<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2019 20:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2019 20:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้ประกาศข่าว &#039;ฟอกซ์&#039; ถอนตัวจากนอมินีทูตสหรัฐประจำยูเอ็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เฮทเธอร์ นาเวิร์ต อดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและอดีตผู้ประกาศข่าวช่องฟอกซ์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น ประกาศถอนตัวจากการพิจารณาแล้ว ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าขาดประสบการณ์ แต่เจ้าตัวอ้างเหตุผลครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เฮทเธอร์ นาเวิร์ด ก่อนแถลงข่าวที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์กล่าวว่า อดีตผู้ประกาศข่าวและผู้จัดรายการของสถานีฟอกซ์นิวส์รายนี้ออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันเสาร์ว่า เธอตัดสินใจถอนตัวจากการพิจารณาในตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของครอบครัวของเธอ ซึ่งเผชิญความทุกข์ทรมานในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงไม่ได้ชี้ชัดถึงความยากลำบากที่เกิดกับครอบครัวของเธอ วอชิงตันโพสต์กล่าวว่า สามีและลูกของนาเวิร์ตใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก แต่ตัวเธอต้องทำงานที่กรุงวอชิงตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อผู้ประกาศข่าววัย 49 ปีรายนี้ในตำแหน่งทูตสหรัฐประจำยูเอ็นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมปีที่แล้ว เพื่อแทนที่นิกกี เฮลีย์ ที่ลาออกจากตำแหน่งและมีผลเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา การเสนอชื่อเธอเพื่อส่งให้วุฒิสภาไต่สวนก่อนลงมติรับรอง ตกเป็นข้อวิจารณ์ว่าเธอไม่มีประสบการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศ อย่างไรก็ดี เฮลีย์ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนาก็ประสบการณ์ด้านการต่างประเทศน้อยมากเช่นกันก่อนที่ทรัมป์จะตั้งเธอรับตำแหน่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นิกกี เฮลีย์ อดีตทูตสหรัฐประจำยูเอ็น เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาเวิร์ตถูกดึงตัวมาทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศในฐานะโฆษกประจำกระทรวงเมื่อเดือนเมษายน 2560 หรือหลังจากทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ 3 เดือน เธอได้รับแต่งตั้งให้รักษาการตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศด้านการทูตสาธารณะและกิจการสาธารณะเมื่อต้นปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขาดประสบการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศทำให้แกนนำพรรคเดโมแครตหลายคนตั้งคำถามว่า นาเวิร์ตจะมีทักษะในการเจรจาต่อรองประเด็นระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน หรือสามารถขับเคี่ยวกับพวกนักการทูตมากประสบการณ์ของประเทศคู่แข่งของสหรัฐ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจที่มีสิทธิวีโต้ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่น รัสเซีย หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.คริส เมอร์ฟี จากพรรคเดโมแครต กล่าวกับซีเอ็นเอ็นภายหลังทรัมป์เสนอชื่อนาเวิร์ดเมื่อเดือนธันวาคมว่า เห็นได้ชัดเจนว่าเธอไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับตำแหน่งนี้ แต่ก็นั่นแหละ ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าคุณสมบัติสำคัญที่สุดก็คือ คุณได้โผล่หน้าบนจอทีวีของโดนัลด์ ทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา การพิจารณาไต่สวนเพื่อลงมติรับรองเธอจึงไม่น่ามีอุปสรรค การชิงประกาศถอนตัวอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของนาเวิร์ตจึงทำให้หลายคนสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บลูมเบิร์กนิวส์รายงานอ้างแหล่งข่าวนิรนามว่า การตรวจสอบประวัติของทำเนียบขาวค้นพบว่า เธอเคยว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งที่เป็นชาวต่างด้าว ที่แม้จะเข้าสหรัฐอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่มีอนุญาตทำงานที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเสนอชื่อนาเวิร์ตมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาอย่างเป็นทางการเพื่อให้ลงมติรับรองเธอ ช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมานาเวิร์ตหายหน้าหายตาจากสาธารณะเพื่อเตรียมตัวรับการไต่สวน และรวมถึงรับตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของทรัมป์ประสบปัญหาเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงบ่อยครั้งอย่างยิ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ, รัฐมนตรีกลาโหม, หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และรัฐมนตรียุติธรรม ที่ถ้าไม่ลาออกก็โดนไล่ออก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถอนตัว, ทูตสหรัฐประจำยูเอ็น, นอมินีทรัมป์, นิกกี เฮลีย์, ฟอกซ์นิวส์, สหรัฐ, เฮทเธอร์ นาเวิร์ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190217/image_big_5c6962c31cdde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23745</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 21:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลือ &#039;ทรัมป์&#039; ดันอดีตผู้ประกาศสาวช่องฟ็อกซ์นั่งเก้าอี้ทูตยูเอ็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;แหล่งข่าวเผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเสนอชื่อเฮทเธอร์ นาเวิร์ต โฆษกกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นอดีตผู้ประกาศข่าวสถานีฟ็อกซ์ รับตำแหน่งทูตสหรัฐประจำยูเอ็น แม้ว่าเธอจะไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองหรือการทูตมาก่อนก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 30 พ.ย. 2560 เฮทเธอร์ นาเวิร์ด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2561 ว่าทำเนียบขาวเตรียมประกาศเรื่องนี้ช่วงเช้าวันศุกร์ของสหรัฐซึ่งตรงกับช่วงค่ำวันเดียวกันของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และหากนาเวิร์ตได้รับการรับรอง เธอจะรับตำแหน่งนี้ต่อจากนิกกี เฮลีย์ ซึ่งประกาศไว้เมื่อเดือนตุลาคมว่าเธอจะลงจากตำแหน่งนี้สิ้นปี 2561 โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นาเวิร์ต วัย 48 ปี เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวของสถานีฟ็อกซ์นิวส์ เธอได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเมื่อเดือนเมษายน 2560 และเมื่อต้นปีนี้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการสาธารณะและการทูตสาธารณะประจำกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์รอยเตอร์อ้างคำกล่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวรายหนึ่งว่า ต่อไปตำแหน่งทูตประจำยูเอ็นจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรีเหมือนกับในสมัยของเฮลีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐประจำยูเอ็น กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชายูเอ็นเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2561 เฮลีย์จะพ้นจากตำแหน่งสิ้นปีนี้ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะนาเวิร์ตจะมีประสบการณ์ทางการทูตบ้างจากการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ แต่รายงานระบุว่า เธอไม่ได้มีความน่าเชื่อถือทางการเมืองและด้านนโยบายในแบบเดียวกับเฮลีย์ ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา อย่างไรก็ดี การได้รับการหนุนหลังโดยตรงทั้งจากทรัมป์ และจากไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ก็น่าจะช่วยค้ำชูภาพลักษณ์ของเธอได้ในสายตานักการทูตที่ยูเอ็น ที่หงุดหงิดกับนโยบายต่างประเทศแบบอเมริกามาก่อนของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแต่งตั้งเธอยังตอกย้ำความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างสถานีข่าวอนุรักษนิยมแห่งนี้กับทรัมป์ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเชื่อคำปรึกษาด้านนโนยายจากฟ็อกซ์นิวส์ มากกว่าเชื่อผู้เชี่ยวชาญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23745</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทูตสหรัฐประจำยูเอ็น, นิกกี เฮลีย์, ฟ็อกซ์นิวส์, อดีตผู้ประกาศข่าวฟ็อกซ์, เฮทเธอร์ นาเวิร์ด, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181207/image_mid_5c0a71d575b01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทูตสหรัฐประจำยูเอ็นเชื้อสายอินเดียลาออกปุบปับ ปัดข่าวลงชิง ปธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น ยื่นลาออกจากตำแหน่งกะทันหันเมื่อวันอังคาร แต่ปฏิเสธว่าไม่มีความตั้งใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐแข่งกับทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะอีวานกา ทรัมป์ ออกตัวไม่คิดสืบทอดตำแหน่งนี้แทนตามคำยุของพ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิกกี เฮลีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนาเชื้อสายอินเดีย วัย 46 ปี ถือเป็นผู้หญิงที่รับตำแหน่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมักถูกมองว่าเธอมีโอกาสจะได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี การลาออกอย่างปุบปับของเธอสร้างความประหลาดใจแก่ทั้งบุคคลในรัฐบาลและในองค์การสหประชาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ว่าเฮลีย์ประกาศเจตนารมณ์ของเธอขณะเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 โดยกล่าวว่า การได้ทำหน้าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ 18 เดือน ถือเป็นเกียรติตลอดชีวิตของเธอ และเธอจะดำรงตำแหน่งนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2561 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทรัมป์ ซึ่งได้กล่าวชมเฮลีย์ไม่ขาดปากว่าทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม เผยว่า เฮลีย์บอกกับเขาเรื่่องจะอำลาตำแหน่งเมื่อราว 6 เดือนที่แล้ว เขาจะเสนอชื่อเอกอัครราชทูตคนใหม่ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยตอนนี้เขามีตัวเลือกอยู่ในใจแล้ว 5 คน หนึ่งในนั้นคือ ดีนา เพาเวลล์ อดีตรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นอเมริกันเชื้อสายอียิปต์ แต่เขาไม่เผยชื่ออีก 4 คนที่เหลือ บอกเพียงว่า ริชาร์ด กรีเนลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเยอรมนีคนปัจจุบันไม่ได้อยู่ในรายชื่อนี้ แต่เขาก็พร้อมจะพิจารณากรีเนลล์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยังเปรยชื่อของอีวานกา ลูกสาวคนโตของเขาด้วย แต่ก็ยอมรับว่าเขาอาจโดนวิจารณ์ว่าเล่นพรรคเล่นพวกอีก อย่างไรก็ดี อีวานกาทวีตข้อความปฏิเสธไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น โดยบอกว่าถือเป็นเกียรติที่เธอได้ทำงานในทำเนียบขาวกับเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมหลายคน และรู้ว่าประธานาธิบดีจะแต่งตั้งบุคคลที่น่ายำเกรงมาทำหน้าที่แทนเฮลีย์ ซึ่งบุคคลนั้นไม่ใช่เธอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฮลีย์มีชื่อแต่กำเนิดว่า นิมรตา รันธาวา มีพ่อและแม่เป็นชาวอินเดียอพยพเข้าเมือง ครอบครัวของเธอนับถือศาสนาซิกข์ อาศัยในเมืองแบมเบิร์ก รัฐเซาท์แคโรไลนา แต่เธอเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนาเมื่ออายุได้ 20 ปีกว่า และเมื่อเล่นการเมืองก็ได้รับความนิยมในหมู่ชาวอเมริกันแดนใต้ที่เป็นพวกเคร่งศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมัยที่เธอดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนาเมื่อปี 2558 เธอออกคำสั่งให้ปลดธงสหพันธรัฐลงจากอาคารรัฐสภาเซาท์แคโรไลนา หลังจากเกิดเหตุมือปืนผิวขาวคลั่งลัทธิคนขาวเป็นใหญ่กราดยิงคริสต์ศาสนิกชนผิวสี 9 คนภายในโบสถ์ที่เมืองชาร์ลส์ตัน และทำให้ชื่อของเธอถูกกล่าวขวัญว่ามีโอกาสจะขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในระดับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้งที่ทรัมป์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2559 เฮลีย์เป็นผู้หนึ่งที่วิจารณ์ทรัมป์ แต่หลังจากรับตำแหน่งในรัฐบาลของเขา เธอกลายเป็นกระบอกเสียงชั้นยอดของนโยบาย &amp;quot;อเมริกาต้องมาก่อน&amp;quot; ของทรัมป์ โดยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของการนำสหรัฐถอนตัวจากโครงการและข้อตกลงของยูเอ็นหลายฉบับ และยังคอยปกป้องนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐต่ออิหร่านและเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจดหมายลาออก เฮลีย์ยืนกรานว่าเธอยังไม่มีแผนการที่แน่นอนสำหรับอนาคต แต่มั่นใจได้ว่า เธอจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2563 โดยเธอจะสนับสนุนทรัมป์ในการลงเลือกตั้งอีกสมัย เฮลีย์ยังบอกเป็นนัยถึงการรับตำแหน่งในภาคเอกชนซึ่งได้ค่าตอบแทนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลการเปิดเผยทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐประจำปี 2561 เผยให้เห็นว่าเธอมีหนี้สินจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงการจำนองมูลค่ามากกว่า 1 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19569</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทูตสหรัฐประจำยูเอ็น, นิกกี