<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลัง-อุดมศึกษา จับมือพัฒนาทักษะชีวิตให้ นิสิต นักศึกษา เรียนรู้บริหารจัดการเงินเพื่ออนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 สิงหาคม 2564 ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference) การส่งเสริมการออมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับเกียรติจากนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นสักขีพยานและมอบนโยบายโดยมีนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือซึ่งในกิจกรรมงานวันนี้ได้มีอธิการบดีและคณะผู้บริหารในแต่ละสถานศึกษากว่า 174 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เข้าร่วมขานรับนโยบายและฟังการเสวนาผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference)เพื่อนำข้อมูลความรู้ต่างๆ ไปถ่ายทอดต่อในสถานศึกษาของตนเองต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าการลงนามความร่วมมือ (MOU)ระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ในครั้งนี้ เป็นการยกระดับการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ ในกลุ่มนิสิต นักศึกษา ผ่านสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ได้รู้จักวางแผนทางการเงิน และการออมเงิน ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ก่อนเริ่มต้นชีวิตการทำงาน พร้อมทั้งสามารถวางแผนการลงทุน บริหารสินทรัพย์ ให้งอกเงยในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง เท่าทันภัยทางการเงินและสามารถให้ข้อมูล ความรู้ แนะนำผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ยุทธศาสตร์ที่ 4ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสภาพแวดล้อม ให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตระหนักถึงการออมเพื่ออนาคต สร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพกอช. ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมให้ประชาชนออมเงินเพื่ออนาคต สร้างเงินออม บริหารจัดการเงินออมให้เหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนวัยเกษียณ ออมระยะยาวด้วยจำนวนเงินน้อยๆ ก็สามารถสร้างความมั่นคงในชีวิต การวางแผนทางการเงินถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินชีวิต หากนิสิต นักศึกษา นำความรู้ที่ได้รับ มาประยุกษ์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ที่ทรงริเริ่มที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยการทำบัญชีครัวเรือน การบันทึกรายรับ-รายจ่าย ที่เกิดขึ้นในครัวเรือน และให้มีการจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งออมไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินและยามเกษียณเพื่ออนาคตของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม &amp;nbsp;กล่าวว่า ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมการออม ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับกองทุนการออมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โครงการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกันของหน่วยงานหลักที่เป็นภาคีเครือข่ายชั้นนำของประเทศด้านการออมและการลงทุนของภาครัฐ ที่จะเข้ามาช่วยให้ความรู้และส่งเสริมวินัยด้านการออมและการวางแผนทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่งคงให้กับชีวิตในอนาคตให้แก่นิสิต นักศึกษา และบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งประโยชน์ของการออมนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินออมไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำรองที่จำเป็นต้องใช้ตามโอกาส การสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด รวมถึงการออมไว้ใช้ในบั้นปลายของชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาทางด้านวิกฤตเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านเศรษฐกิจและสังคมกับประชาชนทุกระดับ ซึ่งเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสถานการณ์ปัจจุบันย่อมส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ ปัญหาการว่างงานซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยมีเงินออมน้อยลง และไม่มีแรงจูงใจในการออมเงินและการลงทุนมากนัก ซึ่งหากเรามองเรื่องปัญหาด้านการออมของคนไทย เราจะพบว่าปัญหาเกิดจากคนไทยส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ไม่มีความมั่นคงทางอาชีพ จึงมีรายได้น้อยและไม่แน่นอน รวมทั้งประชาชนยังขาดความรู้เรื่องการออมและการลงทุน ไม่มีความรู้ในการจัดทำบัญชีครัวเรือน ไม่มีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบดังนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จในงานแต่การเงินแย่ชีวิตจะไม่สมดุล การวางเป้าหมายทางการเงินจะต้องมีการลงมือออมโดยไร้เป้าหมาย