<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คมนาคมนำร่องแบ่งระดับความเร็วบนถนน4 เลนสูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 ส.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมจัดประชุมคณะทำงาน เพื่อแปลงนโยบายของกระทรวงคมนาคมไปสู่หลักการดำเนินการ โดยเฉพาะนโยบายแก้กฎกระทรวงคมนาคม เพื่อขยายอัตราจำกัดความเร็วบนถนน 4 ช่องจราจรทั่วประเทศ ที่สามารถใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. โดยในส่วนของ 2 ช่องจราจรด้านขวาสุดจะกำหนดความเร็วในการขับขี่ห้ามต่ำกว่า 80-120 กม. เท่านั้น โดยจะมีการประชุมคณะทำงานภายในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะสรุปผลการประชุมเสนอไปยังคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.)ต่อไป &amp;nbsp;ยืนยันว่าจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะทำงานดังกล่าวนั้น จะมีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ในส่วนของคณะทำงาน ประกอบด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช., พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่า กทม. พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวง หรือ ทล., การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของถนน 4 ช่องจราจรที่จะนำร่องดำเนินการขยายอัตราจำกัดความเร็วนั้น ในเบื้องต้นกำหนดไว้ 4 เส้นทาง ได้แก่ ถนนสุขุมวิท ถนนพหลโยธิน ถนนเพชรเกษม และถนนมิตรภาพ ซึ่งถือเป็นถนนสายหลักที่มีปริมาณการจราจรเป็นจำนวนมาก โดยจะมีการกำหนดความเร็วในแต่ละช่องจราจร เช่นเดียวกับในต่างประเทศ คือ เลนที่ 1 ซ้ายสุด กำหนดอัตราความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ช่องที่ 2 ถัดมา กำหนดอัตราความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. ช่องที่ 3 กำหนดอัตราความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. และช่องที่ 4 ทางด้านขวาสุด กำหนดอัตราความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศ มีการกำหนดความเร็วเป็นเลนเลย จะวิ่งความเร็วไหน ก็วิ่งในเลนนั้น ต่อกันเป็นขบวน ไม่ต้องแซงกัน หลังจากนี้ จะทำความเข้าใจ เพราะเราศึกษามาแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มาทำเป็นนโยบาย โดยยืนยันว่า จะดำเนินการเร็วที่สุด ผมอยากได้วันนี้ วันพรุ่งนี้เลย&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า สำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามความเร็วที่กำหนดใน 2 ช่องจราจรขวาสุดนั้น จะต้องมีโทษตักเตือนไปจนถึงโทษปรับตามกฎหมายหากมีการทำผิดซ้ำซ้อน เป็นการลดปริมาณรถขับช้าที่ชอบแช่ช่องจราจรขวาสุด โดยครอบคลุมเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น ส่วนด้านรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะยังบังคับใช้กฎหมายความเร็วเท่าเดิม คือ 80-90 กม. ให้สอดคล้องกับมาตรการ GPS ตรวจจับความเร็วของกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42603</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถนน 4เลน, นำร่อง, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, เพื่อขยายอัตราจำกัดความเร็วบนถนน 4 ช่องจราจรทั่วประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f6b3a34da8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2018 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2018 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สนข.&quot; ผุดท่าเรือบกวงเงินลงทุนรวมหมื่นล้านบาท คาดนำร่องฉะเชิงเทรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สนข. เผยผลศึกษาแผนแม่บทท่าเรือบก 4 จังหวัด วงเงินลงทุนรวมหมื่นล้านบาท นำร่องฉะเชิงเทราคาดเปิดประมูลในปี62 เริ่มก่อสร้างภายในปี63-64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานประชุมสัมมนาครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องงานศึกษาจัดทำแผนพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลติสติกส์ของภูมิภาคว่า จากผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีความเหมาะสมจะพัฒนาท่าเรือบกมี 4 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา, ขอนแก่น และ นครสวรรค์ ที่มีความเหมาะสมเป็นท่าเรือบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม พื้นที่จะใช้ต้องอยู่ในแนวริมทางรถไฟ ใช้พื้นที่ประมาณ 1,000-1,800 ไร่ ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งทั้ง 4 จังหวัด ประกอบด้วย 1.อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ไปยังท่าเรือแหลมฉบังระยะทาง 70 กม. 2.อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา-ท่าเรือแหลมฉบัง 320 กม. 3.อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น-ท่าเรือแหลมฉบัง 550 กม. และ 4.อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์-ท่าเรือแหลมฉบัง 370 กม. ในพื้นที่ 4 แห่ง คาดว่าใช้วงเงินลงทุนรวมประมาณ 10,000 ล้านบาททั้งเรื่องจัดหาที่ดินและก่อสร้าง โดยรูปแบบลงทุนเป็นรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน (พีพีพี) ซึ่งรัฐจัดหาที่ดิน ซึ่งต้องดูความเหมาะสมเพราะใช้พื้นที่จำนวนมากอาจเป็นพื้นที่ที่มีอยู่แล้วหรือมีการเวนคืนเพิ่มเติม ส่วนเอกชนบริหารจัดการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดอันดับการสร้างท่าเรือบกนั้น จะเริ่มจาก จ.