<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคประชาสังคมห่วงไทยขาดยาฟาวิฯรักษาโควิดจี้กรมทรัพย์สินฯยกคำขอสิทธิบัตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23เม.ย.64-เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ระบาดรอบที่ 3 ในไทย จำนวนผู้ติดเชื้อฯ และผู้ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว จำนวนยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไทยเคยนำเข้าหลายแสนเม็ด เริ่มมีคำสั่งให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ใช้อย่างประหยัด เอ็นจีโอและนักวิชาการที่ทำงานส่งเสริมการเข้าถึงยาเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตัดสินใจยกคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ด่วน เปิดทางองค์การเภสัชเร่งผลิต
&amp;nbsp;
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ทวงถามกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกครั้ง หลังจากที่เคยยื่นเอกสารข้อมูลที่ยาฟาวิพิราเวียร์ไม่ควรได้สิทธิบัตรให้กับอธิบดีเมื่อ 17 ก.ค. 2563 และได้เข้าพบอธิบดีเพื่อให้เร่งการพิจารณาเมื่อ 26 ม.ค. 2564&amp;nbsp; เพราะประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดโควิด 19 อีกระลอกและจำเป็นต้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์อีกจำนวนมาก
&amp;nbsp;
นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า จนถึงวันนี้ กรมฯ ยังไม่มีคำตัดสินออกมา และยังให้โอกาสบริษัทยาแก้ไขเอกสารคำขอฯ ได้อีก เป็นการซื้อเวลาออกไปอีก ถ้าการพิจารณาคำขอสิทธิบัตรยังล่าช้าอยู่เช่นนี้ ตัวแทนภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาลให้ประกาศใช้มาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ หรือมาตรการซีแอล กับยาฟาวิพิราเวียร์ อย่างที่เคยประกาศใช้ในปี 2549 &amp;ndash; 2550 เพื่อนำเข้าหรือผลิตยาเอง และนำมารักษาผู้ป่วย
&amp;nbsp;
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำ กรณีนี้ถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ รัฐบาลต้องกล้าประกาศใช้ซีแอล จะหวังพึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ รัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์และมองการแก้ปัญหาของประเทศอย่างฉลาดกว่านี้ อย่างไรก็ตาม องค์การเภสัชกรรมมีความพร้อมที่ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ โดยได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนยาเบื้องต้นกับสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) ไปแล้ว และคาดว่าจะได้รับทะเบียนตำรับยาในเดือนกันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทยาในอินเดียหลายบริษัทสามารถผลิตยาฟาวิพิเวียร์ได้เช่นกัน ยาฟาวิพิราเวียร์ที่จะผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมหรือที่ขายแล้วโดยบริษัทยาในอินเดียมีราคาถูกว่าที่ไทยซื้ออยู่อย่างน้อยมากกว่า 50% ในขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไทยสั่งล็อตต่อไปจะมาจากญี่ปุ่นภายใน เม.ย.นี้
&amp;nbsp;
นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตโรคระบาด แต่กำลังทำสิ่งที่สวนทางกับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในร่าง พรบ. สิทธิบัตร ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญายกร่าง ได้แก้ไขให้ใช้มาตรการซีแอลได้ยากขึ้น&amp;nbsp; ภาวะโควิด 19 แสดงให้เห็นแล้วว่า การผูกขาดด้วยสิทธิบัตรเป็นปัญหา ชิลี อิสราเอล เอกวาดอร์ และรัสเซียประกาศใช้มาตรการซีแอลกับยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ป้องกันและรักษาโควิด 19 แล้ว&amp;nbsp; เยอรมนี แคนาดา อินโดนีเซียออก พรบ. ฉุกเฉิน ให้แก้ไข พรบ. สิทธิบัตรเพื่อลดขั้นตอนให้ประกาศใช้มาตรการซีแอลได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp; ในองค์การการค้าโลก แอฟริกาใต้และอินเดียยื่นข้อเสนอต่อองค์การการค้าโลก ให้ระงับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการเข้าถึงยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์ ที่ใช้ต่อสู้กับวิกฤตโควิด 19 ซึ่งสมาชิกองค์การการค้าโลกกว่าครึ่งสนับสนุน&amp;rdquo; นายเฉลิมศักดิ์
