<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92829</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2021 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>126 คณาจารย์-นักกฎหมาย โต้แย้งคำสั่งศาล ไม่อนุญาตให้ประกันตัว 4 แกนนำสามนิ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.64 - คณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ &amp;nbsp;เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย ได้ออกแถลงการณ์ &amp;quot;ข้อโต้แย้งต่อคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำราษฎร 4 คน&amp;quot; โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำ &amp;ldquo;ราษฎร&amp;rdquo; 4 ราย ในคดีการชุมนุม &amp;ldquo;#19กันยายนทวงอำนาจคืนราษฎร&amp;rdquo; นั้น พวกเราในฐานะคณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย มีความเห็นอันหนักแน่นว่าสิทธิในการได้รับการประกันตัวของประชาชนเป็นหลักการอันสำคัญยิ่งที่สถาบันตุลาการซึ่งมีหน้าที่ทางกฎหมาย ทางสังคม ทางมนุษยธรรม และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จักต้องยืนหยัดและยึดมั่นในฐานะที่เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แม้สถาบันตุลาการจะถูกแวดล้อมด้วยแรงกดดันทางสังคมและการเมืองมากเพียงใดก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเรามีเหตุผลในการโต้แย้งต่อคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำราษฎร 4 คน ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น นอกจากจะเป็นกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยแลว ยังเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น การกระทำของรัฐที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ จะกระทำได้ต่อเมื่อกรณีมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การควบคุมตัวตามกฎหมาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อประกันว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะแสดงตัวต่อศาล และจะไม่ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยหลักแล้วผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 107 แม้ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีจักเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราวตามมาตรา 108 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาทิ ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะเกิดความเสียหายต่อการสอบสวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากพิจารณาจากพฤติการณ์ของอานนท์ นำภา พริษฐ์ ชิวารักษ์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ได้แสดงให้สังคมเห็นอย่างต่อเนื่องและหนักแน่นว่าการกระทำของพวกเขาเป็นการกระทำโดยสงบ ปราศจากความรุนแรง และเปิดเผยต่อสาธารณะ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามทำนองคลองธรรมของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ความร้ายแรงของโทษในคดีที่พวกเขาถูกกล่าวหานั้น ยิ่งมีเหตุอันสมควรยิ่งที่ประชาชนทั้งสี่จะต้องมีโอกาสในการต่อสู้คดีและพิสูจน์เจตนาอันบริสุทธิ์แห่งตนด้วยพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ โดยการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นมาตรการที่มีขึ้นเพื่อรับประกันว่าประชาชนคนไทยจะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกให้ร้ายในนามของกระบวนการยุติธรรม เพียงเพราะพวกเขาเป็นเห็นแตกต่างจากผู้มีอำนาจรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง การที่ศาลระบุในคำสั่งไม่ให้ประกันตัวว่า &amp;ldquo;พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูงพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับความผิดที่ถูกกล่าวหาอีก จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวให้ยกคำร้องแจ้งคำสั่งให้ทราบ และคืนหลักประกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การให้เหตุผลในลักษณะดังกล่าวเป็นการคาดหมายว่าผู้ต้องหาจะไปกระทำการซ้ำในอนาคต แต่เหตุผลดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามเหตุที่กำหนดไว้ในมาตรา 108/1 จึงมีข้อน่ากังวลถึงการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของศาลว่าอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ศาลจะเห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108 (3) แต่ศาลย่อมทราบดีว่าประเด็นการกระทำความผิดตามมาตรา 112 และมาตรา 116 ดังที่ปรากฏในคดีนั้น มีข้อกังวลจากทั้งภาคประชาชนในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศถึงการบังคับใช้กฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อการริดรอนเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความเสมอภาค รวมถึงการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำอาชญากรรมหากเป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ทั้งยังเป็นสิทธิในเสรีภาพที่ประเทศไทยผูกพันที่จะต้องส่งเสริม เคารพและปกป้องตามพันธกรณีระหว่างประเทศในฐานะรัฐภาคี (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ข้อ 14) ดังนั้น การพิเคราะห์ของศาลว่าการแสดงออกของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นการก่อเหตุอันตรายหรือไม่ จึงจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบโดยให้เป็นไปตามหลักวิชาทางกฎหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มิฉะนั้น ศาลก็อาจจะถูกครหาเป็นอื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม นอกจากนี้ ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงหรือไม่ ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างจะต้องมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นมาตรการที่สืบเนื่องมาจากหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด (the principle of presumption of innocence) อันเป็นหลักการทางกฎหมายพื้นฐานที่สำคัญในการดำเนินคดีทางอาญา ศาลต้องไม่ตัดสินล่วงหน้าไปก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ดังที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรค 2 ว่า &amp;ldquo;ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้&amp;rdquo; อีกทั้งยังเป็นหลักการสากลดังที่ปรากฏใน &amp;nbsp;ICCPR ข้อ 14 (2) ซึงประเทศไทยเป็นภาคีมีพันธกรณีในการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งโดยระบุว่า &amp;ldquo;การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา&amp;rdquo; จึงอาจทำให้เข้าใจได้ว่าศาลมีความเชื่อเสมือนหนึ่งว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยได้กระทำความผิดตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหาจริง ทั้งที่ยังมิได้ดำเนินการสืบพยานและรับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังฟ้องจริง ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่ายังไม่เคยปรากฏคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีการชุมนุมทางการเมืองของ &amp;ldquo;ราษฎร&amp;rdquo; ว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ประกอบกับประเด็นข้อกังวลต่อการริดรอนเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองแล้ว จึงมีข้อสังเกตว่าการไม่ให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลดังกล่าวย่อมเสมือนศาลได้ตัดสินพิพากษาผู้ต้องหาในคดีนี้ไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วหรือไม่ รวมทั้งศาลได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนบนพื้นฐานของหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์หรือไม่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ควรต้องตระหนักว่าการแสดงความคิดเห็นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความเสมอภาค รวมถึงการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นย่อมมิใช่สิ่งที่เป็นอาชญากรรม หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองผู้กระตือรือร้นและรักชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมในฐานะมนุษย์ตามธรรมชาติ ในฐานะพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะพลเมืองไทยที่เป็นภาคีแห่ง ICCPR ข้อ 14 อันเป็นมาตรฐานที่นานาชาติเคารพและปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราอันประกอบด้วย คณาจารย์จากสถาบันการศึกษาด้านนิติศาสตร์ 10 แห่ง เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย จำนวน 126 คน ดังปรากฏรายชื่อข้างท้าย ปรารถนาที่จะเห็นฝ่ายตุลาการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นไปตามหลักการและบรรทัดฐานทางกฎหมาย และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะที่เป็นหลักคุณค่าสำคัญในสังคมเสรีประชาธิปไตย มิใช่เพียงแต่การอ้างอิงถึงความมั่นคงของรัฐอันจะนำมาซึ่งความกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายตุลาการให้เกิดขึ้น ซึ่งจะไม่เป็นผลดีทั้งต่อสถาบันตุลาการและสังคมไทยโดยรวมแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความยึดมั่นต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อคณาจารย์ เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย ประกอบด้วยดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2. กรณ์ณเศรษฐ์ ชินมหาวงศ์&amp;nbsp;
3. กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4. กิตติศักดิ์ กองทอง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
5. ไม่เปิดเผยชื่อ
6. กฤษติยากรณ์ แก้วกิริยา
7. กัญญารัตน์ พิณสีทอง Legal and compliance
8. กัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ
9. ขริสา สร้อยศรี
10. เขมชาติ ตนบุญ นักกฎหมาย
11. คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
12. คอรีเยาะ มานุแช ทนายความ
13. คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความ
14. คริส โปตระนันทน์&amp;nbsp;
15. จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ
16. จารุนันท์ น้าประทานสุข นักกฎหมายอิสระ
17. จิดาภา คงวัฒนกุล ทนายความ (อิสระ)
18. จิระศักดิ์ บุณณะ ทนายความ
19. จิรากิตติ์ แสงลี นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
20. เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความ
21. ชนกนันทน์ นันตะวัน ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
22. ชนะจิต รอนใหม่ ทนายความ
23. ญาณิศา รุจิรวัฒน์ -
24. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง
25. ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
26. ณัฏฐพร รอดเจริญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
27. ณัฐสิมา วรินทรเวช -
28. ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ
29. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
30. ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
31. ทวีพร คงแก้ว&amp;nbsp;
32. ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
33. ทิวาพร ท้วมจันทร์&amp;nbsp;
34. ธำรง หลักแดน ทนายความ (สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ)
35. ธิติพงษ์ ศรีแสน ทนายความ
36. ธนรัตน์ มังคุด สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
37. ธนาธร ทนานนท์ ทนายความอิสระ
38..ไม่เปิดเผยชื่อ
39. ธรธรร การมั่งมี นักกฎหมาย
40. ธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความ
41. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
42. นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
43. นฤมล กล้าทุกวัน สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
44. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
45. นันทิชา ภักดิ์ปาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
46. นายทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความ
47. นิฐิณี ทองแท้ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
48. นิติกร ค้ำชู ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
49. บงกช ดารารัตน์ นักกฎหมาย
50. บุษยาภา ศรีสมพงษ์ SHero Thailand
51. บัณฑิต หอมเกษ นักกฎหมาย
52. ปกปัก ทองภักดี&amp;nbsp;
53. ปฏิบัติ ปรียาวงศากุล&amp;nbsp;
54. ปภพ เสียมหาญ นักกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
55. ปรมินทร์ วาโย นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
56. ปรีดา ทองชุมนุม นักกฎหมาย
57. ปสุตา ชื้นขจร ทนายความ
58. ปิยากร เลี่ยนกัตวา East China University of Political Science and Law
59. ผจญ คงเมือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
60. ผรัณดา ปานแก้ว ทนายความ
61. พงค์ศักดิ์ เจ๊ะพงค์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
62. พนิตพิชา ใต้แสงทวีธรรม
63. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
64. พรศิริ ริมมากุลทรัพย์ เครือข่ายนักกฎหมาย
65. พัชร์ นิยมศิลป
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
66. พัลลภ รุ่งมิตรจรัสแสง ทนายความ
67. พิฆเนศ ประวัง ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
68. พิชญาภา ศักดิ์วิทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
69. พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ
70. เพ็ญศรี พานิช สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
71. ภัทธิยา ภัทรเวสสกุล ทนายความอิสระ
72. ภัทรานิษฐ์ เยาดำ นักกฎหมาย
73. ภีม อุดมบุณยลักษณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
74. เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
75. รติมา สุระรัตน์ชัย ศิษย์เก่านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
76. รัฐศักดิ์ อนันตริยกุล สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.)
77. รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ
78. ฤทธิภัฏ กัลยาณภัทรศิษฏ์ -
79. ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
80. เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ศูนย์กฎหมายสิทธิชุมชน
81. วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย กลุ่มNon-Binary Thailand
82. วรรณวิสา เห็นอภิธรรม -
83. วรรณา แต้มทอง นักกฎหมาย
84. วรุตม์ ทรงสุจริตกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
85. วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความ
86. วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต ทนายความ
87. วริษา องสุพันธ์กุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
88. วศินี บุญที ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
89. วัชลาวลี คำบุญเรือง นักกฎหมายอิสระ
90. วุฒิชัย พากดวงใจ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
91. ศรัณย์ จงรักษ์ โปรแกรมวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
92. ศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมาย
93. ศราวุธ นาคะปัท ทนายความ
94. ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
95. ศศิประภา ไร่สงวน ทนายความ
96. ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
97. ศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย อาชีพอิสระ
98. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
99. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
100. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
101. สมชาย หอมลออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
102. สรพิมพ์ สืบประสิทธิ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
103. สรรณวรรษ เจนสาริกิจ นักกฎหมาย
104. สรวิศ บุญศรี นักกฎหมาย
105. สัญญา เอียดจงดี ทนายความ
106. สาริศ อัคราธิวัฒน์&amp;nbsp;
107. สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
108. สิทธิพร จึงรุ่งฤทธิ์ นิสิตปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
109. สิริไพลิน สิงห์อินทร์ นักวิจัย
110. สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความ
111. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
112. สุนี ไชยรส วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
113. สุภัทรา นาคะผิว มูลนิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
114. สุภาภรณ์ มาลัยลอย นักสิทธิมนุษยชน
115. สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชน
116. สุรชัย ตรงงาม ทนายความ
117. สุรพี โพธิสาราช สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
118. สุรินรัตน์ แก้วทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
119. สุวิทย์ ปัญญาวงศ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
120. กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
121. อจิรวดี เหลาอ่อน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
122. อนุชา วินทะไชย สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
123. อัญชลี ดิลกวิทยรัตน์ นักกฎหมายอิสระ
124. อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย
125. เอกรินทร์ เท่งเจียว&amp;nbsp;
126. ไอลดา อ้นพรม ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92829</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิติศาสตร์, มาตรา112</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210209/image_big_60227151db10a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิติศาสตร์มธ. แจงยิบปมปิดร้าน &#039;ยิ้มสู้คาเฟ่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.63 - คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกหนังสือชี้แจกรณี &amp;quot;ร้านยิ้มสู้คาเฟ่&amp;quot; สาขาธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปิดตัวลง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจทำให้คนพิการหลายคนที่ทำงานอยู่สาขานี้ต้องตกงาน ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำชี้แจงของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ กรณีการคัดเลือกผู้ให้บริการเครื่องดื่มในพื้นที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการสิ้นสุดสัญญา ของร้านกาแฟยิ้มสู้ &amp;nbsp;ซึ่งให้บริการเครื่องดื่มแก่บุคลากรและนักศึกษาในบริเวณพื้นที่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บนสื่อ สังคมออนไลน์นั้น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (&amp;quot;คณะนิติศาสตร์&amp;quot;) ขอชี้แจงดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การที่คณะนิติศาสตร์ดำเนินการคัดเลือก ผู้ให้บริการเครื่องดื่มเมื่อสัญญากับผู้ให้บริการรายเดิมสิ้นสุดลง เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติภายใต้กฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ให้บริการเครื่องดื่มในพื้นที่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ปี 2561 โดยสัญญได้สิ้นสุดในช่วงกลางปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่งไรก็ตามเนื่องจากในช่วงเวลา มีการปิดมหาวิทยาลัยเนื่องจกการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ ได้ผ่อนผันให้ผู้ให้บริการในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้บริการต่อไปได้โดยไม่เสียค่เช่า