<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนร้องแรงต่อเนื่องหวังเงินต่างชาติไหลเข้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.พ. 2564 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือเดือนเมษายน 2564 อยู่ที่ระดับ 132.55 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อน ยังคงอยู่ในเกณฑ์ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง โดยนักลงทุนคาดหวังการไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือการคลี่คลายของสถานการณ์ไวรัสโคสิด-19 จากข่าวดีเรื่องวัคซีนที่ทยอยออกมา และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ รองลงมาคือสถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนรายย่อยปรับเพิ่มขึ้น 22% อยู่ที่ระดับ 144.07, กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ปรับลดลง 3% อยู่ที่ระดับ 125.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ปรับลดลง 17% อยู่ที่ระดับ 125.00 อยู่ในเกณฑ์ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันปรับลดลง 1% อยู่ที่ระดับ 117.65 อยู่ในเกณฑ์ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERGY) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดเหล็ก (STEEL)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมกราคม 2564 ดัชนีหุ้นไทยมีความผันผวน อยู่ระหว่าง 1,468.24-1,547.31 จุด จากการเทขายหุ้นที่มี free float ต่ำ โดยหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบมากที่สุด ช่วงครึ่งเดือนหลังดัชนีปรับตัวในกรอบแคบโดยมีข่าวดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมผ่านโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ที่ออกมาช่วยเสริมสภาพคล่องด้านการใช้จ่ายภายในประเทศ และการประกาศผ่อนคลายพื้นที่ควบคุม แต่ดัชนีได้รับผลกระทบจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่อาจเกิดจากการปรับฐานการลงทุนซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศ โดย ณ สิ้นเดือนมกราคม ปิดที่ 1,466.98 ปรับเพิ่มขึ้น 1.22% จากเดือนก่อนหน้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ โอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากการแจกจ่ายวัคซีน, การทบทวนข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่วนปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประกาศงบการเงินบริษัทจดทะเบียน (บจ.), ผลการประชุมรัฐสภาในส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระสองที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์การเมือง, จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ใหม่รายวันที่ยังเพิ่มสูงอยู่รวมถึงแผนการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศ และติดตามความเป็นไปได้ในการพิจารณาต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่าง ๆ ของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำแล้ว และมาตรการการคลังที่ออกมาตั้งแต่ช่วงต้นปีจะลดความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยนโยบายลง ทั้งนี้ หากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มแย่ลง อาจมีการพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้ ส่วนคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี ยังทรงตัวใกล้เคียงระดับ 0.70% และ 10 ปี อยู่ที่ 1.29%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91769</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร, ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;FETCO&#039;เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น 4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค.2563 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกรกฎาคม 2563 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ระดับ 101.19 อยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเหมือนเดือนก่อน โดยนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือนโยบายภาครัฐ และการไหลเข้าออกของเงินทุน ทั้งนี้ ความกังวลต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 2 ปี 2563 เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าออกของเงินทุน และนโยบายทางการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงยังคงกังวลกับการระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ที่ 125.00 ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; ที่ 100.00 ด้านสถาบันในประเทศปรับลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; ที่ 100.00 และกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลงอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ซบเซา&amp;rdquo; ที่ 71.79 สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลสำรวจ ณ เดือนมิถุนายน 2563 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ในขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันในประเทศอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; ยกเว้นกลุ่มนักลงทุนบุคคลที่ปรับตัวลงอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ซบเซา&amp;rdquo; ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนพฤษภาคม โดยช่วงครึ่งเดือนแรกดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1,341.99&amp;mdash;1,438.66 จุด หลังจากได้รับแนวโน้มการผ่อนคลาย Lockdown ระยะที่สี่ รวมถึงครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว วงเงินรวม 22,400 ล้านบาท จากนั้นดัชนีปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 ติดลบ&amp;nbsp;8.1% และประกาศให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายดเงินปันผลระหว่างกาล อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐประกาศห้ามธนาคารจ่ายเงินปันผล โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ปิดที่ 1,339.03 จุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนจีน&amp;mdash;อินเดีย การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตามได้แก่ ผลกระทบของโควิดต่อเศรษฐกิจ การผ่อนคลายการลอคดาวน์ และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ &amp;nbsp;ทั้งมาตรการด้านการคลัง มาตรการด้านสินเชื่อ และมาตรการด้านการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประเมินว่าเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1,400-1,450 จุด ด้านทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติ คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกมากพอที่จะทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามามาก โดยมองว่าในช่วงไตรมาส 3 ยังเร็วเกินไปที่จะไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทย เนื่องจากนักลงทุนยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อการคลายล็อคมาตรการต่างๆ ว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีแค่ไหน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70776</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2019 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2019 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย. 2562 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟสโก) เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือน มิ.