<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039; ฟาดกุนซือ &#039;ณัฐวุฒิ&#039; ถ้าเกิดเผาบ้านเผาเมืองอีกรอบจะกล้ารับผิดชอบหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 - นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เปิดตัวนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ว่าไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการอย่างนายนิธิจะคิดเข้าข้างและสนับสนุนคนโดนคดีก่อการร้ายอย่างนายณัฐวุฒิ ทั้งที่รู้ว่านายณัฐวุฒิ เป็นคนสั่งเผาบ้านเผาเมืองจนบ้านเมืองหายนะมาแล้ว&amp;nbsp;ซึ่งหากนายนิธิ มีความคิดเช่นนี้ และหากเกิดเหตุมีการเผาบ้านเผาเมืองขึ้นอีกรอบ อยากถามกลับว่านายนิธิ ต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ในฐานะผู้ที่ออกมาสนับสนุนและเห็นดีเห็นงาม รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้กับนายณัฐวุฒิในการปลุกระดมยุยงให้คนออกมาชุมนุมสร้างความรุนแรง ป่วนเมือง ทำผิดกฎหมาย สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตนเองมองว่าหากนายนิธิไม่หวังดีต่อประเทศชาติและประชาชน ก็ไม่ควรจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการแล้ว &amp;nbsp;และตนเองก็ขอแนะนำนายนิธิ หากว่างมากควรเอาเวลาไปเข้าวัดทำบุญหรือเอาเวลาไปเลี้ยงหลานจะดีกว่า อย่าเอาเวลามายุ่งกับคนที่คิดเผาบ้านเผาเมืองเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวเลย หรือไม่ก็ช่วยเอาประสบการณ์ของนายนิธิมาช่วยบ้านเมืองจะดีกว่า อย่ามาคิดทำลายบ้าน ทำลายเมืองร่วมกับนายณัฐวุฒิ เดี๋ยวจะเสียผู้เสียคนตอนแก่ไปเปล่าๆ ผมเตือนมาด้วยความหวังดีว่าอย่าไปยุ่งกับนายณัฐวุฒิ เพราะนายนิธิ ไม่รู้จักพฤติกรรมนิสัยใจคอนายณัฐวุฒิ ดีเท่ากับตนอย่างแน่นอน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113748</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์ปาร์ค, คาร์ม็อบ, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, สกสกล อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112363283e45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ณัฐวุฒิ&#039; เปิดตัว &#039;กุนซือคาร์ปาร์ค&#039; ลั่นต้องเอา &#039;ประยุทธ์&#039; ออก วันข้างหน้าจะได้เดินสะดวก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ร่วมเข้ารายการพูดคุยกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) กิจกรรม CAR PARK&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายณัฐวุฒิได้ถามศ.ดร.นิธิ ว่า &amp;ldquo;ทำไมคนถึงต้องมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.นิธิ ตอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรจะดำรงตำแหน่งต่อไป สาเหตุที่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรดำรงตำแหน่งต่อไป เพราะไม่มีสมรรถภาพในการบริหาร โดยศ.ดร.นิธิมองว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะกองทัพบกร่วมมือกันในการที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นมามีอำนาจ แต่มีกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์มากมายเหลือเกิน อย่านึกว่า กปปส.เดินเป่านกหวีดโดยไม่รู้ว่าผลสุดท้ายของมันคืออะไร ไม่ใช่ กปปส.ทุกคนที่รู้ แต่โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้นำรู้อยู่แล้วว่าในที่สุดคืออะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบอบประยุทธ์ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน จริงๆ แล้วคือความพยายามของคนชั้นนำหลายกลุ่มหลายพวก ในการรักษาความเฟะฟอนของบ้านเมืองเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อเขาต่อไป ดังนั้น การเอาคุณประยุทธ์ออกจะมีความหมายอย่างไร ผมไม่ปฏิเสธว่าคุณประยุทธ์นั้นเป็นคล้าย ๆ หินสำคัญก้อนหนึ่ง ดึงหินก้อนนั้นออกซุ้มประตูอาจพังหมดทั้งซุ้ม แต่ว่าถ้าดึงคุณประยุทธ์ออกแล้วเอาหินก้อนอื่นมาแทนไม่มีประโยชน์อะไร ความเฟะฟอนของระบบยังอยู่ต่อไป&amp;rdquo; ศ.ดร.นิธิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.นิธิ กล่าวต่อว่า จึงหวังว่าการเอา พล.อ.ประยุทธ์ออกมีความสำคัญแน่นอน แม้ว่าจะหวังว่าระบบทั้งระบบต้องปรับเปลี่ยนตัวเองหรือไม่ แค่ไหนก็ตาม แต่พล.อ.ประยุทธ์เป็นเงื่อนสำคัญอันหนึ่งที่ต้องเอาออกมาเสียก่อน เพราะฉะนั้น ตนสนับสนุนเต็มที่ในการพยายามให้ พล.อ.ประยุทธ์หลุดออกมาจากตำแหน่งนี้ แล้วข้างหน้าจะสามารถเดินไปได้สะดวกขึ้นไม่ว่าเดินไปทางไหน จะเดินเพียงแค่พล.อ.ประยุทธ์ออกมาแล้วเอาคนอื่นมาแทนก็ไม่เป็นไร แล้วแต่จะเชื่อ แต่ตนเชื่อว่าเอาพล.อ.ประยุทธ์ออกมาแล้วเราต้องพยายามเปลี่ยนตัวระบบทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐวุฒิ ถามต่อว่า &amp;ldquo;หากให้ประเมินสถานการณ์ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังอยู่ในมุมอับหรือซ่อนหลังกำแพงอำนาจ แล้วตั้งใจจะลากเวลาอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.