คณะนิติศาสตร์จึงอนุญาตให้ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ให้บริกาต่อไป โดยไม่ได้เรียกเก็บค่าเช่าพื้นที่แต่อย่างใด จนกระทั่งสิ้นเดือนมิถุนายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เมื่อมีการจัดการเรียนการสอนตามปกติในเดือนสิงหาคม 2563 คณะนิติศาสตร์จึงได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ให้บริการตามหลักกณฑ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผู้เสนอตัวเข้ารับการคัดเลือก 2ราย ได้แก่ ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ และ Cafe Amazon คณะนิติศาสตร์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจำนวน 14 คน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริหาร ตัวแทนคณาจารย์ ตัวแทนบุคลากรสายสนับสนุน ตัวแทนนักศึกษาโดยคณะกรรมการทำกรประเมินในสองส่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแรกเป็นการประเมิน 9 รายการ เช่น ชั้นตอนทางธุรการความสะอาดและความปลอดภัยของอาหาร การจัดเตรียมอาหาร การให้บริการ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและข้อเสนอคำตอบแทน โดยกรรมการที่เข้าร่วมประชุมจำนวน 12 คน แยกกันประเมินแล้วจึงนำผลคะแนนมารวมกัน ปรากฏว่าร้านยิ้มสู้คาเฟ่ได้คะแนนรวม 1,059 &amp;nbsp;คะแนน Cate Amazon ได้คะแนน รวม1,092 คะแนน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่สองเป็นการประเมินรสชาติ ปริมาณ ความหมาะสมของราคา ความน่ารับประทานและความสะอาด โดยคณะกรรมการเปิดโอกาสให้ตัวแทนของประชาคมซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษของคณะนิติศสตร์ทุกหลักสูตรที่ทำการเรียนการสอนที่ท่าพระจันทร์เข้ามามีส่วนร่วมในการประมินส่วนที่สองนี้ มีผู้เข้าร่วมประเมินทั้งสิ้น 44 คน โดยผู้ประเมินแต่ละคนแยกกันประเมินแล้วจึงนำผลคะแนนมารวมกัน ปรากฎว่าร้านยิ้มสู่คาเฟ่ได้คะแนนรวม 856.5 คะแนน Cate Amazon ได้คะแนนรวม1.011 คะแนน เมื่อพิจารณาผลการประเมินทั้งสองส่วน Cate Amazon ได้รับคะแนนมากกว่าร้านยิ้มสู้คาเฟ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วิธีการคัดเลือกที่คณะกรรมการคัดเลือกใช้ในครั้งนี้ เป็นวิธีการคัดเลือกแบบเดียวกันกับที่ใช้ในการคัดเลือกเมื่อปี 2561 ซึ่งร้านยิ้มสู้คาเฟ่ได้รับการคัดเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. คณะกรรมการคัดเลืกเล็งเห็นถึงผลกระทบที่อาจมีต่อลูกจ้างที่เป็นคนพิการของร้านยิ้มสู้คาเฟ่ จึงได้สอบถามความเป็นไปได้ที่ Cate Amazon จะว่าจ้างลูกจ้างที่เป็นคนพิการต่อไป ในกรณีที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ให้บริการรายใหม่ ซึ่ง Cate Amazon ตอบรับที่จะว่าจ้างลูกจ้างที่เป็นคนพิการต่อไปหากได้รับการคัดเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.คณะกรรมการอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลการตัดเลือกเพื่อเสนอให้คณบดีคณะนิติศาสตร์ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับผลการคัดเลือกหรือไม่ ในกรณีที่คณบดีคณะนิติศาสตร์ เห็นชอบก็จะดำเนินการทำสัญญากับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะนิติศาสตร์ ขอยืนยันว่า นับถึงเวลาที่เผยแพร่คำชี้แจงนี้คณะกรรมการคัดเลือกยังจัดทำรายงานการคัดเลือกไม่แล้วเสร็จ และคณบดีคณะนิติศาสตร์ยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบกับผลการคัดเลือกแต่อย่างใด โดยปกติแล้วการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบจะดำเนินการภายหลังจากที่คณบดีคณะนิติศสตร์ ให้ความเห็นชอบกับผลการคัดเลือกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. อย่างไรก็ตามในระหว่างที่มีการจัดทำรายงานผลการคัดเลือก เจ้าหน้าที่ของคณะนิติศาสตร์ได้แจ้งผลการประเมินร้านกแฟยิ้มสู้อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนปฏิบัติในกรณีที่ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ ไม่ได้รับการคัดเลือก โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ทราบว่า ในกรณีที่ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ไม่ได้รับการต่อสัญญา ร้านยิ้มคาเฟ่จะได้รับอนุญาตให้บริการต่อไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 คณะนิติศาสตร์ไม่เคยกำหนดให้ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ยุติการให้บริการและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 โดยที่ยังคิดอัตราค่าเช่าเต็มเดือนพฤศจิกายนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.คณะนิติศาสตร์ ต้องขออภัยที่การสื่สารภายในก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและสร้างความไม่สบายใจให้กับศิษย์เก่า นักศึกษาปัจจุบัน และบุคคลทั่วไป แต่ขอยืนยันว่ากระบวนการคัดเลือกที่ได้ดำเนินการมาแล้ว มีความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และในการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับผลการคัดเลือกนั้น คณบดีคณะนิติศาสตร์ จะพิจารณาถึงการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายความเป็นธรรม และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร นักศึกษา ผู้รับบริการทั่วไป ตลอดจนลูกจ้างที่เป็นคนกาของร้านยิ้มคาเฟ่ หากร้านยิ้มสู้คาเฟ่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ต่อสัญญา คณะนิติศาสตร์ จะดำนินการทุกวิถีทางที่จะให้ลูกจ้างที่เป็นคนพิการได้ทำงานต่อไปกับผู้ให้บริการใหม่ บนพื้นฐานของความสมัครใจของลูกจ้างแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 ตุลาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79376</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมศาสตร์, นิติศาสตร์, มธ., ยิ้มสู้ค่าเฟ่, ร้ากาแฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f77fcff8d22b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิติศาสตร์มธ.