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ. สิทธิบัตร กรมทรัพย์ทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขโดยที่การประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ (มาตรการซีแอล) ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งในกฎหมายปัจจุบันไม่ต้องผ่านความเห็นชอบฯ หน่วยราชการระดับกระทรวงและกรมสามารถประกาศได้ มิหนำซ้ำกรมทรัพย์สินฯ ยังแก้ไขให้เจ้าของสิทธิบัตรฟ้องต่อศาลขอให้ระงับการประกาศใช้มาตรการซีแอลได้ด้วย&amp;nbsp; ทั้งนี้ มาตรการซีแอลถือเป็นอำนาจของรัฐที่ใช้เพื่อคุ้มครองประชาชน เมื่อประเทศเกิดวิกฤตหรือภาวะฉุกเฉินเพราะสิทธิบัตรเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ในความตกลง CPTPP ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และรัฐสภามีความเห็นชอบแล้วว่าประเทศไทยไม่ควรเข้าร่วม แต่รัฐบาลยังดื้อดึงพยายามที่จะเจรจาขอเข้าร่วมโดยไม่ฟังเสียทัดทาน การใช้มาตรการซีแอลอาจถูกใช้เป็นเหตุในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายผ่านอนุญาโตตุลการได้ และไทยจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านยามากขึ้นนับหมื่นล้าน เพราะเงื่อนไขในความตกลง CPTPP &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100451</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, นิมิตร์ เทียนอุดม, ยาฟาวิพาราเวียร์, สิทธิบัตรยา, เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082904f7b844.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีทุจริตเบิกจ่ายบัตรทอง สปสช.เตรียมขยายผลตรวจสอบคลินิกใน กทม.อีก 107 แห่ง และคลินิกฟันอีก 95 แห่ง       </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.63-ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นเท็จ สปสช. ได้รายงานผลสอบของคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นเท็จ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า จากที่คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้เห็นเอกสารและหลักฐานการเบิกจ่ายค่าบริการเท็จ ทั้งในส่วนของคลินิก 18 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 2 แห่ง ที่ สปสช. ได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว และที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม 63 แห่ง และคลินิกทันตกรรมอีก 3 แห่ง มั่นใจว่าจะเอาผิดได้แน่นอน เพราะเมื่อดูรายละเอียด พบการปลอมแปลงแก้ไขข้อมูลจำนวนมาก ทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง และข้อมูลอื่น เพื่อให้เข้าเกณฑ์รับการตรวจคัดกรองและเบิกจ่ายบริการ เป็นข้อมูลเพียงพอที่จะให้ดีเอสไอดำเนินการต่อจนถึงที่สุดได้ &amp;nbsp;และเตรียมที่จะขยายผลตรวจสอบคลินิกใน กทม. ที่เหลือทั้งหมด 107 แห่ง และคลินิกทันตกรรมอีก 95 แห่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ทั้งนี้งบเหมาจ่ายรายหัว กองทุนบัตรทอง ที่ส่งให้กับคลินิกที่ร่วมเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ดูแลประชาชนผู้มีสิทธิ แต่ละแห่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8 ถึง 9 แสนบาทต่อเดือน เป็นเงินจำนวนไม่น้อยและมากพอที่คลินิกจะให้บริการป้องกันกันโรคควบคู่ได้ แต่เมื่อ สปสช. มีนโยบายรุกตรวจคัดกรองเบาหวานความดัน ต้นเหตุโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหามาก เพื่อเร่งป้องกันไว้ก่อน แต่การที่ค่าบริการนี้ถูกรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัว ทำให้ประชาชนไม่ค่อยได้รับบริการนี้ ดังนั้นเพื่อกระตุ้นคลินิกให้บริการเชิงรุก สปสช.จึงแยกงบและเปลี่ยนเวิธีจ่ายตามการบริการ แต่กลับกลายทำให้คลินิกเห็นช่องทางทุจริตเบิกจ่ายเท็จแทน ไม่น่าเชื่อว่าคลินิกเหล่านี้จะทำแบบนี้ได้และเชื่อว่าทำกันเป็นกระบวนการ มีการสมรู้ร่วมคิดกัน เพราะหลายคลินิกมีการกระทำผิดในรูปแบบเดียวกัน ถือเป็นคดีแรกๆ ที่มีการโกงอย่างมโหฬารของหน่วยบริการ ไม่มีการให้บริการจริง &amp;quot;นายนิมิตร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิมิตร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ เร่งดำเนินการ วางแผนตรวจสอบ 5 ระยะ ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 ต่อเนื่องระยะที่ 3 บางส่วน โดยพบหน่วยบริการเบิกจ่ายข้อมูลเท็จ 86 แห่ง จากนี้จะขยายผลตรวจสอบคลินิกใน กทม. ที่เหลือ 107 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 95 แห่ง ส่วนระยะที่ 4 จะตรวจสอบการเบิกจ่ายบริการคัดกรองโรคที่เหลือ 17 รายการ ขยายผลการตรวจสอบย้อนหลังถึงปี 2553 และระยะที่ 5 ขยายตรวจสอบคลินิกชุมชนอบอุ่นในเขตปริมณฑล&amp;nbsp;
