<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเซอร์แจ้งปลายก.ย.ส่ง2ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โควิดขาลง หายป่วยพุ่ง อธิบดี​กรมควบคุม​โรคเผยภาพรวมการระบาดชะลอตัว กทม.ไม่เพิ่ม ​ข่าวดีไฟเซอร์​แจ้งแบบไม่เป็นทางการ ปลายเดือนก.ย.ส่งวัคซีนให้ 2 ล้านโดส คาดจนถึงสิ้นปีนำเข้าวัคซีนได้ตามแผน 100 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 17,984 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 17,653 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 15,559 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 2,094 ราย, จากเรือนจำและที่ต้องขัง 324 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 7 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 1,157,555 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 20,535 ราย ยอดรวมหายป่วยสะสม 964,319 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 182,357 ราย อาการหนัก 5,109 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,069 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 292 ราย เป็นชาย 157ราย หญิง 135 ราย ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตสะสม 10,879 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนวันที่ 27 ส.ค. 915,738 โดส ทำให้ขณะนี้มียอดฉีดสะสม 30,420,507 โดส ส่วนสถานการณ์โลก มีผู้ป่วยสะสม 216,210,520 ราย เสียชีวิตสะสม 4,498,968 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดอันดับติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพ 4,141 ราย, สมุทรปราการ 1,432 ราย, ชลบุรี 972 ราย, สมุทรสาคร 910 ราย, นครราชสีมา 566 ราย, ราชบุรี 469 ราย, ระยอง 449 ราย, นนทบุรี 447 ราย, สระบุรี 428 ราย และปทุมธานี 413 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่กระทรวง​สาธารณสุข​ นพ.โอภาส​ การ​ย์​กวิน​พงศ์​ อธิบดี​กรมควบคุม​โรค​แถลง​สถานการ​ณ์​และแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า จากการติดตามแนวโน้มสถานการณ์​ พบว่าภาพรวมของประเทศการติดเชื้อได้ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด แต่เราก็คงต้องติดตามสถานการณ์​อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดความประมาท สำหรับแต่ละจังหวัด ​กรุงเทพมหานคร​ แนวโน้มผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับกว่า 4,000 คนมาเป็นสัปดาห์​แล้ว ทำให้ภาพรวมถึงแม้จะไม่พุ่งสูงขึ้นมากอย่างที่กังวล แต่ก็ยังคงระมัดระวัง ส่วนต่างจังหวัดมีตัวเลขติดเชื้อเพิ่มขึ้นมา ในส่วนของการตรวจเชื้อด้วย Antigen Test Kit (ATK)​ ในกรุงเทพฯ​ พบผู้ติดเชื้อค่อนข้าง​สูง​เกิน 10% ขึ้นไป แต่ระยะหลังมีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดี​กรมควบคุม​โรคกล่าวว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 จำนวนตัวเลขการฉีดเพิ่มขึ้น 915,738 โดส สะสม 30,420,507 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 22,617,701 โดส, เข็มสอง 7,221,368 โดส และเข็มสาม 581,438 โดส เห็นว่าการฉีดวัคซีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเดือน ส.ค. เนื่องมาจากเราได้วัคซีนมากขึ้น และเป็นไปตามแผนที่เราต้องการฉีดให้ได้เดือนละ 10 ล้านโดส ตอนนี้เดือน ส.ค.ทำได้เกินเป้าหมาย อย่างไรก็ตามยังมีผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ก็คงจะต้องมีการนำวัคซีนเข้ามาและเร่งรัดให้ฉีดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่ม​โรค​เรื้อรัง​ 7 กลุ่มโรค ขณะนี้มีการฉีดอย่างน้อยในเข็ม​แรก​ไปแล้วร้อยละ 40 ของเป้าหมาย โดยกลุ่มที่เราให้ความสำคัญต่อไปคือหญิงตั้งครรภ์ ​ที่เราพบการเสียชีวิตเกือบทุกวัน เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้ จึงเชิญชวนหญิง​ตั้งครรภ์​ที่ฝากท้อง​ไว้ในโรงพยาบาล​ ขอรับการฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลที่ท่านฝากท้อง ยืนยันว่าฉีดวัคซีนขณะนี้กว่า 30 ล้านโดส ยังไม่มีรายใดที่เสียชีวิตจากวัคซีนโดยตรงจากการประเมินผลชันสูตรศพ​ในรายเสียชีวิตจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นวัคซีนมีความปลอดภัย​&amp;quot; นพ.โอภาสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า ในเดือน ส.ค.เราจัดหาวัคซีนมาได้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะวัคซีนซิโนแวค แอสต​ร้า​เซน​เน​ก้า​ ไฟเซอร์​ ที่เราสามารถนำเข้ามาได้ 13.8 ล้านโดส นอกจากนี้ยังมีวัคซีนซิโน​ฟาร์ม​เข้ามา ก็ทำให้ยอดการฉีดวัคซีนในเดือน ส.ค.ค่อนข้างสูง สำหรับประมาณการในการจัดหาวัคซีนในเดือน ก.ย.-ธ.ค. เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนที่ให้ประชาชนได้รับวัคซีนจำนวน 100 ล้านโดส ในปี 2564 เพื่อให้ครอบคลุมประชาชน 50 ล้านคน
ปลายก.ย.ไฟเซอร์มา 2 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในเดือน ก.ย.และ ต.ค. มีวัคซีนซิโนแวคเข้ามาอีกประมาณ 6 ล้านโดสต่อเดือน และแอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ในเดือน ก.ย.ประมาณ 7.3 ล้านโดส ส่วนเดือน ต.ค.-ธ.ค. มีแนวโน้มที่ดีที่เขาอาจจะส่งให้เรามากขึ้นไม่น้อยกว่าเดือน ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบริษัท​ไฟเซอร์​ได้รับการแจ้งแบบไม่เป็นทางการว่า ในปลายเดือน ก.ย.ได้ประมาณ 2 ล้านโดส ซึ่งเขาให้คำสัญญาว่าจะส่งให้ได้ 30 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้นก็จะมียอดจัดหาใน 3 วัคซีนหลักอยู่ที่ 124 ล้านโดส โดยเป็นไปตามเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีข่าวดีที่ราชวิทยาลัย​จุฬา​ภรณ์​ยังนำเข้า​วัคซีน​ซิ​โน​ฟาร์ม​อยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจะทำให้ยอดการฉีดของเราเพิ่มเติมขึ้นไป รวมถึงการที่องค์การเภสัชกรรมร่วมกับโรงพยาบาล​เอกชน​จะมีการนำเข้าวัคซีน​โมเด​อร์น​าเข้ามาอีก คาดว่าจะมาได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ทำให้เราจะได้วัคซีนตามแผนอยู่ 100 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส​กล่าว​อีกว่า​ ที่ประชุม ศบค.ได้มีการเสนอเป้าหมาย กลยุทธ์​ และมาตรการ​ควบคุม​โรคแนวใหม่เพื่อฟื้นฟู​เศรษฐกิจ​ของประเทศ และให้ประชาชนสามารถ​ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย​ โดยเป้าหมายของเราคือพยายามทำให้ผู้ติดเชื้อ เสียชีวิต​จากโรคโควิดให้น้อยที่สุด พยายามลดการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด โดยไม่กระทำกับการใช้ชีวิตของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการคาดการณ์​และการวางกลยุทธ์​ในการควบคุม​โรค ​จะกำหนดว่าจะพยายามให้สถานการณ์​ต่างๆ ดีขึ้นภายในเดือน ก.