<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานศาลฎีกา ออกคำแนะนำศาลเลี่ยงโทษกักขัง-จำคุกผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หวั่นแพร่โควิดในเรือนจำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไสลเกษ วัฒนพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.63 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ได้ออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ฉบับที่ 4 ความว่า ตามที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และนายกรัฐมนตรีได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลาที่ระบุในข้อกำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำดังต่อไปนี้ การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลยซึ่งกระทำความผิดฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลาที่กำหนด ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพึงคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการออกข้อกำหนดว่า เป็นไปเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนไปประกอบกิจกรรมไม่พึงประสงค์ อันนำไปสู่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส การกำหนดโทษแก่จำเลยในอัตราโทษที่เหมาะสมและมีผลในการบังคับโทษโดยทันที ย่อมส่งผลให้จำเลยเข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดอีก ตลอดระยะเวลาตามข้อกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลดีต่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและส่งผลต่อประชาชนโดยทั่วไปที่จะยับยั้งชั่งใจ และระมัดระวังที่จะไม่กระทำความผิดในฐานดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในภาวะเช่นนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการส่งจำเลยเข้าไปรับโทษกักขังในสถานที่กักขังหรือจำคุกในเรือนจำ เพราะเป็นการเสี่ยงที่จำเลยจะเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสไปแพร่ระบาดในสถานที่กักขังหรือเรือนจำ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อระบบสาธารณสุขโดยรวมของประเทศ จึงสมควรที่ศาลจะได้นำมาตรการที่มีอยู่หลากหลายในประมวลกฎหมายอาญามาใช้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในทางลงโทษผู้กระทำความผิดและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการทางอาญาที่ศาลจะพิจารณานำมาใช้ให้เหมาะสมตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เพื่อให้การลงโทษที่ใช้ป้องกันไม่ให้จำเลยจะมีโอกาสเป็นพาหะนำโรคระบาดไปในเรือนจำหรือสถานกักขัง ก็มีการกำหนดไว้ในหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การลงโทษปรับ การรอการลงโทษ การรอการกำหนดโทษ การกังขังในสถานที่อื่นที่กำหนด อาจจะเป็นในเคหสถาน เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63338</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์, ประธานศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d41aa7a0d195.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานศาลฎีกากล่าวปาฐกถาพิเศษ คุกมีไว้ขังคนจน…จริงหรือ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.62- ที่ห้องประชุม ประกอบ หุตะสังห์ ชั้น 3 ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจน&amp;hellip;จริงหรือ?&amp;rdquo; ใน งานวันธรรมศาสตร์สามัคคี ครั้งที่ 20
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
โดยนายไสลเกษ กล่าวปฐกถาดังกล่าวตอนหนึ่งว่า วันที่เข้ารับตำแหน่ง ตนได้หารือกับทีมงานว่า ควรจะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ จึงเซ็นหนังสือถึงศาล กระบวนการยุติธรรม และประชาชนทั่วประเทศ ว่าเขาอยากให้ศาลเป็นอย่างไร ขอให้ส่งความคิดเห็นมา &amp;nbsp;เมื่อลองทำดูก็ได้ผลเกินคาด โดยพบว่า 60% เป็นความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม อีก 40% เป็นประชาชนส่งมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความรู้สึกของคนทั่วๆ ไป ยังมองว่าศาลยุติธรรมยังมีปัญหาต้องแก้ไข และก็คิดว่า สิ่งเหล่าจะช่วยให้เรากำหนดนโยบาย และทำให้เลือกลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องแก้ไขได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีหลายคนบอกว่า ศาลปล่อยตัวคนน้อย ไม่ค่อยให้โอกาส เลยไปถึงคำที่ว่า คุกมีไว้ขังคนจน จริงหรือไม่ ตรงนี้ผมไม่ทราบว่าประโยคดังกล่าวจริงหรือไม่ แต่จากรายงานการวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บอกว่าคนที่ติดคุกส่วนใหญ่คือคนจน แต่น้อยมากที่รายงานให้คำนิยามว่าคนจนคืออะไร หรืออะไรคือคนรวย มีความแตกต่างหรือไม่ว่าคนจนคนรวยทำความผิดแตกต่างกัน ซึ่งเราสันนิษฐานจากสามัญสำนึกว่า