<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2019 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2019 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิประชาปลอดภัย​จี้รัฐเข้มงวดห้ามนั่งท้ายกระบะเกิน6คน​ และจำกัดความเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2562 นายนิกร จำนง​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ พรรคชาติไทยพัฒนา​ ในฐานะประธานคณะกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวว่า​ ขอแสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุทางถนนอันร้ายแรง ที่ทำให้นักศึกษาที่เป็นทั้งอนาคตของครอบครัวและของชาติเสียชิวิตลงไปเป็นจำนวนมาก ถือเป็นความสูญเสียร่วมกันของสังคมไทยครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ที่เราน่าจะป้องกันได้ แต่ก็มิได้กระทำการใดๆอย่างเพียงพอ และคาดว่าต่อจากนี้ไปอีกสักระยะกรณีนี้ก็จะถูกลืมเลือนไป จนกว่าเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันบังเกิดขึ้นอีกแบบที่เป็นมาโดยตลอด ยกเว้นครอบครัวผู้สูญเสียเท่านั้นที่จะยังเจ็บปวดฝังใจอยู่ตลอดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางมูลนิธิฯเองได้เคยให้ความเห็นต่อประเด็นการโดยสารในกะบะหลังของรถกะบะว่าเป็นกรณีที่อันตรายที่มิอาจห้ามได้ เพราะระบบการขนส่งของคนไทยทั่วประเทศยังใช้กันอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท ดังนั้นต้องหามาตรการมาป้องกันให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดในบริบทของไทยให้ได้นั่นคือ​ การห้ามนั่งข้างหลังกะบะมากเกินระดับที่เกิดอันตรายต่อการควบคุมรถ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยประกาศบังคับใช้มาก่อนแล้วในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว คือไม่เกิน 6 คน ซึ่งก็สามารถป้องกันอุบัติเหตุลักษณะนี้ได้ตามสมควร ซึ่งถ้าเพิ่มมาตรการจำกัดความเร็วตามกฏหมายกำหนดคือไม่เกิน 80 กม./ชั่วโมง อย่างเคร่งครัดในกรณีที่มีผู้โดยสารอยู่ข้างหลังด้วยก็จะปลอดภัยมากขึ้นอย่างแน่นอน มูลนิธิฯขอเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบฝ่ายรัฐประกาศใช้มาตรการเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถกะบะนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมปฏิบัติตาม เพราะนั่นคือความปลอดภัยของท่านและครอบครัวโดยแท้ มิเช่นนั้นแล้วเราจะต้องสียใจกับเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีวันสิ้นสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46879</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำกัดความเร็ว, นิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย, นิกร จำนง​, พรรคชาติไทยพัฒนา​, ห้ามนั่งกระบะท้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190618/image_big_5d087b4075837.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2018 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2018 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;นิกร&#039;ห่วงอุบัติเหตุขากลับช่วงวันที่ 1 ม.ค.ขอรัฐเพิ่มจุดตรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค.61- นายนิกร จำนง ในฐานะประธานคณะกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย แสดงความเป็นห่วงสถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่มียอดสะสม 4 วัน เสียชีวิตแล้ว 236 ราย บาดเจ็บกว่า 2.2 พันรายว่า จากสถิติตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุที่ผ่านมา ในวันที่ 1 ม.ค. จะน่าห่วงที่สุด เพราะเป็นการเร่งรัดกลับ จึงถือว่ายังไม่พ้นอันตราย ถึงแม้ว่าในวันนี้ตัวเลขจะลดลงบ้าง ก็กลัวว่าหน่วยงานเห็นว่าตัวเลขลดลงมาแล้วจะปล่อยมือแต่อันตรายยังอยู่ข้างหลังอย่างที่บอกไว้ว่ามันจะโป่งตอนปลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรายังไว้ใจไม่ได้เลยกับสถานการณ์ ซึ่งวิธีแก้ไขคือขอให้หน่วยงานภาครัฐ เพิ่มจุดพักชั่วคราว ซึ่งเป็นที่พักริมทางเพิ่มมากขึ้น และแจ้งประชาชนให้ทราบโดยทั่วถึงกันว่ามีจุดที่พักชั่วคราว หรือที่พักริมทางเพิ่มเติมนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง อีกทั้งขอให้เพิ่มจุดตรวจให้มากขึ้น เพื่อเป็นการให้ผู้ขับขี่รู้สึกตื่น เพราะเวลาจอดนั้นจะทำให้ผู้ขับหายง่วงได้ที่ผมยังเป็นห่วงมากคือช่วงวันกลับ ก็ขอภาวนาว่าปีนี้จะไม่เพิ่มมากกว่าปีที่แล้ว เพราะไทยลดลงมาเป็นอันดับ9ของโลกแล้วจากเดิมที่ไทยเป็นอันดับ2ของโลก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25502</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 วันอันตราย, นิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย, สถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562, อุบัติเหตุ, เมาแล้วขับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08e1ba8a0a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ถอดบทเรียนอุบัติเหตุ10ปี หวัง“รถรับส่งนร.”ปลอดภัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หากย้อนดูสถานการณ์การเสียชีวิตของคนไทยในรอบ 10 ปีมากที่สุด ต้องยกให้อุบัติเหตุบนท้องถนนมาเป็นอันดับแรก โดยมีอัตราเฉลี่ย 60 รายต่อวันเป็นตัวเลขที่สูงเข้าขั้นวิกฤติ โดยส่วนมากเกิดจากรถบริการสาธารณะต่างๆ รถสองแถว รถรับ-ส่งนักเรียน เป็นต้น ถือเป็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานเวทีสมัชชาบทบาทองค์กรผู้บริโภคกับรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยว่า จากสถานการณ์ผู้บริโภคและรายงานรับเรื่องร้องเรียนประจำปี 2560 โดยเครือข่ายผู้บริโภค 7 ภาค และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบปัญหาการบริการสาธารณะได้รับการร้องเรียนสูงเป็นอันดับ 5 มีเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 424 เรื่อง จากทั้งหมด 3,615 เรื่อง โดยรถตู้โดยสารสาธารณะมากที่สุด 116 เรื่อง รองลงมาคือ รถสองแถว 73 เรื่อง รถรับส่งนักเรียน 42 เรื่อง และรถทัวร์โดยสาร 35 เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;


fifa356&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สสส.และภาคีเครือข่ายให้ความสำคัญและได้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนมาตลอดกว่า 10 ปี โดยเฉพาะปัญหารถโดยสารสาธารณะที่เกิดอุบัติเหตุและสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งจะพบผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุขนาดใหญ่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กลไกสำคัญในการแก้ปัญหานอกจากการพัฒนากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนามาตรฐานและการให้บริการรถโดยสารที่ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้แล้ว การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชนในการเฝ้าระวัง และเยียวยากรณีเกิดความเสียหาย รับเรื่องร้องเรียน คดีฟ้องร้องต่างๆ ถือว่ามีบทบาทช่วยสร้างความเป็นธรรมกับผู้บริโภคและประชาชนได้มาก&amp;nbsp;


bnk789&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ประสานงานโครงการรถโดยสารปลอดภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงมติจากเวทีสมัชชาบทบาทองค์กรผู้บริโภคกับรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยว่า ทุกภาคส่วนมีข้อเสนอให้กำหนดประเด็นรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยเข้าสู่วาระหรือนโยบาย ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ท้องถิ่น จังหวัด และประเทศ โดยเสนอให้มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักบริหารจัดการรถโรงเรียน ทำให้รถทุกคันเข้าสู่ระบบ มีกระบวนการติดตามคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกันได้เสนอแนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และกรมการขนส่งทางบก ส่วนการพัฒนาในระดับบุคคลนั้น เสนอให้มีการสนับสนุนให้มีการสร้างจิตสำนึกด้วยการพัฒนาศักยภาพ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้อุปกรณ์นิรภัยและเรียนรู้การแก้ไขสถานการณ์ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนและรถโดยสารสาธารณะ&amp;nbsp;


save168&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านนายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวว่า อัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยเฉลี่ย 60 รายต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือลดอัตราการเสียชีวิตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ โดยขอเสนอให้กวดขันรถโรงเรียนและรถรับ-ส่งนักเรียนเป็นไปตามกฎหมาย การปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับตัวรถโรงเรียนและรถรับ-ส่งนักเรียน ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก&amp;nbsp; 