ย. และ ต.ค. สถานการณ์​จะอยู่ในระดับปานกลาง และ พ.ย.น่าจะดีขึ้น และ ธ.ค.มีการใช้ชีวิตแนวใหม่ได้อย่างปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;Prayut-chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน เมื่อวานนี้ (27 ส.ค.) มีการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ซึ่งมีการประเมินผลของมาตรการล็อกดาวน์ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอผู้ติดเชื้อที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ผลจากการล็อกดาวน์ได้ 25% ทำให้คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า เราสามารถปรับมาตรการควบคุมโรคเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงช่วงก่อนหน้านี้ รวมถึงลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม ในการอนุญาตให้จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเปิดกิจการหรือดำเนินกิจกรรมบางอย่าง หรือการเดินทางข้ามจังหวัด ภายใต้การดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ด้วยเงื่อนไขที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบัน ทั่วโลกต่างยอมรับว่าเชื้อโควิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย จนกลายเป็นโรคประจำถิ่น เป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความจริง จึงไม่ใช่การกำจัดโรคนี้ให้หมดไป แต่ต้องแลกกับความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่เป็นการอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้อย่างปลอดภัยและสมดุล ซึ่งวันนี้ ศบค.ได้เห็นชอบกับแผนการที่เรียกว่า &amp;ldquo;Smart Control and Living with COVID-19&amp;rdquo; หรือการควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโควิด-19 โดยมีมาตรการ 10 ข้อดังนี้
วัคซีนรวม 130 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การยกระดับมาตรการ DMHT (อยู่ห่าง-ใส่แมสก์-ล้างมือ-วัดอุณหภูมิ) เป็นมาตรการ Universal Prevention (การป้องกันแบบครอบจักรวาล) นั่นคือการระมัดระวังตัวเองอย่างสูงสุด โดยคิดเสมือนว่าทุกคนที่พบปะนั้นมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น ซึ่งรายละเอียดในมาตรการนี้นั้น ผมได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การจัดหาวัคซีนและฉีดให้ได้มากและเร็วที่สุด โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง โดยรัฐบาลได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้วัคซีนมามากและเร็วที่สุด และถึงวันนี้เรามั่นใจว่า ภายในสิ้นปีนี้ รัฐบาลจะจัดหาวัคซีนที่ฉีดให้ประชาชนได้อย่างน้อย 120 ล้านโดส ซึ่งขยายเพิ่มจากเป้าหมายเดิม 100 ล้านโดส ซึ่งเมื่อรวมกับวัคซีนทางเลือกของเอกชน เราจะมีวัคซีนรวมอย่างน้อย 130 ล้านโดส ทำให้เราจะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนในประเทศไทยได้กว่า 65 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การจัดหาชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง (ATK &amp;ndash; Antigen Test Kit) ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและราคาถูก ซึ่งทาง สปสช. ได้สั่งซื้อหาและจะแจกจ่ายให้ประชาชนจำนวน 8.5 ล้านโดสโดยเร็วที่สุด และจะจัดหามาเพิ่มอีกในอนาคต และรัฐบาลได้ดำเนินการให้มีชุดตรวจราคาถูกที่ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงได้อย่างสะดวกและราคาถูกยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การจัดทำมาตรการ Bubble &amp;amp; Seal กับโรงงาน สถานประกอบการ และแคมป์ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นให้อยู่ในวงจำกัดที่สุด และดูแลจัดการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การแยกกัก และการรักษาผู้ป่วย ที่จะทำให้เราไม่ต้องปิดทั้งโรงงาน และสามารถดำเนินการผลิตในบางส่วนของโรงงานหรือการก่อสร้างไปได้โดยไม่สะดุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.การจัดการสภาพแวดล้อมและการคัดกรองการตรวจด้วยชุดตรวจ ATK ในสถานที่เสี่ยง คือตลาดและชุมชนแออัด ที่เป็นแหล่งแพร่ระบาดและเกิดคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก โดยจะต้องมีการจัดสภาพแวดล้อมตามมาตรการอย่างเข้มงวด และมีการตรวจคัดกรองเป็นประจำเพื่อหยุดการระบาดตั้งแต่ต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.การจัดสภาพแวดล้อมของกิจการที่มีความเสี่ยงเป็นแบบปราศจากโควิด (COVID-Free Setting) เพื่อให้สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ ซึ่งมี 3 องค์ประกอบสำคัญคือ 1.COVID-Free Environment (สภาพแวดล้อมปราศจากโควิด) เช่นระบบระบายอากาศ การจัดสถานที่ให้ไม่แออัด 2.COVID-Free Personnel (พนักงานปราศจากโควิด) เช่น การฉีดวัคซีนและตรวจ ATK 3.COVID-Free Customer (ลูกค้าปราศจากโควิด) เช่นการแสดงผลฉีดวัคซีน หรือการตรวจ ATK
แออัด-ใกล้ชิด-ปิดอับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.การจัดสภาพการทำงานและการเดินทางที่ปลอดภัย ไม่แออัด รวมถึงการคัดกรองโรคด้วยชุดตรวจ ATK สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการระบาดในสถานที่ทำงาน และติดเชื้อต่อไปยังครอบครัวที่บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงและเด็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.การจัดกิจกรรม สถานที่ และบริการสาธารณะต่างๆ ภายใต้มาตรการ 3C คือ การไม่จัดให้เกิดพื้นที่เสี่ยง 3 ประการ คือ &amp;ldquo;แออัด-ใกล้ชิด-ปิดอับ&amp;rdquo; (Crowded Places Close-Contact Setting, Confined &amp;amp; Enclosed Spaces) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดได้สูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.การจัดการบริการควบคุมโรคเชิงรุก เข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่และชุมชนระบาด ด้วยหน่วยเคลื่อนที่ CCRT (Comprehensive COVID-19 Response Team) ทั้งการตรวจคัดกรอง การนำผู้ป่วยออกมารักษา การฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกับผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10.ตรวจคัดกรองเชิงรุกให้รวดเร็ว รู้ผลให้เร็ว แยกกักผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงเร็ว และรักษาผู้ป่วยได้เร็ว ด้วยชุดตรวจ ATK และระบบแยกกักที่บ้านและที่ชุมชน Home Isolation &amp;amp; Community Isolation สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง ที่ช่วยบรรเทาภาระของการครองเตียง และการต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้มีอาการหนักหรือปานกลางสามารถเข้ารับการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีโอกาสรักษาหายดีมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นโยบาย &amp;ldquo;Smart Control and Living with COVID-19&amp;rdquo; ทั้ง 10 ข้อนี้ ได้มีการดำเนินการมาแล้วในหลายข้อ และได้ผลดีที่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดยอดผู้ติดเชื้อได้ ส่วนบางข้อนั้นจะมีการยกระดับและดำเนินการไปพร้อมกับการปรับมาตรการที่จะเริ่มในวันที่ 1 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นหนทางที่ช่วยให้ประเทศไทยจะก้าวไปสู่อนาคตร่วมกันอย่างปลอดภัยและมั่นคง สามารถฟื้นเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้ ผมจึงขอให้พวกเราทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทุกคน ได้นำหลักการและแนวคิด Smart Control and Living with COVID-19 นี้ไปปรับใช้กับองค์กรของท่าน ชุมชนของท่าน ครอบครัวของท่าน และตัวท่านเอง เพื่อให้เราก้าวผ่านวิกฤตสู่อนาคตของประเทศไทยร่วมกันครับ
