<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 07:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อุบัติภัย&quot;กิ่งแก้ว&quot;บทเรียนสำคัญ วิชาเกิน&quot;ทรงพลัง&quot;กว่าวิชาการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีโรงงานเม็ดพลาสติก บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ในซอยกิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ&amp;nbsp;เกิดระเบิดและไฟไหม้อย่างรุนแรง ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีการใช้สารสไตรีน โมโนเมอร์&amp;nbsp;(Styrene monomer)&amp;nbsp;และเพนเทน&amp;nbsp;(Pentane)&amp;nbsp;ในกระบวนการผลิตเม็ดโฟมและเม็ดพลาสติก&amp;nbsp;ซึ่งนับได้ว่าเป็นอุบัติภัยสำคัญครั้งรุนแรงที่สุด ด้วยประเด็นปัญหาการรั่วไหลของสารเคมี และการแพร่กระจายไปในอากาศ สร้างความตระหนกแตกตื่นตกใจในบริเวณรอบโรงงานและประชาชนผู้อยู่อาศัยในแถบบริเวณดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถือเป็นความโชคดีที่มีบริษัทในเครือของ ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ส่งทีมงาน &amp;nbsp;ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด หรือ NPC S&amp;amp;E ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ ส่งหน่วยฉุกเฉินที่มีความชำนาญด้านการบรรเทาอุบัติภัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการสารเคมีในครั้งนี้ได้อย่างทันท่วงที และเป็นระบบตามมาตรฐานสากล จากการประสานงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุการณ์ร้ายที่สงบลง กลับยังมีปัญหาควันคุกรุ่นอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ที่ส่งต่อสร้างความสับสน ปั่นป่วน อันเกี่ยวกับผลกระทบในเหตุการณ์นี้ จนกลายเป็นความหวาดกลัว สร้างความเครียด วิตก จนส่งผลในการดำรงชีวิตของผู้คนในย่านดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อิทธิพลของ &amp;quot;สื่อพลเมือง&amp;quot; ในสังคมออนไลน์ ไม่ยอมปล่อยให้ &amp;quot;ควันดำ&amp;quot; จากกรณีนี้หายไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น และตามหลักของวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำมาอธิบายเหตุผลได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อกรณีนี้ดังกล่าว คนรู้จริงมีคำอธิบายที่สังคมไทยควรจะนำไปพิจารณา นายณัฐธัญ ละอองทอง ผู้จัดการส่วนบริหารภาวะฉุกเฉิน บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด หรือ &amp;nbsp;NPC S&amp;amp;E &amp;nbsp; กล่าวว่า หลังจากควบคุมเพลิงได้แล้วก็คืนพื้นที่ให้กับเจ้าของพื้นที่ พร้อมทั้งได้แนะนำแนวทางการใช้อุปกรณ์กับท้องที่ ก่อนที่บริษัทจะถอยตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวนั้น &amp;nbsp;จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่างานบรรเทาสาธารณภัยในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ยังเดิมๆ เก่าๆ ยกตัวอย่าง เช่น กรณีที่ไฟไหม้หมิงตี้เคมีคอลนั้น สายฉีดที่มีขนาด 2.5 นิ้วนั้นไม่พอดีกับงานต้องใช้ขนาด 6 นิ้วจึงเหมาะสม น้ำน้อยก็ต้องไฟน้อย ไฟเยอะก็ต้องน้ำเยอะ เราต้องปรับเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดความสมดุล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีการพูดถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากสารเคมีนั้น นายณัฐธัญ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้มีนักวิชาการเยอะมากที่ออกมาให้ข้อมูลของสารเคมีต่างๆ แต่พบว่าข้อมูลที่ได้มาจากนักวิชาการเป็นข้อมูลที่ล่องลอย นักวิชาการส่วนใหญ่คาดการณ์ และการประมาณการโดยใช้อัลกอริทึม (Algorithm) ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาคิด ปกติสิ่งเหล่านี้ต้องใช้ให้ถูกกรณี ไม่ใช่มาใช้กับกรณีฉุกเฉินเหมือนแบบนี้ เพราะใช้แล้วชาวบ้านตื่นตกใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ในพื้นที่จริงนั้นมีเครื่องมือวัด อันนี้คือผู้เชี่ยวชาญต้องเชื่อเครืองมือวัด ไม่ใช่เชื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งกรมควบคุมเอาเครื่องมือมาตรวจวัดทุกอย่าง ทุกทิศทาง ชาวบ้านไม่มีผล เพราะในพื้นที่ขณะนี้มีความเข้มข้นของสไตรีน ณ จุดเกิดเหตุอยู่ที่ 4-8PPM ดังนั้นถ้าจุดเกิดเหตุมีแค่นี้ ไปใช้โปรแกรมกลายเป็นไกล หรือ 5กิโลเมตร 10 กิโลเมตร มีค่าเพิ่มเป็นพันเลย ไม่ได้แสดงว่าใช้ผิด&amp;quot; นายณัฐธัญ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐธัญ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการพูดว่าน้ำกินไม่ได้มีสารตกค้างนั้น ขอแนะนำว่า การรับข้อมูลข่าวสารกับการดำเนินชีวิตต้องแยกออกจากกัน ต้องยอมรับว่าโซเชียลนั้นเร็วมาก และคนก็เชื่อมากว่ามีความเสี่ยง และไม่รู้จะเชื่อข่าวจากแหล่งไหน เพราะเต็มไปหมด กลายเป็นความสับสน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องรับฟังข่าวสารข้อมูลจากผู้รับผิดชอบเท่านั้น &amp;nbsp; ซึ่งทางจังหวัดได้ตั้งศูนย์ข้อมูลสำหรับให้ความรู้กับประชาชนในด้านนี้โดยตรงเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนที่มีการพูดกันเยอะว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งทางดิน ทางน้ำ ทางอากาศ โดยเฉพาะทางอากาศ ที่บอกว่าผลกระทบตอนนี้ค่าความเข้มข้นของสไตรีนอันตรายเป็นสารก่อมะเร็ง เขาก็พูดกว้างๆ &amp;nbsp;ถ้าลงลึกจริงๆ คำว่าก่อมะเร็งมันมีปัจจัยอีกมากมาย ทั้งระยะเวลา ความถี่ แต่เมื่อนักวิชาการพูดกว้างๆ เขาต้องการเอาแค่ว่าพาดหัวข่าวอย่างเดียว &amp;nbsp;ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้ด้วย ถ้าตื่นตระหนกเกินไป จะส่งผลเสียมากกว่า ดังนั้นจึงแนะน้ำให้ฟังที่ศูนย์กลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนกรณีที่บอกว่าจะทำให้กินน้ำไม่ได้นั้น ก็ต้องถามข้อมูลกับผู้เกี่ยวข้อง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องลงพื้นที่วัดค่าน้ำ ค่าดิน และเอามากระจายข่าวสารให้ประชาชนรับทราบอย่างเปิดเผยและรวดเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ถ้ามองปัญหาคือปัญหาภาครัฐ ที่ต้องเร่งควบคุมและประสานงานกระจายข่าวส่วนนี้ไปอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นประชาชนจะตื่นตกใจ สู้โซเชียลไม่ได้ จริงๆ ไม่ได้มีผลกระทบขนาดนั้น หรือแม้แต่ว่าตอนนี้มีการพูดกันว่าเราได้รับ PM10 สูง คือฝุ่นสุมควัน ตอนนี้มันหมดไปแล้ว ซึ่งค่า PM10 กรมควบคุมมลพิษมีการวัดค่าแบบเรียลไทม์ติดตั้งไว้ 3 จุด บอกได้ว่าแต่ละพื้นที่มีค่าเท่าไหร่ ไม่เกี่ยวกับอะไรเกิดขึ้น เป็นข้อเท็จจริง ถ้าไปฟังคนที่ให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ก็ทำให้ชาวบ้านตกใจ และเอามาเชื่อมโยงกับความเป็นพิษ ดังนั้นขอย้ำว่าต้องเชื่อฟังเครื่องมือวัดที่มีการติดตั้งในท้องถิ่นโดยตรง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;สารสไตรีนหนักกว่าอากาศ อยู่ในอากาศประมาณ 7-8 ชั่วโมงก็สลายตัว &amp;nbsp;แม้ว่าจะมีความอันตราย แต่ก็มีคุณสมบัติบางอย่างที่สามารถดูแลควบคุมได้ ดังนั้นการให้ข้อมูลทางวิชาการ และต้องยึดกับเครื่องมือวัด ปกติสสารทุกอย่างจะมีขีดจำกัดในการรับสารหรือสัมผัสได้ เรียกว่าค่าความปลอดภัยในการสัมผัสสาร เหมือนน้ำตาล ถ้ากินเยอะก็อันตราย แต่ถ้าไม่เยอะก็ไม่อันตราย สารทุกตัวจะมีเกณฑ์ของค่าความปลอดภัยที่สัมผัสได้ สำหรับสไตรีนนั้น มาตรฐานสากลมนุษย์จะรับได้ที่ 100 PPM แต่ที่วัดได้ในพื้นที่ &amp;nbsp;8PPM ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ไม่ถึงค่าอันตราย และในจุดที่เกิดเหตุนั้น ถ้าสามารถควบคุมเพลิงได้ก็หมด หรือปะทุเล็กน้อยก็มีความเข้มข้นน้อย&amp;quot; นายณัฐธัญ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายณัฐธัญ กล่าวย้ำว่า เวลาที่นักวิชาการจะให้ข้อมูล ควรบอกให้ชัดเจนว่าค่าการทดสอบตามมาตรฐานสากลให้ประชาชนรับทราบไปด้วย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในส่วนนี้รับแต่ฝ่ายเดียวก็เกิดแพนิก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108992</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดระยอง, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด หรือ NPC S&amp;E, บางพลี, พีทีที โกลบอล เคมิคอล, ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน, สมุทรปราการ, หมิงตี้เคมีคอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e5a4dc7d121.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสมาคมต้านโลกร้อน จัดหนักปมโรงงานมาบตาพุดปล่อยควันดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.64 - นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุโรงงานหลายโรงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปล่อยควันดำ (flare) ออกมาทางปล่องควันพร้อมกันในหลายโรงเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 64 เวลา 12.40 น. ที่ผ่านมานั้น ปล่องควันดังกล่าวออกมาจากโรงงานของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 2 (GC2) , บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 3 , บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด , บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 12 และบริษัท เอ็ช เอ็ม ซี โปลีเมอส์ จำกัด อันมีต้นเหตุมาจากโรงไฟฟ้าที่ป้อนกระแสไฟฟ้าให้โรงงานต่างๆดังกล่าวเกิดขัดข้อง ทำให้โรงงานเกิดไฟฟ้าดับในกระบวนการผลิตก่อให้เกิดเปลวไฟและควันที่หอเผามากกว่าปกติ ทำให้เกิดกลุ่มควันหรือมลพิษฟุ้งกระจายออกมาแผ่คลุมพื้นที่นิคมฯและกระจายไปยังพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง จนเกิดอาการหวาดวิตกกันไปทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่เกิดขึ้น แม้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะพยายามโปรโมทอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ มีศูนย์ EMCC &amp;nbsp;แต่ก็ทำได้แค่รายงานเหตุการณ์และอ้างว่าได้กำชับโรงงานให้รีบดำเนินการแก้ไขเท่านั้น ไม่เคยมีมาตรการที่เด็ดขาดที่จะลงโทษโรงงานผู้ก่อเหตุให้เข็ดหลาบได้เลย ซึ่งเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากเกินไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 ก.พ.63 ก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว แต่ทว่า กนอ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เห็นมีมาตรการลงโทษใดๆ ออกมา ทั้งๆที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามคำสั่งของศาลปกครองระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)ก็ไร้น้ำยาที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมในการกำราบผู้ก่อมลพิษเหล่านี้ได้ ทำได้แค่เอาเครื่องตรวจวัดไปติดตั้งวัดอากาศแล้วรายงานว่าค่ามลพิษ VOCs เป็นปกติไม่เกินมาตรฐาน ซึ่งขัดแย้งต่อสภาพที่ปุถุชนทั่วไปก็รู้ว่าเกินมาตรฐานหรือไม่ หรือไม่กล้าที่จะแจ้งว่าเกินมาตรฐาน กลัวอะไรอยู่หรือ ถ้ากลัวก็ลาออกไปเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรณีเช่นนี้จะเป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่เห็นขัดเจนมากที่สุด และยิ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน EEC ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยแล้ว แต่ กนอ.ไม่เคยมีมาตรการลงโทษโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษเข่นนี้อย่างเป็นรูปธรรมเลย หากจะลงโทษได้ก็คงทำได้แค่โรงงานเล็กๆเท่านั้น ซึ่งทางออกที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อกรณีนี้ได้ก็คือ ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู โดยต้องไล่ผู้ว่าการ กนอ.