<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 13:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวม 3 นิทานความเชื่อชาวตะวันตกในช่วงวันหยุดคริสมาสต์นี้ สำหรับเล่าให้เด็ก ๆ ฟัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตอนเด็ก ๆ ไม่ว่าใครก็ชอบฟังนิทานกันใช่ไหมล่ะ เชื่อได้ว่าหลาย ๆ คนนั้นเติบโตมาด้วยเรื่องเล่าหรือนิทานที่หลากหลาย อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือความเชื่อบ้าง และนิทานนี่แหละที่เป็นตัวช่วยที่ทำให้เรามีจินตนาการบางครั้งอาจทำให้เรามีความผูกพันกับเรื่องเล่านั้น นิทานหรือตำนานในแต่ละพื้นที่แต่ละประเทศนั้นจะมีความเชื่อและเรื่องเล่าที่แตกต่างกันออกไป ดงันั้น เรามี 3 นิทานยอดฮิตของชาวตะวันตกที่จะสามารถนำไปเล่าให้ลูกๆฟังต่อได้ในช่วงวันหยุดคริสมาสต์ที่แสนอบอุ่นนี้ จะมีเรื่องอะไรที่น่าสนุกบ้างน้า ไปดูกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แนะนำ 3 นิทานเรื่องเล่าที่เหมาะจะเล่าให้เด็กฟังในช่วงวันคริสต์มาสที่จะถึงนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1. นางฟ้าฟันน้ำนม (Tooth Fairy)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับชาวไทยอย่างเรา เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับฟันน้ำนมในสมัยเด็กที่ว่า หากฟันบนหลุดแล้วต้องเอาฝังดินเพื่อให้ฟันงอกขึ้นมาใหม่ และถ้าฟันล่างหลุดโยนขึ้นบนหลังคา ส่วนในฝั่งของชาวตะวันตกก็มีความเชื่อเรื่องฟันเช่นเดียวกัน โดยในฝั่งตะวันตกนั้นหากฟันน้ำนมหลุดต้องซ่อนไว้ใต้หมอน เพราะในช่วงเวลากลางคืนจะมี &amp;ldquo;นางฟ้าฟันน้ำนม&amp;rdquo; จะมาเก็บฟันซี่นั้นไป และมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับเด็กคนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลาย ๆ คน คงจะคุ้นเคยกับ &amp;ldquo;แฟรี่&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ภูตนางฟ้าตัวน้อย&amp;rdquo; ที่เห็นกันอยู่ในละครหรือภาพยนตร์ของชาวตะวันตกกันอยู่หลายเรื่อง หน้าตาของนางฟ้าฟันน้ำนมน่าจะมีลักษณะที่คล้ายกัน คือเป็นหญิงสาว ร่างเล็กน่ารัก ใจดีและมีปีกลักษณะใสที่แอบบินเข้าห้องนอนในตอนดึก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และเรื่องเล่าของนางฟ้าฟันน้ำนมถูกดัดแปลงให้กลายเป็นแรงจูงใจให้เด็กดูแลรักษาสุขภาพฟันมากขึ้นว่าถ้าหากเด็กฟันที่แข็งแรง นางฟ้าก็จะมอบเหรียญให้กับเด็กคนนั้นเยอะกว่า เด็กที่ไม่ยอมดูรักษาสุขภาพฟันนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;2. ซานตาคลอสกับนิทานคริสต์มาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่เคยเห็น หรือไม่เคยได้ยินนิทานเกี่ยวกับ คุณลุงใจดีพุงพลุ้ยนามว่า &amp;ldquo;ซานตา คลอส&amp;rdquo; ที่จะคอยแจกของขวัญวันคริสต์มาสให้กับเหล่าเด็กดีทั้งหลาย ต้นกำเนิดของนิทานเรื่อง ซานตาคลอส นั้นเริ่มต้นจากนักบุญผู้หนึ่งที่ชื่อ เซนต์ นิโคลัส ที่เป็นคนจิตใจดี ชอบให้ของขวัญแก่คนทั่วไป แต่ด้วยการเขียนและการออกเสียงในแต่ละภาษาที่แตกต่างกันทำให้เกิดความผิดเพี้ยน จึงกลายเป็นชื่อ ซานตาคลอส อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตามนิทานเรื่องเล่านั้น ซานตาคลอส จะอาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือกับภูตตัวน้อยจำนวนมากที่เรียกว่า เอลฟ์ (Elf) จะคอยช่วยผลิตขนมเพื่อไปแจกเด็ก ๆ ในคืนวันคริสต์มาสอีฟ และมียานพาหนะเป็นเลื่อนเทียมที่มาพร้อมกับกวางเรนเดียร์ ที่มาการแขวนถุงเท้านั้นมาจากการที่ ซานตาคลอส พยายามจะปีนเข้าบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งเพื่อนำเงินไปแจกให้ แต่บังเอิญถุงเงินเกิดหล่นไปยังถุงเท้าที่ตากไว้ข้างเตาผิงพอดิบพอดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากตำนานที่ถูกเล่าต่อกันมา ทำให้หลายคนนำเรื่องซานตาคลอสขึ้นมา เพื่อให้เด็ก ๆ เป็นเด็กดี เพราะถ้าหากเป็นเด็กดื้อก็จะไม่ได้ของขวัญจากซานตาคลอสนั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;3. แจ็ก โอแลนเทิร์น (Jack O Lantern)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ใครที่ชอบนิทานสยองขวัญ ต้องรู้จักตำนานของ &amp;ldquo;แจ็กโอแลนเทิร์น&amp;rdquo; ที่เป็นจุดเริ่มต้นของตะเกียงฟักทองในวันฮาโลวีน นั่นเอง เรื่องเล่าโบราณของชาวไอร์แลนด์ที่กล่าวชาวนาจอมจ้าเล่ห์คนหนึ่ง นามว่า แจ็คจอมตืด เพราะครั้งหนึ่งที่แจ็กเคยดื่มเหล้ากับเหล่าซาตาน แต่ว่าตนเองนั้นไม่อยากจ่ายเงินก็เลยหลอกล่อให้ซาตานนั้นแปลงร่างเป็นเหรียญเพื่อที่จะนำเงินนี้ไปจ่ายค่าสุรา แต่แจ็กกลับคว้าร่างของซาตานขณะที่แปลงเป็นเหรียญแล้วผูกติดกับไม้กางเขนไว้ เพื่อไม่ให้ซาตานสามารถกลับคืนยังร่างเดิมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และอีกหนึ่งครั้งที่ทำให้เรื่องราวของ แจ็ก กลายเป็น นิทานแจ็คโอแลนเทิร์นที่อยู่คู่กับวันฮาโลวีนจนถึงทุกวันนี้ เกิดจากที่แจ็กได้ท้าทายซาตานให้ปีนขึ้นไปเก็บแอปเปิ้ล ซาตานก็หลงกลและยอมทำตามคำท้าทาย แจ็กก็ได้นำสร้อยกางเขนพันรอบต้นแอปเปิ้ล ทำให้ซาตานลงจากต้นแอปเปิ้ลไม่ได้ เพื่อให้ซาตานยอมรับข้อเสนอว่า เมื่อเขาตายจะต้องไม่นำวิญญาณของเขาลงนรกเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และเมื่อแจ็กเสียชีวิตลง ทำให้วิญญาณของเขาต้องเร่ร่อนและไม่มีที่ไป ซาตานจึงได้ส่องไฟนำทางให้กับเขา และเมื่อถึงวันฮาโลวีนที่เป็นความเชื่อว่าเป็นวันที่ประตูนรกเปิดชาวบ้านจึงส่องไฟแล้วครอบด้วยหัวผักกาดเพื่อนำทางให้กับดวงวิญญาณเร่ร่อน ซึ่งภายหลังเปลี่ยนมาใช้ฟักทองเพราะหาได้ง่ายกว่าและแกะสลักได้ง่ายกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หมดไปแล้วกับ 3 นิทานที่เป็นเรื่องเล่าสุดฮิตของชาวตะวันตกที่มักจะนำมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟัง การเล่านิทานให้เด็กฟังนอกจากจะช่วยให้เด็กว่านอนสอนง่ายแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อย คุณสามารถเลือกหนังสือนิทานแบบมีเสียง ที่จะทำให้เขามีจินตนาการร่วมไปกับเล่านิทานได้มากขึ้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถเลือกเล่าได้ทั้ง นิทานภาษาไทย หรือจะเล่านิทานภาษาอังกฤษเพื่อเป็นการฝึกทักษะภาษาของลูกให้แข็งแรงได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ส่งท้ายปีพร้อมโปรโมชั่นและดีลสุดพิเศษที่ Shopee 12.12 Birthday Sale&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ฟินกันต่อกับโปรโมชั่นส่งฟรีทั่วไทย ช้อปแค่ 0 บาทก็ส่งฟรีทั่วประเทศ พร้อมรับส่วนลด 50% ทุกวัน รีบช้อปด่วนตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม 2019 นี้! https://shopee.co.th/m/12-12&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52328</URL_LINK>