จึงเป็นการยากที่จะสัมฤทธิ์ผล คนที่ประสบความสำเร็จในการออมและการลงทุน เขาจะตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าควรจะออมเท่าไหร่ และนำเงินออมไปลงทุนเท่าไหร่ ซึ่งการลงทุนไม่ใช่หวังแค่ผลกำไรเท่านั้น แต่การลงทุนในรูปแบบการออมสะสมจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในอนาคตให้กับเราได้ การเรียนรู้และศึกษาการต่อยอดทางการเงินจึงเป็นเรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญจึงอยากสนับสนุนและฝากให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งช่วยกันผลักดันและส่งเสริมการปลูกฝังวินัยด้านการออมและการวางแผนทางการเงินให้แก่นิสิต นักศึกษา และบุคลากรในสถาบันของท่าน ให้ได้เรียนรู้และเห็นถึงความสำคัญของประโยชน์จากการออมเพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติกล่าวว่ากองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.เป็นกองทุนบำนาญพื้นฐานภาคประชาชน เปิดดำเนินการกองทุนครั้งแรก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2558 ซึ่งในปี พ.ศ. 2564 นี้ กอช. ดำเนินงานมาครบรอบ 6 ปี ในการดูแลแรงงานนอกระบบ สำหรับคนไทยทุกคน ตั้งแต่วัยเรียนอายุ 15 ปี จนเริ่มวัยทำงานถึงอายุ 60 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินในอนาคต โดยให้ประชาชนเกิดความตระหนัก สร้างความตระหนักในการวางแผนชีวิต และได้รับสิทธิรับบำนาญการออมกับ กอช. เพื่อได้มีเงินใช้จ่ายในการดำรงชีวิตหลังอายุ 60 ปี เป็นรายเดือน โดยการสมัครออมเงินเริ่มต้นเพียง 50 บาท สูงสุด 13,200 บาทต่อปี ได้เงินสมทบเพิ่มตามช่วงอายุของสมาชิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อายุ 15 &amp;ndash; 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐสมทบให้50%ของเงินออมสะสมสูงสุด600 บาทต่อปี
อายุ&amp;gt;30 &amp;ndash; 50 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐสมทบให้80%ของเงินออมสะสมสูงสุด 960 บาทต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อายุ&amp;gt;50 &amp;ndash; 60 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐสมทบให้100%ของเงินออมสะสมสูงสุด 1,200 บาทต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนา ตลอดจนกำกับดูแลตลาดทุน อาทิ การระดมทุน สินค้าและบริการ ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การกระทำอันไม่เป็นธรรมในตลาดทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้ตลาดทุน เป็นกลไกหลักในการรวบรวม จัดสรร ติดตามดูแลการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงและเคลื่อนย้ายเงินทุน ระหว่างกิจการที่ต้องการเงินทุนทั้งภาครัฐและเอกชนและผู้ออมเงินที่ต้องการลงทุน ทำให้มีทางเลือกในการระดมทุนและลงทุนมากขึ้น ​เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนกิจการให้เติบโต กระจายความเสี่ยงและสร้างความสมดุลของระบบการเงินโดยรวม&amp;nbsp;และเป็นองค์กรกำกับหลักของตลาดทุนในการเกื้อหนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;โดยการบูรณาการความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้การวางแผนการออมเงิน การลงทุน และภัยกลโกงจากการลงทุน ร่วมกันระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำกับสถานศึกษาที่ดูแลและให้แนวทางความรู้ต่างๆ แก่กลุ่มนิสิต นักศึกษา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจส่วนหนึ่งในการให้ความรู้ คำแนะนำเกี่ยวกับการเงินการลงทุน ส่วนกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นหน่วยที่ส่งเสริมความรู้ด้านการออม เพื่อส่งเสริมให้เยาวชน นิสิต นักศึกษา ได้มีความรู้ด้านการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน การเพิ่มทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล เป็นผู้ที่ได้เปรียบกว่าผู้อื่น พร้อมถึงการเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่วัยทำงานที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยังสามารถให้คำแนะนำผู้อื่นได้ด้วย ถึงแม้กลุ่มนิสิต นักศึกษา จะเข้าสู่วัยทำงานได้รับสวัสดิการจากหน่วยงานแล้ว ยังสามารถออมเงินกับ กอช. ต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยสิทธิในการเป็นสมาชิก กอช. ยังคงอยู่ นับเป็นการวางแผนการออมได้หลายช่องทางเพื่ออนาคตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า &amp;nbsp;พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เกิดขึ้นจากการเห็นพ้องร่วมกันถึงประโยชน์และความสำคัญของการส่งเสริมการออมและการวางแผนทางการเงินที่ดี กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเล็งเห็นถึงความสำคัญของประโยชน์ที่นิสิต นักศึกษา และบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาจะได้รับจากความร่วมมือระหว่างกัน จึงได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานในส่วนของกระทรวงฯ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของภารกิจ คือ๑. สนับสนุนให้นิสิต นักศึกษา และบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการออม โดยการส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินและการลงทุน และสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาได้บรรจุเนื้อหาการวางแผนทางการเงิน และการลงทุนในวิชาศึกษาทั่วไป General Education (GenEd) ๒. ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์และเชิญชวนให้นิสิต นักศึกษาและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาที่ยังไม่มีสิทธิและสวัสดิการเรื่อง บำเหน็จบำนาญ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการออมและการวางแผนทางการเงิน เพื่อประโยชน์ในอนาคต๓. สนับสนุนการประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกองทุนการออมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม๔. สนับสนุนการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดโครงการ/กิจกรรม อาทิ การเป็นวิทยากรการออกนิทรรศการ เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของ ๒ หน่วยงาน ให้แก่ผู้บริหาร นิสิต นักศึกษาและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีความร่วมมือเรื่อง&amp;ldquo;การส่งเสริมการออม&amp;rdquo; กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)โดย ก.ล.ต. จะสนับสนุนการทำประชาสัมพันธ์และการจัดกิจกรรมพร้อมวิทยากรในการส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน การลงทุน และภัยกลโกง รวมถึงสนับสนุนงานด้านวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าวเพื่อขอให้สถาบันการศึกษาบรรจุเนื้อหาในวิชาศึกษาทั่วไป (General Education)ซึ่งการลงนามความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นให้ความรู้ทางการเงินกับทุกกลุ่มเป้าหมายและถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกันในการขับเคลื่อนภารกิจส่งเสริมการออมอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับนิสิตนักศึกษาที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ การปลูกฝังนิสัยรักการออมและทักษะการบริหารจัดการเงินที่ดีควรเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนรวมทั้งการวางแผนทางการเงินที่ดีโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่ง ก.ล.ต. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับนิสิตนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัด อว. เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการต่อยอดเงินออมให้งอกเงย และสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวโดยผ่านตลาดทุนซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ก.ล.ต. จะจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการออมและการลงทุนร่วมกับ กอช. ตามแผนงานที่วางไว้ และจะเริ่มดำเนินการให้ความรู้ได้ทันทีที่ อว. ได้คัดเลือกสถาบันการศึกษาที่จะให้เข้ารับการอบรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113458</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักศึกษา, นิสิต, พัฒนาทักษะการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119f1d493687.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2020 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2020 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิสิตจุฬาฯ-นักศึกษามธ.&#039;รวมตัวฟ้องศาลให้เพิกถอนพรก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค. 2563 - &amp;nbsp;ที่ศาลแพ่ง นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนามกลุ่ม &amp;ldquo;คณะจุฬาฯ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;TPC Awaken&amp;rdquo; นำโดย น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ กับพวกรวม 6 คน เดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานละเมิด ขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพิกถอนประกาศและคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ห้ามมิให้นำมาตรการคำสั่งและการกระทำมาใช้กับโจทก์และผู้ชุมนุม พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราวและคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินด้วย โดยการฟ้องคดีนี้มีเครือข่ายองค์กรกฎหมายสิทธิมนุษยชน 8 องค์กร ร่วมสนับสนุนดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส.ศุกรียาอ่านแถลงการณ์ถึงการฟ้องคดีสรุปได้ว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองในกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร เป็นเครื่องมือทางกฎหมายและอำนาจในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชนชาวไทยอย่างเกินขอบเขตโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร &amp;nbsp;การสลายการชุมนุมในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 ต.