<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;เซ็นตั้งกก.กฎหมาย-ข้อบังคับพปชร.&#039;ไพบูลย์&#039;นั่งประธาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ก.ย.64-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงนามในคำสั่งพรรคพลังประชารัฐ แต่งตั้งคณะกรรมการกฎหมายและข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้การดำเนินงานของพรรคพลังประชารัฐในด้านกฎหมาย และการบังคับใช้ข้อบังคับของ พรรคพลังประชารัฐ เป็นไปด้วยความถูกต้อง มีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์ และนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับของพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเดิม ข้อ 17 (1) และ (ช) จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกฎหมายและข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ดังนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็น ประธานกรรมการ นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กรรมการ นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ กรรมการ นายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ และนายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีภารกิจในการพิจารณาเห็นชอบ ร่างกฎหมายต่างๆ ที่พรรคเสนอ เช่น พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ร.ป.เลือกตั้งและให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายต่างๆ และดูแลการบังคับใช้ข้อบังคับพรรค เช่น เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ เกี่ยวกับจริยธรรมของสมาชิกพรรคตามข้อบังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117006</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ​ (พปชร.), นายไพบูลย์ นิติตะวัน, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610b7036bab16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 20:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 20:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;ประชุมส.ส.พปชร.15ก.ย.&#039;ไพบูลย์&#039;ลั่นพรรคไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.64-นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงเรื่องภายในพรรค พปชร.ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันแล้วไม่ลาออก ดังนั้นการไม่ลาออกคือการไม่ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคใดๆ ดังนั้นทุกอย่างก็นิ่ง ส.ส.และสมาชิกพลังประชารัฐทั้งหมด รักและเคารพพล.อ.ประวิตรเป็นหนึ่งเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ท่านเองก็อยากเห็นพลังประชารัฐไม่มีแรงกระเพื่อมใดๆ และอย่างที่พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ไม่มีการปรับโครงสร้างพรรคใดๆทั้งสิ้น ซึ่งเป็นอำนาจหัวหน้าพรรค และพล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคที่ครองใจส.ส.ในพรรคทั้งหมดด้วย ดังนั้นทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านกล่าว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า เชื่อมั่นว่าพล.อ.ประวิตรยังเป็นผู้นำทัพพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายไพบูลย์ กล่าวว่า&amp;nbsp; มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะท่านเป็นศูนย์รวมใจส.ส.ทั้งหมด ตราบใดที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรค ก็ทำให้พรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งเดียว และเข็มแข็งที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคพลังประชารัฐได้แจ้ง ส.ส.วันที่ 15 ก.ย. มีการประชุมส.ส.เวลา 09.00 น.ที่ชั้น 6 ห้องพรรคพลังประชารัฐ อาคารรัฐสภา ซึ่งพล.อ.ประวิตร เข้าร่วมประชุมด้วย โดยขอให้มาร่วมกันทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116475</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพบูลย์ นิติตะวัน, พรรคพลังประชารัฐ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f084f474915d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ก้าวไกล-พรรคเล็ก’ดิ้นพล่านค้านจำนวนส.