว่า 6 แสนคน  กสศ.เพิ่มเงินอุดหนุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ &amp;nbsp;8 ส.ค. สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) &amp;ldquo;รายงานสถานการณ์นักเรียนยากจนพิเศษ ปี 61 และเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้แทนโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษ ซึ่งมีตัวแทนโรงเรียนที่มีสัดส่วนเด็กยากจนจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนในโรงเรียนเข้าร่วม 11 โรง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมตัวแทนโรงเรียนฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเด็กยากจนมีปัญหาหลากหลาย เช่น การเดินทางมาโรงเรียน เด็กบางคนต้องเดินมาโรงเรียน กลุ่มโรงเรียนที่อยู่ชายขอบบนภูเขาไม่สามารถใช้รถรับส่งได้ ผู้ปกครองเด็กไม่มีรายได้เสริม และปัญหาครอบครัวต้องทำงานไม่มีเวลาดูแลเด็ก บางครอบครัวหย่าร้าง เด็กอยู่กับตา ยาย เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไกรยส &amp;nbsp;ภัทราวาท ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า สำหรับรายงานสถานการณ์ผลสำรวจสถานะนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ ปี 2561 ที่สำรวจโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม หรือ PMT พบว่า มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองแบบ PMT จำนวน 1,696,433 คน ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน จำนวน 1,352 ล้านบาท โดยนักเรียนประถมศึกษา 500 บาท/คน/ภาคเรียน ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษา 1,500 บาท/คน/ภาคเรียน เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดพบว่า มีกลุ่มนักเรียนยากจน จำนวน 1,075,476 คน และนักเรียนยากจนพิเศษ คือ นักเรียนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคน 1,281 บาทต่อเดือน หรือ 42.7 บาทต่อวัน จำนวน 620,937 คน ถือเป็นเด็กยากจนจริงๆ แบ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา 438,683 คน และชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 182,254 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไกรยส กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ กสศ.มีแนวคิดจะเพิ่มเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้ อีก 1,000 บาท/คน/ภาคเรียน เท่ากับว่านักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษ ชั้นประถมศึกษาจะได้ 1,500 บาท/คน/ภาคเรียน ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษา 2,500 บาท/คน/ภาคเรียน สำหรับจังหวัดที่มีเด็กยากจนพิเศษมากที่สุด ได้แก่ 1.แม่ฮ่องสอน 2.ตาก 3.นราธิวาส 4.ยะลา 5.น่าน 6.สตูล 7.เชียงใหม่ 8.ปัตตานี 9.นครราชสีมา และ 10.มหาสารคาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เราเชื่อว่าเงินไม่ใช่คำตอบสุดท้าย กสศ.จะต้องเรียนรู้จากครูและผู้บริหารที่อยู่ในพื้นที่เพื่อที่จะทำงานได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของเด็กและโรงเรียน นอกจากนี้ ในงานวิจัยของ OECD ที่วิเคราะห์จากผลสอบ PISA พบว่า กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษของไทยสามารถทำคะแนนในการทดสอบระดับนานาชาติได้สูงอยู่ประมาณร้อยละ 3.3 ผมเชื่อว่าหากสนับสนุนปัจจัยทางเศรษฐกิจให้กับนักเรียนกลุ่มนี้อย่างเต็มที่จะสามารถเพิ่มจำนวนของนักเรียนได้มากขึ้น อีกทั้ง กสศ.จะให้น้ำหนักกับการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาและการพัฒนาครู ช่วยเด็กแบบรายบุคคลตามข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เน้นสร้างสรรค์งานวิจัย ร่วมมือกับนานาชาติและทดลองปฏิบัติจริงเพื่อจัดทำข้อเสนอระดับนโยบายให้กับรัฐบาล &amp;rdquo;ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ครูที่ทำงานกับเด็กยากจนถือเป็นกัลยาณมิตรที่สำคัญอย่างมาก เพราะความยากจนไม่ใช่ปัญหา อาจเป็นพรทำให้เด็กเกิดการต่อสู้ดิ้นรน เราสามารถใช้การศึกษาเปลี่ยนฐานะทางสังคมได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนถึง 23 เท่า วิกฤตปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นเป็นความเหลื่อมล้ำและช่องว่างระหว่างวัย สังคมไทยเกิดความเรรวน ชุมชนขาดหลักคิด อ่อนแอ &amp;nbsp;ถ้าโรงเรียนไม่ได้รับการดูแลจะทำให้โรงเรียนตายหรือโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบควบรวม ขณะที่หน่วยย่อยอย่างครอบครัวอ่อนแอลง ทำให้เกิดปัญหายาเสพติด &amp;nbsp;ดังนั้น สิ่งที่ กสศ. ชี้เป้าและมีนโยบายชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี แต่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณช่วยเด็กกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุด ควรจะจัดสรรงบอุดหนุนแก่เด็กยากจนให้ง่าย รวดเร็ว และจะต้องลดระเบียบ ปลดล็อค เปิดโอกาสให้โรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพ ช่วยเหลือเด็กให้ได้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14991</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักเรียนยากจน, นายไกรยส  ภัทราวาท, สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), เด็กยากจนพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6adeec33183.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