สมุทรสาครติดเชื้อต่้ำกว่าพัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยตัวเลขล่าสุดของผู้ติดเชื้อโควิด-19 (27 ส.ค.2564 เวลา 24.00 น.) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 910 ราย เป็นการค้นหาเชิงรุก 100 ราย ในโรงพยาบาลภายในจังหวัด 604 ราย นอกจังหวัด 73 ราย ในบับเบิล 133 ราย เสียชีวิต 17 ราย อยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล 12,198 ราย รักษาหายกลับบ้านได้ 424 ราย และอยู่ระหว่างการสังเกตอาการอีก 7,401 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฉีดวัคซีนโควิด ฉีดได้มากถึง 6,340 โดส เป็นเข็มที่ 1 จำนวน 5,081 โดส และฉีดเข็มที่ 2 จำนวน 1,259 โดส เป็นยอดสะสมรวมทั้งสิ้น 447,001 โดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 1,432 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จำนวน 1,160 ราย อำเภอเมืองสมุทรปราการ จำนวน 408 ราย, อำเภอพระประแดง จำนวน 133 ราย, อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จำนวน 69 ราย, อำเภอบางพลี จำนวน 237 ราย, อำเภอบางบ่อจำนวน 181 ราย, อำเภอบางเสาธงจำนวน 132 ราย, โรงพยาบาลเอกชนรับมารักษาต่อในสมุทรปราการ จำนวน 272&amp;nbsp; ราย เสียชีวิต 18 ราย เป็นเพศชาย จำนวน 12 ราย เป็นเพศหญิง จำนวน 6&amp;nbsp; ราย อายุระหว่าง 32-85 ปี มีโรคประจำตัว 14 ราย ไม่ระบุ 4 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 788 ราย การตรวจคัดกรองเฝ้าระวังในคลินิก ARI และในชุมชน จำนวน 29 ราย พบเชื้อ 6 ราย ผู้ป่วยสะสมระลอกใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จนถึงปัจจุบันจำนวน 76,476 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานพบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 140 ราย แยกเป็น ผู้ป่วยติดเชื้อพบในพื้นที่จังหวัด 27 ราย ติดเชื้อมาจากนอกพื้นที่ 113 ราย แยกเป็นติดเชื้อมาจากจังหวัดเสี่ยง 77 ราย และติดเชื้อมาจากจังหวัดเสี่ยง (พบก่อนเข้าสถานกักกันตัว) LQ 36 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 13,271 ราย เสียชีวิตสะสม 34 ราย หายป่วยสะสม 10,095 ราย ยังรักษาอยู่ 3,142 ราย กระจายตามโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่จังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ในจังหวัดปัตตานี ที่ยังเป็นพื้นที่สีแดงเข้มนั้น ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สถานการณ์ดูเหมือนว่าจะดีขึ้นตามลำดับ มีผู้ติดเชื้อไม่ถึงหลักร้อย ประชาชนหลายคนเบาใจลง แต่ล่าสุดกลับเป็นที่ตกใจของประชาชนอีกครั้ง หลัง จ.ปัตตานีพบผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงอีก โดยยอดผู้ติดเชื้อวันที่ 27 ส.ค. ตัวเลขผู้ป่วยพุ่งถึง 300 คน เสียชีวิต 5 คน ขณะนี้มียอดสะสม 15,000 คน รักษาหาย 11,136 คน เสียชีวิตสะสม 222 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จ.ปัตตานี ที่น่าเป็นห่วงคือทุกวันยังคงพบผู้เสียชีวิตวันละ 1-5 ราย ขณะนี้โรงพยาบาลในปัตตานีเต็มไปด้วยผู้ป่วยที่มีอาการหนักใช้เครื่องช่วยหายใจเกือบทุกคน แพทย์ต้องทำงานหนักเพื่อดูแลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ แต่ก็มีบางรายที่ไม่สามารถยื้อชีวิตต่อได้ โดยที่ผ่านมาอัตราผู้เสียชีวิตสะสมในโรงพยาบาลมีจำนวน 215 คน เสียชีวิตก่อนเข้ารับการรักษาเพียง 7 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114869</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, นำเข้าวัคซีน, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โควิดขาลง, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_612a35897523a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธรรมศาสตร์ &#039; ปลดล็อกออกข้อบังคับนำเข้าวัคซีน ได้เหมือนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.2564 สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; มีมติโดยเอกฉันท์ให้ออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการจัดการบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2564 เพื่อประกาศภารกิจและอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์เกี่ยวกับการให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์โควิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการทั้งในประเทศ และต่างประเทศเกี่ยวกับการจัดหา นำเข้า หรือขึ้นทะเบียน บรรดาสิ่งจำเป็นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นยา วัคซีน เวชภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นการประกาศในทำนองเดียวกันกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ส่งผลให้มีการจัดหาวัคซีนซิโนฟาร์มเข้ามาในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านแหล่งข่าวจากสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้รายละเอียดมติของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้ 16 สิงหาคมที่มีมติเอกฉันฑ์ เห็นชอบให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิดว่า การประชุมสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันนี้ ที่มีศ.นรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามธ.เป็นประธาน ทางศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ &amp;nbsp;รังสิต ปทุมธานี ได้นำเสนอวาระเรื่องขอให้ สภามธ.อนุมัติเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยออกประกาศข้อบังคับว่าด้วยการจัดการบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด เพื่อประกาศภารกิจเกี่ยวกับการให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์โควิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการทั้งในประเทศ และต่างประเทศเกี่ยวกับการจัดหา นำเข้า หรือขึ้นทะเบียน บรรดาสิ่งจำเป็นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นยา วัคซีน เวชภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศ.ดร.สุรพล ให้เหตุผลและความจำเป็นในการนำเข้าวัคซีนโควิดโดยธรรมศาสตร์เองว่าเนื่องจากขณะนี้ จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิดที่มารักษาตัวที่รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและรพ.สนามธรรมศาสตร์มีจำนวนมาก จนล้นโรงพยาบาล เกินกว่าที่รพ.จะรับไหว อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ของรพ.ธรรมศาสตร์เองก็ติดเชื้อโควิด &amp;nbsp;ขณะเดียวกันการจะไปรอวัคซีนที่รัฐบาลจัดสรรมาให้ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ &amp;nbsp;ก็ไม่เพียงพอ และกระบวนการล่าช้า ไม่ทันการ กับสถานการณ์วิกฤตโควิดในขณะนี้ที่จำนวนผู้ป่วยและคนเสียชีวิตมีจำนวนมาก เพราะปัจจุบันรพ.ธรรมศาสตร์ฯ มีคนไข้โควิดเข้ามาที่รพ.จำนวนมาก ทุกวัน การต้องรอการจัดสรรวัคซีนจากรัฐบาล จึงไม่ทันการ จึงเห็นว่าจากข้อกฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีอยู่ สามารถออกข้อบังคับนำเข้าวัคซีน ยา และเวชภัณฑ์เองได้ เช่นเดียวกับ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงเสนอขอให้สภา มธ.อนุมัติหลักการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรายงานว่าที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีการซักถามรายละเอียดจากนายสุรพล อย่างกว้างขวางเช่น สามารถทำได้ตามข้อกฎหมายหรือไม่ จะมีปัญหาตามมาภายหลังหรือไม่ &amp;nbsp;และการนำเข้าวัคซีน เมื่อส่งมาแล้วต้องทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ &amp;nbsp;และสามารถจัดหาวัคซีนได้เร็วสุดเมื่อใด ซึ่งนายสุรพล ที่เป็นนักกฎหมายด้วย ก็ยืนยันต่อที่ประชุมว่า ไม่มีปัญหาข้อกฎหมายแน่นอน เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ และกระบวนการจัดซื้อวัคซีน ก็จะทำตามมติครม.และระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของราชการทุกอย่าง โดยที่ประชุมได้รับแจ้งว่าการจัดซื้อวัคซีนดังกล่าว จะนำมาใช้กับระบบการดูแลผู้ป่วยและการฉีดวัคซีนของธรรมศาสตร์เป็นหลักคือใช้ในรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและรพ.สนามเท่านั้น โดยธรรมศาสตร์จะไม่เป็นโบรกเกอร์ในการจัดซื้อวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ดำเนินการดังกล่าว คาดว่า ทางนายกฯสภามธ.คือศ.นรนิติ อาจลงนามในวันนี้และส่งประกาศข้อบังคับดังกล่าวของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปยังสำนักงานเลขาธิการครม.เพื่อให้นำประกาศไปในราชกิจจานุเบกษา คาดว่า อาจประกาศได้ภายในวันอังคาร 17 สิงหาคมหรือไม่แน่อาจเป็นคืนนี้เลย ซึ่งเบื้องต้น ทางกรรมการสภามธ.ก็ได้ทราบข้อมูลว่า จะมีการจัดหาจัดซื้อวัคซีน ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และอื่นๆ นำเข้ามา ส่วนว่าหากนำเข้ามาแล้ว ถ้าจะมีหน่วยงานอื่นมาขอซื้อต่อจากรพ.ธรรมศาสตร์หรือไม่ ตรงนี้ต้องถือว่าวัคซีนที่นำเข้าเป็นทรัพย์สินของธรรมศาสตร์แล้ว การดำเนินการต่อไปจะเป็นอย่างไร ทางศ.ดร.สุรพล จะเป็นผู้ดำเนินการอีกครั้ง &amp;quot;แหล่งข่าวจากที่ประชุมสภามธ.ให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่นายอานนท์ มาเม้า ผู้ช่วยอธิการบดี คณะนิติศาสตร์ มธ. โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;nbsp;Arnon Mamout&amp;nbsp;ระบุสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติเอกฉันท์ออกข้อบังคับ ภารกิจและอำนาจหน้าที่ของมธ. ให้นำเข้า ขึ้นทะเบียน ยา วัคซีน เวชภัณฑ์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า ข่าวดีสำหรับประชาชนและสังคมไทยครับ วันนี้ สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติโดยเอกฉันท์ให้ออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดการบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2564. เพื่อประกาศภารกิจและอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์โควิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการจัดหา นำเข้า หรือขึ้นทะเบียนบรรดาสิ่งจำเป็นทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นยา วัคซีน เวชภัณฑ์ เป็นการประกาศในทำนองเดียวกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชื่อว่าข้อบังคับนี้จะเป็นหมุดหมายที่ชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอประกาศตัวเคียงข้างประชาชนในการฝ่าฟันสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรงนี้ ด้วยพละกำลังที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณที่มา&amp;nbsp;Arnon Mamout&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113481</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คณะนิติศาสตร์ มธ., นำเข้าวัคซีน, ปลดล็อก, มธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a22235111a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดเศร้า!โควิดคร่า3ชีวิตในครอบครัว&#039;หมอเตี๋ยว&#039;จี้แก้กฎระเบียบให้สมาคมรพ.เอกชนนำเข้าวัคซีนเองได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ส.ค.64-นายแพทย์สิทธิพงศ์ ฬาพานิช หรือ หมอเตี๋ยว น้องชาย น.อ.หญิง ดร.พญ.สรัญยา ฬาพานิช หรือ &amp;quot;หมอแอ้ม&amp;quot; แพทย์หญิง รพ.ภูมิพลอดุยเดช&amp;nbsp; ซึ่งติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิต หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก AVELA Clinique ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคสพี่สาวผม (นอ หญิง ดร พญ สรัญยา ฬาพานิช) เป็นเเพทย์ที่เเม้จะฉีดวัคซีนไปแล้วก็ยังติดเชื้อโควิดและเสียชีวิต&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครอบครัวเราเสียชีวิตจากโควิด ตอนนี้ สามชีวิตครับ คือคุณแม่ เมื่อ 25/7 คุณพ่อ 31/7 แล้วก็พี่สาว เมื่อวานนี้
ผมคิดว่าผมมีสิทธิที่จะพูดความรู้สึก และความต้องการที่เห็นสถานการณ์โควิด ในประเทศปัจจุบันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเองไม่อยากจะโทษวัคซีนใดๆว่าดีหรือไม่ดี เพราะ หลายยี่ห้อฉีดครบก็มีเสียชีวิตครับ
แต่โดยหลักทางวิชาการที่ยอมรับในหลายๆประเทศทั่วโลกนั่น ชนิด mrna หรือ subunit protien น่าจะเป็นคำตอบที่ดีในเบื้องต้นนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเเม้ว่าวัคซีนที่น่าจะครอบคลุมทุกเชื้อน่าจะเป็นล็อตของปีหน้า แต่เรารอเเบบนั้นไม่ได้นะครับ เราต้องมีวัคซีนที่มาตรฐานจำนวนมากกว่าที่มีตอนนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาของเราคือ &amp;quot;กฎที่ออกว่า ใครจะซื้อต้องผ่านหน่วยงานรัฐ&amp;quot;