ส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.2564 &amp;ndash; การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในเวลา 10.20 น. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ. รายงานว่า คณะ กมธ.ได้พิจารณาเสร็จ โดยมีมาตราที่เพิ่มขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องและเสนอคำแปรญัตติที่ชอบด้วยข้อบังคับการรประชุมรัฐสภา ข้อที่ 124 การแก้ไขในแต่ละมาตรา โดย กมธ.ได้นำคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภามีการแก้ไขมาตรา 86 แบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการแก้ไขจำนวน ส.ส.ให้สัมพันธ์กับการแก้ไขมาตรา 83 โดยตรง นอกจากนี้ ก็มียังมีการเพิ่มบทเฉพาะกาล พื่อรองรับในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าเกิดเลือกตั้งซ่อมตอนนี้ก็ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 10.38 น. ที่ประชุมพิจารณามาตรา 83 ว่าด้วยจำนวนส.ส.แบ่งเขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ภาพรวมการอภิปราย พรรคก้าวไกล &amp;nbsp;พรรคพลังท้องถิ่นไท และพรรคเสรีรวมไทย ไม่เห็นด้วยตามที่ กมธ.แก้ไข และเสนอให้คงใช้สัดส่วน ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ ส.ส.แบ่งเขต 350 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน โดยนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า หากกำหนดสัดส่วน ส.ส.ไม่ห่างกัน จะทำให้พรรคการเมืองได้เน้นนโยบายหาเสียง เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวมว่าเมื่อพรรคได้เป็นรัฐบาลจะทำอย่างไร ไม่ใช่เน้น ส.ส.แบ่งเขตแบบตัวบุคคล ซึ่งการเข้ามา ส.ส.ก็จะใช้อิทธิพลหรือการอุปถัมภ์ ซึ่งแบบนั้นไม่ได้สะท้อนประชาธิปไตยในบ้านเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายวิรัจน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า การให้สัดส่วน ส.ส.เป็นแบบที่ กมธ.แก้ไข จะทำให้มีการซื้อเสียงทวีคูณและแข่งขันมากขึ้น เราจะยอมรับหรือไม่ว่า มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงจนเป็นธรรมเนียมว่า เงินไม่มา กาไม่เป็น เป็นแบบนี้ทั่วประเทศ ฟังปราศรัยได้ 200 บาท คืนหมาหอนได้อีก 500 บาท จึงอยากถามว่าสัดส่วน ส.ส.แบบที่ กมธ.แก้ไข ยังเหมาะสมจริงกับประเทศเราจริงหรือ ระบบนี้ใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นระบบกินรวบรัฐสภา เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่สะท้อนเจรจาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อยากถามผู้มีอำนาจว่าหากใช้ระบบนี้ ไม่กลัวผีแล้วหรือ หรือว่าเพียงเพื่อให้ได้ประโยชน์เท่านั้น ก็เลิกกลัวผี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช &amp;nbsp;ส.ว. อภิปรายสนับสนุนให้มีส.ส.แบ่งเขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และให้ใช้ใบเลือกตั้ง 2 ใบ เพราะในการเลือกตั้งส.ส. ปี 62 ใช้แบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวมีปัญหามาก ตั้งแต่เกิดการร้องเรียนต่อกกต. ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงการคำนวณส.ส.ใหม่ ได้เป็นส.ส.อยู่ดีๆ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมและคำนวณคะแนนใหม่ ทำให้ส.ส.ต้องกลับบ้าน รู้สึกสงสาร ฉะนั้น ตนจึงเห็นด้วยที่จะใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.อภิปรายว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประชาชน แต่การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ดูเหมือนประชาชนจะไม่ได้อะไร เพราะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้บัตร 2 ใบ ตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ ที่ผ่านมาการเลือกตั้งมีปัญหาสร้างความแตกแยก ถ้าเราจะแก้รัฐธรรมนูญและให้ประชาชนได้ประโยชน์ต้องใช้เขตเลือกตั้งใหญ่ มีส.ส.หลายคน ไม่ใช่เขตเดียวคนเดียวแบบที่ทำกัน ซึ่งเขตใหญ่ซื้อเสียงยาก ทำให้ได้ตัวแทนของประชาชนอย่างทั่วถึงกว้างขวาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114496</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพบูลย์ นิติตะวัน, พรรคพลังประชารัฐ, รัฐสภา, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, สัดส่วน ส.