โดยระยะที่ 4 และ 5 มีแผนดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2564 หรือเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ประกอบด้วย คณะทำงานตรวจสอบการดำเนินการและการบริหารจัดการค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค หน่วยบริการในโครงการคลินิกชุมชนอบอุ่น และคณะทำงานพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในของ สปสช. เพื่อความรวดเร็ว ครอบคลุม และรอบด้าน ในการดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ผอ .กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า การบูรณาการสอบสวนของดีเอสไอดีเอสไอมาเพื่อเร่งรัดการดำเนินการในทางคดีอาญา และพิจารณาว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ต้องมีอะไรเพิ่มเติม ทั้งหมดเพื่อดำเนินการออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินความผิด ยืนยันว่าเรื่องนี้เนื่องจากเป็นการกระทำผิด เป็นการฉ้อโกงซ้ำๆ หลายครั้ง จึงจะมีเรื่องของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.การฟอกเงิน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า &amp;nbsp;ใน กทม. มีคลินิกชุมชนอบอุ่นประมาณ 180 แห่ง และคลินิกทันตกรรมประมาณ 100 แห่ง นอกจากคลินิกเอกชน 18 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 2 แห่งที่ดำเนินคดีไปแล้ว ขณะนี้ สปสช.ได้ระดมทีมผู้ตรวจสอบทั้งจากส่วนกลางและพื้นที่จากต่างจังหวัดเข้ามา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ สปสช. รวมประมาณ 300 คน เร่งตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายบริการคัดกรองโรคทั้งหมดของหน่วยบริการ 66 แห่งในพื้นที่ กทม. โดย สปสช.ได้อายัดเอกสารจากคลินิกทั้ง 63 แห่ง เมื่อวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2563 ได้เอกสารมากกว่า 5 แสนฉบับ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม กำหนดระยะเวลาตรวจไว้ถึงวันที่ 14 สิงหาคม นี้ ขณะนี้ตรวจไปแล้วเกือบ 160,000 ฉบับ พบเอกสารไม่น่าเชื่อถือประมาณ 80,000 ฉบับ ซึ่งกรณีที่พบว่าเป็นการตกแต่งข้อมูลเป็นเท็จ สปสช.ได้รวบรวมเพื่อส่งหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีกับทางกองบังคับการปราบปรามและดีเอสไอแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73602</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกโกงเบิกจ่ายเงินบัตรทอง, นิมิตร์ เทียนอุดม, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bcd21c2676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบแล้ว!ศาลสั่งจำหน่ายคดีเพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกจากสารบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค. 2563 - &amp;nbsp;ที่ศาลแพ่ง นายนิมิตร์ เทียนอุดม ในฐานะเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (People GO Network) พร้อมคณะ เดินทางมาฟังคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำ พ.3454/2563 กรณีเครือข่าย People GO Network นำโดยนายนิมิตร์, น.ส.แสงสิริ ตรีมรรคา, นายณัฐวุฒิ อุปปะ, นายวศิน พงษ์เก่า และนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เป็นโจทก์ที่ 1-5 ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศตามมาตรา 5 และข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนที่โจทก์ทั้งห้าจะยื่นคำฟ้อง มีเหตุโรคไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดเกือบทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย จำเลยจึงออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และประกาศขยายระยะเวลาอีก ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2563 และออกข้อกำหนดห้ามชุมนุม ซึ่งเป็นข้อกำหนดตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมของโจทก์ทั้งห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่ต้องเพิกถอนประกาศ เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 3) ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และข้อกำหนดตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์ยื่นคำฟ้อง จำเลยออกประกาศ เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 4) ฉบับลงวันที่ 28 ก.ค.2563 ซึ่งมีผลบังคับระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค.2563 และจำเลยประกาศข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อกำหนดล่าสุด ระบุว่า &amp;quot;ข้อ 1. การจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม การจัดให้มีกิจกรรมรวมกลุ่มหรือการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อการชุมนุมใดๆ ย่อมกระทำได้ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ และให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม จัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดด้วย&amp;quot; เห็นได้ชัดว่า ข้อกำหนดใหม่ดังกล่าวแตกต่างและเป็นการผ่อนคลายจากข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวข้อที่ 5 ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าว อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ขณะนี้โจทก์ทั้งห้าจึงมีเสรีภาพในการชุมนุมภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ถึงกับต้องห้ามชุมนุมทุกกรณีเช่นเดียวกับขณะยื่นคำฟ้อง จึงไม่มีเหตุที่ต้องเพิกถอนประกาศ เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 3) ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย.2563 และข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปไม่มีประโยชน์ต่อคู่ความทุกฝ่าย จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายนิมิตร์ เปิดเผยหลังฟังคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าว เนื่องจากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปัจจุบันมีการแก้ไขข้อกำหนดตามมาตรา 9 ข้อ 5 จากเดิมที่ห้ามการชุมนุม เปลี่ยนแปลงเป็นไม่ห้ามการชุมนุม ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ ศาลจึงไม่ได้วินิจฉัย และจำหน่ายคดีออก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73477</URL_LINK>
                <HASHTAG>People GO Network, ชุมนุม, นิมิตร์ เทียนอุดม, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a478d86bcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 06:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 06:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายเอ็นจีโอ หารือ &#039;อนุทิน-ปลัดสธ.&#039; เห็นตรงกันไม่ตัดงบบัตรทอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - ที่กระทรวงสาธารณสุข (วานนี้) &amp;nbsp;นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพเข้ายื่นหนังสือต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อคัดค้านการตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรืองบบัตรทอง โดยเครือข่ายฯ มีความกังวลว่าหากมีการตัดงบบัตรทองจะทำให้ค่าใช้จ่ายรายหัวตามสิทธิพื้นฐานจากการบริการของรัฐของผู้มีสิทธิบัตรทองจะได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการหารือ ประมาณ 1 ชั่วโมง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายนิมิตร์ ในฐานะภาคประชาชนที่เข้าร่วมหารือ &amp;nbsp;เผยว่าทุกฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องกันว่า จะไม่มีการตัดงบบัตรทอ ง2,400 ล้านบาท แต่อย่างใดเนื่องจากทุกฝ่ายมองว่าเป็นงบประมาณที่ควรจะต้องคงไว้อยู่ในหลักประกันสุขภาพของประชาชน ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เครือข่ายฯ จะติดตามความเคลื่อนไหวของการโอนจ่ายงบประมาณจำนวนนี้ ว่าทางกระทรวงสาธารณสุขจะมีการตัดงบประมาณในส่วนใดไป คาดว่าจะมีความชัดเจนก่อนเดือนพ.ค. &amp;nbsp;เครือข่ายฯ จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายและ พ.ร.ก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับให้เป็นไปอย่างเปิดเผยโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64177</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิมิตร์ เทียนอุดม, บัตรทอง, สาธารณสุข, เอ็นจีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200425/image_big_5ea3761913511.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สามัญชน&quot;ชูขยายสิทธิเลือกตั้งเยาวชน-กลุ่มชาติพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พรรคสามัญชน&amp;rdquo; หนึ่งในพรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ที่ชูเอกลักษณ์โดดเด่นในความเป็นพรรคการเมืองของชาวบ้าน พรรคการเมืองของคนจนที่รวมตัวกันหลากหลายเครือข่ายให้มีพลังเป็นหนึ่ง พร้อมเข้าร่วมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 24 ก.พ.2562 ด้วยความหวังที่จะให้มีผู้แทนราษฎรสามัญชนเป็นปากเสียงในสภา ชื่อของสมาชิกพรรคนี้ที่เราเห็นผ่านตาตามสื่อบ้าง อาทิเช่น &amp;ldquo;เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์&amp;rdquo; เป็นว่าที่หัวหน้าพรรค &amp;ldquo;ปกรณ์ อารีกุล&amp;rdquo; เป็นว่าที่โฆษกพรรค รวมถึงสมาชิกผู้ก่อตั้งที่โดดเด่นอย่าง &amp;ldquo;จอน อึ๊งภากรณ์&amp;rdquo; ผู้อำนวยการไอลอว์ และ &amp;ldquo;นิมิตร์ เทียนอุดม&amp;rdquo; ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นพรรคของสามัญชนคนธรรมดา ก็ย่อมเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่อีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นลูกชาวบ้านหลานชาวนา ซึ่งมีความสนใจการเมืองไม่แพ้คนรุ่นใหม่หน้าใส ดูดีมีชาติตระกูลแบบในพรรคการเมืองอื่นที่เราเห็นกันได้ทั่วไป วันนี้เราจะไปรู้จักกับ &amp;ldquo;เอิร์ธ-สหชาติ วงษ์กะวัน&amp;rdquo; ตัวแทนคนรุ่นใหม่พรรคสามัญชน นักศึกษามหาวิทยาลัยที่กล้านำเสนอนโยบายทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ในรูปแบบที่รับรองได้ว่าแปลกใหม่ ไม่มีพรรคใดเคยกล้าเสนอเช่นนี้มาก่อน!