ค. 2563 โดยไม่ปรากฏเหตุอันตรายร้ายแรงนั้น เป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการปฏิบัติสากล การสลายการชุมนุมในช่วงค่ำของวันที่ 16 ต.ค. 2563 ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งใช้มาตรการที่ไม่ปฏิบัติตามหลักสากล เช่น ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำผสมสารเคมีไปที่ผู้ชุมนุม ทั้งที่ในทางปฏิบัติ การใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงจะต้องใช้กับกรณีที่มีการจลาจลที่เสี่ยงก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น พยายามในการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุมและขู่จะใช้กระสุนยางโดยไม่มีเหตุอันสมควร สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการใช้อำนาจรัฐตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ เพื่อละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเกินขอบเขต อย่างอยุติธรรม และอย่างน่าละอาย โดยไม่เคารพหลักการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พวกเรา นิสิตและนักศึกษาทั้ง 6 คน ในฐานะประชาชนที่เพียงออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพที่พวกเราอันพึงมี และควรต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ แต่กลับถูกรัฐบาลกระทำการจำกัดและลิดรอนอย่างเกินสมควรโดยไร้เหตุผลและความชอบธรรม จึงได้ทำการเป็นโจทก์ร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการใช้อำนาจทั้งปวงของรัฐบาลตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานครไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาในคดีนี้ พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศาลในฐานะองค์กรตุลาการ จะทำหน้าที่ในการพิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมและความกล้าหาญเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ ด้วยความเคารพต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชน&amp;rdquo; แถลงการณ์ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ กลุ่มนิสิตนักศึกษายังได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันด้วย โดยต่อมา นายสุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ในฐานะทีมทนายความโจทก์ ให้สัมภาษณ์ว่า คำขอคุ้มครองชั่วคราวจะให้มีการระงับการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และตามข้อกำหนดที่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ พร้อมขอไต่สวนฉุกเฉิน ถ้าศาลเห็นว่ามีความฉุกเฉินต้องคุ้มครองโดยเร็วก็จะมีการไต่สวนในช่วงบ่าย อาจจะมีคำสั่งในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ การใช้เสรีภาพการชุมนุมที่ผ่านมายังสงบปราศจากอาวุธ ตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ในเรื่องเดียวกัน นายสุรชัย กล่าวว่า มีการอ้างเหตุในทำนองเดียวกัน รายละเอียดอาจจะแตกต่างกัน ไม่ถือว่าซ้ำซ้อนกัน เพราะโจทก์คนละคน ส่วนศาลจะพิจารณารวมกันหรือไม่เป็นสิ่งที่ศาลจะพิจารณาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงการที่นิสิตนักศึกษามายื่นวันนี้เป็นผู้เสียหายโดยตรง จะทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า ตนคิดว่านักข่าวหรือประชาชนทั่วไปก็เป็นผู้เสียหาย นักศึกษาเป็นตัวแทนของประชาชนทั่วไปที่ใช้เสรีภาพการชุมนุม ใช้เสรีภาพในการเดินทาง ควรเดินทางโดยปลอดภัยไม่ถูกปิดกั้น และไม่ถูกปิดกั้นการสื่อสาร ไม่ถูกดำเนินคดีง่ายๆ ในการชุมนุมเกิน 5 คน ถือว่าเป็นการฟ้องในนามประชาชนโดยรวม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าหากศาลสั่งให้เพิกถอนจะมีผลผูกพันผู้ต้องหาที่เคยถูกดำเนินคดีหรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า มีผลแน่นอน แปลว่าการใช้อำนาจที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง เมื่อไม่ถูกต้องก็ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ต้องปล่อยตัวคนที่โดนข้อหาฝ่าฝืนละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งหมด ส่วนข้อหาอื่นอาจต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81332</URL_LINK>