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d53a1376f79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้รธน.ถึงชวน ‘ก้าวไกล’ข้องใจ ชงรัฐสภาโหวต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญส่งถึงมือ &amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; แล้ว คาด 16 ส.ค.หารือถกวาระ 2 และ 3 เมื่อไหร่ &amp;ldquo;ไพบูลย์&amp;rdquo; ยันไร้ปัญหา &amp;ldquo;โฆษก ปชป.ย้ำ &amp;ldquo;จุรินทร์-ชินวรณ์&amp;rdquo; &amp;nbsp;มีประสบการณ์ไม่ทำอะไรผิดกฎแน่ &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; ปัดจูบปาก &amp;ldquo;ก้าวไกล&amp;rdquo; ไม่ยอมชงญัตติเข้าที่ประชุมว่าผิดหลักหรือไม่ แต่ยังไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเพราะเกรงใจเพื่อน
เมื่อวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่&amp;hellip;) พ.ศ&amp;hellip;. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 และมาตรา 91 กล่าวถึงการประชุมนัดสุดท้ายว่า การพิจารณารายมาตรา กมธ.ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงการพิจารณาแปรญัตติของ กมธ.สัดส่วนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) 2 คน จากนั้นจะนำรายงานของคณะ กมธ.มาให้ที่ประชุมตรวจสอบ ถ้าทั้งหมดเห็นชอบก็รับรองรายงาน และส่งนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลจะยื่นญัตติด่วนให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาโหวตตัดสินว่า กมธ.แก้รัฐธรรมนูญแปรญัตตินอกเหนือจากที่รับหลักการมาในวาระที่ 1 ได้หรือไม่นั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า คงเป็นการใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 151 ซึ่งก็เป็นอำนาจของรัฐสภาต้องตีความเพื่อพิจารณาวินิจฉัย แต่ประเด็นอยู่ที่ข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 นั้นเขียนไว้ชัดเจน โดยเฉพาะวรรค 3 ที่สมาชิกสามารถแปรญัตติเพิ่มมาตราได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อหลักการ หากเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการก็ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น กรณีบทเฉพาะกาล ดังนั้นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิจารณานั้นดำเนินการตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 วรรค 3 ชัดเจน แต่ถ้าพรรคก้าวไกลติดใจก็เสนอที่ประชุมรัฐสภาได้ ซึ่งเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาได้อ่านข้อบังคับ ก็เห็นว่าทุกอย่างถูกต้อง ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชพน.) ในฐานะเลขานุการ กมธ. กล่าวว่า คณะ กมธ.จัดทำเนื้อหาตามคำแปรญัตติเสร็จแล้ว และเตรียมส่งให้นายชวนภายในวันที่ 13 ส.ค. ส่วนจะพิจารณาวาระสองเมื่อใด คาดว่าในวันที่ 16 ส.ค. ซึ่งประธานรัฐสภาได้นัดตัวแทนแต่ละฝ่ายหารือจะมีข้อสรุปเรื่องดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิกรกล่าวอีกว่า การแก้ไขรายละเอียดนั้น นอกจากมาตรา 83 และ มาตรา 91 ซึ่งเป็นหลักการใหญ่แล้ว ยังมีการแก้ไขมาตราอื่นประกอบ ได้แก่ มาตรา 85, มาตรา 86, มาตรา 92, มาตรา 93 และมาตรา 94 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ แต่มีประเด็นที่น่าสนใจ และคาดว่าจะนำไปสู่การอภิปรายว่าด้วยเนื้อหาที่ให้กำหนดการคำนวณคะแนนที่ กมธ.ระบุให้นำไปกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งต้องตราขึ้นภายใน 120 วันนับจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขประกาศ และกรณีที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบหรือกฎเพื่อใช้ในการเลือกตั้งไปพลางๆ ก่อน หากกฎหมายลูกนั้นไม่แล้วเสร็จ เช่น มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่มี กมธ.