ขยับ &#039;31 อาจารย์&#039; แถลงจี้ &#039;อัยการ-ตำรวจ&#039; แจงคดี &#039;บอส อยู่วิทยา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;จำนวน 31 คน ได้ร่วมกันออกแถลงวการณ์เรื่อง &amp;quot;กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญานายวรยุทธ อยู่วิทยา&amp;quot; โดยแถลงการณ์มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยุติการดำเนินคดีอาญา กับนายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งถูกตั้งข้อหาเป็นคดีอาญา 5 ข้อหา รวมถึงข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยที่ทั้ง 5 ข้อหานี้ หากมีการดำเนินคดีอาญา และต่อสู้คดีกันตามปกติ แม้พิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริง ก็มีโอกาสที่ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษ อย่างไรก็ตาม ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามึความพยายามในการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดียิ่งให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนที่ให้การช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทาทางวินัย ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเองได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศและไม่ได้กลับมาต่อสู้คดึตามปกติเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานหลายปี ข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใส และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และคอยติดตามความคืบหน้าของการดำเนินคดีด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การดำเนินคดีและผลของคดีอาญาในคดีจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทสในภาพรวม การดำเนินคดีอาญาในคดีนี้กลับเป็นไปด้วยความล่าช้าจนทำให้คดีขาดอายุความไป 3 ข้อหา ในขณะที่้ข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาที่อุกฉกรรจ์ที่สุดในบรรดาข้อหาทั้งหมด และเจ้าพนักงานยังมีโอกาสพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาไปจนถึงปี 2570 สำนักงานอัยการสูงสุดกลับมีคำสั่งไม่ฟ้อง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว ทั้งที่ได้เคยมีการออกหมายจับไปแล้วก่อนหน้า และมีการแจ้งให้สารธรณชนทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดี โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและดุลยพินิจ ซ้ำร้ายสังคมกลับทรายข่าวการสั่งไม่ฟ้องจากสื่อต่างประเทศ นอกจากนี้รายงานการตรวจพบสารเสพติดในตัวผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฎเป็นข่าวอยู่ในขณนี้ ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยการใชัดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาขับรถขณะเมาสุราที่ได้ยุติไปก่อนหน้าและการไม่ดำเนินคดีอาญาใดๆที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าตามกฎหมาย พนักงานอัยการจะมีดุลยพินิจในการสั่งคดีไม่ว่าจะเป็นการสั่งฟ้องหรือการสั่งไม่ฟ้องบนพื้นฐานของ &amp;quot;พยานหลักฐาน&amp;quot; ว่าพอเพียงที่จะดำเนินคดีหรือไม่ และรับฟังได้เพียงใด หรือบนพื้นฐานของ &amp;quot;ประโยชนน์สาธารณะ&amp;quot; แต่การใช้ดุลยพินิจดังกล่าวจะต้องมี&amp;quot;เหตุผล&amp;quot; ที่หนักแน่น โดยเฉพาะคดีที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างเช่นคดีนี้ ยิ่งต้องแสดงเหตุผลที่หนักแน่นมากเป็นพิเศาเพื่อแสดงให้เห็นถึงการดำเนินคดีอาญาที่โปร่งใส เป็นธรรมและไม่เลือปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยคลายความวิตกกังกวลของสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เร่มมีการดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาเมื่อปี 2555 &amp;nbsp;จวบจนปัจจุบัน ความเคลือบแคลงสงสัยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่คำชี้แจงหรือคำอธิบายต่อการดำเนินการและผลทางคดีกลับไม่ชัดเจน ไม่มีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ และบางครั้งมีความขัดแย้งกันเอง สร้างความไม่พอใจและเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมในหมู่ประชาชาอย่างกว้างขวาว และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานนาชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนจำนวมากตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่เหลื่อมล้ำและเลือกปฏิบัติเพราะเหตุของความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคม จนเกิดวาทกรรม &amp;quot;คุกมีไว้ขังคนจน&amp;quot; ในขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายพยายามอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและพยายามกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงการดำเนินคดีอาญาต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทำให้ความพยายามดังกล่าวไร้ความหมายในสายตาของประชาชน และการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่มีต่อองค์กรและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมบั่นทอนกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและหลักนิติรัฐ เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย และเพื่อรักษากำลังใจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและด้วยความภาคภูมิใจ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเรียกร้องให้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการดคีดอาญากับนายวรยุทธ อยู่วิทยา โดยละเอียดและอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนถึงผลของคดีที่ขาดอายุความและการใช้ดุลยพินิจไม่ฟ้องคดีอาญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ตรวจสอบการดำเนินการและการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย สุจริต และโปร่งใสหรือไม่ และหากพบว่ามีการดำเนินการหรือการใช้ดุลยพินิจในขั้นตอนใดไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่สุจริต หรือไม่โปร่งใส ให้พิจารณาดำเนินการและใช้ดุลยพินิจใหม่ให้ถูกต้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;ที่ร่วมออกแถลงการณ์ดังกล่าวประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน
2. รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา แก้วละเอียด
3. รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์
4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี
5. รองศาสตราจารย์ ดร.นิรมัย พิศแข มั่นจิตร
6. รองศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์
7. รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
8. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพร โพธิ์พัฒนชัย
9. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทวีศักดิ์ เอื้ออมรวนิช
10. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ
11. อาจารย์ปวีร์ เจนวีระนนท์
12. อาจารย์เอื้อการย์ โสภาคดิษฐพงษ์
13. อาจารย์เฉลิมวุฒิ ศรีพรหม
14. อาจารย์ภัทรพงษ์ แสงไกร
15. ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์
16. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
17. ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต
18. ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ ศิริคุณโชติ
19. อาจารย์ปทิตตา ไชยปาน
20. อาจารย์อัครวัฒน์ เลาวัณย์ศิริ
21. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาตาลักษณ์ เสรเมธากุล
22. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง
23. อาจารย์สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ
24. อาจารย์พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์
25. อาจารย์ ดร.นัษฐิกา ศรีพงษ์กุล
26. อาจารย์จุฑามาศ ถิระวัฒน์
27. อาจารย์ปรียาภรณ์ อุบลสวัสดิ์
28. อาจารย์กรกนก บัววิเชียร
29. อาจารย์กีระเกียรติ พระทัย
30. อาจารย์เมษปิติ พูลสวัสดิ์
31. อาจารย์กิตติภพ วังคำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72636</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิติศาสตร์, บอส อยู่วิทยา, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200725/image_big_5f1bf7bd2d419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลักนิติศาสตร์หรือหลักรัฐศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เวลาที่มีคดีใหญ่ๆ ที่คนทำความผิดเป็นคนที่มีผู้คนนับถือศรัทธาเป็นจำนวนมาก เราก็จะเห็นความยืดเยื้อของการจัดการเป็นที่รำคาญใจของคนที่อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมได้ทำงานอย่างมีพลังเพื่อความถูกต้อง แต่เราก็มักจะได้ยินคำอธิบายว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนที่ทำความผิดนั้นมีคนเคารพนับถือและศรัทธาอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าหากทำอะไรรุนแรงเกินไปอาจจะทำให้เกิดปัญหาใหม่ที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงมากกว่าปัญหาที่คนคนนั้นกระทำผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคำว่าหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่อาจจะมีความขัดแย้งกันนั้น เท่าที่เข้าใจก็คือ ถ้าหากมีการชี้ความผิดตามตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้อย่างเคร่งครัด โดยไม่ได้คำนึงว่าคนที่ทำผิดนั้นเป็นใคร มีคนเคารพนับถือศรัทธามากเพียงใด และเมื่อจัดการกับจำเลยผู้ทำผิดแล้วจะเกิดผลอย่างไรไม่ต้องนำมาคำนึง เพราะผิดก็คือผิด คนที่เคารพนับถือจะต้องเคารพกฎหมาย และจะต้องเคารพการตัดสินของศาล ไม่ควรจะออกมากระทำการใดๆ ที่แสดงว่าไม่เคารพศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคำว่าหลักรัฐศาสตร์นั้นหมายความว่า ในการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับคนที่มีผู้คนเคารพนับถือและศรัทธาเป็นจำนวนมากนั้น อย่าคิดแต่เพียงตัวบทกฎหมายเท่านั้น ต้องพิจารณาด้วยว่า ถ้าหากมีการตัดสินให้จำเลยคนดังกล่าวผิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คนที่เคารพนับถือศรัทธาจำเลยจะมีการรวมตัวกันต่อต้านหรือไม่ จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายหรือไม่ จะก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าการกระทำผิดของจำเลยหรือไม่ เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว การตัดสินจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมายมากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่เรียนนิติศาสตร์มาและทำหน้าที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมย่อมต้องการตัดสินคดีทุกคดีตามตัวบทกฎหมาย ไม่ว่าจำเลยนั้นจะเป็นใครก็ตาม