ผมเองไม่มั่นใจในเรื่องกฎหมายเท่าไรนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถออกกฎแบบที่ ราชกิจจาฯ ที่ให้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นำเข้าได้&amp;nbsp; ก็น่าจะออกให้บรรดา โรงพยาบาลเอกชน หรือ องค์กรเอกชน สามารถนำเข้าได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่เชื่อใจโรงพยาบาลเอกชนที่ใด&amp;nbsp; ก็ผ่านตัวสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ก็น่าจะเป็นสมาคมใหญ่ในระดับที่น่าเชื่อถือได้นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนำเข้าวัคซีนที่ยอมรับ ในต่างประเทศมามากที่สุด เท่าที่ทำได้ ในทุกๆทาง โดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ ผ่านหน่วยงานรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าจะอนุโลมให้ใช้ในสถานการณ์ ที่คนไทยได้ฉีดวัคซีนเพียง 25% (นี่คือรวมเชื้อตายและ mrna) ของประชากร &amp;nbsp;
เพราะวัคซีนยิ่งเยอะ (โดยเฉพาะพวก mrna และ Subunit Protein) มันก็จะยิ่งดีไม่ใช่หรือครับ
มันน่าจะถึงเวลาที่เราควรแก้บางกฎ เพื่อให้คนไทยได้วัคซีน &amp;quot;ที่มาตรฐาน&amp;quot; ที่จะพอป้องกันตัวเองได้ อย่างน้อย เราก็
พอมองเห็นทางสว่างข้างหน้าครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่า ถ้าออกกฎที่แก้ได้ จะมีบริษัท หรือ โรงพยาบาลมากมาย หรือแม้แต่หน่วยงานใดๆ ที่จะยินดีติดต่อเอง&amp;nbsp; และเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้ อย่างรวดเร็ว
เพราะเราเสียเวลามามากเกินไปแล้วครับ กับคำว่ารอ วัคซีนที่มาตรฐาน ครับ &amp;nbsp;
เปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ นำเข้าวัคซีนเองเถอะครับ มีมากดีกว่ามีไม่พอนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สิทธิพงศ์ ฬาพานิช (หมอเตี๋ยว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113135</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.หญิง ดร.พญ.สรัญยา ฬาพานิช, นายแพทย์สิทธิพงศ์ ฬาพานิช, นำเข้าวัคซีน, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115c02b57e1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ย้ำเปิดรับวัคซีนทุกยี่ห้อ วอนอย่าจับถูกจับผิดกันเลย เขาพยายามทำเต็มที่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค.64-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมตอบคำถามสื่อมวลชนที่ส่งผ่านคณะทำงาน โดยเป็นการบันทึกเทปไว้ในช่วงเวลา 17.00 น. วันที่29ก.ค.ที่ผ่านมา โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องวัคซีนว่า ตนได้บอกให้ทำความเข้าใจมากขึ้น วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ยืนยันว่าเดือน ส.ค.จะเข้าสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น ทั้งนี้เท่าที่ถามดูหลายประเทศมีปัญหาเรื่องวัคซีนที่สั่งจองเหมือนกัน อาจมีปัญหาขีดความสามารถในการผลิตเพราะลูกค้าเยอะ เขาก็จำเป็นต้องตัดยอดในส่วนของเขา อย่าลืมว่าโรงงานของเรา เป็นโรงงานผลิตรับถ่ายทอดเทคโนโลยี รับออร์เดอร์มาเท่านั้น แต่ยอดทั้งหมดบริษัทใหญ่ บริษัทแม่เป็นคนรวมยอดเรามาตั้งตรงนี้ เพราะเรามีความพร้อม และวันหน้าหากเราเพิ่มขีดความสามารถได้ดีขึ้น ก็จะเอาวัคซีนส่วนนี้เพื่อไม่ต้องเอาจากที่อื่นมาส่งในอาเซียน ต้องมองตรงนี้ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับใครเลยการเจรจา เราเจรจากับบริษัทผู้ผลิต รัฐบาลเป็นคนอนุมัติส่งออก เราก็ตรวจสอบมาตรฐานใช้เวลา 5 วัน ตรวจสอบทุกล็อต ถึงกระจายต่อได้ แต่ยอดทั้งเดือนเท่าไรก็คือเท่านั้น ส่วนการกระจายวัคซีนพื้นฐานทุกจังหวัดได้รับการฉีด มากน้อยขึ้นอยู่กับตามสถานการณ์ ตามจำนวนประชากร เพื่อระงับการระบาดตรงนั้นก่อน ตรงนี้เป็นสิ่งที่อย่าจับถูกจับผิดกันเลย เขาพยายามทำเต็มที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องศูนย์ฉีดบางซื่อที่มีปัญหา ข้างในไม่มีปัญหาอะไร แต่มีปัญหาข้างนอก วันนี้ได้สั่งการไปแล้ว หน่วยงานรับผิดชอบรับแก้ปัญหาไปแล้ว ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนยืนรอข้างนอก กระจายได้บ้างหรือไม่ หรือออกบัตรคิว ไม่ต้องยืนรอ และมีการประกาศเรียกกันอย่างนี้ส่วนข้างในเขาทำดีอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังได้ย้ำไปว่าจะต้องเร่งการฉีดกลุ่มผู้ให้บริการพวกไปรษณีย์ พวกส่งอาหาร เป็นภาคบริการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯกล่าวอีกว่า เรื่องวัคซีนทุกประเทศมีปัญหา แต่วันนี้ให้กระทรวงการต่างประเทศ ภาคธุรกิจไปเจรจากับบริษัทผู้ผลิตว่าสามารถเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ ถือว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลไปอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากกระทรวงสาธารณสุขไปจัดหา หากทำได้ก็นำเข้าสู่มาตรฐานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุข เราพร้อมยินดีปลดล็อกให้ แต่ต้องเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพ และสามารถนำเข้าได้จริง ส่วนวัคซีนสปุตนิก วี ต้องชี้แจงว่าเราอยากได้มานาน เป็นวัคซีนหลัก แต่บริษัทไม่พร้อมเสียทีการส่งเอกสารให้ครบ ซึ่งวันนี้ได้ปรับลดเอกสารไปเยอะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลไปกีดกัน เราเปิดรับทุกยี่ห้อ ส่วนเรื่องไฟเซอร์ขอให้เคลียร์เสียที ไม่มีการเก็บซ่อน จะมาอีกล็อตวันที่ 30 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111594</URL_LINK>
                <HASHTAG>นำเข้าวัคซีน, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วัคซีนหลัก, วัคซีนไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_610342495e24d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>AZร่อนจม.