ยังเห็นขัดแย้ง และเตรียมยื่นเรื่องต่อรัฐสภาให้พิจารณา นายนิกรยอมรับว่า อาจต้องยื่นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตามความของมาตรา 256 (9) แต่ต้องรอให้กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาเสร็จสิ้นในวาระสามเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ได้ทำหน้าที่เป็นรองประธาน กมธ. ซึ่งเป็นคนละเอียด และได้ดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว สิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ นายชินวรณ์ไม่ทำแน่นอน ในขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ก็ได้ดำเนินการตามข้อบังคับในการยื่นคำแปรญัตติโดยอาศัยสิทธิอันชอบตามข้อบังคับ หากกล่าวหาว่าไม่สามารถยื่นคำแปรญัตติได้ แสดงว่าสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมกันลงชื่อ รวมถึงสมาชิกที่รับหลักการ ก็ไม่มีใครสามารถยื่นคำแปรญัตติได้แม้แต่คนเดียว ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานในเรื่องหลักการในการร่างกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายเกิดความสมบูรณ์
ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ. กล่าวในประเด็นนี้เช่นกันว่า รัฐสภามีข้อบังคับอนุญาตให้ดำเนินการได้ แต่ห้ามแก้ไขหลักการ เว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการ ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาและเป็นประเด็นในสังคมกล่าวหาว่า กมธ.พรรคเพื่อไทยเขียนเช็คเปล่าให้ กกต.ในเรื่องบทเฉพาะกาล และบอกว่าเป็นการพิจารณาเกินหลักการด้วยนั้น ยืนยันว่าบทเฉพาะกาลเขียนไป 2 มาตรา ถามว่าหากไม่มอบอำนาจให้ กกต.จะเกิดการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือจะให้ฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดประกาศให้มีการเลือกตั้ง ถามว่าจะเอาแบบนั้นหรือ ซึ่งเราก็ไม่เอา ระหว่างเลือก กกต.กับฝ่ายบริหาร เราเลือก กกต.มากกว่า
&amp;ldquo;ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะให้รัฐสภาตีความเรื่องข้อบังคับที่เราใช้นั้นใช้ไม่ได้ ก็สามารถทำได้ หรือจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาหลักผ่านวาระที่ 3 ก็ทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องรอจังหวะเวลา ยืนยันว่าทุกอย่างไม่ได้พิจารณาอย่างร้อนรน เพราะมีเพียงแค่ 2 มาตรา&amp;rdquo; นพ.ชลน่านระบุ&amp;nbsp;
ส่วนนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะ กมธ.ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ที่ยังเป็นอำนาจของ ส.ว. และไม่ได้เป็นการแก้ไขเรื่องการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่เป็นการแก้ไขระบบเลือกตั้งเพียง 2 มาตราเท่านั้น และยังมีการตีความแก้ไขเกินเลยไปหลายมาตรา โดยเฉพาะการให้ กกต.ออกข้อกำหนดเองได้ เหมือนเป็นการมอบอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติให้ กกต. ถามว่าเป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐสภาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม แต่รัฐธรรมนูญฉบบนี้พยายามตีความให้เกินเลย แปลงร่างให้เอาร่างของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยที่ถูกตีตกไปแล้วตั้งแต่ชั้นรับหลักการวาระแรกมาใส่ให้ได้ และทั้ง 2 พรรคค่อนข้างเอื้ออาทร กะหนุงกะหนิงช่วยเหลือกันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน เราจึงได้พิจารณาจะยื่นให้รัฐสภาพิจารณาอีกครั้งว่าการแก้ไขเกินเลยแบบนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยยื่นตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 151 เพื่อให้บรรจุเป็นญัตติก่อนการพิจารณารัฐธรรมนูญในวาระ 2-3&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า รู้สึกผิดหวัง และเชื่อว่าการแก้ไขแบบนี้ไม่ช่วยนำพาประเทศออกสู่วิกฤติทางการเมืองได้ ซึ่งพรรคยืนยันว่าการยื่นญัตติดังกล่าวเป็นการตรวจสอบเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่การตีรวน แต่เป็นการตรวจสอบการกระทำที่มีความพยายามสอดไส้ โดยเบื้องต้นในพรรคเห็นว่าควรใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 151 ก่อน เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องการตีความข้อบังคับ ยังไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเพราะเราไม่อยากให้กระทบกับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรกับเราด้วย จึงเริ่มจากช่องทางนี้ก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113213</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนิกร จำนง, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, พรรคพลังประชารัฐ, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61038d654dbbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถกกมธ.แก้รธน.นัดสุดท้าย&#039;ไพบูลย์&#039;ย้ำทำถูกต้องตามข้อบังคับเชื่อ&#039;ก้าวไกล&#039; ยื่นญัตติด่วนไม่ทำสะดุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่&amp;hellip;) พ.ศ&amp;hellip;. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 กล่าวถึงการประชุมกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญนัดสุดท้ายว่า การพิจารณารายมาตราทางกมธ.ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยในวันนี้จะเป็นการพิจารณาแปรญัตติของกมธ.สัดส่วนพรรคก้าวไกลที่เหลือ 2 คน จากนั้นจะนำรายงานของคณะกมธ.มาให้ที่ประชุมตรวจสอบ ถ้าทั้งหมดเห็นชอบก็รับรองรายงาน และส่งนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลจะยื่นญัตติด่วนถึงประธานรัฐสภา เพื่อบรรจุวาระให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาโหวตตัดสินว่า กมธ.แก้รัฐธรรมนูญแปรญัตตินอกเหนือจากที่รับหลักการมาในวาระที่ 1 ได้หรือไม่นั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า คงเป็นการใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 151 ซึ่งทางส.ส.พรรคก้าวไกลคงเห็นว่าข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราอื่นใด ทั้งนี้ก็เป็นอำนาจของรัฐสภาต้องตีความเพื่อพิจารณาวินิจฉัย แต่ประเด็นอยู่ที่ข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 นั้นเขียนไว้ชัดเจน โดยเฉพาะวรรค 3 ที่สมาชิกสามารถแปรญัตติเพิ่มมาตราได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อหลักการ หากเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการก็จะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น กรณีบทเฉพาะกาล ดังนั้น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิจารณานั้นดำเนินการตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 วรรค 3 ที่เขียนชัดเจน ถ้าพรรคก้าวไกลติดใจก็เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาได้ แต่ตนเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาหากได้อ่านข้อบังคับดังกล่าวแล้วก็เห็นว่าทุกอย่างมีความถูกต้อง ดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการยื่นญัตติด่วนของพรรคก้าวไกลจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมสะดุดใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่มีผล ซึ่งผู้ยื่นเองก็ต้องเขียนให้ดี เพราะข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 เขียนไว้ชัดเจน หากยังต้องไปตีความ ตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน หากอ่านกฎหมายเป็นก็น่าจะเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่าประเด็นที่พรรคก้าวไกลจะยื่นนั้นได้ข้อยุติในชั้นกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยัง นายไพบูลย์ กล่าวว่า กมธ.ทำตามข้อบังคับ เมื่ออ่านตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 แล้ว เราทำอย่างอื่นไม่ได้ คือเมื่อสมาชิกรัฐสภาแปรญัตติมาและมีการเพิ่มมาตรา รวมถึงยังมีเรื่องที่เกี่ยวเนื่องด้วย กมธ.ก็มีหน้าที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยพบว่าต้องแก้ไขอยู่หลายมาตรา เพิ่มขึ้นตามที่มีการแปรญัตติมา ยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่ตามข้อบังคับ ตนจึงไม่ได้เป็นห่วงในเรื่องนี้ เพียงแต่เป็นห่วงผู้เสนอให้ตีความเท่านั้นว่าจะไปพูดอย่างไรในรัฐสภา เพราะมันขัดแย้งกับข้อบังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามองว่าการยื่นญัตติด่วนครั้งนี้จะเป็นการขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการใช้สิทธิ์และเป็นเรื่องเล็กน้อย เชื่อว่าไม่มีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่าดูเหมือนในส่วนประธานกมธ.