ย.62 พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง 16.56% อยู่ที่ระดับ 87.20 ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือน ส.ค.60 เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวล ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ, สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจส่งผลต่อการพิจารณางบประมาณภาครัฐปี 63 ล่าช้าออกไป แต่นักลงทุนบางส่วนยังมองว่าการเมืองและนโยบายภาครัฐที่ต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นการลงทุนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะเป็นผลบวกต่อการลงทุนและผลไม่หนีจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่จะได้นายกรัฐมนตรีหน้าตาเดิม เพราะทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เชื่อว่าจะจัดตั้งผ่านไปได้ด้วยดี เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐสามารถรวมเสียงคะแนนได้เกินครึ่งแล้ว ซึ่งจะทำให้ครึ่งหลังของปี กระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นประมาณ 60,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 10,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับการบริหารเสียงในสภาของรัฐบาลด้วยว่าจะบริหารเสียงที่มีอยู่ 254 เสียง ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญได้หรือไม่&amp;rdquo;
อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจไทยและการส่งออกชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ทำให้รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดแรงขับเคลื่อนต่อไป รวมทั้งสานต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงกรณีที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณจะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายลง ประกอบกับการเมืองไทยมีความชัดเจน ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยจำนวนมาก สะท้อนจากเดือน พ.ค.62 ที่ยอดขายสุทธิ 50,000 ล้านบาท เหลือขายสุทธิ &amp;nbsp;26,000 ล้านบาท ณ วันที่ 5 มิ.ย.62 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นนักลงทุนถึงดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย เดือนมิ.ย.62 คาดว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 1.75% ต่อไป โดยยังคงให้น้ำหนักกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37804</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟสโก)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักลงทุนกังวล รัฐบาลปริ่มน้ำ ฉุดดัชนีเชื่อมั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เฟทโก้เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้าลด 2.83% เหตุกังวลการเมืองเสถียรภาพน้อย คาดรัฐบาลใหม่มีเสียงแค่ 260 เสียง แนะหาคนฝีมือดีเร่งทำงานทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร &amp;nbsp; ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (เฟทโก้) เดือน พ.ค.62 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง 2.83% มาอยู่ที่ระดับ 104.49 เป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากนักลงทุนกังวลปัจจัยภายในประเทศจากสถานการณ์การเมืองภายหลังการเลือกตั้ง รวมทั้งเสถียรภาพรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง และผลการเจรจานโยบายการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ถือว่ามีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด แต่หากสถานการณ์ต่างๆ &amp;nbsp; คลี่คลายและมีความชัดเจนขึ้น เชื่อว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทิศทางการลงทุนอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ยังคงเป็นปัจจัยในประเทศจากสถานการณ์ทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการประกาศผลเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเดือน พ.ค.นี้ เบื้องต้นประเมินว่าโอกาสรัฐบาลใหม่จะมีเสียงข้างมากนั้นมีน้อย โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 250-260 เสียง ถือว่าเก่งแล้ว และต้องยอมรับว่าเสียงที่มีอยู่ อาจทำให้เสถียรภาพลดลง เวลาการบริหารงานมีน้อย หากจะเข้ามาบริหารประเทศทันที ต้องเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาทำงานได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำงานได้ทันที เนื่องจากมีเวลาจำกัด และหมดเวลาฮันนีมูนแล้ว จึงต้องหาคนมีฝีมือเข้ามาบริหารงานทันที ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบ เนื่องจากยังคงพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอยู่ โดยต้องมีนโยบายการกระตุ้นบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดความต่อเนื่อง รวมถึงสานต่อนโยบายรัฐบาลเดิม เพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดความกังวล และหากมีความชัดเจนตลาดหุ้นไทยก็จะสามารถปรับตัวขึ้นได้ไม่ยาก&amp;quot; นายไพบูลย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความเป็นไปได้กรณีปรับลดอัตรานโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และผลกระทบความคืบหน้าและการคาดหวังการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีน, กรณีพิพาทระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรป เรื่องการให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมการบินที่อาจส่งผลต่อการขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกัน ทำให้เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนถึงสิ้นปี ทิศทางเบร็กซิต ภายหลังการเลื่อนเส้นตายข้อตกลงจนถึงวันที่ 31 ต.ค.นี้ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยเดือน พ.ค.62 ว่า ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือน พ.ค.นี้ อยู่ที่ระดับ 60 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้ว แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน สะท้อนมุมมองตลาดที่คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1.75% ต่อไป โดยให้น้ำหนักกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อ เป็นปัจจัยหลัก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35267</URL_LINK>
                <HASHTAG>กังวลการเมืองเสถียรภาพน้อย, ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร, รสภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ลด 2.83%, หนังสือพิมพ์, เฟทโก้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190507/image_big_5cd198f32816a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