นิธิ กล่าวว่า &amp;ldquo;อำนาจที่อยู่เบื้องหลังคุณประยุทธ์ ซึ่งมีอยู่หลายส่วนด้วยกัน ยังคิดไม่ออกว่าจะเอาคุณประยุทธ์ออกแล้วจะทำอย่างไรต่อไป เพราะสิ่งที่เขากลัวมากคือ เมื่อคุณประยุทธ์ออกมาแล้วซุ้มประตูที่ว่าจะพังทั้งซุ้ม เมื่อเวลานี้ยังคิดไม่ออกว่าต่อไปคืออะไร คิดว่าเขารักษาคุณประยุทธ์ไว้ก่อน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;และคุณประยุทธ์ก็รู้ด้วยว่า ความเป็นไปได้ที่คุณประยุทธ์อยู่ต่อในตำแหน่งไม่ใช่อยู่ที่ตัวคุณประยุทธ์เองแต่อยู่ที่อำนาจนานาชนิดที่คอยสนับสนุนอยู่ ยกตัวอย่างง่ายๆ ข้อวินิจฉัยว่าการผนวกรวมบริษัทใหญ่ที่ค้าปลีกอันหนึ่ง กับ บริษัทใหญ่ที่ค้าปลีกอันหนึ่ง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ถามว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยู่ มตินี้จะถูกแก้ไขหรือไม่ ผมว่าถูกแก้ไข ไม่มีที่ไหนในโลกที่ผูกขาดการค้าปลีกได้ 80% ของประเทศ อำนาจที่อยู่เบื้องหลังพล.อ.ประยุทธ์ ใหญ่โตซับซ้อน ไม่ใช่อำนาจเดียว มีหลายอำนาจมากๆ ที่พยายามค้ำ พล.อ.ประยุทธ์ เอาไว้ และก็รู้ด้วยว่าที่ตัวอยู่ได้ก็เพราะอำนาจที่ค้ำอยู่&amp;rdquo; ศ.ดร.นิธิ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงท้ายณัฐวุฒิได้กล่าวว่า &amp;ldquo;ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจโดยหลักการคงจะต้องเดินหน้าต่อไป&amp;rdquo; ซึ่ง ศ.ดร.นิธิ กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;แน่นอน ประชาชนออกมาหลายครั้งหลายหน แต่ออกมาช่วงสั้นๆ ครั้งนี้ออกอย่างต่อเนื่อง โดนรังแกตลอดมาและไม่ถอยกลับไปไหน แสดงให้เห็นว่าประชาชน สังคมไทย เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าคิดว่าจะยังสามารถรักษาอำนาจด้วยวิธีการแบบเดิม คิดว่าจะพังหนักไปกว่าเก่าด้วยซ้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113603</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คาร์ปาร์ค, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นิธิ เอียวศรีวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b63f898de6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดรัจฉานยังชอบคำพูดที่ไพเราะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ไม่รู้จะตะแบงไปทำไม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่าน บทความ นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คำหยาบ เสมอภาค &amp;nbsp;และลัทธิโรแมนติกนิยม ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๒๒-๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำหยาบไม่ใช่ปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อยู่ที่วิธีใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชื่อว่าสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนเริ่มสอนลูก เมื่อลูกพูดได้คือ ไม่ให้ลูกพูดคำหยาบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กที่ได้รับการอบรม ไม่ให้พูดคำหยาบอย่างมีเหตุมีผล เด็กกลุ่มนี้จะรู้กาลเทศะ และรู้บริบทของการใช้คำหยาบ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่หยาบคายพร่ำเพรื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กกลุ่มนี้บางคนไม่พูดคำหยาบเลย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุภาพ จนผู้อื่นเกรงอกเกรงใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากพ่อแม่ไม่อบรมสั่งสอนเลย ลูกก็จะมีความหยาบโดยสันดาน เพราะพ่อแม่เองก็เป็นคนใช้คำหยาบคายจนเป็นปกติวิสัยนั่นเอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเชิงจิตวิทยา พบเห็นบ้างเหมือนกันว่าการใช้คำหยาบ คือการระบายอารมณ์ที่ปะทุอยู่ข้างใน และมีคำแนะนำจากจิตแพทย์ว่า ควรพูดคำหยาบบ้างเพื่อปลดปล่อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดสิ่งคั่งค้างในใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นั่นไม่ใช่บริบทของการก้าวร้าวต่อผู้อื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นิธิ เอียวศรีวงศ์&amp;quot; กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....&amp;ldquo;อ้าว งั้นเหรอ&amp;rdquo; ผมนึกในใจ คงจะรำพึงผิดคนไปเสียแล้ว เนื่องจากโตมาในโรงเรียนประจำชาย ผมจึงได้ยินและใช้คำเหล่านั้นมาจนไม่เคยรู้สึกว่าหยาบ ฉะนั้น จึงไม่ระคายเคืองหูกับคำพูดคุยของแกนนำบนเวทีเลย....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิธิพูดถึงเพื่อนที่อายุใกล้เคียงกัน รำพึงเชิงถามจากต่างประเทศว่า ทำไมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของวัยรุ่นไทยจึงต้องใช้คำหยาบอย่างนั้นวะ.