-อธิบดี คพ.และคณะผู้บริหารออกไปเสียให้หมด หลังจากนั้นจึงค่อยปลด รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ เป็นรายต่อไป จึงจะพอเรียกศรัทธาของชาวบ้านคืนมาได้บ้าง&amp;quot; นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99534</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควันดำ, นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, ศรีสุวรรณ จรรยา, โรงงานระยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_60779bafcf8c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2018 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2018 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.สั่งปิดเตาหลอม บ.เหล็กก่อสร้างสยาม หลังเกิดระเบิด ในนิคมฯมาบตาพุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ.สั่งระงับการดำเนินกิจการโรงหลอมเหล็ก บ.เหล็กก่อสร้างสยาม นิคมฯมาบตาพุด หลังเกิดระเบิด ขณะทำการอุ่นเตาหลอมเหล็ก ขีดเส้น 15 วันวิเคราะห์สาเหตุพร้อมจัดทำมาตรการด้านความปลอดภัย ป้องกันการเกิดซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07ต.ค61- นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุระเบิดภายในโรงงานของบริษัทเหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตชนิดเหล็กเส้นกลม และเหล็กข้ออ้อย ประเภทมีเตาหลอม โดยตั้งอยู่ที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ในเบื้องต้นศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบว่าเกิดจากอุบัติเหตุขณะทำการอุ่นเตาหลอมเหล็ก จากปัญหาระบบเชื้อเพลิงทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ภายในโรงงานดังกล่าว จำนวน 4 ราย &amp;nbsp;ได้นำส่งโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ซึ่งขณะนี้ผู้ได้รับบาดเจ็บพ้นขีดอันตรายแล้ว สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เข้าสู่ภาวะปกติเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้อาศัยตามมาตรา 37 พระราชบัญญัติโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 &amp;nbsp; ให้บริษัทดำเนินการดังนี้ &amp;nbsp;1.สั่งการให้บริษัทหยุดกิจกรรมบริเวณเตาหลอม โดยทันที &amp;nbsp;2. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดระเบิดดังกล่าวและจัดทำมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ โดยต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกที่จะให้การรับรองความปลอดภัย &amp;nbsp;(Third Party)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ให้ทบทวนและจัดซ้อมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินของโรงงานในกรณีการเกิดเหตุฉุกเฉินและเหตุผิดปกติภายในโรงงาน โดยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและเหตุผิดปกติจะต้องแจ้งศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ และต้องแจ้งให้ กนอ.ทราบ ภายในระยะเวลา 15 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งพร้อมทั้งเสนอความคืบหน้าให้กับสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด(สนพ.) ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้ตระหนักและเตรียมพร้อมในแผนป้องกันและแผนปฏิบัติการตอบโต้สภาวะฉุกเฉินทุกนิคมอุตสาหกรรมและพร้อมที่จะตรวจสอบความปลอดภัยภายในโรงงานอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19256</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, บริษัทเหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด, สมจิณณ์ พิลึก, สั่งปิดเตาหลอม, เกิดเหตุระเบิด, เตาหลอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bb96369d650b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