กับกมธ.ในส่วนพรรคก้าวไกลจะมีปัญหาในการพิจารณาแก้ไขเนื้อหาสาระ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีปัญหา ซึ่งเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่สามารถทำได้ ตนในฐานะประธานก็ต้องควบคุมการประชุม ทุกอย่างอยู่ที่ผลสุดท้าย ถ้าการประชุมและการพิจารณาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตนในฐานะประธานก็มีความพอใจ ส่วนนายธีรัจชัยและนายรังสิมันต์ก็ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นของตนเองแล้ว เพียงแต่ที่ประชุมไม่เห็นด้วยก็ถือเป็นเรื่องปกติ ตามระบอบประชาธิปไตยของรัฐสภา และทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินรายมาตราจากญัตติที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอมา ทางวุฒิสภามีความคิดเห็นอย่างไร นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับ โดยเฉพาะข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 วรรค 3 ที่สามารถแปรญัตติเพิ่มมาตราได้แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ หรือเว้นแต่เกี่ยวเนื่องกัน เขียนไว้ชัดเจนขนาดนี้ตนเชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะทางวุฒิสภาก็อ่านกฎหมายกันเป็นประจำอยู่แล้ว ทุกอย่างมีความชัดเจนทุกประการ และที่ผ่านมาวุฒิสภาก็ไม่ได้มีการทักท้วงอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113164</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ, นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, ้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110cd0ac3e91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่เคยเปลี่ยน!ก้าวไกลเล่นใหญ่ที่ประชุมกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.2564 &amp;nbsp;- ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่...) พ.ศ.... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และ มาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง รัฐสภา ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ เป็นประธานการะชุม โดยที่ประชุมมีมาตราการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยจัดให้กรรมาธิการ นั่งเว้นระยะห่าง มีแอลกอฮอล์ ให้ทุกที่นั่ง และจัดชุดตรวจ Rapid Antigen test ไว้หน้าห้องประชุม กว่า 10ชุด สำหรับกมธ.ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ก่อนเข้าห้องประชุมยังไม่มีกรรมาธิการฯคนใดขอชุดตรวจ ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายไพบูลย์ ได้แจ้งว่ามีทั้งหมด 48 คำแปรญัตติ และมีผู้แปรญัตติทั้งหมด 54 คน แบ่งเป็น ส.ส.50 &amp;nbsp;และ ส.ว. 4 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเริ่มเข้าสู่การพิจารณา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะ กมธ.ได้ทักท้วงเรื่องการแก้ไขระบบบเลือกตั้งเกินกว่ามาตราที่รับหลักการมา จะกระทำการขัดข้อบังคับข้อที่ 124 &amp;nbsp;ทำให้นายไพบูลย์เบรกว่า ขอให้พิจารณาไปตามวาระการประชุม ทำให้นายธีรัจชัยไม่พอใจ และพูดเสียงดังลั่นห้องประชุมดังถึงขนาดลอดห้องประชุมออกโวยวายว่า &amp;ldquo;ประธานปิดปาก ไม่ให้ผมแสดงความคิดเห็น คุณเป็นประธานต้องทำงานเป็นกลาง ไม่ใช่ขัดขวางไม่ให้เสนอความคิดเห็น&amp;rdquo; แต่นายไพบูลย์​ก็ยังย้ำว่าให้ดำเนินการไปปตามระเบียบวาระ หากนายธีรัจชัย ยังไม่หยุดโวยวายจะใช้อำนาจประธานเชิญออกจากห้องประชุม ทำให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรองประธาน กมธ.พูดแทรกขึ้นมา ทำให้นายธีรัจชัย ยอมพร้อมกล่าวว่า ถ้าจะใช้อำนาจแบบนี้ หยุดก็ได้ จากนั้นที่ประชุมก็เดินหน้าไปตามระเบียบวาระ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112174</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ก., คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่...), นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, พรรคก้าวไกล, ส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0489074a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ไพบูลย์’ปูดมีคนจ้องขวางแก้ไขระบบเลือกตั้ง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.2564 - นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่&amp;hellip;) แก้ไขมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรกว่า ในการประชุมจะมีการเสนอที่ประชุมตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 ซึ่งมีความชัดเจนอยู่แล้วว่า การที่จะขอแปรญัตติมาในเรื่องที่เป็นไปตามหลักการสามารถทำได้ โดยเฉพาะเรื่องแบ่งเขตการเลือกตั้งและการใช้บัตร 2 ใบ รวมถึงยังมีเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งตามหลักการสามารถทำได้ เพราะข้อบังคับรัฐสภา ข้อที่ 124 มีความชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อมีผู้แปรญัตติมาก็ถือเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ในส่วนของกรรมาธิการฯมีหน้าที่อย่างเดียวคือ นำคำแปรญัตติไปพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในคำแปรญัตติเหล่านั้น ส่วนการพิจารณาข้อบังคับที่มีฝ่ายโต้แย้งหากมีปัญหาที่ต้องตีความก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับข้อที่ 151 ที่เป็นอำนาจของรัฐสภาไม่ใช่เป็นอำนาจของ กมธ. สมาชิกที่มีความสงสัยจะต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 40 คน จากนั้นยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาในที่ประชุม หากเสียงที่ประชุมเกินกึ่งหนึ่งของเท่าที่มี ที่มีผู้ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วยที่สุดแล้ว แต่ตีความก็ถือว่าจะเป็นไปตามนั้น แต่ในชั้น กมธ.จะมาตีความข้อบังคับเองนั้นทำไม่ได้ เพราะจะถือเป็นการก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภาและเราจะไปตัดสิทธิ์ของผู้แปรญัตติโดยพละการไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์กล่าวว่า ส่วนคำขอแปรญัตติที่มีกว่า 40 ฉบับนั้น ต้องมอบหมายให้มีคณะอนุกรรมาธิการฯ หรือคณะทำงานก็สุดแล้วแต่ ซึ่งจะต้องไปรวบรวมแล้วพิจารณาแล้วเสนอมา ถือเป็นเรื่องที่ทำกันมาปกติ การตั้งอนุ กมธ.ถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวาย เพราะการประชุมต้องมีเบี้ยประชุม ทั้งที่ทุกคนมีจิตเสียสละในการทำงานอยู่แล้ว เชื่อว่าหากตั้งเป็นคณะทำงานก็สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งตอนนี้มีสถานการณ์โควิด แต่เราตระหนักดีว่า มาตรการที่ให้ทำงานที่บ้านหรืองานออนไลน์ต่างๆ แต่เรื่องการพิจารณากฎหมายไม่สามารถทำได้ การประชุมครั้งนี้ก็ไม่อยากประชุม แต่ว่ามีความจำเป็น และทุกคนก็ได้รับการฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว มีการป้องกันกันอย่างเต็มที่ และเราตระหนักในหน้าที่การเป็นสมาชิกรัฐสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ปมปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นเหตุทำให้การแก้บัตรเลือกตั้งสูญเปล่าใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มั่นใจว่าไม่มีปัญหา การแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขรายมาตรา ไม่ได้มีปัญหาและไม่ได้เป็นการแก้ประเด็นที่ไปเกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ดังนั้นไม่ต้องไปประชามติเชื่อว่า ปัญหาน้อยและมีประเด็นเดียวที่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง เราพยายามกระชับเวลา แต่ไม่ใช่เป็นการรวบรัดและไม่ใช่ว่าจะให้ใครไปเตะถ่วงหรือยืดเยื้อ ใช้เกณฑ์การเมืองต่างๆ กมธ.จะดำเนินการตามข้อบังคับที่เขียนไว้ว่า ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าตามไทม์ไลน์แล้วในวาระ 3 จะเสร็จทันสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า คิดว่าทันในวาระ 3 คือก่อนวันที่ 18 ก.