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเองก็จบจากโรงเรียนชายล้วน ได้ยินและสัมผัสกับคำหยาบทุกวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในบริบท เพื่อนคุยกับเพื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามประสาเด็กวัยรุ่นคุยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากนำภาษาเดียวกันนี้ไปใช้ที่อื่น บริบทอื่น จะกลายเป็นคนละเรื่องไปทันที ขณะที่ &amp;quot;นิธิ&amp;quot; กลับบอกว่า ไม่ระคายเคืองหูกับคำพูดคุยของแกนนำบนเวทีเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือความผิดปกติ ที่จะพูดคุยกันในวันนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอถาม &amp;quot;นิธิ&amp;quot; เราสามารถนำภาษาที่พูดกับเพื่อน ไปพูดกับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ได้หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพูดคำว่า &amp;quot;ไอ้เหี้ย&amp;quot; ในบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด กับผู้ใหญ่ในครอบครัว ระคายหูหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่ระคายหู?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามเพิ่มเติมว่า พูดคำเดียวกัน กับผู้ใหญ่ในครอบครัว &amp;nbsp;แต่เปลี่ยนเป็นพูดในที่สาธารณะ หรือเขียนในโซเชียล รู้สึกระคายหูหรือเปล่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นิธิ&amp;quot; ตีความคำพูดของแกนนำ ๓ นิ้วบนเวทีปราศรัยอย่างไร?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำหยาบที่ใช้เป็นการสื่อสารกันเองระหว่างคนปราศรัยกับคนฟัง หรือ ใช้คำหยาบบนเวทีปราศรัยโจมตีบุคคลอื่นให้มวลชนฟัง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำหยาบที่เกิดขึ้นในสองบริบทนี้มีความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จริงเวทีปราศรัยทางการเมืองแทบทุกเวที ล้วนมีคำหยาบด้วยกันทั้งนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และส่วนใหญ่เป็นการใช้คำหยาบด่าบุคคลที่สามให้มวลชนฟัง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บนเวทีม็อบ ๓ นิ้วต่างออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด่านายกฯ ด่านักการเมือง ด้วยคำหยาบคาย อาจเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้บนเวทีปราศรัย ซึ่งไม่ควรสนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การใช้คำหยาบด่าสถาบัน ด่าพระมหากษัตริย์ ด่าพระบรมวงศานุวงศ์ บนเวทีปราศรัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เรื่องปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่เรื่องความเสมอภาคแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้คำหยาบคายไม่ว่ากับใครก็ตามไม่ใช่เรื่องที่ควรสนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนกวาดถนนก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โคนันทวิศาล&amp;quot; ก็ชอบที่จะให้ผู้อื่นพูดไพเราะกับตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เฮ้ย! เจ้าโคขี้โกง แกจงลากเกวียนออกไปจากที่นี่เร็วเข้า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ลูกเอ๋ย เจ้าจงลากเกวียนร้อยเล่มนี้ไปเถอะ พ่อพร้อมแล้ว&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องบอกว่าประโยคไหนที่ทำให้ &amp;quot;โคนันทวิศาล&amp;quot; &amp;nbsp;ลากเกวียนทั้งร้อยเล่มเคลื่อนที่ไปไม่รอช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังชอบใจคำพูดที่ไพเราะเสนาะหู&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราจึงไม่ควรพูดคำหยาบคายไม่ว่ากับใครก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นิธิ&amp;quot; ยก บริบท ทางสังคมและวัฒนธรรม บอกว่า...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;...เมื่อผมเป็นเด็กจนถึงหนุ่ม เขาลือกันหนาหูว่า พวกเจ้าทั้งหญิงและชายใช้คำหยาบในการพูดจามากและอย่างเป็นธรรมชาติด้วย สมัยหนึ่งก่อนหน้าที่ผมจะเข้าเรียน คณะในมหาวิทยาลัยที่ผมเข้าเรียน มีเจ้านับตั้งแต่หม่อมเจ้าลงมาถึงเชื้อพระวงศ์ระดับ ม.ร.ว.ลงมาเข้าเรียนกันมาก &amp;nbsp;ดังนั้น คนที่ลือเรื่องนี้ให้ฟังคือรุ่นพี่ระดับน้าๆ แม้ในโรงเรียนประถมที่ผมเคยเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียน &amp;ldquo;สหศึกษา&amp;rdquo; &amp;nbsp;ก็มี ม.ร.ว., ม.ล., หญิงอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นช่วงสงคราม โรงเรียนในเขตชั้นในกรุงเทพฯ ต้องปิดเรียนกันหมด จึงทำให้ผู้ลากมากดีต้องมาเรียนในโรงเรียนชานกรุง ผมก็ได้ยินเรื่องเจ้าพูดหยาบจากรุ่นพี่ๆ เหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับเรื่องที่ผมถือว่าเป็นข้อเท็จจริงนี้ก็คือ ไม่ใช่คนในตระกูลเจ้าขาดการอบรมบ่มเพาะด้านการใช้ภาษา ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ผมคิดว่าพวกเขาเก่งในการปรับเปลี่ยนภาษาเพื่อใช้กับคนที่มีสถานภาพต่างกันได้อย่างคล่องแคล่วกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่คงใช้ราชาศัพท์กราบทูลเจ้านายชั้นสูงได้อย่างลื่นไหลทั้งนั้น แต่เมื่อพูดกับคนที่มีสถานภาพต่ำกว่า ก็กลับมาใช้ภาษาธรรมดาซึ่งอาจมีคำที่คนทั่วไปเห็นว่า &amp;ldquo;หยาบ&amp;rdquo; ปนอยู่ด้วย และได้อย่างลื่นไหลเท่าๆ กัน....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางส่วนใช่!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยกตัวอย่าง &amp;quot;หม่อมเต่า&amp;quot; หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ท่านไม่ใช่คนพูดไพเราะ บรรดานักข่าวต่างรู้ดีว่าปากจัด แต่ท่านก็พูดในแวดวงเพื่อนฝูง คนรู้จัก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้เอาคำหยาบไปพูดในบริบทอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงไม่เข้าใจว่า &amp;quot;นิธิ&amp;quot; ยกตัวอย่างนี้มาเพื่ออะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือจะสรุปว่า ในเมื่อเจ้าก็พูดหยาบ ทำไมบนเวทีปราศรัย ๓ นิ้วจะพูดหยาบไม่ได้...อย่างนั้นหรือเปล่า?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ใช่มั้ยที่บอกว่า คำหยาบ เสมอภาค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นิธิ&amp;quot; อายุก็เยอะแล้ว เห็นอะไรมาก็มาก เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ รู้ที่มาและความต่อเนื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กลับเมินเฉยต่อการกระทำของม็อบ ๓ นิ้ว หนำซ้ำยังตะแบงอธิบายเพื่อให้คำหยาบบนเวทีปราศรัย ๓ นิ้วกลายเป็นคำทั่วไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ......ถึงระดับนี้ &amp;ldquo;คำหยาบ&amp;rdquo; ทั้งหลาย แทบไม่เหลือความหมายตามตัวอักษรอีกแล้ว สัตว์เลื้อยคลานก็ไม่เป็นสัตว์เลื้อยคลาน &amp;ldquo;แม่ง&amp;rdquo; ก็ไม่ได้หมายถึงแม่ของมึงหรือของมัน อวัยวะเพศชายก็ไม่ได้หมายถึงอวัยวะเพศชาย แม้พูดถึงเพศสัมพันธ์กับมารดาคนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากหรือเคยมีเพศสัมพันธ์จริง ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดมุ่งหมายเดิมของ &amp;ldquo;คำหยาบ&amp;rdquo; เพื่อล่วงละเมิดหรือด้อยค่าคนอื่น หายหรือเกือบหายไปโดยสิ้นเชิง....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าบริบทเพื่อนกับเพื่อน ก็ไม่แปลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ &amp;quot;นิธิ&amp;quot; ก็รู้ว่า ๓ นิ้วปราศรัยโจมตีสถาบันเกือบ &amp;nbsp;๑๐๐% หลายครั้งพาดพิงไปถึงในหลวง ร.๙ แล้วจะตะแบงยืดยาวเพื่ออะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคิดว่าคำหยาบใช้ได้กับทุกคน ทุกบริบท ก็ป่วยการที่จะพูดกับคนที่มีความรู้ระดับศาสตราจารย์ครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่างมันเถอะครับ แม่ง สัส นิธิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรแมนติกนิยมฉิบ...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91591</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิธิ เอียวศรีวงศ์, อ่านเอาเรื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff3197281d0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักเขียนซีไรต์&#039;เหน็บ ทฤษฎีการทำลายช่วงชั้น ด้วยคำหยาบของ&#039;นิธิ&#039;จะปฏิวัติชนชั้นสำเร็จในเร็ววัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
30 ม.ค.64-วิมล ไทรนิ่มนวล &amp;nbsp; &amp;nbsp;นักเขียนรางวัลซีไรต์ &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กว่า&amp;quot;ทฤษฎีการทำลายช่วงชั้น&amp;quot; ด้วยคำหยาบของ​ ศ.นิธิกำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็ว​ ตอนนี้ผู้คนกำลังใช้กับนักร้องและนักแสดงคู่นั้นอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาดว่าการปฏิวัติชนชั้นจะสำเร็จในเร็ววัน!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91450</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ทฤษฎีการทำลายช่วงชั้น&quot;, คำหยาบ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, วิมล ไทรนิ่มนวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec51873bf92a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039; ย้อนเจ็บ &#039;นิธิ&#039; คำหยาบคือความเสมอภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค.64 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบบนี้เราก็เรียกเขาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไอ้เห..นิธิ &amp;nbsp;ได้ใช่มั้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้า อ.นิธิ บอกว่าคำที่ใช้กับเพื่อนเล่นได้ ก็ใช้กับประธานสภา รมต.ได้ ซึ่งก็แปลว่าใช่กับใครก็ได้ รวมทั้งพ่อแม่ ครูอาจารย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นเวลานักเรียนนักศึกษาเจออาจารย์ก็เรียก ไอ้เห...นิธิ ได้สินะ ไม่ผิดใช่มั้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วถ้าลูกเจอพ่อ หรือหลานเจอลุง แล้วทักคุณพ่อ ทักคุณลุงว่า ไอ้เห..นิธิ อาจารย์ก็คงโอเคเหมือนกันชิมิ
............................................................................