สล็อต&amp;nbsp;&amp;nbsp;พ.ศ.2522 พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หากทุกฝ่ายจับมือกันและแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด เชื่อว่าอุบัติเหตุทางถนนของไทยจะลดลงได้อย่างแน่นอน. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กินเจ ได้บุญ ได้สุขภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว &amp;ldquo;เจนี้ ลดเค็ม ได้บุญ ได้สุขภาพ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โดย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดีและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในปี 2561 พบว่า กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะกินเจ ทำให้พฤติกรรมการบริโภคอาหารเจมาจากการซื้อจากร้านอาหารเพื่อความสะดวก โดยการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารเจจะพิจารณาจากรสชาติและภาพลักษณ์ของอาหารเป็นอันดับแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวว่า เครือข่ายลดบริโภคเค็มจึงทำการสุ่มตัวอย่างอาหารเจ 13 เมนูยอดนิยมบนถนนสายเศรษฐกิจ 3 แหล่งใน กทม. ได้แก่ เยาวราช อตก. และตลาดยิ่งเจริญ โดยใช้เครื่องวัดความเค็ม ตรวจสอบปริมาณโซเดียมในอาหาร ประกอบด้วย แกงเขียวหวาน แกงกะทิ จับฉ่าย พะโล้ ผัดกะเพรา แกงส้ม ผัดผัก ต้มจืด ต้มกะหล่ำปลี ขนมจีนน้ำยากะทิ ลาบเห็ด กระเพาะปลา และผัดขิง พบว่าทุกเมนูมีปริมาณโซเดียมเกินความจำเป็นที่ร่างกายควรได้รับ โดยในแต่ละมื้อไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 600 มิลลิกรัม ซึ่งเมนูที่มีโซเดียมสูงสุดคือ พะโล้ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ย 1,092.44 มิลลิกรัม/200 กรัม ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ควรบริโภคต่อมื้อเกือบ 2 เท่า ตามด้วยอันดับ 2 ต้มจับฉ่าย (1,055.11 มิลลิกรัม/200 กรัม) และอันดับ 3 ขนมจีนน้ำยากะทิ (1,037.33 มิลลิกรัม/200 กรัม) นอกจากนี้ยังพบอาหารเจจำพวกผักดอง เกี้ยมไฉ่ กานาฉ่าย จับฉ่าย เป็นอาหารที่ใช้เกลือมาก ซึ่งผักที่เคี้ยวหรือดองเป็นเวลานานจะได้คุณค่าทางอาหารที่น้อยลง รวมถึงอาหารแปรรูป เช่น โปรตีนเกษตร เนื้อสัตว์เจจะมีการเติมรสเค็มเพื่อทำให้รสชาติใกล้เคียงของจริงมากที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันคนไทยกินเค็มเกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า โดยพบว่าปริมาณโซเดียมที่คนไทยกินเฉลี่ย 4,351.69 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ปริมาณโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน ในแต่ละปีจึงมีผู้ป่วยถึง 2 ล้านคนที่เกิดจากพฤติกรรมกินเค็ม เครือข่ายลดบริโภคเค็มและสสส.จึงอยากชวนคนไทยในช่วงเทศกาลกินเจนอกจากถือศีลละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว อยากชวนให้ร่างกายได้พักไตด้วยการลดเค็มในเมนูเจ ซึ่งมี 3 วิธีในการกินเจให้ได้สุขภาพดีคือ 1.เลือกทานผักสด ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า โดยต้องล้างผักให้สะอาด 2.ลดเค็ม เลี่ยงอาหารแปรรูปหรือการทานน้ำซุปเพราะมีเกลือสูง 3.หลีกเลี่ยงของมันของทอดและลดแป้ง หลายคนกินเจแล้วน้ำหนักเพิ่ม เพราะในเมนูเจมีแป้งสูง จึงควรชดเชยด้วยน้ำเต้าหู้หรือธัญพืช ซึ่งจะช่วยต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการเติมแป้ง ส่วนผู้ป่วยเบาหวานควรลดปริมาณข้าวให้น้อยลง&amp;rdquo; ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ ในงานแถลงข่าว นายยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ประธานสถานศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ ได้สาธิตการทำอาหารเจ อร่อยได้ ไม่ต้องเค็ม ในเมนู &amp;ldquo;หูฉลามเจ&amp;rdquo; พร้อมกับข้อแนะนำการปรุงอาหารเจให้อร่อยและดีต่อสุขภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20016</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ทุจริตกระทรวงศึกษาธิการ, ขนส่งทางบก, นิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย, ปลอดภัย, รถรับส่งนร, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, สพฐ, สสส, อุบัติเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc567a1294a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