ถึงคนไทย สัปดาห์หน้าส่งมอบอีก2.3 ล้านโดส เผย&#039;ชีววัตถุ&#039;ผลิตยาก เตรียมนำเข้าอุดช่องว่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.64- &amp;nbsp;นายเจมส์ ทีก &amp;nbsp;ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ส่ง จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนพี่น้องชาวไทยความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียน เพื่อนพี่น้องชาวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทั่วประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมในฐานะตัวแทนของแอสตร้าเซนเนก้าในประเทศไทย ขอใช้โอกาสนี้เรียนให้ทุกท่านทราบถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เพื่อช่วยเหลือทุกท่านและยังยั้งการแพร่ระบาดนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราทุกคนที่แอสตร้าเซนเนก้า มีความกังวลและเป็นห่วงกับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา เราได้มีการหารือกับกรมควบคุมโรคมาโดยตลอดเกี่ยวกับผลกระทบจากการกลายพันธุ์ของไวรัส และแนวทางที่แอสตร้าเซนเนก้าจะสามารถช่วยสนับสนุนโครงการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอยืนยันกับทุกคนว่า สิ่งที่แอสตร้าเซนเนก้าให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในขณะนี้ คือ การเร่งผลิตและส่งมอบวัคซีนที่มีคุณภาพเพื่อปกป้องคุณและคนที่คุณรักให้ได้โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะพยายามอย่างสุดความสามารถ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า เป็น &amp;ldquo;ชีววัตถุ&amp;rdquo; ที่เริ่มต้นด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิต จึงมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน จำนวนเซลล์&amp;lsquo;ที่สามารถนำไปใช้&amp;rsquo;เพื่อการผลิตวัคซีนในแต่ละรอบการผลิตจึงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตระยะแรกจากศูนย์การผลิตวัคซีนแห่งใหม่ ถึงแม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่เราคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดสรรวัคซีนให้กับประเทศไทยได้โดยเฉลี่ย 5-6 ล้านโดสต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงขณะนี้ แอสตร้าเซนเนก้าได้ส่งมอบวัคซีนให้กับกระทรวงสาธารณสุขแล้ว 9 ล้านโดส และมีกำหนดส่งมอบอีก 2.3 ล้านโดสในสัปดาห์หน้า รวมเป็นยอดส่งมอบ 11.3 ล้านโดส ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากแผนการจัดหาวัคซีนจำนวน 61 ล้านโดสให้กับประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า เราพยายามอย่างสุดความสามารถและเสาะหาทุกวิถีทางที่จะเร่งการผลิตและส่งมอบวัคซีนให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรผู้ผลิตอย่างสยามไบโอไซเอนซ์ เราได้พยายามเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และเรามั่นใจว่า จะสามารถส่งมอบวัคซีนได้มากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เรายังได้พยายามจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากศูนย์การผลิตของแอสตร้าเซนเนก้าทั่วโลกกว่า&amp;nbsp;
20 แห่ง เพื่อส่งมอบวัคซีนเพิ่มเติมให้กับประเทศไทยและประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะขาดแคลนวัคซีนป้องกันโควิด-19 การขาดแคลนวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตวัคซีน ส่งผลให้เราไม่สามารถคาดการณ์จำนวนการผลิตที่แน่นอนได้ แต่เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถนำเข้าวัคซีนเพิ่มเติมมาให้กับคนไทยได้ในเดือนต่อๆ ไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;นับเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดของยุค พวกเราทุกคนที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แอสตร้าเซนเนก้าตระหนักถึงหน้าที่สำคัญในการช่วยคลี่คลายวิกฤตนี้ พนักงานของเรา รวมไปถึงพนักงานของพันธมิตรด้านการผลิตหลายพันชีวิตต่างอุทิศกำลังและเวลาช่วงปีที่ผ่านมาอย่างเต็มความสามารถในการผลิตและส่งมอบวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้ามีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดนี้ โดยไม่หวังผลกำไร เพราะเราเชื่อว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าการจัดหาวัคซีนในช่วงที่มีความต้องการเร่งด่วนนี้จะหนักเกินกว่าที่จะรับมือโดยลำพัง แต่เราจะไม่หยุดพักจนกว่าทุกคนจะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องร่วมสู้วิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;
นับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คนไทยทั้งประเทศได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง และความมีน้ำใจ พร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือกันในยามยาก จากผลสำรวจที่ระบุว่า กว่า 1 ใน 3 ของคนไทย รวมถึงพนักงานของเราในประเทศไทยได้ร่วมบริจาคเงิน อาหาร หรือสิ่งของเพื่อช่วยเหลือคนไทยด้วยกันในช่วงการระบาด ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทั้งในชุมชนและในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ การจะผ่านพ้นมหาวิกฤตโควิด-19 ได้นั้น เราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤตครั้งไปด้วยกันไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทยแต่รวมถึงทุกประเทศทั่วโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ประเทศบ้านพี่เมืองน้อง
ของเราทั่วอาเซียนก็มีการประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง พร้อมกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจากการใช้วัคซีนล่าสุดจากประเทศแคนาดาแสดงให้เห็นว่า วัคซีนป้องกันโควิด -19 ของแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็ม มีประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในระดับที่ต้องเข้านอนรับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าได้มากถึง 87% &amp;nbsp;ดังนั้น วัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การยุติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้ได้ ซึ่งจะสำเร็จได้
ก็ต่อเมื่อเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ในทุกที่ เชื้อไวรัสแพร่ระบาดไปอย่างไร้พรมแดน ดังนั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านยังคงทวีความรุนแรงก็ถือเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยด้วยเช่นกัน หนทางเดียวที่จะยุติการแพร่ระบาดนี้ได้คือ ความร่วมมือร่วมใจกันของพวกเราทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอแสดงความนับถือ .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110919</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชีววัตถุ, นำเข้าวัคซีน, เจมส์ ทีก, แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210724/image_big_60fb6e9edc11a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039;จัดหนักคนไทยป่วยตายกันเป็นเบือเพราะความผิดพลาดล้มเหลว จี้ยุบศบค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.64- นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ต้องยุบ ศบค.
ต้องเปิดเสรีนำเข้าวัคซีน
ต้องเปิดเสรีนำเข้าชุดตรวจโคบ้า
ต้องยกเลิกการรวบอำนาจ
ต้องเปิดกว้าง ในการรักษาผู้ป่วยโคบ้า
ต้องประกาศรายชื่อยา ที่รักษาอาการโคบ้าให้หายให้ประชาชนรับทราบโดยเร็วที่สุด
ต้องรีบนำยาค้อกเทลและพลาสม่ามาใช้ให้กว้างขวางที่สุด!!!!
คนไทยป่วยตายกันเป็นเบือ ก็เพราะความผิดพลาดล้มเหลวในเรื่องเหล่านี้!!!!
แต่ไม่มีหน้าไหน รับผิดชอบแม้แต่คนเดียว!!!