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นโยบายพรรคสามัญชนในส่วนของคนรุ่นใหม่นั้น &amp;ldquo;สหชาติ&amp;rdquo; เริ่มต้นด้วยการเสนอให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 ปี เหลือ 15 ปี รวมถึงยกเลิกเงื่อนไขอายุของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย เช่น การกำหนดอายุผู้ลงสมัคร ส.ส. &amp;nbsp;ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ 25 ปีขึ้นไป เป็นไม่จำกัดอายุ เขายกตัวอย่างว่า ในสหรัฐอเมริกาเคยมีผู้มีอายุไม่ถึง 25 ปี ก็ลงสมัครรับตำแหน่งทางการเมืองได้ ชื่ออีธาน ซอเนอร์บอร์น อายุ 14 ปี ลงท้าชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเวอร์มอน ในนามพรรคเดโมแครต ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ทุกคนมีสิทธิสมัครรับเลือกไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่จะได้รับเลือกหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่วิจารณญาณของผู้ลงคะแนน คนรุ่นใหม่อาจจะมีความคิดที่ก้าวหน้ากว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าการลดอายุเลือกตั้ง คนจะมองว่าอายุน้อยวิจารณญาณอาจไม่พอหรือไม่ เขาตอบว่า การเมืองเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนก่อนอายุ 18 ปีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างคนที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ชั้น ม.3 มีลูกแล้วต้องออกจากโรงเรียน นโยบายภาครัฐเรื่องคนท้อง สวัสดิการการเลี้ยงดูบุตรต่างๆ เขาได้รับผลกระทบแล้ว ถ้ามีพรรคไหนเสนอว่าการเลี้ยงดูบุตรรัฐจะจัดสวัสดิการให้ หรือให้เบี้ยเลี้ยง แต่เขาไม่มีสิทธิเลือกพรรคนั้น ไม่มีสิทธิเลือกในสิ่งที่เขาต้องการ ถ้าเราลดอายุเขาจะได้มีสิทธิเลือกตรงนั้นด้วย ส่วนวิจารณญาณจะเพียงพอหรือยัง เขาก็เลือกสิ่งที่เขาต้องการ เราเลือกพรรคเพราะเราชอบนโยบาย เราชอบคน เราก็มีสิทธิกา เขาอายุ 15 ปี ดูนโยบายฟังมา เขาชอบก็มีสิทธิเลือก เราไม่ควรจำกัดความว่าเด็กไม่มีสิทธิเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเด็นการเลือกตั้ง &amp;ldquo;สหชาติ&amp;rdquo; ยังเสนอไปถึงขั้นว่า ให้สิทธิลงสมัครรับดำรงตำแหน่งทางการเมืองแก่เยาวชนที่เคยทำผิดพลาดในอดีตด้วย เช่น คนที่ถูกศาลตัดสินว่าผิดถูกส่งเข้าสถานพินิจไปแล้ว ต่างจากปัจจุบันคนที่เคยได้รับโทษจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งรวมถึงเยาวชนกลุ่มนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิทธิเลือกตั้งในมุมมองของเขา รวมไปถึงการสนับสนุนให้นักศึกษาเรียนต่างถิ่นมีสิทธิเลือกผู้แทนในท้องถิ่นที่ตนอยู่ โดยยกตัวอย่างว่า ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่เรียนอยู่ จ.ชลบุรี เราก็ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนี้ ทั้งที่เราอยู่ตั้ง 4 ปี เราควรจะมีสิทธิเลือกผู้แทนตรงนั้น หรือนักศึกษาลูกแรงงานข้ามชาติ ก็ควรมีสิทธิเลือกผู้แทนในท้องที่ที่เขาอาศัยอยู่ และสนับสนุนให้เยาวชนชาติพันธุ์ย้ายถิ่น ที่ศึกษาหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นที่ตนอยู่ รวมถึงมีสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการพื้นฐานจากรัฐเท่าเทียมกับผู้ที่มีสัญชาติไทย ลูกหลานกลุ่มชาติพันธุ์เขาอาจไม่มีสัญชาติไทย แต่เขาอยู่ในเขตดินแดนไทยตามกฎหมาย ควรได้รับสวัสดิการเหมือนคนอื่น มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนคนอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนโยบายอื่นที่เกี่ยวกับเยาวชน เขาสนับสนุนให้เยาวชนรวมกลุ่มกันในสถานศึกษา เป็นองค์กรเชิงสหภาพ คล้ายสหภาพแรงงาน โดยบอกว่าปัจจุบันมีองค์กรของนักศึกษา เช่น สภานักเรียนในโรงเรียน องค์การนักศึกษา สภานักศึกษา แต่ว่ากฎระเบียบต่างๆ ถูกร่างโดยผู้บริหารสถานศึกษา เช่น กฎตัดผม แต่งกายที่ผู้ใหญ่ตั้งมา สภานักเรียนไม่มีส่วนตัดสินใจ มีหน้าที่แค่ทำตามอาจารย์ เป็นผู้ช่วยอาจารย์ฝ่ายปกครอง มหาวิทยาลัย กฎถูกกำหนดโดยสภามหาวิทยาลัย คณบดีอธิการบดี นักศึกษาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือก เราจะสนับสนุนให้เกิดองค์กรต่อรองกับผู้บริหาร ทั้งนี้ เขายังเสนอด้วยว่า นักศึกษาฝึกงานต้องได้รับค่าแรง สวัสดิการเหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง เนื่องจากนักศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในนามตัวแทนของปีกเยาวชนคนรุ่นใหม่ของสามัญชน อยากจะบอกว่าสามัญชนเรามองคำว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช่มีแค่ภาพนักศึกษาชนชั้นกลาง นักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่เท่านั้น เรายังมองถึงเด็กแว้น กลุ่มชาติพันธุ์ นักศึกษาไทบ้าน นักศึกษาต่างจังหวัด หรือคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา กลุ่มเด็กอาชีวะ เรามองเขาเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เหมือนกันหมด เราไม่ควรแบ่งว่าภาพของคนรุ่นใหม่ต้องเป็นแบบที่เห็นในสื่อเท่านั้น ว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทุกคนที่ผมพูดมาเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่เหมือนกัน หากคุณเชื่อในหลักการ 3 ข้อของพรรค ประชาธิปไตยจากฐานราก สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมเป็นธรรม ผมว่าเราร่วมงานกันได้ เพราะทุกคนคือสามัญชนเหมือนกัน ขอฝากสามัญชนไว้ด้วยละกันครับ&amp;rdquo; นายสหชาติ กล่าวทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอิร์ธ-สหชาติ วงษ์กะวัน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ม.