ฉะเชิงเทราก่อน เพราะมีความพร้อมการทั้งมีรถไฟทางคู่ ช่วยแก้ปัญหาจราจรในไอซีดีลาดกระบังและอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หลังจากนั้นจะก่อสร้างที่นครราชสีมาและขอนแก่นต่อ คาดว่ารถไฟทางคู่จะสร้างแล้วเสร็จปี 66-67 เพื่อให้ทันกับการเปิดใช้รถไฟทางคู่ ส่วนนครสวรรค์คาดเปิดให้บริการปี 70&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากสัมมครั้งนี้จะนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงให้เป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนเสนอผลการศึกษาให้กระทรวงคมนาคมภายใน พ.ย.61 และในเดือน ธ.ค.61 จะเสนอคณะกรรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบต่อไป เพื่อมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ คาดว่าน่าจะเป็นการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เพื่อเปิดรูปแบบลงทุนพีพีพีต่อไป คาดว่าจะท่าเรือบกฉะเชิงเทราจะเปิดประมูลได้ปลายปี 62 และสร้างได้ปี 63-64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัจจุบันปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเข้าออกไอซีดีลาดกระบัง 1.3 ล้านทีอียูต่อปี ซึ่งถือว่าน้อย ทั้งนี้การขนส่งที่มีประสิทธิภาพคือระบบราง ปัจจุบันมีการขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ทางรางที่ท่าเรือแหลมฉบังแค่ 6% เท่านั้น หากมีการก่อสร้างรถไฟทางคู่แล้วเสร็จ และมีท่าเรือบกจะช่วยให้ขนส่งสินค้าทางรางไปยังต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% หลังจากก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังแหลมฉบังเฟส 3 แล้วเสร็จในปี 67-68&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21584</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ฉะเชิงเทรา, นำร่อง, ศูนย์กลางโลติสติกส์ของภูมิภาค, สนข., สราวุธ ทรงศิวิไล, แผนพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a428c8cfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มศว.นำร่องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.2561 - กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการนำร่องการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า กองทุนได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และ มศว.ในการเชื่อมโยงระบบการยืนยันตัวตนและแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้กู้ยืมเงินกองทุน เพื่อประโยชน์ในการนำข้อมูลมาใช้ในการกู้ยืมและการบริหารจัดการหนี้ ร่วมกันพัฒนา ทดสอบ และนำร่องการใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยในการเข้าถึงบริการด้านการกู้ยืมของ กยศ.รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลทางวิชาการและเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ จะเป็นการนำร่องใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ.ซึ่งเริ่มต้นเป็นโครงการแรกของประเทศไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการกู้ยืมเงินจาก กยศ. และสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการให้บริการแก่สังคมและประชาชนของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล &amp;nbsp;อธิการบดี มศว.กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการจะช่วยอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานอันเป็นผลอันดีแก่มหาวิทยาลัย ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14025</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล, นำร่อง, มศว., มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56ffd9bfb5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นำร่องใช้บัตร ปชช.ใบเดียวติดต่อราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูป:Change.org&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.61- &amp;nbsp; นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ออกประกาศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เรื่อง ยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านในการติดต่อราชการที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พ.ศ.2561 โดยให้ใช้บัตรประชาชนตัวจริงในการติดต่อราชการเพียงใบเดียว ยกเว้นกรณีจำเป็นในทางสำนวนคดี เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอีกทางหนึ่ง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2561 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;
โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 15 พ.ค. 2561 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะประกาศยกเลิกการประกาศหนังสือพิมพ์ในคดีร้องขอจัดการมรดก ในกรณีที่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกทุกคนได้ลงนามในหนังสือให้ความยินยอมครบถ้วน และกรณีที่ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดกไว้ โดยจะปิดประกาศหน้าศาลและประกาศผ่านทางเว็บไซต์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ www.civilbsc.coj.go.th เป็นเวลา 15 วัน แทนการประกาศทางหนังสือพิมพ์ ซึ่งเดิมผู้ร้องจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการประกาศ 500 บาท ประกาศฉบับดังกล่าวนี้ จึงเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ผู้ร้องหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถตรวจสอบการประกาศคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกดังกล่าวได้ โดยค้นหาจากหมายเลขคดีดำหรือชื่อผู้ตายผ่านทางเว็บไซต์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ www.civilbsc.coj.go.th ได้อีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9204</URL_LINK>
                <HASHTAG>นำร่อง, ศาลแพ่งกรุงเทพใต้, สุริยัณห์ หงษ์วิไล, เลิกใช้สำเนาบัตรประชาชน, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afa42daddd67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