ย. จะพิจารณาเสร็จในวาระ 3 จากนั้นสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีประเด็นไปส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นเรื่องที่เสนอในการประชุมสภาเพื่อตีความในข้อบังคับเท่านั้น เว้นแต่ฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้ระบบเลือกตั้ง และเสียผลประโยชน์ก็จะพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ถามว่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้หรือว่า ตัวเองจะพยายามขัดขวางอย่างไร ยืนยันว่าเรื่องนี้ขัดขวางไม่ได้เพราะเราทำตามรัฐธรรมนูญ ส่วนจะเป็นใครขอให้ไปดูกันในสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แต่บางคนที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ถามว่าเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ เราไม่ใช่เสียงข้างมากลากไป เพราะพูดกันด้วยเหตุผล และทำตามรัฐธรรมนูญทุกประการทั้งนี้หากพิจารณาผ่านวาระ 3 แล้วก็จะมีการยื่นแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้งและพ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งจะอยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายน จากนั้นต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 เพื่อรับฟังความคิดเห็นและคาดว่าจะบรรจุเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาได้ในสมัยประชุมต่อไป คือประมาณเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการคาดว่าเมื่อกฎหมายลูกเสร็จสิ้นจะมีโอกาสในการยุบสภาหรือนายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่อง เพราะการยุบสภาอยู่อีกสถานการณ์หนึ่งและอีกเหตุผลหนึ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้มีเขียนไว้ว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุการแก้ไขรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า แต่มีการมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ นายยไพบูลย์ กล่าวว่า ในเร็ววันนี้คือปี 2566 ที่รัฐบาลจะครบวาระซึ่งรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ให้ครบวาระ ส่วนการเรียกร้องต่างๆ ก็เป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่อยากให้พวกตนเองได้เป็นรัฐบาล ถามว่าคนที่มาเรียกร้องนั้นมีกี่คน ทำไมไม่เคารพเสียงของคนหลายสิบล้านคน ขอให้รอการเลือกตั้งเพื่อมาพิสูจน์กัน ทำไมเสียงของคนนั้นคนนี้จะต้องมีความสำคัญมากกว่าเสียงของประชาชนทั่วไปเสมอ เพราะต่างคนต่างก็มีเสียงเท่ากัน ใครจะเสียงใหญ่กว่ากันไม่ได้และยิ่งบางคนไปแอบอ้างเป็นเพื่อนลูกสาวนายกฯ ใช้อภิสิทธิ์เรียกร้องต่างๆ เพื่อให้เสียงดังกว่าชาวบ้านและประชาชนคนอื่น บุคคลเหล่านั้นถือเป็นอภิสิทธิ์ชนไม่ใช่นักประชาธิปไตยที่จะต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมกันและมีเสียงเท่ากันคือ 1 เสียงรวมถึงเคารพเสียงของคนอื่นด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะราบรื่นหากผู้มีอำนาจเอาด้วยเพื่อเตรียมปูทางสู่อำนาจใหม่ในอนาคต นายไพบูลย์ กล่าวว่า ถ้าผู้มีอำนาจหมายถึงสมาชิกรัฐสภา ถือว่าใช่เพราะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ถ้าสมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยการแก้ไขก็ผ่านและบังคับใช้ต่อไป ถามต่อว่าแต่ถ้าผู้มีอำนาจหมายถึง คสช.หรือฝ่ายบริหาร นายไพบูลย์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจเขาไว้ เพราะอำนาจเป็นของสมาชิกรัฐสภาที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการออกมาชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ในตอนนี้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า คนออกมาชุมนุมแล้วเราจะต้องทำตาม ซึ่งมันไม่มีผลอะไรแต่คนที่ออกมาชุมนุมต่างหากควรจะตระหนักไม่ทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้เท่าที่ตนผ่านการชุมนุมมามาก ไม่เคยเห็นการชุมนุมอะไรที่กระจิ๊บกระจ้อยขนาดนี้ ก็เคารพสิทธิ์ทุกสิทธิ์ แต่หากจะมีการพูดอะไรก็ต้องเคารพสิทธิ์ของตนด้วย เพราะหนึ่งเสียงของตนคือไม่เห็นด้วยกับเขา เพราะทุกคนมีเสียงเท่ากัน เราเป็นประชาชนคนไทยต่างคนต่างมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112171</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพบูลย์ นิติตะวัน, ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…), พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, มาตรา 83, มาตรา 91, ระบบเลือกตั้ง, ส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc0c2fe3cea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