บูรพา เกิดวันที่ 24 ต.ค.2539 ภูมิลำเนาเดิมอยู่เขตบางนา กรุงเทพฯ เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา และลงสมัครรับเลือกตั้งองค์การนิสิตกับกลุ่มเพื่อนในชื่อ &amp;ldquo;พรรคลูกระนาด ม.บูรพา&amp;rdquo; ปัจจุบันเป็นนักกิจกรรมที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน หนุนเสริมขบวนการแรงงานและชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการเห็นความเป็นธรรมในสังคม มีความเท่าเทียมกันในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23675</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอน อึ๊งภากรณ์, นิมิตร์ เทียนอุดม, โฟกัสนักการเมืองรุ่นใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c09339e6a7f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดสุขภาพลาออกเพียบ หนีแจงบัญชีทรัพย์สินปปช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนีแจงบัญชีทรัพย์สินกันจ้าละหวั่น บอร์ดองค์กรด้านสุขภาพทยอยลาออกเพียบ &amp;quot;หมอปิยะสกล&amp;quot; ขอให้รอความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ก่อน ขณะที่บอร์ด สปสช.เลือก 4 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทน กก.ที่ลาออกแล้ว &amp;quot;นิมิตร์&amp;quot; ตั้งคำถามทำไมไม่พร้อมเปิดเผย ด้าน ป.ป.ช.ยันประกาศชัดเจนแล้วยังไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ส่วนบอร์ด สปสช.ลาออกเป็นสิทธิส่วนตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ มีการประชุมคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยมี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ดเป็นประธาน เพื่อพิจารณาสรรหากรรมการแทนผู้ที่ลาออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าวภายหลังว่า สำหรับการพิจารณาเลือกกรรมการสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิแทน 4 ท่านที่ลาออกไปนั้น ประกอบด้วย 1.นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข เป็นกรรมการ สปสช.สัดส่วนด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยเคยเป็นปลัดกระทรวง และเคยเป็นกรรมการในบอร์ดสปสช. 2.พลเอก นพ.เอกจิต ช่างหล่อ กรรมการ สปสช.สัดส่วนด้านแพทย์ทางเลือก โดยเป็นผู้รู้ด้านแพทย์ทางเลือก 3.นางดวงตา ตัณโช กรรมการ สปสช. สัดส่วนด้านการเงินการคลัง ซึ่งเคยเป็นกรรมการ สปสช.ปีที่ผ่านมา และ 4.นางสมศรี วัฒนไพศาล กรรมการสัดส่วนด้านกฎหมาย ซึ่งก็มีความรู้ด้านกฎหมาย และเป็นรองอัยการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีลาออกเพิ่มเติม คือ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.นั้น ได้มีการหารือกันแล้วโดยได้ส่งผู้แทนจาก กทม. คือ พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัด กทม.มาแทน ส่วนสภาเภสัชกรรมก็ส่งผู้แทนมาใหม่แล้วเช่นกัน คือ ภญ.วรนัดดา ศรีสุพรรณ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวบอร์ดอื่นๆ ทยอยลาออกด้วย ทั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.), สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ทราบเบื้องต้นว่ามีการลาออก แต่ยังไม่เห็นหนังสือรายงานเข้ามาอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามคิดว่าทุกคนกำลังรอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนประกาศอย่างไร จะให้เปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะชัดเจนภายในเดือนนี้ หากใครยังลังเลอยู่ขอให้รอความชัดเจนตรงนี้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าล่าสุดเหมือนบอร์ดสถาบันรองรับคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) จะลาออกยกชุด ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าวว่าตนยังไม่เห็นรายงานเข้ามา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าบอร์ดในแวดวงสาธารณสุขเริ่มมีกรรมการยื่นหนังสือขอลาออกบ้างแล้ว อย่างที่ทราบบอร์ด สปสช.มีรวม 6 คน ขณะที่บอร์ด สรพ.มีข่าวว่าจะลาออกยกชุด แต่ยังไม่มีความชัดเจน เบื้องต้นมี 3 คนที่ยื่นหนังสือลาออกแล้ว ได้แก่ 1.นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย 2.