                <HASHTAG>1. นางฟ้าฟันน้ำนม (Tooth Fairy), 2. ซานตาคลอสกับนิทานคริสต์มาส, 3. แจ็ก โอแลนเทิร์น (Jack O Lantern), คริสมาสต์, นิทานชาดก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df1dcacc8d33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาดกว่าด้วยช่วง &#039;กลียุค&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เทศนาวันอาทิตย์คราวนี้...คงต้องขออนุญาตไปหยิบเอาเรื่องความเป็นไปของยุค ตามความเป็นไปของห้วงกาลเวลา มาเล่าสู่กันฟัง พอให้เพลินๆ แบบ นิทานชาดก อะไรประมาณนั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธเราๆ ศาสนาฮินดู คริสต์ อิสลาม ไปจนถึงศาสนาเก่าๆ แบบ ศาสนาเชน หรือโซโรอัสเตอร์โน่นเลย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่แสดงออกถึง แนวคิด คล้ายๆ กัน ในเรื่องที่ความเป็นไปของกาลเวลา ย่อมนำไปสู่ยุคยุคหนึ่ง ที่อะไรต่อมิอะไรมันออกไปทางเลวขึ้นๆ ร้ายขึ้นๆ จนสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือ ความดีงาม อาจไม่เหลือติดปลายนวมเอาไว้เลย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุทธเรานั้น...เรียกว่า มิคสัญญียุค คริสต์ อิสลาม เรียกว่า วันสิ้นยุค หรือ วันพิพากษา ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ส่วนฮินดูเขาเรียกว่า กลียุค และสร้างฉาก สร้างเรื่อง ให้ ยุวกษัตริย์ องค์หนึ่ง ผู้มีนามว่า ยุธิษฐิระ บุตรคนโตของนาง กุนตี แห่งตระกูล ปานฑพ ในมหากาพย์เรื่อง ภควัตคีตา นั่นแหละ อดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยถามพระฤาษีผู้มีนามว่า ไวยสัมปายนะ เอาไว้ประมาณว่า... &amp;ldquo;ตูข้ามีความกระหายที่จะได้รับทราบว่า อะไรกันแน่!!! ที่จะก่อเกิดขึ้นมาในห้วงกลียุค ยุคเมื่อศีลธรรม คุณธรรมได้มาถึงจุดสิ้นสุด แล้วอะไรอีกล่ะ ที่จะยังคงหลงเหลือต่อไปนับจากนั้น อะไรเล่าจะยังเป็นพลังอำนาจของมวลมนุษย์ในยุคนั้น พวกเขาจะหุงหาอาหารรับประทานสิ่งใดกัน อะไรจะช่วยหล่อเลี้ยง สร้างความรื่นเริง บันเทิงใจ ให้แก่พวกเขา วิถีชีวิตของผู้คนจะเป็นอย่างไร แล้วสิ่งเหล่านั้นจะยุติลงไปเมื่อใด โอ...ท่านมุนีแห่งบริกู ขอจงช่วยโปรดเล่าแจ้งแถลงไขให้ตูข้าทราบด้วยเถิด...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดของคำถาม-คำตอบในเรื่องนี้ คงต้องไปหาอ่านต้นฉบับภควัตคีตา ที่แปลโดย ศรี กฤษรี โมหัน กันกุลี (Sri Kisari Mohan Ganguli) เอาเองก็แล้วกัน แต่เท่าที่ตัดตอนเอามาอย่างย่อๆ ในที่นี้ คำตอบของพระฤาษีก็พอจะให้มโนภาพ ค่อนข้างคม-ชัด-ลึก อยู่ไม่น้อย เช่นที่ระบุว่า...