นักการเมือง อาจารย์นักวิชาการ ที่อยากปฏิวัติประเทศไทย อยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและสังคม ตามนัยยะที่ว่าคำหยาบคือความเสมอภาคแบบนี้ คือไอ้พวกหน้า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นพวกไอ้หน้าตัว....ที่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศและสังคมจนตัวเนื้อสั่น แต่ไม่กล้ายอมรับความจริง ไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าอยาก ไม่กล้าออกหน้า ต้องแอบอยู่หลังกระโปรงเด็กนักเรียนนักศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วพูดจาเสนอแนวความคิด ที่ยุยงปลุกปั่น ให้เด็กหลงผิดแบบเนียนๆ โดยอาศัยความเป็นนักการเมือง อาจารย์นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากเปลี่ยนแปลงประเทศและสังคมแบบที่เด็กให้อวัยวะเพศกับประธานรัฐสภาได้ จนไม่ลืมหูลืมตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผูกเรื่องไม่จริงให้กลายเป็นจริง ขมวดปมความคิดผิดๆ ให้กลายเป็นเรื่องถูก
............................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วยตอบทีสิว่า ประเทศอังกฤษต้นแบบประชาธิปไตยของใครทั้งโลก และอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ มีความเสมอภาคในการพูดกับประธานรัฐสภา นายกฯ รัฐมนตรี ควีน ประธานาธิบดี หรือแม้แต่พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือใครต่อใคร ด้วยคำหยาบ เพราะมันคือความเสมอภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วยตอบทีว่ามันคือความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และช่วยตบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นจากความชั่วร้ายจากขุมนรก ถ้ามันไม่เป็นความจริง
............................................................................
ไอ้เห...นิธิ ไอ้สัส ค..ย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไอ้สัส หลอกเด็กให้แข็งเมือง เห... จริงๆ ค..ย มั้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณจะว่าผมไม่ได้นะ ถ้าคุณบอกว่า คำหยาบพวกนี้ บ่งบอกว่าเรามีความเสมอภาคกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอโทษนะที่ผมออกเสียงคำหยาบเต็มๆ คำไม่ได้ เพราะผมเป็นคนไม่พูดคำหยาบ แม้จะพูดกับเพื่อนผมก็ไม่เคยหยาบคาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และความเสมอภาคในความเข้าใจของผม ตามที่พ่อแม่ ครูอาจารย์สั่งสอนอบรมผมมา คือความเสมอภาคในการเลือกตั้ง ความเสมอภาคในการประกอบอาชีพ ความเสมอภาคในการนับถือศาสนา และความเสมอภาคในการพูดหรือการกระทำทุกอย่าง ภายใต้กฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบายใจแล้วเน้อ ไอ้สัส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเสมอภาคกันแล้ว ไอ้เห..นิธิ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุให้เด็ก พูดคำหยาบกับผู้ใหญ่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ต้องรับได้ถ้ามีเด็กมาพูดคำหยาบคายกับตัวเอง
............................................................................
คำหยาบใช้ได้ไม่ผิด แต่ต้องรู้กาลเทศะ ว่าคุณใช้กับใคร ที่ไหน เวลาใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91368</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำหยาบ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, อัษฎางค์ ยมนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_601383d1196ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2019 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2019 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮา! &#039;นิธิ&#039; ปล่อยบทความ &#039;...มีไว้ทำไม&#039; หลังเคยทิ้งบอมบ์กองทัพ &#039;ทหารมีไว้ทำไม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค 62 - เมื่อวันที่ 30 ต.ค ที่ผ่านมา&amp;nbsp;เว็บไซต์ประชาไท&amp;nbsp;เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;...มีไว้ทำไม&amp;quot; เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นนักคิด นักเขียน และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์&amp;nbsp;โดยมีรายละเอียดเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากกองทัพควรต้องถามตัวเองว่า &amp;quot;ทหารมีไว้ทำไม&amp;quot; แล้ว สถาบันและองค์กรทางสังคมทั้งหมดก็ควรถามตัวเองเหมือนกันว่า มีตัวเองไว้ทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะคำถามว่า&amp;nbsp;&amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot;&amp;nbsp;เป็นคำถามแห่งยุคสมัย เป็นคำถามของศตวรรษใหม่ ที่อาจกินเวลาไปอีกหลายศตวรรษข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ &amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot; ไม่ได้หมายความว่า สถาบันหรือองค์กรนั้นๆ ไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม เพราะสถาบันหรือองค์กรนั้นยังดำรงอยู่มาได้ถึงปัจจุบัน ก็เพราะมันต้องเคยทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่จำเป็นแก่สังคมมาแล้วแน่ เพียงแต่ว่ายุคสมัยของปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ขนาดที่นักคิดบางคนเสนอ (และได้รับความเชื่อถือมาหลายสิบปีแล้ว) ว่า เราได้ก้าวเข้าสู่&amp;quot;คลื่นลูกที่สาม&amp;quot;แล้ว แน่นอนว่าทำให้โลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับโลกภายใต้การปฏิวัติเกษตรกรรมในคลื่นลูกที่หนึ่ง ถูกทำให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงมาแล้ว เมื่อเผชิญกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคลื่นลูกที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเคยทำประโยชน์มาแล้ว แม้ตัวมันเองตกยุคพ้นสมัยไปแล้ว แต่องค์ความรู้ที่ได้สร้างสมไว้ของสถาบันและองค์กรเหล่านั้น ก็ช่วยให้การปรับเปลี่ยนหรือเกิดใหม่ของสถาบันและองค์กรที่เข้ากับยุคสมัยเกิดขึ้นได้ง่าย และโดยราบรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นการสำรวจพื้นที่ด้วยหลักวิชาตรีโกณมิติ เพื่อทำแผนที่อันแม่นยำล้าสมัยตกยุคไปแล้ว เมื่อภาพถ่ายทางอากาศทำให้ทำแผนที่ได้แม่นยำกว่าและถูกกว่า แต่หากเราไม่มีแผนที่อื่นๆ ซึ่งเคยทำมาด้วยวิธีต่างๆ แต่โบราณกาล นับตั้งแต่ข่าวเล่าลือไปจนถึงตริโกณมิติ แผนที่ซึ่งเกิดจากภาพถ่ายทางอากาศก็จะกลวงเปล่า เพราะกว่าจะลงรายละเอียดเนื้อหาได้ก็ต้องออกสำรวจและใช้เวลาอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การ&amp;quot;ต่อยอด&amp;quot;เป็นวิถีทางปรกติที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการเกิดและพัฒนาอารยธรรมเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างใหญ่ไพศาลและลึกซึ้งของ&amp;quot;คลื่นลูกที่สาม&amp;quot; ทำให้แทบไม่เหลือสถาบันหรือองค์กรทางสังคมใดเหลือรอดจากการถูกตั้งคำถามหรือถามตนเองว่า &amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบการศึกษาทั้งระบบ ที่มี&amp;quot;สถานศึกษา&amp;quot;ตายตัวซึ่งผู้เรียนต้องเข้าไปแสวงหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย มีไว้ทำไม ยังเป็นวิธีกระจายและสืบทอดความรู้และทักษะที่มีประสิทธิภาพที่สุดอยู่หรือ? ในสังคมและยุคสมัยที่การแสวงหาความรู้ และการคิดเอง รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกัน สามารถทำได้ด้วยวิธีอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากันหรือมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลซึ่งเป็นสถาบันที่เพิ่งเกิดขึ้นแพร่หลายใน&amp;quot;คลื่นลูกที่สอง&amp;quot;ยังจำเป็นอยู่หรือ? ต้องเข้าใจด้วยว่า โรงพยาบาลไม่ใช่การรักษาพยาบาลซึ่งอยู่กับสังคมมนุษย์มาแต่สมัยหิน แน่ใจหรือว่าการจัดการรักษาพยาบาลสาธารณะด้วยโรงพยาบาล (อย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้) จะเป็นวิธีที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ที่เราเริ่มจัดเพื่อสาธารณะมาตั้งแต่คลื่นลูกที่สองก็เหมือนกัน เป็นวิธีการเรียนรู้แก่คนทั่วไปที่ราคาถูกสุดและมีประสิทธิภาพสุดแล้วหรือ? ระหว่างห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์จริง กับห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์เสมือนบนไซเบอร์ อย่างไหนจะให้บริการแก่สาธารณชนได้มากกว่ากัน (แน่นอนว่า ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ล้วนมีจุดอ่อนอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสิ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลสถิตย์ยุติธรรมเป็นวิธีระงับความขัดแย้งในสังคมที่ดีที่สุดแล้วหรือ มนุษย์ในทุกสังคมและยุคสมัยใช้วิธีอื่นๆ อีกมากหลายในการระงับความขัดแย้ง แม้เมื่อมีบริการของศาลยุติธรรมทั่วไปอันเป็นผลผลิตของคลื่นลูกที่สองแล้ว วิธีอื่นๆ ก็ยังอยู่และถูกใช้ระงับความขัดแย้งมากกว่าศาลยุติธรรมอยู่นั่นเอง จนถึงทุกวันนี้เมื่อคดีพิพาทเอกชนขึ้นสู่ศาล สิ่งแรกที่ศาลมักทำคือแนะให้ทำการไกล่เกลี่ยกันเองก่อน พูดอีกอย่างหนึ่งคือแนะนำให้ใช้วิธีการอื่นในการระงับความขัดแย้ง แต่ในขณะที่เราลงทุนพัฒนาระบบศาลยุติธรรมตลอดมา เราแทบไม่ได้ลงทุนอะไรสักอย่าง เพื่อจรรโลงให้วิธีระงับความขัดแย้งอื่น สามารถทำงานได้ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิดไปเถิด ก็แทบไม่เห็นสถาบันหรือองค์กรใดที่ไม่ควรถูกถามหรือถามตนเองว่า &amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot; แม้แต่ชาติที่เราถูกปลุกให้รักจนขาดใจ ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น แท้จริงแล้วชาติถูกตั้งคำถามนี้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะหากชาติทำให้มนุษย์ต้องฆ่าฟันกันด้วยอาวุธร้ายแรงที่ต้องคิดและสร้างกันขึ้นอย่างมโหฬารเช่นนี้ ชาติ&amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งกว่านี้ ชาติยังเป็นกลไกปกป้องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองจากการละเมิดของอำนาจภายนอกและภายในที่ได้ผลจริงอยู่หรือ? ชะตากรรมของกรรมกร, ผู้หญิง, เด็ก, คนชรา, คนหลากหลายทางเพศ, ชนกลุ่มน้อย, ฯลฯ ได้รับการคุ้มกันจากสัญญาระหว่างประเทศมากเสียยิ่งกว่า หรือมีประสิทธิภาพกว่าชาติเสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ไม่ต้องถามคำถามแห่งศตวรรษนี้เลย หลายต่อหลายอย่างก็หายไปเองเพราะความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ต่อหน้าต่อตาเราด้วย หลายปีมาแล้ว ไปรษณีย์ไทยประกาศว่าจะรับส่งโทรเลขเป็นวันสุดท้าย ผู้คนพากันไปส่งโทรเลขถึงตนเองเป็นที่ระลึกจำนวนมาก โทรศัพท์พื้นฐานกำลังเดินตามโทรเลขไปอย่างช้าๆ เคเบิลใต้น้ำซึ่งผูกรัดโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน บัดนี้กลายเป็นขยะที่จมอยู่ใต้ทะเลโดยไม่มีใครใส่ใจจะกู้ขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อสายใยแก้วและดาวเทียมเข้ามาแทนที่ ตลาดสดอย่างที่เรารู้จักจะอยู่ต่อไปได้อีกนานเท่าไรไม่มีใครรู้ อาจเดินตามร้านโชห่วยไปเร็วกว่าที่หลายคนจะปรับตัวได้ทันด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางตรงกันข้ามคำถาม &amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot; ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปสู่การยุบเลิกสถาบันหรือองค์กรต่างๆ ลงหมด ที่มักเกิดขึ้นมากกว่าก็คือการปรับตัวให้เหมาะกับสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกอาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม แต่ภาระหน้าที่เดิมก็ยังอยู่ รูปแบบของระบบการศึกษาอาจเปลี่ยนไปอย่างแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ แต่การศึกษาก็ยังขาดไม่ได้เสมอสำหรับทุกสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอยกตัวอย่างมหาวิทยาลัย แท้ที่จริงแล้วมหาวิทยาลัยเปลี่ยน&amp;quot;โฉม&amp;quot;ตลอดมา มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีนักศึกษาเป็นหมื่นๆ คนนั้น เพิ่งมีขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง ไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทยรวมถึงในสหรัฐและยุโรปด้วย การจัดการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษา 5,000 กับนักศึกษา 50,000 นั้น ทำให้&amp;quot;โฉม&amp;quot;ของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปอย่างยิ่ง ในทุกๆ ด้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยถามตนเองว่ามีไว้ทำไม คำตอบอาจเป็นได้หลายทาง และคงใช้เวลาอยู่พอสมควรกว่าจะรู้ว่ามหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการด้านอุดมศึกษาแก่&amp;quot;มวลชน&amp;quot;ที่กว้างขวาง ในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เสมอหน้ากัน และอย่างได้ผลและมีคุณภาพที่สุดนั้น จะทำให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยน&amp;quot;โฉม&amp;quot;ครั้งใหญ่ไปเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ซึ่งดีกว่าแต่เฝ้าถามตนเองว่า ทำอย่างไรจึงจะติดอันดับสูงขึ้น เพื่อทำเงินกับนักศึกษาต่างชาติได้มากๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน คำตอบของคำถาม &amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot; อาจไม่ตรงกันในแต่ละสังคม เพราะแม้ว่าคลื่นลูกที่สามจะซัดสาดทุกสังคมเหมือนกัน หากทว่าแต่ละสังคมมีพื้นภูมิและเงื่อนไขแวดล้อมที่ต่างกัน จึงไม่อาจลอกเลียนคำตอบของสังคมอื่นมาใช้ได้อย่างสิ้นคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทัพไทยควรมีคำตอบต่อคำถาม &amp;quot;ทหารมีไว้ทำไม&amp;quot; แตกต่างจากจีนหรือสหรัฐ เพราะไทยเป็นประเทศเล็กและไม่มีบทบาทด้านการทหารระดับนานานาชาติอย่างเป็นอิสระของตนเอง ในขณะที่การรักษาความมั่นคงของประเทศจากภัยภายนอกด้วยวิธีทางทหารนั้น ประเทศเล็กๆ อย่างไทยทำไม่ได้ (และที่จริงย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ก็ไม่เคยทำตลอดมา) &amp;quot;ทหารมีไว้ทำไม&amp;quot; จึงเป็นคำถามเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ หากตั้งใจจะปฏิรูปกองทัพจริง ไม่ถามคำถามนี้ ก็จะติดอยู่กับเรื่องปลีกย่อย เช่นเกณฑ์ทหารหรือรับสมัคร, เรือดำน้ำหรือเรือผิวน้ำ, รถหุ้มเกราะหรือรถกู้ภัย, ไฮบริดวอร์แฟร์หรือแคมรีไฮบริด, ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรัฐประหารและความชะงักงันของประเทศอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ไม่มีคำถามอะไรที่เหมาะเจาะแก่สังคมไทยในปัจจุบันยิ่งไปกว่า &amp;quot;... มีไว้ทำไม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอันที่จริงต้องมีคำตอบแก่คำถามนี้ &amp;ndash; &amp;nbsp;อย่างน้อยก็คร่าวๆ &amp;ndash; ก่อนจะแก้รัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมทราบดีว่า หากเราถามจริงและพยายามตอบจริงอย่างไม่หลบเลี่ยง คำตอบจะกระทบผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในสถาบันและองค์กรต่างๆ อย่างมาก เพราะคำตอบซึ่งมีอยู่ในใจหรือสืบสันดานมาว่า อะไรมีไว้ทำไม ทำให้เราจัดรูปแบบและกลไกของสถาบันและองค์กรทางสังคม ชนิดที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งๆ เข้ามาเกาะกินสถาบันหรือองค์กรนั้นอย่างสืบเนื่อง ไม่แต่เพียงคนที่มีอำนาจในสถาบันและองค์กรเท่านั้น แต่รวมถึงคนอื่นๆ ซึ่งยังไม่มีอำนาจ แต่ได้ลงทุนเกาะกลุ่มหรือประพฤติปฏิบัติตามแนวทาง เพื่อจะไต่เต้าขึ้นไปสู่อำนาจและผลประโยชน์ที่มากขึ้นด้วย นับเป็นจำนวนคนก็อาจถึงหมื่นถึงแสนในแต่ละสถาบันและองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงไม่แปลกใจที่คำถาม&amp;quot;มีไว้ทำไม&amp;quot; ย่อมสั่นคลอนสังคมทั้งสังคมอย่างถึงรากถึงโคน และเพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้เรายิ่งต้องตั้งคำถามนี้ในเวลานี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนบทความเรื่อง &amp;quot;ทหารมีไว้ทำไม&amp;quot; ตีพิมพ์ในหนังพิมพ์มติชนรายวัน&amp;nbsp;ฉบับวันที่13 มกราคม 2559 จนมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณที่มาของบทความจาก&amp;nbsp;https://prachatai.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49242</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารมีไว้ทำไม, นิธิ เอียวศรีวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa73a51e289c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2018 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2018 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยะ!&#039;ไก่เอื้ออาทร&#039;อบรม&#039;เฒ่าส้มหวาน&#039;ลั่น&#039;เจ๊หน่อย&#039;ต้านเผด็จการจึงต้องเลือกเพื่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.61- นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจ Watana Muangsook ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ตั้งคำถามถึงพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับมรดกทางกฎหมายของ คสช. และท่าทีของผู้นำคือคุณหญิงสุดารัตน์ ผมขอตอบย้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันจุดยืนทางการเมืองของพวกเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์อาจจะหลงลืมไปว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแรกที่มีมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ผมถูก คสช. นำตัวไปควบคุมด้วยข้ออ้างปรับทัศนคติหลายครั้งและถูกดำเนินคดีอาญาเพราะการแสดงจุดยืนดังกล่าว พรรคเพื่อไทยจึงได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญและคำสั่งหัวหน้า คสช. มากที่สุด แกนนำของพรรคหลายคนถูกดำเนินคดีจากการแถลงผลงานของ คสช. พรรคเพื่อไทยจึงไม่มีทางที่จะเอาด้วยกับเผด็จการโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคได้ตั้งคณะทำงานขึ้นศึกษาเพื่อหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายและคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่นอกจากจะเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนรวมทั้งละเมิดต่อหลักนิติธรรมแล้วยังเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเศรษฐกิจ โดยจะเร่งดำเนินการทันทีที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนตามวิถีทางของรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ตามครรลองของประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณหญิงสุดารัตน์ทำนองว่าอาจจะประนีประนอมกับเผด็จการ นั้น ขอเรียนว่าสิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์ได้รับการยอมรับมิได้มีเพียงประสบการณ์ทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงจุดยืนที่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจนอีกด้วย ประเด็นสำคัญคือมติของพรรคที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการในทุกรูปแบบ ดังนั้น การประนีประนอมกับเผด็จการจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมถึงการจัดการกับ &amp;ldquo;ขยะ&amp;rdquo; ที่เผด็จการได้สะสมไว้ พรรคไม่เคยให้คำสัญญาที่เลื่อนลอย ทุกนโยบายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ หากผมเป็นอาจารย์จะเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะมีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศและพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยมีประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือที่จะเปิดทางให้เราคว้าโอกาสจากโลกมาใส่มือประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23261</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ต่อต้านเผด็จการ, ท่าที่พรรคเพื่อไทย, นายวัฒนา เมืองสุข, นิธิ เอียวศรีวงศ์, พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffab3ac7d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