น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต และ นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ &amp;nbsp;อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนบอร์ด สพฉ.มีข่าวว่ายื่นลาออก 3 คน คือ นายสุเทพ ณัฐกานต์กนก ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ส่วนอีก 2 คนยังไม่ยืนยันว่ายื่นหนังสือลาออกแล้วหรือยัง คือ นายมนัส แจ่มเวหา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน และ นพ.สุรเชษฐ์ &amp;nbsp;สถิตนิรามัย ขณะที่บอร์ด สวรส.มีผู้แสดงความประสงค์แต่ยังไม่ยื่นหนังสือ 2 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล &amp;nbsp;(องค์การมหาชน) หรือ สรพ.กล่าวว่า บอร์ดของ สรพ.มีกรรมการทรงคุณวุฒิทั้งหมด 8 คน ล่าสุดยื่นขอลาออกถึง 3 คน ซึ่งทั้งหมดยื่นหนังสือลาออกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ดังนั้นขณะนี้ต้องให้บอร์ดที่เหลืออีก 5 คนทำการสรรหากรรมการใหม่ 3 คน แต่จากการที่ นพ.สุรเชษฐ์ซึ่งเป็นประธานบอร์ดได้ลาออกด้วย ทำให้ต้องตั้งกรรมการ 1 ใน 5 คนมาเป็นรักษาการแทนไปก่อน แต่เบื้องต้นคาดว่าไม่กระทบกับการทำงานมากนัก แต่จะมีผลทำให้การพิจารณาเรื่องต่างๆ มีความล่าช้าลง เพราะบอร์ดชุดนี้ก็เพิ่งทำการแต่งตั้ง เชื่อว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อการพิจารณาโบนัส เพราะกรรมการที่เหลือสามารถพิจารณาได้ และขณะนี้ได้ส่งหนังสือรายงานไปให้ รมว.สธ.แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากบอร์ด สรพ.แล้ว ทั้งนี้ตนไม่ได้คัดค้านการยื่นบัญชีทรัพย์สินเพราะถือเป็นการป้องกันการทุจริตได้ แต่คิดว่าไม่ควรมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจเป็นการกระทบต่อบุคคลที่สามหรือไม่ ที่สำคัญมองว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินและมีการเปิดเผย กับการที่ตนมานั่งทำงานเป็นบอร์ดให้ สรพ.ซึ่งเป็นองค์การมหาชน งบประมาณไม่ได้มากมาย และการตัดสินใจพิจารณาเรื่องต่างๆ ก็เป็นองค์คณะ ไม่ใช่รายบุคคล ซึ่งตนก็ไม่ใช่มาทำงานการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้บอร์ดของ สวรส.มีการแจ้งความประสงค์ว่าจะยื่นเรื่องลาออกจำนวน 2 คน แต่ก็ยังไม่มีการยื่นหนังสือมาอย่างชัดเจน เพราะเชื่อว่ายังรอความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และอดีตกรรมการบอร์ด สปสช.สัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า ในแง่ของการแสดงบัญชีทรัพย์สินภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่มีความเหมาะสมเพื่อใช้ในการควบคุม กำกับดูแลบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐที่มีส่วนในการจัดการการเงินของประเทศ แต่ทั้งนี้การที่บอร์ด สปสช.ได้ลาออกไปนั้น ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรเพราะไม่ได้มีการเปิดเผย แต่หากมีเหตุผลว่าไม่พร้อมที่จะเปิดเผย ก็เป็นสิ่งที่สังคมต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับการทำงานที่ผ่านมา ทำไมถึงไม่พร้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งก็สามารถมองได้เป็น 2 ประเด็น คือ 1.แบบฟอร์มที่ให้กรอกอาจมีความยุ่งยาก หากกรอกผิดอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในภายหลัง เช่นอาจจะมีโทษต่างๆ ตามมา ดังนั้นต้องมีความชัดเจนว่าส่วนไหนต้องยื่น ส่วนไหนไม่ต้อง เพื่อเอื้ออำนวยให้ผู้แสดงบัญชีทรัพย์สินสามารถมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาภายหลัง หรือ 2.การที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทำให้กระทบชีวิตส่วนตัวมากเกินไปหรือไม่ ทั้งคู่สมรสและตัวกรรมการเอง อย่างไรก็ตามคิดว่าไม่ได้กระทบกับระบบบริการ เพราะระบบไม่ได้ขับเคลื่อนไปด้วยบุคคล แต่สามารถเดินหน้าไปด้วยด้วยตัวระบบเอง&amp;quot; นายนิมิตร์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาฯ ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีการลาออกจากบอร์ด สปสช. สืบเนื่องจากประเด็นการยื่นทรัพย์สินตามประกาศของ ป.ป.ช. ว่า ขณะนี้ในส่วนของ ป.ป.ช.เองยังไม่มีมาตรการหรือคำสั่งเพิ่มเติมในการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ออกไปอีกครั้ง มีแต่เพียงคำสั่งเดิมเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้ยืดระยะเวลาการบังคับใช้ออกไป 60 วันในกลุ่มที่กำหนดไว้ ส่วนจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่นั้นยืนยันขณะนี้ยังไม่มีแน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็ได้มีการประกาศชัดเจนแล้ว ส่วนกรณีที่มีการลาออกของบอร์ด สปสช. ถือเป็นสิทธิของเจ้าตัว ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการประกาศแล้วว่าอย่าเพิ่งลาออก รอให้พิจารณาทบกวนก่อนจะมีการบังคับใช้เสียก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23400</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี, นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, นพ.