                <HASHTAG>TPC Awaken, คณะจุฬาฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นักศึกษา, นิสิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201021/image_big_5f8fc59173a52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039;เตือน&#039;ไอ้โม่ง&#039;หยุดพฤติกรรมเชิด&#039;นิสิต-นักศึกษา&#039;ล่วงละเมิดสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.2563 - นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมได้ติดตามการชุมนุมมาโดยตลอดพร้อมแสดงความเป็นห่วงและไม่สบายใจในเรื่องนี้ และได้ย้ำเตือนตลอดว่าอย่าทำผิดกฎหมาย แม้ว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ จะสามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่จากการได้เห็นการชุมนุมของนิสิต นักศึกษาแล้วรู้สึกไม่สบายใจและไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง &amp;nbsp;ทั้งนี้ยังไม่อยากให้นิสิต นักศึกษา เบี่ยงประเด็นข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ ซึ่งในขณะนี้นายกฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น นศ. และให้ทางสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว.พูดคุยกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้คณะอาจารย์ได้ออกมาเตือนนิสิต นักศึกษา ที่กำลังเคลื่อนไหวในขณะนี้ด้วยว่าการปราศรัยต่างๆมีความเหมาะสมหรือไม่ มีการปราศรัยกระทำผิดกฎหมายชัดเจน นอกจากนี้ยังไม่อยากให้นิสิต นักศึกษา ที่บริสุทธิ์ ตกเป็นเครื่องมือคนที่คิดล้มล้างสถาบันและจะทำให้เกิดความขัดแย้งบ้านเมืองวุ่นวาย เพราะคนส่วนใหญ่ที่จงรักภักดีต่อสถาบันคงไม่ยอมอย่างแน่นอน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภรณ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดการชุมนุมในครั้งนี้ ว่าต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังเพราะจากการจัดงานต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากมีคนอยู่เบื้องหลังจริง ก็ขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว เพราะไม่เกิดผลดีกับประเทศเลย สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ &amp;nbsp;อย่าได้ก้าวล่วงเด็ดขาด เพราะจะทำให้คนไทยส่วนใหญ่ทนไม่ไหวกับกลุ่มคนที่ออกมาล่วงละเมิด จนต้องออกมาแสดงพลังปกป้องสถาบันกันมากมายทั่วบ้านทั่วเมืองแบบมืดฟ้ามัวดินอย่างแน่นอน ซึ่งไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74169</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมนุม, นักศึกษา, นิสิต, ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รังสิต, สุภรณ์ อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0b0d5f370b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้คืบเอาศอก&#039;ก้าวไกล&#039;บอกอยู่ในประเทศที่ผู้บริหารอำมหิตไม่นึกถึงชีวิตของใคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.2563 - นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นนักศึกษาคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศในเดือน ส.ค.นี้ โดยสภาพัฒน์เป็นผู้จัด ปัญหาสำคัญที่สุดคือการเดินหน้าประเทศ เศรษฐกิจ สถานการณ์โควิด-19 ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนเรื่องอื่นๆ ต้องแก้ไขไปตามขั้นตอน ว่า จากการที่นายกฯ กล่าวเช่นนี้คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากการพยามหลีกเลี่ยงไม่รับฟังปัญหาของนักศึกษาแล้ว ยังอ้างปัญหาที่เกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล เพื่อถ่วงเวลานี้ออกไป สุดท้ายแล้วก็ไม่มีปัญหาใดเลยที่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้ประเทศไทยเดินทางมาถึงทางตันที่เกิดจากการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ทั้งสิ้น ถึงเวลาแล้วที่นายกฯ ควรแสดงความจริงใจต่อประชาชน ด้วยการเข้ามารับฟังความคิดเห็นนักศึกษาด้วยตัวเอง อย่าหวังจัดเวทีปาหี่จับตุ๊กตาเล่นละครเตะถ่วงเวลาต่ออายุรัฐบาล สิ่งที่นายกฯ ต้องตระหนักได้ในวันนี้ คือประเทศชาติอยู่ในวิกฤติโรคระบาด ซ้อนด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ หนำซ้ำด้วยวิกฤติการเมือง และยังมองไม่เห็นหนทางออกเลย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชน เรากำลังอยู่ในประเทศที่ผู้บริหารอำมหิตไม่นึกถึงชีวิตของใคร&amp;quot;นายณัฐชา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73481</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, นักศึกษา, นายกรัฐมนตรี, นิสิต, พรรคก้าวไกล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a4d719f7ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประยุทธ์&#039; บอกยุบสภาต้องดูว่าทำได้หรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นของนักศึกษาว่า จะให้มีการเปิดเวทีย่อยทุกพื้นที่ภายในเดือน ส.ค.