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110794</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศบค., การติดเชื้อไวรัสโควิด-19, นายไพศาล พืชมงคล, นำเข้าวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b37559033a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซิโนฟาร์ม1ล้านโดส รจภ.นำเข้าไทยมิ.ย.เข็มไม่เกินพัน/บิ๊กตู่ลั่นไร้วัคซีนการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์&amp;quot; จับมือ สธ.แจงนำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม ประเดิมล็อตแรกล้านโดส มิ.ย.นี้ ราคาไม่เกินเข็มละพันบาท อย.ขึ้นทะเบียนแล้ว โต้แอคแคปไม่เคยยื่นเรื่อง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ลั่นไม่มีวัคซีนการเมือง การันตี ป.ช.ช.ได้ฉีดร้อยเปอร์เซ็นต์ ชี้ฟังทุกฝ่ายจำเป็นต้องปรับแผนตามสถานการณ์ ศบค. ยัน &amp;quot;หมอพร้อม&amp;quot; ยังอยู่ ย้ำเปิดช่องทางให้ลงทะเบียนได้มากขึ้น ขอโทษทำคนสับสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เวลา 13.30 น. ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงข่าวบูรณาการความร่วมมือแนวทางการจัดสรรและนำเข้าวัคซีนโควิดทางเลือก &amp;quot;ซิโนฟาร์ม&amp;quot; โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อระบบสาธารณสุขไทยในสถานการณ์โควิด-19 พระราชทานแนวทางช่วยเหลือประชาชน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีความร่วมมือที่ดีต่อกันมาโดยตลอด จนสามารถดำเนินการจัดหาวัคซีนทางเลือกให้กับประชาชน และทำให้เข้าถึงวัคซีนได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าวัคซีนทางเลือกเกิดขึ้นแล้ว โดยราชวิทยาลัยเป็นผู้ประสานงาน และมีตัวแทนนำเข้าตามใบอนุญาต คือ บริษัท ไบโอเจเนเทค จำกัด ซึ่ง อย.ได้อนุมัติวัคซีนซิโนฟาร์มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ไพศาล เปิดเผยว่า อย.ได้อนุมัติวัคซีนซิโนฟาร์ม ที่นำยื่นเอกสารขอนำเข้า โดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตาย ที่สำคัญคือ ผลิตโดยสถาบันชีววัตถุแห่งกรุงปักกิ่ง (BIBP) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.นิธิกล่าวว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 2559 และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบริหารจัดการ เพื่อยับยั้งและควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินต่อไปได้อย่างปกติสุข โดยความร่วมมือการนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ทางเลือกซิโนฟาร์ม ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และ อย.มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนส่งเสริมความร่วมมือ เพื่อให้การกระจายวัคซีนในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้บริษัทโลจิสติกส์ที่นำเข้าเก็บวัคซีนซึ่งเป็นปกติ และเป็นบริษัทที่เคยนำเข้าวัคซีนอื่นๆ จากบริษัทซิโนฟาร์ม คือบริษัทไบโอจีนีเทค ช่วยร่นระยะเวลาในการยื่นเอกสาร ระหว่างการขออนุญาตจาก อย. ซึ่งเมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ทางราชวิทยาลัยจะดำเนินการนำเข้าบริหารจัดสรรวัคซีนทางเลือก ซึ่งจะต้องประสานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข ในการกระจายวัคซีนไปยังหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และเอกชนที่ต้องการให้กิจกรรมหรือธุรกิจเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีความติดขัด ทั้งนี้ วัคซีนซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย เช่นเดียวกับวัคซีนซิโนแวคและโควาซีน ที่ได้รับการอนุมัติจากประเทศจีน โดยมีข้อบ่งชี้ว่าวัคซีนซิโนฟาร์มสามารถฉีดให้กับผู้สูงอายุได้
ซิโนฟาร์มล็อตแรกล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เบื้องต้นคาดว่าจะนำเข้าล็อตแรกมาราว 1 ล้านโดส ภายในเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนในเดือนต่อไปอาจให้บริษัท ไบโอจีนีเทค หารือ และต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตต้นทางอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการดำเนินการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์ม จะหารือร่วมกับ สธ.เพื่อกระจายวัคซีนให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจจัดซื้อ พ่วงการประกันผลจากวัคซีนโควิด-19 ด้วย&amp;rdquo; ศ.นพ.นิธิระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มมีหน่วยงานรัฐและเอกชนติดต่อขอซื้อวัคซีนบ้างแล้ว เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท.จำกัด ฯลฯ ซึ่งจะพิจารณาการฉีดให้แก่องค์กรผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือกลุ่มโรงแรม นอกจากนี้ในอนาคตราชวิทยาลัยยังเล็งหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตัวอื่นเพิ่มเติม เพื่อนำมาศึกษา และทำการวิจัยว่าวัคซีนตัวไหนเหมาะสำหรับเชื้อที่ระบาดในประเทศไทยมากที่สุด สำหรับราคานั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตกลง ซึ่งต้องคำนึงถึงต้นทุน ค่าขนส่ง และการจัดเก็บวัคซีนอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าอยู่ราวๆ ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเข็ม ขอยืนยันว่าราชวิทยาลัยไม่ค้ากำไรแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ที่สำนักงาน อย. นพ.ไพศาลชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่เอกสารบริษัท แอคแคป แอสเซ็ทส์ จำกัด ระบุว่า มีวัคซีนซิโนฟาร์ม 20 ล้านโดส เสนอให้รัฐบาลไทย แต่นายกฯ รวมถึงนายอนุทินไม่ให้เข้าพบ จึงได้ไปเสนอขายให้กับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ว่า จากการตรวจสอบ 1.บริษัท แอคแคปฯ ไม่ได้เป็นผู้รับอนุญาตนำเข้าด้านยา และ 2.บริษัทแอคแคปฯ ไม่ได้มาขึ้นทะเบียนนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของซิโนฟาร์ม แต่บริษัทที่มาขอขึ้นทะเบียนนำเข้าวัคซีนฟาร์มคือ บริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด ซึ่ง อย.ได้อนุมัติทะเบียนให้กับไบโอจีนีเทคอย่างถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.นิธิชี้แจงเรื่องดังกล่าวทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกัน โดยระบุว่าไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าว พร้อมยืนยันราชวิทยาลัยต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มี ขอร้องอย่าถือโอกาสโจมตีกัน แค่นี้ประชาชนคนเจ็บก็ทุกข์จะแย่อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุทินกล่าวว่า ไม่ติดใจเอาความกับแอคแคปฯ อีกทั้งทราบว่าเป็นบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอาจทำให้ไม่เข้าใจขั้นตอนการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่ต้องมีการนำเข้าและขึ้นทะเบียน และต้องได้รับการอนุญาตจาก อย. หากต้องการติดต่อสามารถมาได้ทางช่องทาง อย. ซึ่งที่ผ่านมาวัคซีนทุกชนิดและยี่ห้อต้องมาขึ้นทะเบียนกับ อย. ยินดีที่จะอำนวยความสะดวก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร เป็นข่าวปลอมหรือไม่ หากเป็นการให้ข้อมูลเท็จแล้วทำให้ประชาชนสับสนจะเข้าข่ายเฟกนิวส์มีความผิด หน่วยงานที่ได้รับความเสียหายต้องร้องเข้ามา ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลติดต่อผู้ผลิตโดยตรงไม่ผ่านนายหน้า และวัคซีนเป็นที่ต้องการของตลาด จึงไม่มีความจำเป็นที่ผู้ผลิตต้องใช้นายหน้าในการวิ่งขายวัคซีน