นพพร ชื่นกลิ่น, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข, นิมิตร์ เทียนอุดม, พลเอก นพ.เอกจิต ช่างหล่อ, วรวิทย์ สุขบุญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181203/image_big_5c053fe752755.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2018 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ไม่น่าเป็นไปได้สักแล้ว ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ก.ย.61-นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงการดำเนินโรคหลังการติดเชื้อเอชไอวี ว่า การติดเชื้อเอชไอวีจนนำไปสู่การป่วยด้วยโรคเอดส์เฉลี่ยใช้เวลานานถึง 10 ปี ซึ่งหลังติดเชื้ออาการระยะสั้นไม่ได้ทำให้เสียชีวิต อาจจะมีไข้ ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่ถึงกับเสียชีวิต อย่างไรก็ตามเคสที่เสียชีวิต พร้อมเพื่อนอีก 3 คน ที่บอกว่าเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวีหลังไปรับการสัก ก็เป็นเรื่องที่แปลก ต้องมีการสอบสวนหาสาเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า กรณีหญิงสาวเสียชีวิตที่ญาติระบุว่าเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวีหลังรับการสักนั้นตนคิดว่าไม่น่าจะเป็นได้ เพราะจากองค์ความรู้หลังรับเชื้อเอชไอวีแล้ว หากไม่ได้รับการดูแลรักษาใดๆ เลยนั้นจะใช้เวลาเฉลี่ยเป็น 10 ปี ถึงจะป่วยเอดส์ และเสียชีวิต ซึ่งการที่ภูมิร่างกายต่ำก็มักเป็นการเสียชีวิตจากโรคฉวยโอกาสอื่นๆ เช่น วัณโรค ซึ่งเป็นโรคฉวยโอกาสที่เกิดได้บ่อยในผู้ป่วยเอดส์ ส่วนโรคอื่นๆ ที่พบได้คือเชื้อราเยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น เพราะฉะนั้นเคสที่เสียชีวิตอาจจะเกิดจากอย่างอื่น &amp;nbsp;ซึ่งเมื่อมีข้อกังขาเกี่ยวกับโรคขึ้นในสังคม การช่วยให้สังคมได้รับข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค สำนักโรคติดต่อ สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องลงไปสอบสวนหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง และช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนได้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง ลดความเข้าใจผิด เพราะถ้าบอกว่าเป้าหมายคือลดการรังเกียจ ลดการกีดกัน ลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เป็นเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข ต้องรีบทำเรื่องนี้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นข้อมูลที่ไม่จริงและสร้างความเข้าใจผิด การเข้าใจผิดนี้จะนำไปสู่การรังเกียจ เลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี กระทบกับเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ของกระทรวงโดยตรง ดังนั้น ต้องรีบดำเนินการ และว่าต้องให้เขารู้ว่าเอชไอวีหากรู้เร็วรักษาได้ เพราะถ้ารู้เร็วกินยาต้านไวรัสต่อเนื่องสม่ำเสมอสามารถกดปริมาณเชื้อให้ต่ำจนเกือบจะหาไม่เจอ&amp;quot;นายนิมิตร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้ยังพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่อยู่เรื่อยๆ ในทุกกลุ่ม ซึ่งมีทั้งเยาวชน ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยง ถ้านับตัวเลขก็ราวๆ 6,000-10,000 คนต่อปี ที่สำคัญคือทุกวันนี้เรายังเจอคนที่มารับการรักษาด้วยโรคฉวยโอกาสอีกจำนวนไม่น้อยเป็นหลักหมื่น หมายความว่าในสังคมไทยยังมีผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวอีกมาก ส่วนตัวเลขของผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เข้ารับยาต้านไวรัสในระบบหลักประกันสุขภาพอยู่ที่ประมาณปีละ 2 หมื่นราย สำหรับสถานการณ์การใช้ถุงยางอนามัยปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 90 ก็ถือว่ายังสูง ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นแม้อัตราการใช้ถุงยางอนามัยจะเพิ่มจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 60 แล้ว แต่ก็ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่พอใจ เพราะต้องการให้มีอัตราการใช้ถุงยาง 100 เปอร์เซ็นต์ เพาะนอกจากเชื้อเอชไอวีแล้วเรายังพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เพิ่มขึ้นทุกจังหวัด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16715</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิมิตร์ เทียนอุดม, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, สักกับการติดเชื้อเอชไอวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180330/image_big_5abde70a383ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