&amp;ldquo;เมื่อกลียุคใกล้จะถึงกาลสิ้นสุด ณ ช่วงเวลานั้น แม้กระทั่งมือขวาก็พร้อมที่จะหลอกลวงมือซ้าย และมือซ้ายก็พร้อมที่จะหลอกลวงมือขวา มนุษย์จะไม่สนใจเรียนรู้สิ่งใดๆ อีกต่อไป ความจริงจะถูกจำกัด ผู้มีวัยมีประสบการณ์สูงกว่าจะทรยศเด็กๆ ที่ไร้ความคิด ไร้ประสบการณ์ ขณะเด็กๆ ผู้หลงใหลตัวเอง ก็พร้อมเสมอที่จะทรยศต่อผู้อาวุโส ผู้ที่ขี้ขลาดจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ ส่วนผู้กล้าหาญกลับได้รับการดูหมิ่น เหยียดหยาม ไม่ต่างไปจากผู้ขี้ขลาด มนุษย์จะเลิกไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ความโลภและความโง่ จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งโลก ปานประดุจเป็นอาหารจานเดียวที่เหลืออยู่ บาปจะเพิ่มพูนไปพร้อมๆ กับความต้องการจะได้มาซึ่งความร่ำรวย มั่งคั่ง คุณธรรมจะสูญหายไปอย่างแทบจะสิ้นเชิง และยุติเสียซึ่งการงอกเงย เจริญเติบโต อีกต่อไป...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ... &amp;ldquo;หน้าที่รับผิดชอบแห่งการเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ และไวศยะ จะสูญหายไปจากโลกนี้อย่างไม่เหลือเศษซาก ไม่เหลือความตระหนัก สำนึก ในหน้าที่เหล่านี้อีกเลย เนื่องจากมนุษย์จะเป็นเหมือนกันหมด โดยไม่มีความแตกต่างทางสถานะ (วรรณะ) ใดๆ หลงเหลืออยู่เช่นเมื่อครั้งอดีต ใครก็ตามผู้ซึ่งสามารถครอบครองพลังอำนาจในแต่ละระดับ แม้จะเป็นผู้ปราศจากความรู้ เต็มไปด้วยความละโมบโลภมาก ความโง่ และความบาปเพียงใดก็ตาม กลับจะได้รับการยอมรับ การสรรเสริญ เยินยอ โดยปวงชนผู้เต็มไปด้วยบาปหนา แม้แต่ปวงกษัตริย์ที่หัวใจเต็มไปด้วยบาป ปราศจากความรู้ ความเข้าใจใดๆ แต่กลับคุยโม้โอ้อวดถึงภูมิปัญญาตัวเอง กลับกลายมาเป็นผู้ครองโลกทั้งโลก เป็นผู้ซึ่งพร้อมจะท้าทาย เอาชนะ มุ่งครอบครองผลประโยชน์ของอีกฝ่ายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมโจมตีบรรดาคนดีและสัตย์ซื่อ โดยปราศจากความเมตตา สงสาร แม้แต่น้อย ความปรารถนาเพียงประการเดียวในจิตใจของปวงกษัตริย์เหล่านี้ คือการได้ปล้นชิงความมั่งคั่งจากผู้อื่น และด้วยความโลภอันท่วมท้น พวกเขาถึงกับพร้อมลงมือเข่นฆ่าพราหมณ์ผู้ทรงศีล อย่างไม่รู้สึก รู้สา...ฯลฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริง-ไม่จริง เป็นไปได้-ไม่ได้...อันนั้นคงต้องเก็บไปคิดกันเอาเอง แต่ถ้าลองเอาคำบรรยายเหล่านี้มาเทียบเคียงกับความเป็นไปของห้วงเวลาในระยะปัจจุบันแล้ว คงต้องยอมรับว่า...มันออกจะเป็นที่คลับคล้าย คลับคลึง อยู่ไม่น้อย ดังนั้น...เลยต้องถือเป็น &amp;ldquo;คำถาม&amp;rdquo; ที่น่าคิด น่าสะกิดใจ สำหรับบรรดา ผู้ใฝ่ธรรม ทั้งหลายอยู่พอสมควรเหมือนกัน ว่าถ้าหาก ความเป็นไปของกาลเวลา มันมีอันต้องไหลไปตามแนวคิด ความเชื่อ ของบรรดาศาสนาทั้งหลายขึ้นมาจริงๆ ภายใต้สภาพเช่นนั้น...จะยังมีใครกล้ายืนหยัด ยืนยัน อยู่กับ ธรรมะ กันอีกหรือไม่ หรือต้องปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ตัวของตัวเอง จำต้องไหลไปตามกระแส จะยังมีใครพร้อมออกเรี่ยว ออกแรง ผลักดันให้ กงล้อแห่งกาลเวลา หมุนขึ้นไปสู่ ยุคใหม่ หรือกลับไปสู่ยุคเริ่มต้น ที่ความดี ความงาม คุณธรรม ศีลธรรม หวนกลับมาปรากฏขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ไปถึงขั้นไหน แน่นอนว่า...บรรดา คำตอบ เหล่านี้คงไม่ได้ อยู่ในสายลม แต่ย่อม อยู่ที่ใจ ของแต่ละปัจเจกบุคคลนั่นแล...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9055</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุนตี, ทรรศนะ, นิทานชาดก, ปานฑพ, มิคสัญญียุค, ยุธิษฐิระ, ยุวกษัตริย์, วันพิพากษา, วันสิ้นยุค, ศรี กฤษรี โมหัน กันกุลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
