<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ข้องใจรัฐผ่อนปรนนำเข้าอาหารปนเปื้อน&#039;พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส&#039;ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส และมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2563 ซึ่งกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมากระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ดำเนินการทบทวนประกาศว่าด้วยเรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้างเพื่อให้สอดคล้องกับการยกเลิกการใช้สารทั้ง 2 ชนิด โดยได้มีการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเมื่อแบนสารทั้ง 2 ชนิดแล้วจะต้องไม่พบการตกค้างในอาหารของสารดังกล่าวอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563 คณะกรรมการอาหาร ได้มีข้อสรุป คือ 1) เพิ่มรายชื่อของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ในบัญชีหมายเลข 1 (รายการสารที่แบนแล้ว) ของประกาศกระทรวง เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง 2)ยกเลิกค่าการตกค้างที่อนุญาตให้พบในอาหาร(Maximum Residue Limit-MRL) โดยต้องตรวจไม่พบสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายที่ยกเลิกแล้ว (Not Detected) และ 3) มีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2564 กับอาหารที่ผลิตในประเทศและนำเข้าต้องปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีการผ่อนปรนให้ผู้นำเข้าอาหารจากต่างประเทศต้องปฏิบัติตามประกาศฉบับใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2564 โดยในช่วงนี้ให้คงค่าสารตกค้างได้ตามค่าโดเดกซ์ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ นักวิชาการพวกตระกูลหมอทั้งที่เกษียณไปแล้วและไม่เกษียณทั้งหลาย รวมทั้ง รมว. และรมช.สาธารณสุข รวมทั้งเอ็นจีโอบางพวกที่ออกมารณรงค์กันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบน 2 สารเคมีให้จงได้ โดยพูดตรงกันว่าสารเคมีเหล่านี้แม้ได้รับปริมาณน้อย แต่ถ้าได้รับเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเป็นมะเร็ง โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต แม้ว่าจะตกค้างนิดหน่อยก็อันตราย แม้แต่กระบวนการยุติธรรมไทยก็วินิจฉัยเช่นนั้น แต่ทำไมเวลานี้กลับเงียบเป็นเป่าสาก หรือแสดงว่า ข้อมูลที่โฆษณาชวนเชื่อก่อนหน้านี้ เป็นข้อมูลเท็จ เพื่อใช้หลอกคนทั้งประเทศที่รู้ไม่เท่าทันท่านทั้งหลายเท่านั้นใช่หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแบนสารพิษทั้ง 2 ชนิดข้างต้น เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าทำเพื่อใคร เพื่ออะไร ถ้าแบนแล้วยังปล่อยให้มีการนำเข้าสารวัตถุดิบอาหารที่ยังมีการเจือปนสารพิษเหล่านั้นอยู่ หรือเก่งแต่จะห้ามเกษตรกรไทยใช้ แต่กลับปล่อยให้นักธุรกิจนายทุนสามารถนำเข้าวัตถุดิบที่มีสารตกค้างมาให้คนไทยใช้ได้ ดูช่างเป็นนโยบายที่ย้อนแย้งกันสิ้นดี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรไทย ตกเป็นเบี้ยล่างและกลายเป็นหมากเบี้ยให้นักวิชาการ-นักการเมืองกำมะลอแสวงหาประโยชน์เท่านั้น เรื่องนี้ไม่จบลงง่ายๆแน่ คอยดูกันต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75563</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, คลอร์ไพริฟอส, นำเข้า, พาราควอต, ศรีสุวรรณ จรรยา, เฟซบุ๊ก, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f45b7dc9921c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์โชว์ปี60 ปี60ยอดการใช้สิทธิ์นำเข้า-ส่งออกพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โชว์ ปี60ยอดการใช้สิทธิ์นำเข้าเพิ่มเพิ่ม 6.76% ส่งออกเพิ่ม 15.2% &amp;nbsp;พร้อม
&amp;nbsp;ดึงเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกกับผู้ประกอบการ นำอัตราภาษีนำเข้าภายใต้ FTA คู้เจรจา 12ประเทศใส่เว็บ เพื่อง่ายกับการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 61- นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ในปี 2560 ยอดการใช้สิทธินำเข้า และส่งออกภายใต้ 12 กรอบ FTA เพิ่มขึ้นโดย มีการนำเข้าสินค้าเป็นมูลค่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.76% &amp;nbsp;ซึ่งสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ พลาสติกและของทำด้วยพลาสติก และเป็นการใช้สิทธินำเข้าจากจีนมากที่สุด &amp;nbsp;รองลงมา ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ตามลำดับ แต่การนำเข้าด้วยสิทธิประโยชน์ FTA มีสัดส่วนเพียง 51.08% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิ FTA &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้สิทธิ FTA เพื่อการส่งออก มีมูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.2% มีสัดส่วน 71.3% &amp;nbsp;ของยอดการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ FTA โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกภายใต้สิทธิ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารปรุงแต่ง แปรรูป และปิโตรเคมีภัณฑ์ เป็นต้น และประเทสที่ใช้สิทธิ FTA ส่งออกคือกลุ่มประเทศอาเซียนสูงที่สุด ตามด้วย จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กรมได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ โดยสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบอัตราภาษีนำเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย และของประเทศคู่เจรจาจำนวน 17 ประเทศ ภายใต้ 12 กรอบความตกลง FTA รวมแล้วกว่า 7 แสนรายการ ได้ที่เว็บไซต์ www.dtn.go.th หรือที่ http://tax.dtn.go.th/ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนในการส่งออกหรือนำเข้าได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การตรวจสอบอัตราภาษีนำเข้า สามารถค้นหาได้ทั้งอัตราภาษีนำเข้าของประเทศต่างๆ ที่ไทยได้ทำ FTA ด้วย หรือความตกลง FTA ที่มีไทยเป็นสมาชิก และยังสามารถตรวจสอบอัตราภาษีนำเข้าของไทย หรือจะค้นหาเป็นรายความตกลง FTA ก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนในการส่งออกได้ เพราะสามารถรู้อัตราภาษีได้ล่วงหน้า หรือหากต้องการจะนำเข้า ก็จะรู้ว่าอัตราภาษีที่จะต้องเสียคืออัตราเท่าใด&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8743</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, กระทรวงพาณิชย์, นำเข้า, พาณิชย์, ส่งออก, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2018 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2018 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พาณิชย์&quot; อึ้งคนไทยแห่ช็อปแบรน์ดนอกผ่านออนไลน์ทะลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาณิชย์ แจงคนไทยแห่ช็อปแบรน์ดนอกผ่านออนไลน์ทะลัก ดันยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย 2 เดือนโตกว่า16% น้ำหอม เสื้อผ้า อันดับ1 &amp;nbsp;เตรียมรายงาน&amp;quot;นายกตู่&amp;quot; สั่งจับตาอย่างใกล้ชิดน้ำหอม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.61- น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ในช่วง 2 เดือน(ม.ค.-ก.พ. )ของปี 2561 ที่ผ่านมา การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าฟุ่มเฟือย มีมูลค่า 4,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.02% หากนับเฉพาะการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือนก.พ. 2561 มีการนำเข้ามูลค่า 2,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.38% ซึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าผ่านการซื้อสินค้าช่องทางออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ในเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์โด่งดังจากทั่วโลก สะท้อนว่าคนไทยมีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp;รวมถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย และมีการซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ ฟรี) ภายในสนามบิน ทำให้มีการซื้อสินค้าแบรนด์ชั้นนำ เช่น น้ำหอม เสื้อผ้า ฯลฯ เป็นผลทำให้ต้องมีการนำเข้าสินค้าเหล่านี้มาวางจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น โดยสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์ ส่วนใหญ่จะเป็น &amp;nbsp;เสื้อผ้า นาฬิกา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยที่เพิ่มสูงขึ้น จะมีการรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบ เพราะนายกฯได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดูแลเรื่องการนำเข้า เพราะหากเป็นการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ ที่นำมาผลิตสินค้าและส่งออกจะเป็นเรื่องดีต่อประเทศ แต่หากเป็นการนำเข้าสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศ สำนักงานฯมองว่าอยากให้คนไทยซื้อสินค้าแบรนด์ไทยในสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตและมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ก็จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศมากกว่า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายออนไลน์, ท่องเที่ยว, นายกตู่, นำเข้า, พาณิชย์, ฟุ่มเฟือย, ออนไลน์, อีคอมเมิร์ซ์, แบรน์ดนอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab71c28ad87d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