จึงเชื่อว่าไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ตามข่าวที่ออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่ศูนย์การค้าเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางไปตรวจเยี่ยมจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกสถานพยาบาล ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและหอการค้าไทย ดำเนินการโดยศูนย์การค้าเอเชียทีค และโรงพยาบาลบางปะกอก 1 โดยนายกฯ ได้สอบถามอาการหลังฉีดวัคซีนกับประชาชนว่า &amp;quot;เป็นยังไงบ้าง เจ็บนิดเดียวเดี๋ยวก็หาย สังเกตอาการไม่มีอาการอะไรเลยใช่ไหม วันนี้วัคซีนยังต้องรอ ซึ่งขึ้นอยู่กับวัคซีน ขณะนี้มีอยู่แค่ไหนก็แค่นั้น แต่เดี๋ยวจะทยอยฉีดให้กับทุกคน ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ เหน็ดเหนื่อยกันหน่อยตอนนี้&amp;quot; ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้กล่าวให้กำลังใจนายกฯ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า ฝากความคิดถึงทุกคน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เหนื่อยหน่อย แต่ทั้งหมดเป็นกุศล ทำให้กับคนที่เขายากลำบากนั่นแหละกุศลแรง จากนั้นนายกฯ ชูสองนิ้วให้กับประชาชนที่ต่อคิวรอฉีดวัคซีน พร้อมกล่าวว่า เดินหน้าไปด้วยกันนะ เราต้องชนะไปด้วยกันทุกคน เราต้องเดินหน้าไปด้วยกันทุกคน
&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; โต้วัคซีนการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เห็นความพร้อมเพียงในเรื่องการเตรียมการตามมาตรฐานสาธารณสุขอย่างครบถ้วน การฉีดวัคซีนจะกระจายเร่งทำให้มากยิ่งขึ้นตามปริมาณวัคซีนที่ได้กระจายไป และมีหลายกลุ่มที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับความเร่งด่วนในการฉีดวัคซีน ดังนั้นขอให้ฟังที่ตนพูด อย่าไปฟังที่อื่นพูด เพราะจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดไป ขอให้นึกถึงหัวใจของเจ้าหน้าที่ที่เหน็ดเหนื่อยบ้าง ตนขอแค่นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด แต่ยอมรับว่าการทำงานเพื่อคนหมู่มากในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คงไม่ต้องขอโทษ เพราะบางอย่างจำเป็นต้องมีความอ่อนตัวในการบริหารบ้าง ซึ่งการทำงานมีแนวทางกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าสถานการณ์จากระดับหนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วจะทำอย่างไร การบริหารวัคซีน การจัดหาสถานที่ฉีด จำนวนผู้ฉีด การกระจายวัคซีน ทุกอย่างจะต้องมีการปรับ แต่ทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน ผมขอยืนยัน ขออย่าไปพูดว่าคนนั้นไม่ได้ฉีด คนนี้ได้ฉีด ขอความร่วมมือกับสื่อด้วย เรื่องใดที่ไม่เกิดประโยชน์ขอความกรุณาอย่าไปแพร่ในสื่อทุกชนิดเพื่อลดความขัดแย้ง เพราะไม่ใช่เรื่องสนุกที่จะไปทะเลาะเบาะแว้งกัน ผมไม่อยากให้ใครทะเลาะกันทั้งสิ้น ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม เราต้องไปด้วยกัน การทำสิ่งดีๆ เพื่อสิ่งดีๆ ถือเป็นกุศลต่อตนเอง ทำให้ประเทศชาติฟื้นตัวขึ้น ช่วยกันทำความดี&amp;quot; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า จะมีการแจ้งความเอาผิดกับบริษัท แอคแคป แอสเซ็ทส์ จำกัด ที่อ้างว่าเคยติดต่อกับรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่จะดำเนินการต่อไป คงไม่ต้องมาถามล่วงหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประชาชนที่ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม จะยังได้รับการฉีดวัคซีนหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าทุกคนได้ฉีด 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อมหรือแอปพลิเค ชันอื่นๆ ที่จะทำให้รวดเร็วมากขึ้น เพียงแต่วันนี้ต้องทำให้ระบบหมอพร้อมรองรับคนที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันอื่นด้วย เพื่อนัดและติดตามผลการฉีดวัคซีน และการออกใบรับรอง ขอร้องว่าอย่าไปคิดเพียงชั้นเดียวไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในส่วนของวัคซีนการเมืองที่ยังมีความเห็นต่างกันในพรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไร นายกฯ ได้หันหน้าไปมองนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนกล่าวว่า &amp;ldquo;ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ผมเข้าใจกันหมดทุกประการ ผมยืนยันตรงนี้ ต่อหน้านายอนุทิน เมื่อวานนี้ผมก็คุยกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร จะมีปัญหาก็เพราะมีคนยุแยงตะแคงรั่วอยู่แถวนี้นั่นแหละ การจะปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆ ผมก็ปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข ว่าอะไรดี อะไรใช่หรือไม่ใช่ อะไรต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ผมก็ฟังในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในทุกระดับ ด้านสาธารณสุขเราก็ต้องฟัง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็เข้าสู่ ศบค.ที่มีผมเป็น ผอ. แล้วผมจะไปสั่งอะไรได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าผมจะไปเข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ผมต้องบูรณาการในการทำงานจากข้อกำหนดทุกประการ นี่คือหน้าที่ของผมตามข้อมูลที่หลายฝ่ายเสนอขึ้นมา ก็แค่นั้นเอง อย่าไปตีกัน บ้านเมืองวุ่นวายพออยู่แล้ว หยุดๆ กันเสียบ้าง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ประจำวันแล้ว พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการฉีควัคซีน หลังถูกวิจารณ์ว่ามีการปรับเปลี่ยนแผนการกระจายวัคซีนไปมา พร้อมยืนยันว่า แผนไม่ได้ปรับไปปรับมา แต่ยังมีความเห็นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง ศบค.รับฟังทั้งหมด ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ศบค.จึงได้ประชุมเพื่อปรับเปลี่ยนแผนให้ตรงกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งไม่ได้ยกเลิกระบบหมอพร้อม แต่เปิดช่องทางให้มีการลงทะเบียนเข้าถึงการฉีดวัคซีนมากขึ้นและเหมาะสมแต่ละพื้นที่ อย่าง กทม.ที่ได้ทำแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอฝากและสื่อสารไปถึงคน กทม. เพราะดูจากกระแสข่าวแล้วพบว่าพี่น้องชาว กทม.น้ำตาคลอสับสนเรื่องนโยบายวัคซีน หากวันนี้ยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรขออนุญาตนำมาเรียนย้ำในวันถัดๆ ไป และอยากจะกราบขอโทษถ้ามีอะไรที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าไม่ชัดเจนไม่เข้าใจ ทางทีมของเราจะทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และอยากเห็นประเทศไทยแข็งแรง คนไทยทุกคนแข็งแรง&amp;quot; พญ.อภิสมัยกล่าว และว่า ท้ายที่สุดไม่ว่าจะลงช่องทางใด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้าน โรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษาก่อนหน้านี้ หรือแจ้งกับทาง อสม.ในพื้นที่ ระบบเหล่านี้ไม่ได้ล้มหายไปไหน ทุกช่องทางที่ประชาชนลงทะเบียนระบบจะรวมข้อมูลทั้งหมดไปยังระบบหลังบ้านของหมอพร้อม คือ&amp;nbsp; Moph IC หรือระบบบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 สุดท้ายจะออกใบรับรองเมื่อสิ้นสุดการฉีดเข็มที่ 2.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104523</URL_LINK>
                <HASHTAG>1ล้านโดส, COVID-19, ฉีดวัคซีน, ซิโนฟาร์ม, นำเข้าวัคซีน, นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, วัคซีนโควิด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมอพร้อม, แอคแคป, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0ee728c1f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