จะมีสาวกที่เคารพนับถือมากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่หากจะต้องเจอกระแสกดดันทางสังคมให้พิจารณาตามหลักรัฐศาสตร์ พวกท่านทั้งหลายก็คงจะไม่สบายใจนัก เพราะอาจจะขัดหลักธรรมาภิบาลที่มีอยู่ในใจของท่าน อาจจะขัดหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพที่ท่านยึดถือ ดังนั้นเมื่อมีกระแสกดดันมาจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้คำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์ในการตัดสินคดีแล้ว นอกจากจะทำให้พวกท่านทั้งหลายไม่สบายใจแล้ว คนที่ไม่เข้าใจหลักรัฐศาสตร์และยึดมั่นในหลักนิติศาสตร์ก็อาจจะตำหนิท่านทั้งหลายเหล่านั้นว่าทำไมตัดสินคดีล่าช้า ทำไมยังไม่จัดการกับจำเลยที่มีความผิดเห็นๆ เป็นความจริงเชิงประจักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้สาธารณชนทั้งหลายจะต้องเข้าใจและทำใจ คนที่เป็นผู้บริหารบ้านเมืองย่อมต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข ประชาชนทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความขัดแย้ง แม้ไม่ถึงกับจะต้องรักกัน แต่อย่างน้อยก็อย่าเกลียดกันจนลุกขึ้นมาด่าทอต่อว่ากันจนเสียบรรยากาศของความปรองดอง ดังนั้นเวลาเกิดคดีกับคนใหญ่คนโต ท่านก็ต้องพิจารณาผลที่ตามมาของการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับจำเลยคนสำคัญที่มีคนเคารพนับถือและศรัทธาเป็นจำนวนมาก ท่านไม่อยากให้บ้านเมืองมีปัญหา ดังนั้นคดีหลายคดีที่มีคนสำคัญที่ประชาชนนิยมจึงเป็นเรื่องที่จัดการยาก ตัดสินล่าช้า ประชาชนที่ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมทำงานก็จะบ่นก่นด่า ยิ่งถ้าตัดสินไม่ผิด หรือตัดสินผิดแต่โทษน้อยและให้รอลงอาญา ประชาชนจำนวนหนึ่ง แม้จะเคารพการตัดสินของศาลก็จะผิดหวัง (หรือรู้สึกไม่สะใจที่คนทำผิดขนาดนั้นได้รับโทษแต่เพียงเท่านี้) มิหนำซ้ำหลายๆ กรณีจำเลยไม่ได้ติดคุก แต่รอลงอาญา ก็จะรู้สึกผิดหวัง แต่หากตัดสินให้ผิดและโทษรุนแรง ก็ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าคนที่เคารพนับถือจำเลยจะลุกขึ้นมาก่อหวอดทำอะไรบ้างที่จะเป็นการสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศชาติ เมื่อคิดตามนี้แล้วก็น่าเห็นใจท่านทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองและกระบวนการยุติธรรม ทำอะไรลงไปก็จะกลายเป็นเรื่องได้อย่างก็เสียอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากว่าอยากได้อะไร และอยากเสียอะไร ในบริบทที่คนไทยขัดแย้งกัน และเล่นกีฬาสีกันอยู่ในขณะนี้ ผลคดีที่ออกมาทางใดทางหนึ่ง เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกเหนือจากเรื่องหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ในบริบททางการเมืองที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ยังมีวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยอีกประการหนึ่ง คือ ข้าราชการที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบคนที่ทำผิด จะมีความรู้สึก &amp;ldquo;เกรงและกลัว&amp;rdquo; คนที่เป็นตัวปัญหา &amp;ldquo;เกรง&amp;rdquo; ก็คือเกรงใจ เพราะเป็นผู้ใหญ่ เพราะเป็นคนเคยรู้จัก หรือเพราะเคยอุปถัมภ์กันมา ดังนั้นจึงไม่อยากเดินเรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ที่เราเรียกกันว่า &amp;ldquo;เกียร์ว่าง&amp;rdquo; ส่วน &amp;ldquo;กลัว&amp;rdquo; ก็คือกลัวอำนาจ กลัวบารมี กลัวการกระทำของคนที่เป็นตัวปัญหา กลัวว่าเขาจะมาทำอะไร กลัวว่าเขาจะกลับมามีอำนาจแล้วตัวเองจะเดือดร้อน ดังนั้นจึงใส่ &amp;ldquo;เกียร์ว่าง&amp;rdquo; เหมือนกัน ถ้าหากสามารถโยนเรื่องไปที่หน่วยงานอื่นได้ก็จะโยนไป โยกโย้กันไปมาว่าหน้าที่ในการดำเนินการเป็นหน้าที่ของใคร จึงไม่มีการเริ่มต้นกระบวนการที่ควรจะเริ่ม หลายเรื่องจึงคั่งค้างและเป็นที่ไม่พอใจของวิญญูชนทั้งหลายที่ปรารถนาจะเห็นคนทำผิดถูกลงโทษ ไม่ใช่เพื่อความสะใจ แต่เพื่อดำรงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและสัจธรรม คนทำผิดต้องถูกลงโทษ ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยนวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ประชาชนตั้งตารอดูว่าท่านอาจารย์แห่งวัดจานบินจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมวันใด อยากเห็นการเดินหน้าของคดีเงินทอนวัดโดยไม่ต้องห่วงว่าที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่กำลังรอดูว่าหมายจับที่ออกไปให้จับนายใหญ่ที่หนีคดีจะมีความคืบหน้าอะไร และนายใหญ่พูดนั้นจะมีการตีความว่าคนนอกเข้ามาครอบคลุมพรรค และทำให้ยุบพรรคหรือไม่ จะคอยดูว่าใช้หลักนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12443</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, นิติศาสตร์, รัฐศาสตร์, เกรงและกลัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37689e30db2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วรเจตน์&#039; วอนไม่ควรหยิบ112โจมตี &#039;ปิยบุตร&#039; เผยนิติราษฎร์เสมือนยุบไปแล้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค. 61 - นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ในงานเปิดตัวหนังสือ &amp;quot;ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา&amp;quot; &amp;nbsp;ที่ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร(LT.1)คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;เมื่อวานที่ผ่านมา ถึงกรณี นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. และสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ว่านายปิยบุตรเป็นลูกศิษย์ เสียดายที่ออกจากมหาวิทยาลัยไปทำงานการเมือง เสียดายความสามารถทางวิชาการ หากยังอยู่ในมหาวิทยาลัยจะทำงานวิชาการมาก เป็นคนตามความคิดตนได้ใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก่อนที่จะไปทำงานการเมืองได้มาคุยกับผม พร้อมบอกเหตุผล ทำให้เห็นว่าเขาต้องการอยากเห็นการเปลี่ยแปลงทางการเมืองให้ประชาชนมีโอกาสเลือกมากขึ้น ผมเคารพความคิดเขา ในแง่ความสัมพันธ์ คณะนิติราษฎร์ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างมากในปี 2557 โดยเฉพาะการเสนอการลบล้างผลพวงรัฐประหาร และการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมถูกทำร้าย แม้เวลาผ่านไปหลายปี แต่ก็ยังมีคนไม่เข้าใจ ที่เสนอให้ทำโดยเปิดเผยทางสาธารณะ มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน คนที่ตำหนิ จะเอาเป็นเอาตายกับผม &amp;nbsp;ไม่เคยรู้หรือว่า กฎหมายนี้เคยถูกแก้มาแล้ว แต่จะแก้อย่างไรเป็นเรื่องที่สังคมต้องมาพูดกัน มาพิจารณากัน&amp;quot;นายวรเจตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่าเมื่อเรื่องนี้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือมาทำลายทางการเมือง แต่มาทำให้สร้างสรรค์ขึ้นไม่ดีกว่าหรือ แม้ข้อเสนอตกไปก็เป็นไปตามกลไกลกฎหมาย ในปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้ในเรื่องนี้ คือ คนที่สั่งคืออัยการสูงสุด แล้วทำไมไม่คง &amp;nbsp; ไม่อย่างเดิม แสดงว่าที่เสนอไปมีเหตุมีผลใช่หรือไม่ ซึ่งก็เหมือนกฎหมายทำแท้ง ที่มีทั้งผู้ที่ไม่มีปัญหาทางข้อกฎหมายเพราะไม่ได้ท้อง แต่บางคนมีปัญหากับข้อกฎหมาย ซึ่งมีข้อจำกัด มีปัญหา แต่พอพูดเรื่องนี้ มักถูกอ้างด้วยเรื่องหลักศีลธรรม ธรรมมะ ทั้งที่มิติการมองมีมากกว่านี้เยอะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นิติราษฎร์ก็มีบทบาทต่อเนื่อง แต่ก็ได้รับผลกระทบ เว็บไซต์ถูกปิด เราเลยไม่ทำ เพราะเห็นว่าเสียพลังงานก็ปล่อยไป รวมทั้งตนมีคดี อาจทำให้บทบาทลดลงไป ไม่รู้อนาคตจะทำอะไรต่อไปอะไรหรือไม่ ตนก็ชราไปเรื่อยๆ ต้องให้คนอื่นมาทำต่อ นิติราษฎร์จึงเสมือนยุบตัวลงไป&amp;quot; สมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวว่าการไปร่วมงานทางการเมืองของนายปิยบุตร คนหนุ่มต้องการผจญภัย เห็นการเปลี่ยนแปลง ส่วนตนไม่ต้องผจญภัยเพราะอยู่เฉยๆก็มีภัยมา อย่าเรียกพรรคอนาคตใหม่ว่าพรรคนิติราษฎร์ไม่ใช่ ตนไม่ได้อยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เป็นที่ปรึกษา ไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่ความสัมพันธ์ครู อาจารย์ เพื่อน มันตัดไม่ได้ เวลาไปงานศพเจอนักการเมืองก็ยกมือไหว้ พูดคุยกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตนก็มีจุดยืนอยู่ ข้อเสนอที่นิติราษฎร์เสนอ ไม่เกี่ยวพันกับพรรคอนาคตใหม่ ถ้าเห็นว่าเป็นข้อเสนอดีนำมาทำ ก็ยินดี ไม่เฉพาะพรรคนี้แต่รวมถึงพรรคการเมืองอื่นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่อง112 ไม่ควรมาโจมตีปิยบุตร หากเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชี้มาที่ผมหรือนิติราษฎร์ก็ได้ ปิยบุตร ขาดจากนิติราษฎร์ไปแล้วเพราะไปทำงานการเมือง แต่นิติราษฎร์คือทางวิชาการ แต่ละคนยืนคนละบทบาทแล้ว สื่อทำอะไรบางอย่าง ไม่ควรมโน ไม่เคารพต่อคนอ่าน ไม่มืออาชีพ แม้ผมเสียดายปิยบุตรแต่ก็เคารพเขา เมื่อเข้าสู่การเมืองจะเจออีกหลายอย่างที่ไม่เคยเจอในชีวิต โดยเฉพาะการเมืองไทย สังคมไทยไปต่อไม่ได้ ถ้าไม่ปรับกติกา ไม่ขจัดสิ่งที่คลางแคลงใจคนจำนวนมาก เช่นเรื่อง2มาตรฐานก็ไปต่อไม่ได้&amp;quot;นายวรเจตน์ กล่าวและว่าอย่างไรก็ดี นายปิยะบุตร อีกแง่ก็ต้องชมเชยเป็นเล่นการเมือง ในฐานะนักการเมือง ไม่ใช่ใช้เสื้อคลุมในคราบนักวิชาการ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น เพราะสถานะต่างกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนมีรัฐบาลใหม่มาตรา 44 แสดงอิทธิฤทธิ์ได้หรือไม่ นายวรเจตน์กล่าวว่า แสดงได้ แต่ไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสืออย่างเดียว ยังอยู่ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆอีกด้วย การใช้ตอนมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวกับขณะนี้ ต่างกันเยอะ ตอนนี้อยู่ที่บริบทการเมือง ซึ่งคนจะใช้อำนาจก็ต้องคิดเยอะ ควรใช้หรือไม่ แล้วศาลจะเห็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามาตรา 44 ยกเลิกการเลือกตั้งได้หรือไม่นายวรเจน์ตอบว่า ถ้าพูดตามหลักกฎหมาย คือใช้ได้ เพราะอำนาจมีไปถึงก่อนมีรัฐบาลใหม่ เราสมมุติได้หมด แต่อาจไม่เกิดในโลกความเป็นจริง สมมุติมีการเลือกตั้งแล้ว แต่มาใช้หลังเลือกตั้ง แล้วองค์กรศาลจะรับได้หรือไม่ โอกาสที่ถูกตีความก็อาจถูกตีความว่าใช้ไม่ได้ องค์กรที่ตีความ มีสิทธิตีความลดทอนลง ตนไม่ใช่องค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย ถ้าถึงจุดไม่ยอมรับอาจกระทบไปถึงเรื่องอื่นก็ได้ที่เราไม่รู้ แม้มีอำนาจแต่ไม่ได้ใช้ง่ายๆ เขาก็คงคิดจะใช้และใช้เพื่ออะไร อธิบายได้หรือไม่ โดยบริบทที่มีรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;2560แล้ว อยู่ที่บริบท การที่อัยการไม่ฟ้องจากการชุมนุม ก็พอบ่งฟ้องอะไรบางอย่างแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5297</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิติราษฎร์, นิติศาสตร์, ปิยบุตร, พรรคอนาคตใหม่, มธ., มาตรา112, วรเจตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf24f77c309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