นี้ โดยให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์เป็นผู้จัด และนำข้อสรุปมาพิจารณาว่าจะพูดคุยกันอย่างไร เพราะปัญหาที่สำคัญที่สุดของบ้านเมืองตอนนี้ คือการเดินหน้าประเทศ และเรื่องเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาและได้รับผลกระทบไปอีกเป็นปี ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบส่วนเรื่องอื่นๆ ต้องแก้ไขไปตามขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีข้อเสนอที่จะให้นายกรัฐมนตรีไปรับฟังด้วยตนเองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คงจะต้องหาเวลา และขอให้ทุกคนช่วยกันเสนอความคิดที่เป็นประโยชน์ ตั้งประเด็นว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน เช่น เรื่องการประกอบอาชีพ อนาคตของนักศึกษา ความคิดด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ รวมถึงเรื่องสร้างสรรค์อื่นๆ ด้วย ขณะที่การพูดคุยเรื่องการเมืองนั้น ทราบอยู่แล้ว และต้องหาวิธีการช่องทางพูดคุยกันต่อไป วันนี้ทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารให้ดีที่สุด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และอำนาจ 3 อำนาจ ดังนั้นจะก้าวล่วงกันไม่ได้ ตนเองก็ทำหน้าที่ สภาก็ทำหน้าที่ของสภา ในส่วนของประชาชนก็ทำคู่ขนานกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงข้อเสนอ 3 ข้อของกลุ่มนักศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการยุบสภา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องไปดูว่าสามารถทำได้หรือไม่ รวมถึงจะต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภาหรือไม่นั้น ไม่ทราบ และย้ำว่าทุกอย่างต้องทำคู่ขนานกันไป ซึ่งต้องมีการรับฟังความเห็นจากคณะกรรมาธิการก่อน เพื่อเสนอไปยังคณะกรรมการของรัฐบาล เพื่อพิจารณาตามข้อเสนอว่าจะต้องแก้ตรงไหน ก่อนนำเข้าพิจารณาร่วมกันในสภาทั้ง 2 สภา ส่วนเนื้อหารายละเอียดยังไม่ทราบว่าต้องแก้ตรงไหนอย่างไร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73452</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักศึกษา, นายกรัฐมนตรี, นิสิต, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a1607172b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯพบผู้ป่วยโควิด 19 เป็นรายที่ 3 เป็นนิสิตคณะสัตวแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 เมษายน 2563 เว็บไซต์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกประกาศพบนิสิตป่วยเป็นโควิด 19 รายที่ 3 ของมหาวิทยาลัย โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ประธานคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ไวรัสโคโรนา 2019 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกประกาศให้บุคลากร และนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ทราบ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 4 เมษายน 2563 ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แจ้งมาที่ประธานคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินไวรัสโคโรนา ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ว่ามีนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาของคณะสัตวแพทยศาสตร์ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID&amp;ndash;19) จำนวน 1 คน หลังจากที่ได้รับการยืนยันผลการตรวจจากแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนี้ นิสิตคนดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับว่านิสิตที่ติดเชื้อคนดังกล่าวเป็นผู้ติดเชื้อรายที่สามของจุฬาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะสัตวแพทยศาสตร์ได้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ในกรณีพบผู้ติดเชื้ออย่างเคร่งครัด (ดู https://www.chula.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/SOP-Covid-Thai.pdf)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยได้มีการเก็บข้อมูลผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย สถานที่ที่ไป และกิจกรรมในช่วง 14 วันก่อนแสดงอาการและนำส่งประธานคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินไวรัสโคโรนา 2019 ภายใน 24 ชั่วโมง ตลอดจนได้ปิดสถานที่ทำการของคณะฯ และมีกำหนดดำเนินการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนต่างๆ ของคณะฯ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อมาตรฐานการป้องกันและควบคุมโรคในวันที่ 5 เมษายน 2563
นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินไวรัสโคโรนา 2019 ได้เริ่มดำเนินการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับนิสิตคนดังกล่าวเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและให้คำแนะนำต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมทางมหาวิทยาลัยจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป
ประกาศ ณ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2563
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล
ประธานคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน
ไวรัสโคโรนา 2019