เฮลีย์, ลาออก, เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181010/image_big_5bbdb4ee6173d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โวยอคติต่อยิวไม่เลิก สหรัฐถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐประกาศถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็นแล้วเมื่อวันอังคาร หลังจากร่ำๆ มานาน อ้างเหตุผลชาติสมาชิกหน้าไหว้หลังหลอกและอคติต่อต้านอิสราเอลไม่หยุดหย่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น แถลงโดยมีไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศอยู่ด้านข้าง เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างคำแถลงของนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในนครนิวยอร์ก ที่เดินทางมาแถลงข่าวด้วยตนเองที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2561 เคียงข้างกับไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ โดยทั้งคู่ยังคงยืนกรานว่า แม้สหรัฐจะถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศซึ่งเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 12 ปีแห่งนี้ แต่สหรัฐจะยังคงเป็นผู้นำในการปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การตัดสินใจของสหรัฐในครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อองค์การระหว่างประเทศและการทูตแบบพหุภาคีโดยทั่วไป และยังเกิดภายหลังเซอิด ราอัด อัลฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นชาวจอร์แดน กล่าววิจารณ์นโยบายปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองของทรัมป์เมื่อวันจันทร์ กรณีควบคุมตัวครอบครัวผู้อพยพที่ถูกจับกุมตามแนวชายแดนด้วยการแยกพ่อแม่กับลูกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เฮลีย์และปอมเปโอปฏิเสธความเกี่ยวข้องนี้ โดยย้ำว่าเป็นการตัดสินใจที่เกิดภายหลังสหรัฐพยายามมาตลอดทั้งปีเพื่อกดดันให้องค์กรแห่งนี้มีความละอายใจจนยอมปฏิรูป และถอดชาติสมาชิกบางชาติที่ก่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การปฏิรูปเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้คณะมนตรีแห่งนี้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง&amp;quot; เฮลีย์กล่าว และว่า คณะมนตรีแห่งนี้ปกป้องพวกที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมายาวนานแล้ว และยังเป็นแหล่งรวมปฏิกูลของอคติทางการเมือง น่าเสียใจที่เสียงเรียกร้องของสหรัฐเพื่อให้องค์กรนี้ปฏิรูปไม่ได้รับความใส่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรจากนครเจนีวาแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2549 เพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก แต่หลายครั้งที่คำประกาศและรายงานของคณะมนตรีฯ ขัดต่อสิ่งที่สหรัฐให้ความสำคัญมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คณะมนตรีฯ จับจ้องพฤติกรรมของอิสราเอลที่กระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครอง
และในเขตกาซา ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฮลีย์ชี้ด้วยว่า สหรัฐเชื่อว่าคณะมนตรีฯ ไม่ได้วิจารณ์ชาติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้งมากนัก เช่น เวเนซุเอลาและคิวบา ซึ่งเป็นชาติอริของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านปอมเปโอกล่าวโทษชาติสมาชิกหลายชาติว่าสุมหัวกันเพื่อบ่อนทำลายวิธีการคัดเลือกชาติสมาชิกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และองค์กรนี้ยังอคติต่อต้านอิสราเอลอย่างไม่มีเหตุมีผล นับตั้งแต่ก่อตั้งมา คณะมนตรีฯ แห่งนี้รับรองข้อมติประณามอิสราเอลมากกว่าข้อมติอื่นๆ ที่เหลือรวมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แสดงความยินดีต่อการตัดสินใจของสหรัฐ โดยระบุว่าคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเป็น &amp;quot;องค์กรอคติ เป็นปรปักษ์ต่อต้านอิสราเอล ที่ทรยศต่อภารกิจปกป้องสิทธิมนุษยชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยุเอ็น แสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของสหรัฐ โดยกล่าวว่าองค์กรนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11743</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน, ถอนตัน, นิกกี เฮลีย์, สหรัฐ, อคติต้านยิว, อิสราเอล, ไมค์ ปอมเปโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180620/image_big_5b29e129ec539.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