ถ้าคนที่มีความรู้มีการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีฐานะ มีโอกาสที่จะเล่าเรียนศึกษาได้ เมื่อเขามีโอกาสเรียนก็เรียนรู้เข้าใจอะไรมากขึ้น คำถามคือ การศึกษาช่วยให้คนทำผิดน้อยลงจริงหรือไม่ เป็นข้อน่าคิด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายไสลเกษ กล่าวต่อไปว่า ส่วนคนรวยกับคนจน ใครมีโอกาสผิดมากกว่ากัน คนจน คือคนที่ด้อยโอกาส และกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ง่ายๆ ลักวิ่งชิงปล้น รับของโจร กรรโชกทรัพย์ &amp;nbsp;คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนมีความต้องการทางเศรษฐกิจ ส่วนคนรวยเป็นคนที่มีความรู้ จึงมีวิธีการในการกระทำความผิดโดยใช้องค์ความรู้ มีความเนียนกว่า ซับซ้อนกว่า ดังนั้น กระบวนการทำความผิด ส่วนหนึ่งจึงเกิดจากโอกาสและการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง เลยเกิดคำถามว่า ในคุกมีคนจนคนรวยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากสถิติบอกว่า คนที่ต้องขังในปี 2561 มีคนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษประมาณ 680,000 คน ในจำนวนนี้ ศาลจำคุกประมาณ 90,000 คน คิดเป็น 16.5% ที่เหลือศาลใช้วิธี เช่น รอการลงโทษจำคุก รอการกำหนดโทษ และปรับ กักขัง คุมความประพฤติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามต่อมาคือ แล้วในกลุ่มคนที่ติดคุกนั้น มีคนจนคนรวยกี่ % &amp;nbsp;ซึ่งตัวเลขนี้ไม่เคยมีรายงานวิจัยที่ไหนโดยเฉพาะในประเทศไทยยืนยัน คือ 1.ไม่ได้นิยามว่าคนจนคนรวยแตกต่างกันตรงไหน 2.ในเมื่อแยกไม่ออกระหว่างคนจนคนรวย ตรงนี้ เราจะสรุปได้หรือไม่ว่าคุกมีไว้ขังคนจน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคนจนหรือคนรวย ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน คือ การบังคับคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ทั้งนี้ ที่กล่าวแบบนี้ ไม่ได้ปฏิเสธหรือยืนยัน แต่อยากให้พูดกันด้วยตัวเลขและข้อมูลที่แท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49573</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ, นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์, ประธานศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc11ef35b864.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประธานศาลฎีกา&#039; มีดำริให้ศาลพิจารณาประกันตัววันหยุดราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารสื่อมวลชนและผู้สื่อข่าวสายศาลยุติธรรมเข้าพบปะพูดคุย หลังจากที่นายไสลเกษได้ปฏิบัติหน้าที่ประธานศาลฎีกาตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา กล่าวถึงการกำหนดนโยบายประธานศาลฎีกาว่า จากการที่สำนักประธานศาลฎีกาได้สอบถามความเห็นจากบุคลากรภายในองค์กรอันประกอบด้วยผู้พิพากษาและข้าราชการศาลยุติธรรม รวมทั้งสอบถามความเห็นจากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนประชาชนทั่วไปในประเด็นต่างๆ เพื่อนำข้อมูลมาประมวลผลกำหนดเป็นนโยบายประธานศาลฎีกา เพื่อพัฒนาองค์กรศาลยุติธรรมนั้น โดยหลังจากสิ้นสุดการรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2562 สํานักประธานศาลฎีกาได้ประมวลผลเสนอมายังตนแล้ว ซึ่งคาดว่าจะนำข้อมูลที่มีการประมวลผลมาประกอบในการกำหนดเป็นนโยบายประธานศาลฎีกาที่พร้อมจะเผยแพร่ได้ภายในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในการบริหารและพัฒนาองค์กรศาลยุติธรรม นายไสลเกษเผยว่า ได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องการพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือการประกันตัวของผู้ต้องหาและจำเลย จะวางแนวทางการกำหนดมาตรการในการขอปล่อยตัวชั่วคราวที่มีความสะดวก รวดเร็ว มีความเสมอภาค และจะพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเพิ่มขึ้น โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของจำเลย และความปลอดภัยของผู้เสียหายหรือเหยื่ออาชญากรรมในคดี ตลอดจนความสงบสุขของสังคมเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายไสลเกษยังมีดำริที่จะให้ศาลเปิดพิจารณาการขออนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในวันหยุดราชการ อันเป็นแนวทางที่จะไม่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมหรือขังเกินความจำเป็นในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี อันเป็นการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลยด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48585</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์, ประกันตัว, ประธานศาลฎีกา, ปล่อยตัวชั่วคราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5dae8f313a649.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