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62110</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ติดโควิด-19, นิสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89458656bc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รังสิมันต์&#039;แนะเยียวยา&#039;นิสิต-นักศึกษา&#039;คืนค่าเทอม-จ่ายเงินเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.2563- นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้เสนอรัฐบาลเยียวยานิสิตนักศึกษาช่วง COVID-19 ระบาด โดยระบุว่าตั้งแต่สถานการณ์โรค COVID-19 แพร่ระบาด ได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเรียน-นักศึกษา เป็นจำนวนมาก ซึ่งพอจะสรุปให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ดังนี้ 1. ประเด็นการขอคืนค่าเทอมบางส่วน เป็นข้อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน พิจารณาคืนค่าเทอมบางส่วนให้นักศึกษาเนื่องจากในช่วง COVID-19 ระบาดเป็นต้นมา ได้มีการงดการเรียนการสอน เป็นการเรียนทางออนไลน์ แม้กระทั่งการสอบก็เป็นการสอบจากที่บ้าน/หอพัก ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงใช้ทรัพยากรและงบประมาณน้อยลงในการจัดการเรียนการสอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2. มีนิสิตนักศึกษาจำนวนมากที่ทำงานพาร์ทไทม์ เพื่อส่งตัวเองเรียน การมีมาตรการปิดสถานที่ต่างๆ จากสถานการณ์ COVID-19 ย่อมกระทบต่อการทำงานพาร์ทไทม์ของนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้ ทำให้พวกเขาขาดรายได้ และนักศึกษากลุ่มนี้ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้เนื่องจากไม่มีแม้แต่ค่ารถ &amp;nbsp; 3.จากข้อ 2 ทำให้นักศึกษาบางคนมีปัญหาไม่มีเงินจ่ายหอพักในช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมา &amp;nbsp;4.นักศึกษาที่กู้ยืม กยศ. หรือได้รับทุนจากมหาวิทยาลัย ไม่สามารถทำกิจกรรมอาสาตามเงื่อนไขของทุนการศึกษาได้ เนื่องจากหน่วยงานในมหาวิทยาลัยปิดทำการ ทำให้ขาดรายได้ในส่วนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังพิจารณาที่จะคืนค่าเทอมบางส่วนให้นักศึกษา เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ม.ธรรมศาสตร์, ม.ศรีปทุม, ม.หอการค้า ม.นอร์ทกรุงเทพ, ม.กรุงเทพ, ม.หาดใหญ่ เป็นต้น ในขณะที่ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา อนุมัติคืนค่าเทอมแล้ว 20% อย่างไรก็ดียังมีอีกหลายมหาวิทยาลัย ที่ยังไม่มีท่าทีใดๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;6. ผมไปดูเอกสารรายงานการเงิน และเอกสารที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ชี้แจงต่อ กมธ.งบประมาณ ปี 2563 ก็พบว่าสถานะทางการเงินของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่หากมหาวิทยาลัยไหนที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของงบประมาณ รัฐบาลสามารถเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. มหาวิทยาลัยราชภัฎหลายแห่ง มีกองทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถนำกองทุนนี้มาใช้ช่วยเหลือนักศึกษาในช่วงนี้ได้ และโดยสถานการณ์นี้ก็ถือเป็นเรื่องสมควรแล้วที่จะใช้เงินจากกองทุนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหารูปธรรมข้างต้น ผมคิดว่ารัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยา ดูแลนิสิต นักศึกษา ดังนี้ 1.ให้รัฐบาลและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ประสานงานไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆให้พิจารณาคืนค่าเทอมในสัดส่วนที่เหมาะสมของแต่ละมหาวิทยาลัย หรือในอัตราขั้นต่ำ 20% หรือเกลี่ยงบประมาณอื่นๆ เพื่อเยียวยานักศึกษาทั่วประเทศทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ดำเนินนโยบายเงินเดือนเยาวชน (ตามที่นโยบายอดีตพรรคอนาคตใหม่เคยเสนอ) โดยอุดหนุนให้เยาวชนอายุ 18-22 ปี เดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งจะทำให้นักเรียน นักศึกษา สามารถวางแผนการใช้ชีวิตในช่วงนี้ได้ ทั้งนี้ประเทศไทยมีประชากรในกลุ่มวัยนี้ ประมาณ 4.3 ล้านคน(ธ.ค.2562) จะใช้งบประมาณ 25,860 ล้านบาท (ทั้งนี้อาจมีเยาวชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือเป็นลูกจ้างสถานประกอบการ ก็ให้รับการเยียวยาจากมาตรการด้านแรงงาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรพิจารณาปรับลดค่าเทอมในเทอมต่อไป เนื่องจากการปิดมหาวิทยาลัยในช่วงนี้ ทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งสามารถประหยัดงบประมาณในด้านสาธารณูปโภคได้เป็นจำนวนมาก และยังเป็นการแบ่งเบาภาระที่นิสิตนักศึกษาต้องแบกรับในช่วงวิกฤตนี้อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61688</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ค่าเทอม, นักศึกษา, นิสิต, รังสิมันต์ โรม, ส.ส.พรรคก้าวไกล, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191127/image_big_5dde21c00f926.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
